สถานการณ์สิทธิเสรีภาพด้านต่างๆ ของประเทศไทยยังอยู่ในขั้นน่ากังวล จากการติดตามสถานการณ์ของแอมเนสตี้ในไตรมาสล่าสุด ยังแสดงให้เห็นถึงความท้าทายทั้งด้านข้อกฏหมายและการบังคับใช้โดยเจ้าหน้าที่ที่ยังคงอยู่และเป็นอุปสรรคขัดขวางในการใช้สิทธิของประชาชน นอกจากสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมแล้ว ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ยังมีเหตุการณ์เกี่ยวกับสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกหลายกรณี
- การตัดสิทธิ “ไผ่ จตุภัทร์” ในการเยี่ยมใกล้ชิดโดยไม่บอกสาเหตุ
- กระบวนการส่งตรวจรักษา “เอกชัย” ที่มีอาการฝีในตับเป็นไปอย่างล่าช้า
- สั่งจำคุกโดยไม่รอลงอาญา 5 นักกิจกรรม จาก #พรบชุมนุม เป็นครั้งแรก
ส่วนในวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ยังมีการฟังคำพิพากษา “เพชร-บีม” ที่ศาลเยาวชน โดยศาลไม่อนุญาตให้องค์กรสิทธิเข้าสังเกตการณ์ ถึงแม้เพชรจะขอให้มีผู้สังเกตการณ์ และแอมเนสตี้ได้ทำหนังสือขอเข้าสังเกตการณ์อย่างเป็นทางการ ทำให้จนถึงตอนนี้ มีผู้ที่ถูกคุมขังจากการแสดงออกทางการเมือง หรือมีมูลเหตุทางการเมือง จำนวนอย่างน้อย “60 คน”
แอมเนสตี้พาทุกคนมาย้อนดูเหตุการ์ณไปพร้อมๆ กับชวนตั้งคำถามสำคัญ
เกิดอะไรขึ้นกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน?
ไผ่-จตุภัทร์: ถูกกักโรคนานกว่ากำหนด ถูกใส่กุญแจมือและข่มขู่ว่าจะย้ายแดน ถูกตัดสิทธิเยี่ยมญาติใกล้ชิด
ไผ่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ถูกคุมขังจาก ม.112 กรณีปราศรัยในชุมนุมที่ภูเขียว ก่อนถูกย้ายมาคุมขังที่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เฟซบุ๊กเพจของเขา ได้เผยแพร่จดหมายใจความว่าหลังถูกย้ายมาจากเรือนจำภูเขียวเมื่อวันที่ 23 กันยายน เขาถูกกักโรคนานกว่ากำหนด 5 วันโดยไม่มีเหตุผล และเมื่อประท้วงด้วยการเขียนข้อความด้วยกาแฟบนผนัง เจ้าหน้าที่ใส่กุญแจมือ พาตรวจสอบ และข่มขู่ว่าจะย้ายแดน ก่อนที่ต่อมาจะถูกส่งไปแดน 8 จริง
แม้มีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัย แต่ไผ่ระบุว่าเขาไม่เคยได้รับแจ้งผลใด ๆ กลับทราบจากญาติว่า สิทธิ “เยี่ยมญาติใกล้ชิด” วันที่ 27 พฤศจิกายนถูกตัดโดยไม่บอกสาเหตุ ทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องการใช้อำนาจดุลพินิจลงโทษและความไม่โปร่งใสในระบบราชทัณฑ์
มาตรฐานสิทธิมนุษยชนระบุไว้ว่าอย่างไรบ้าง?
ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง หรือ ข้อกำหนดแมนเดลา ระบุไว้ว่า
ข้อที่ 41:
หากมีการลงโทษทางวินัยผู้ต้องขังต้องได้รับแจ้งโดยไม่ชักช้า และในภาษาที่ตนเข้าใจได้ถึงลักษณะของข้อกล่าวหาที่มีต่อตน และควรได้รับเวลาและการอำนวยความสะดวกอย่างเพียงพอเพื่อเตรียมตัวในการแก้ต่างให้กับตนเอง
ข้อที่ 43:
(1) ไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ จะต้องไม่มีกำจัดเสรีภาพหรือการลงโทษทางวินัยใดๆ ถึงขั้นเป็นการทรมาน และการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี เช่น การขังเดี่ยวโดยไม่มีกำหนดเวลา
(2) จะต้องไม่ใช้เครื่องพันธนาการเพื่อเป็นการลงโทษทางวินัย
(3) การลงโทษทางวินัยหรือมาตรการจำกัดเสรีภาพใดๆ ต้องไม่รวมถึงการห้ามติดต่อกับครอบครัว
การจำกัดช่องทางในการติดต่อกับครอบครัวอาจกระทำได้เฉพาะในช่วงเวลาที่จำกัด และเฉพาะเท่าที่จำเป็นเพื่อการดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อยเท่านั้น
ข้อที่ 58:
ผู้ต้องขังต้องได้รับอนุญาตให้สื่อสารกับครอบครัวและเพื่อนของตนตามระยะเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ โดยมีการกำกับดูแลเท่าที่จำเป็น
เอกชัย: กระบวนการส่งตัวตรวจรักษาล่าช้า ห้องนอนแออัด
เอกชัย หงส์กังวาน ถูกขังระหว่างฎีกา หลังศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาคดี ม.110 กรณีถูกกล่าวหาขัดขวางขบวนเสด็จ ที่เรือนจำกลางคลองเปรม เขาถูกคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรมมาราว 2 เดือน ทั้งที่ต้องติดตามอาการฝีในตับอย่างต่อเนื่อง แต่กระบวนการส่งตัวตรวจรักษากลับล่าช้า แม้ทนายจะยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการตั้งแต่ 28 ตุลาคม 2568
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่หาเอกสารดังกล่าวไม่พบ และต้องให้ส่งเอกสารใหม่ ขณะเดียวกัน เอกชัยถูกย้ายแดนอย่างกะทันหันจากแดน 6 ไปแดน 3 โดยไม่ทราบเหตุผล ทำให้รอบเยี่ยมญาติเปลี่ยน และอาจยิ่งทำให้การรักษาล่าช้า
ระหว่างถูกคุมขัง เขารายงานว่าการเข้าถึงแพทย์ต้องรอนาน 2–3 สัปดาห์ ห้องนอนแออัดทำให้เจ็บบริเวณแผลผ่าตัด และมีอาการไอ-ไข้จากการระบาดของไข้หวัดในเรือนจำ พร้อมกังวลว่าการย้ายแดนจะยิ่งทำให้การตรวจ CT-scan ติดตามผลโรคฝีในตับล่าช้ากว่าเดิม
มาตรฐานสิทธิมนุษยชนระบุไว้ว่าอย่างไรบ้าง?
ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง หรือ ข้อกำหนดแมนเดลา ระบุไว้ว่า
ข้อที่ 24:
ผู้ต้องขังต้องได้รับบริการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานเช่นเดียวกับที่รัฐจัดให้กับประชาชนคนอื่น
ข้อที่ 27:
ในกรณีฉุกเฉิน ผู้ต้องขังทุกคนต้องได้รับการประกันว่าสามารถเข้าถึง การรักษาพยาบาลได้โดยทันที และต้องมีบุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างเพียงพอ
ข้อที่ 26 และ 30:
ระบบด้านสาธารณสุขต้องมีประสิทธิภาพ และต้องมีการจัดเก็บเวชระเบียน-เอกสารอย่างถูกต้อง เป็นความลับ
ข้อที่ 35:
แพทย์และหน่วยงานสาธารณสุขของเรือนจำมีหน้าที่ต้อง “ตรวจตรา ติดตาม และเสนอแนะ” ผู้บริหารเรือนจำเรื่องสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาพผู้ต้องขัง
ข้อที่ 58:
ผู้ต้องขังต้องได้รับอนุญาตให้สื่อสารกับครอบครัวและเพื่อนของตนตามระยะเวลาที่เหมาะสม โดยมีการกำกับดูแลเท่าที่จำเป็น
ศาลเยาวชนฯ ไม่อนุญาตให้องค์กรสิทธิเข้าสังเกตการณ์คดี “เพชร-บีม”
ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดี มาตรา 112 ของ “เพชร” (22 ปี) และ “บีม” (21 ปี) ซึ่งทั้งคู่ยังเป็นเยาวชนในวันที่ถูกกล่าวหา จากกิจกรรม #แต่งครอปท็อปเดินห้างสยามพารากอน เมื่อ 20 ธันวาคม 2563 ก่อนเริ่มพิจารณาเวลา 11.00 น. ศาลสอบถามผู้เข้าฟังทุกคนว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องกับจำเลยหรือไม่ เมื่อผู้แทนแอมเนสตี้ ประเทศไทยแจ้งว่าเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนและได้ทำหนังสือขอเข้าสังเกตการณ์อย่างเป็นทางการ ศาลแจ้งว่า ไม่อนุญาตให้เข้าร่วมสังเกตการณ์ แม้เพชรจะขอให้มีผู้สังเกตการณ์หนึ่งคนก็ตาม
