- รายงานใหม่ของแอมเนสตี้เปิดโปงข่าวชวนเชื่อรัฐบาลกัมพูชาเอาจริงกวาดล้างศูนย์สแกมเมอร์ทั่วประเทศ
- เจ้าหน้าที่ตำรวจสมรู้ร่วมคิดหัวหน้าแก๊งศูนย์สแกมเมอร์แจ้งข่าวล่วงหน้าช่วยหลบหนี
- บทสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิต 73 รายเผยไม่มีการคัดแยกและรับรู้สถานะผู้ตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์
รายงานใหม่ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุว่า แผนปฏิบัติการกวาดล้างศูนย์สแกมเมอร์ครั้งใหญ่ของรัฐบาลกัมพูชาล้มเหลว ไม่สามารถปิด ศูนย์สแกมเมอร์ส่วนมากที่ตั้งอยู่ทั่วประเทศ พร้อมละเลยการให้คุ้มครองและช่วยเหลือผู้ตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ การทรมาน และการเป็นทาส หลายพันคน
รายงาน “ผู้ตกเป็นเหยื่อที่ถูกละเลย: “การกวาดล้าง” ศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชา” ได้รวบรวมข้อมูลที่แสดงถึงความล้มเหลวในการคุ้มครองผู้ตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่ล้มเหลวในการคัดแยกผู้ตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ โดยแก๊งศูนย์สแกมเมอร์หลบหนีการเข้ากวาดล้างได้อย่าง ทันท่วงที พร้อมแสดงหลักฐานการข่มขืนหลายกรณีที่เกิดขึ้นในศูนย์สแกมเมอร์
มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ ผู้อำนวยการร่วมระดับภูมิภาค แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า รัฐบาลกัมพูชาดูเหมือนจัดการกวาดล้างศูนย์สแกมเมอร์ได้เป็นอย่างดี แต่จริงแล้ว ทุกหัวข่าวการกวาดล้างหรือจับกุมแก๊ง ก็คือจำนวนผู้รอดชีวิตจากการเป็นทาส การทรมาน และการข่มขืนที่พบมากขึ้น ซึ่งพวกเขามักถูกละเลยการช่วยเหลือ
“การกวาดล้างอาชญากรรมเชิงรุกครั้งนี้ไม่มีประสิทธิผลเพียงพอที่จะหยุดการทรมานผู้ตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในศูนย์สแกมเมอร์ ศูนย์สแกมเมอร์กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ที่แอมเนสตี้ได้มีการตรวจสอบและระบุไว้ก่อนหน้ากลับถูกเพิกเฉย ไม่มีการเข้ากวาดล้าง ในส่วนของศูนย์สแกมเมอร์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ากวาดล้างจริง ก็ไร้ประสิทธิผล ละเลยผู้ตกเป็นเผู้เสียหายตรงหน้า ปล่อยให้พวกเขาเผชิญการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ในขณะรัฐบาลปรบมือกับชัยชนะของตนเอง”
เจ้าหน้าที่ตำรวจ “สัปเหร่อแอบแฝง”
ในปี 2568 รายงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุว่าศูนย์สแกมเมอร์มากกว่า 50 แห่งที่ตั้งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศกัมพูชามีผู้ตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ การเป็นทาส การบังคับใช้แรงงาน และการทรมาน โดยมีกลุ่มอาชญากรรมควบคุมและดำเนินการศูนย์เหล่านี้เยี่ยงคุก
รายงาน 150 หน้าฉบับใหม่นี้เผยว่ามีศูนย์สแกมเมอร์ใหม่เพิ่มขึ้น 33 แห่ง พร้อมตีแผ่คำให้การจากผู้รอดชีวิต 73 รายจาก 16 ประเทศที่เคยถูกจับขังใน ศูนย์สแกมเมอร์ระหว่างการกวาดล้าง ทุกคนล้วนยอมรับว่าถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ซึ่งตรงกับหลักฐานที่ระบุในรายงานของแอมเนสตี้ ก่อนหน้านี้
หลังจากรายงานของแอมเนสตี้ได้รับการเผยแพร่ กัมพูชาเปิดฉากปฏิบัติการกวาดล้างศูนย์สแกมเมอร์ครั้งใหญ่ที่สุดในเดือนกรกฎาคม 2567 โดยสัญญา ว่าจะปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรรมที่อยู่เบื้องหลังการสแกมผู้เสียหายทั่วโลกให้หมดสิ้น มีการจับกุมหัวหน้าแก๊งชื่อดังมากมาย และเจ้าหน้าที่ยืนยัน ว่าได้ปิดศูนย์สแกมเมอร์ไปแล้วกว่า 200 แห่ง
แต่ทว่า แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลชวนตั้งข้อสงสัยในเรื่องประสิทธิผลการกวาดล้างครั้งนี้ ตามหลักฐานที่เราได้รับ พบว่ามีการเข้าปราบปรามศูนย์ สแกมเมอร์เพียง 24 แห่ง จากทั้งหมด 86 แห่งที่เราระบุไว้ก่อนหน้า เรายังได้รับหลักฐานการปล่อยตัวผู้ตกเป็นเหยื่อและผู้หลบหนีจำนวนมากจาก ศูนย์สแกมเมอร์อื่นๆ 7 แห่ง
ถึงแม้ว่าจะมีหลักฐานการเข้าปราบปรามจริง เราพบว่าการปฏิบัติการส่วนใหญ่ไร้ประสิทธิผล เนื่องจากการสมรู้ร่วมคิดระหว่างผู้อำนวยการศูนย์ สแกมเมอร์และเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเป็นการเข้าปราบปรามเอาหน้า เพื่อลดแรงกดดันจากสาธารณชน นอกจากนี้ มีการเข้าปราบปรามของเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 ครั้งที่ผู้ตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ถูกเพิกเฉย โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้สัมภาษณ์ผู้ตกเป็นผู้เสียหายการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากศูนย์เหล่านั้น
ผู้ตกเป็นเหยื่อกลับต้องโทษราวกับอาชญากร
ผู้รอดชีวิตที่ให้สัมภาษณ์ในรายงานฉบับนี้มาจากหลายทวีปทั่วโลก เช่น แอฟริกา ลาตินอเมริกา และเอเชีย ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของการอาชญากรรม ข้ามชาติที่เกิดจากศูนย์สแกมเมอร์ วินตา หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากแอฟริกาตะวันออก ตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ในวัยเพียง 16 ปี ที่ถูกหลอกว่าจะได้ทำงานบนเรือสำราญ เธอเล่าว่าระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าปราบปราม เธอถูกส่งตัวหลบหนีไป-มาระหว่างศูนย์สแกมเมอร์
“พวกเขาจับฉันใส่กุญแจมือล็อกไว้กับเก้าอี้ และให้ยืนตรงเป็นเวลานาน 2 วัน หลังจากนั้นก็ทุบตีและจับฉันขึ้นรถ” เธอกล่าว
จนคืนวันหนึ่ง เธอได้ถูกปล่อยตัวพร้อมกับผู้ตกเป็นผู้เสียหายคนอื่นๆ เธอเล่าว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาถึง พวกเขาข่มขู่จะส่งตัวเธอกลับไปที่ศูนย์สแกมเมอร์ แทนที่จะให้ความช่วยเหลือ เมื่อไม่มีที่ไหนจะไป ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ เธอขอความช่วยเหลือจากคนกัมพูชาในพื้นที่ให้ช่วยเธอหลบหนี ออกจากพื้นที่นั้น เรื่องราวของเธอสะท้อนให้เห็นถึงเหตุการณ์ลักษณะเดิมๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจล้มเหลวในการกวาดล้างศูนย์สแกมเมอร์และเป็นต้นเหตุ คอยซ้ำเติมภัยอันตรายต่อผู้รอดชีวิต
จากผู้รอดชีวิตทั้งหมด 73 รายที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้สัมภาษณ์ ไม่มีใครเลยที่ได้รับการรองรับสถานะผู้ตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ แม้ว่าเราประเมินว่าพวกเขาทุกคนเข้าองค์ประกอบตามนิยามทางกฎหมายที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
ผู้รอดชีวิตหลายคนที่ได้รับการปล่อยตัวหรือหลบหนีออกมาจากศูนย์สแกมเมอร์ต้องนอนบนถนน หรือถูกกักตัวในศูนย์ผู้อพยพที่หนาแน่น ผู้ตกเป็นเหยื่อ การค้ามนุษย์บางรายโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจขู่กรรโชกทรัพย์และข่มขู่ ผู้รอดชีวิตหลายๆ คนไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเพียงพอจากสถานทูตของตนเอง
“เราพยายามปลุกเธอ แต่เธอได้ลาจากโลกไปแล้ว”
รายงานนี้ยังแสดงถึงการสมรู้ร่วมคิดระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้บริหารศูนย์สแกมเมอร์ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้การกวาดล้างไม่ได้ประสิทธิผล เพียงพอ ผู้รอดชีวิตหลายรายบอกแอมเนสตี้ว่า มักจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาที่ศูนย์สแกมเมอร์ PV01 ในไพรแวง (Prey Veng) มานั่งดื่มกาแฟกับ ผู้บริหารบ้าง มาเก็บศพบ้าง แต่ระหว่างปฏิบัติการกวาดล้าง กลับไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมที่ศูนย์แห่งนี้เลย
เอลิส หญิงสาวชาวเคนยา กล่าวว่าเธอถูกทุบตีและเห็นผู้หญิงอีกคนหนึ่งเสียชีวิตในศูนย์สแกมเมอร์ PV01 “เราพยายามปลุกเธอ แต่เธอได้ลาจากโลก ไปแล้ว… เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เข้ามาจัดการศพ” เธอเล่าเพิ่มว่า เจ้าหน้าที่ไม่สนใจที่จะปล่อยตัวผู้ตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์คนอื่นๆ ที่ถูกกักขังเลย
คำให้การของผู้รอดชีวิตชี้ชัดว่า ผู้บริหารได้รับข้อมูลการเข้าปราบปรามล่วงหน้า ช่วยให้หลบหนีและย้ายไปศูนย์แห่งอื่นได้อย่างทันท่วงที นี่เป็นหลักฐาน ชี้ชัดถึงความสัมพันธ์และการสมรู้ร่วมคิดของทั้งสองฝ่าย
“พวกเขาบอกว่าตำรวจกำลังจะเข้ามา นำตัวพวกเราขึ้นรถ แล้วขับไปที่ภูเขา” ผู้รอดชีวิตคนหนึ่งกล่าว
จากคำให้การล่าสุดที่แอมเนสตี้ได้รับแสดงชัดว่ามีเหตุการณ์การข่มขืนเกิดขึ้นในศูนย์สแกมเมอร์ โดยมีผู้รอดชีวิตหญิง 6 รายที่เป็นเหยื่อของการข่มขืน และการปฏิบัติที่เลวร้ายอื่นๆ ผู้รอดชีวิตหญิง 5 รายเล่าว่าพวกเธอถูกข่มขืนโดยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้า ทำให้มีผู้รอดชีวิต 2 คนตั้งท้อง เซซิเลีย ผู้รอดชีวิตชาวบราซิล เล่าว่าผู้บริหารศูนย์สแกมเมอร์ได้ชวนสแกมเมอร์ที่มีผลงานดีมารุมข่มขืนเธอ
“นี่คือรางวัลของการทำงานดีเด่น เขาบอกว่าฉันคือ ‘ของขวัญ’” เซซิเลียมีร่องรอยบอบช้ำมากมายบนร่างกาย เธอเล่าว่าร่องรอยเหล่านี้เกิดจากผู้บริหาร ใช้ไม้เบสบอลทุบตี หลังจากที่ได้ข่าวว่าพ่อของเธอติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ไร้ซึ่งความโปร่งใส
ถึงแม้ว่าการกวาดล้างครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ แต่เจ้าหน้าที่กัมพูชากลับล้มเหลวในการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน ชี้แจงว่ามีการเข้าสอบสวนศูนย์สแกมเมอร์แห่งใดแล้วบ้าง พร้อมแสดงหลักฐานการปิดศูนย์สแกมเมอร์ที่อ้างไว้ รัฐบาลยังเพิกเฉยต่อคำถามเรื่องการเข้าสอบสวนจากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ในระหว่างเดียวกัน ก็มีการจำกัดการตรวจสอบอย่างอิสระ โดยการจับกุมและข่มขู่นักข่าวและเจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ
“การขาดความโปร่งใสของรัฐบาลกัมพูชาทำให้การตรวจสอบคำอ้างอิงเป็นไปได้ยากและยังทำลายความไว้วางใจของการกวาดล้างครั้งนี้ เราเลยสรุปได้ไม่ยากว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังศูนย์สแกมเมอร์ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงจำนวนมากยังไม่ถูกนำมารับโทษ” มอนต์เซ เฟอร์เรอร์กล่าว
“แม้ว้าการกลาดล้างนี้จะส่งผลให้มีการปล่อยตัวผู้ตกเป็นผู้เสียหายจากการเป็นทาสหลายพันราย แต่ความล้มเหลวในการช่วยเหลือและปฏิบัติต่อ ผู้รอดชีวิตอย่างเหมาะสมก็บั่นทอนผลงานของรัฐบาล”
จากการสอบสวนของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ระหว่างการกวาดล้างศูนย์สแกมเมอร์ เราพบว่ารัฐบาลได้อนุมัติแผนงาน คาสิโนใหม่ 17 แห่งที่เชื่อมโยงกับศูนย์สแกมเมอร์ชัดเจน รายงานใหม่ของเรายังระบุว่า มีคาสิโน 4 แห่งที่ได้รับการอนุมัติเป็นเจ้าของตึกที่เคยเป็นศูนย์ สแกมเมอร์
“หากรัฐบาลก้มพูชาต้องการแสดงความจริงใจต่อการยุติการเป็นทาสและการทรมานจากธุรกิจศูนย์สแกมเมอร์ รัฐบาลต้องสอบสวนศูนย์สแกมเมอร์ และคาสิโนที่มีความเชื่อมโยงทุกแห่ง คัดแยกและช่วยเหลือผู้ตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงอื่นๆ อย่างเหมาะสม พร้อมชี้แจงเหตุความล้มเหลวที่เป็นอุปสรรคทำให้การกวาดล้างไม่ประสบความสำเร็จ” มอนต์เซ เฟอร์เรอร์อธิบาย
“ประชาคมระหว่างประเทศสามารถให้ความช่วยเหลือเพิ่มได้ แรงกดดันจากผู้นำระดับโลกเป็นแรงผลักดันหลักให้รัฐบาลกัมพูชาริเริ่มการกวาดล้างครั้งนี้ รายงานของเราแสดงให้เห็นว่าการกวาดล้างยังไม่สิ้นสุด ต้องมีแรงกดดันจากผู้นำระดับโลกมากขึ้น ต้องมีการจัดสรรเงินทุนช่วยเหลือผู้รอดชีวิตมากขึ้น”
ข้อมูลพื้นฐาน
สำหรับรายงานฉบับนี้ แอมเนสตี้ได้สัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจากศูนย์สแกมเมอร์ 73 รายจากประเทศบังกลาเทศ บราซิล จีน โคลอมเบีย เอกวาดอร์ เอริเทรีย เอธิโอเปีย กานา อินโดนีเซีย เคนยา ไลบีเรีย มาดากัสการ์ โมร็อกโก ไนเจอร์ ยูกันดา และเวเนซุเอลา ระหว่างกรกฎาคม 2568 – เมษายน 2569
ตามกฎหมายระหว่างประเทศ กัมพูชาต้องคัดแยกผู้ตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ และรับรองความปลอดภัยของพวกเขา พร้อมควรให้ที่พักพิง ดูแลสุขภาพ และช่วยเหลือทางกฎหมาย โดยละเว้นการลงโทษจากการกระทำผิดทางอาญาที่เกิดขึ้น อันเป็นผลมาจากการถูกแสวงหาประโยชน์
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อ: [email protected]
อ่านรายงานฉบับเต็ม