แอมเนสตี้ยืนยันว่า การสังเกตการณ์เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้กระบวนการยุติธรรมโปร่งใส และช่วยรับรองว่าการดำเนินคดีต่อเด็กและเยาวชนในคดีการเมืองจะสอดคล้องกับหลักการสำคัญ คือ การคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก ตามอนุสัญญาสิทธิเด็กและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ แอมเนสตี้ ประเทศไทย ได้ติดตามคดีเด็กในศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมาตั้งแต่ปี 2564 รวมอย่างน้อย 17 ครั้ง ยื่นขอเข้าสังเกตการณ์ไม่น้อยกว่า 15 ครั้ง แต่ถูกปฏิเสธอย่างน้อย 10 ครั้ง โดยให้เหตุผลเรื่องความเป็นส่วนตัวของเด็กและการพิจารณาคดีลับ โดยเฉพาะในคดีมาตรา 112
อย่างไรก็ตาม แอมเนสตี้ได้ทำหนังสือขอเข้าพบอธิบดีศาลเยาวชนเพื่อหารือเรื่องการสังเกตการณ์คดีทางการเมืองของเด็ก แต่ได้รับคำตอบว่าการอนุญาตขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้พิพากษาในแต่ละสำนวน ต้องยื่นขอเป็นรายคดีไป
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กให้ความสำคัญของการทำงานของภาครัฐโดยถือประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก รวมถึงการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมและให้ความสำคัญแก่ความคิดเห็นของเด็กอย่างเสรีในเรื่องที่มีผลกระทบต่อเด็ก
จากการเก็บข้อมูลเด็กที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองพบว่า การที่มีผู้สังเกตการณ์ในห้องพิจารณาคดี เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย และช่วยลดความกดดันในห้องพิจารณาคดีได้
ครั้งแรกที่มีการตัดสินจำคุก #พรบชุมนุม โดยไม่รอลงอาญา
จากการรายงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ศาลแขวงดุสิตอ่านคำพิพากษาคดีที่นักกิจกรรม 5 คน ได้แก่ “สายน้ำ” นภสินธุ์, “ออย” สิทธิชัย, “แก๊ป” จิรภาส, “บังเอิญ” และ “ดิว” สมชาย คำนะ ใน #พรบชุมนุม ข้อหาร่วมกันชุมนุมสาธารณะในรัศมี 150 เมตร จากพระบรมมหาราชวัง
ศาลพิพากษาว่า ทั้งห้ามีความผิดฐาน #พรบชุมนุม มาตรา 4, 7, และ 27 ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน โดยจำเลยที่ 1 (สายน้ำ) และจำเลยที่ 4 (บังเอิญ) ให้นับโทษต่อจากคดีที่เคยถูกลงโทษจำคุก แต่ยกคำร้องขอเพิ่มโทษของอัยการโจทก์
หลังจากอ่านคำพิพากษาเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวจำเลยทั้งห้าไป ทนายความพร้อมนายประกันได้ยื่นขอประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ต่อมา เวลา 15.00 น. ศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งส่งคำร้องขอประกันตัวให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เหตุการณ์นี้ นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีการตัดสินโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา ในคดี #พรบชุมนุม
เห็นได้อย่างชัดเจนว่าสถานการณ์เสรีภาพการแสดงออกในเดือนพฤศจิกายนยังน่าเป็นห่วง เกือบทุกคดีดำเนินการโดยละเลยข้อเรียกร้องจากภาคประชาสังคม การจำกัดสิทธิผู้ต้องขัง การขัดขวางกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส และการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่ได้สัดส่วนยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 60 คนยังถูกคุมขังจากคดีการเมือง สะท้อนปัญหาโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ทางการไทยต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด ด้วยการคุ้มครองสิทธิผู้ต้องขัง เปิดกระบวนการยุติธรรม ตรวจทบทวนคดีการแสดงออก และยุติการใช้กฎหมายที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน




