- บัญชีโซเชียลมีเดียที่เชื่อมโยงกับกองทัพมุ่งโจมตีนักกิจกรรมโดยใช้ข้อมูลบิดเบือน
- หลังโจมตีว่าร้ายออนไลน์ ก็ตามมาด้วยการข่มขู่และการใช้ความรุนแรงทางกายกับผู้เห็นต่าง
- บริษัท Meta, TikTok, X และ YouTube ปล่อยให้คอนเทนต์อันตรายแพร่หลายอย่างรวดเร็ว
รายงานใหม่ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเผยแพร่ในวันนี้ พบปฏิบัติการอันเป็นระบบเพื่อเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน (disinformation) สร้างภาพว่าผู้วิจารณ์รัฐบาลเป็น “สายลับต่างชาติ” (foreign agent) โดยมุ่งปิดปากผู้เห็นต่าง และจุดประกายให้เกิดการข่มขู่คุกคามและการใช้ความรุนแรงทางกายภาพใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโตแห่งอินโดนีเซีย
รายงาน ‘สร้างศัตรูในจินตนาการ’ (Building up Imaginary Enemies’) เผยให้เห็นแนวทางที่ทางการอินโดนีเซีย รวมไปถึงกองทัพ นำมาใช้มากขึ้นในการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนออนไลน์ เพื่อโจมตีนักข่าว นักกิจกรรม นักวิชาการ และผู้ชุมนุมประท้วง เนื่องจากการทำงานรณรงค์เคลื่อนไหวและการแสดงออกอย่างชอบธรรมของพวกเขา ในเวลาเดียวกัน บรรดาบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Meta, TikTok, X และ YouTube ต่างอนุญาตให้มีข้อมูลบิดเบือนที่อันตรายเหล่านี้ในโลกออนไลน์
แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า แนวปฏิบัติแบบอำนาจนิยม (Authoritarian practice) ได้ขยายตัวมากขึ้นในอินโดนีเซีย ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต งานวิจัยของแอมเนสตี้ชี้ว่า ในช่วง 18 เดือนนับแต่ปราโบโวเข้าสู่อำนาจ การเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนออนไลน์ได้กลายเป็นยุทธวิธีสำคัญเพื่อทำลายชื่อเสียงของผู้วิจารณ์รัฐบาลอย่างเป็นระบบ ปิดกั้นการอภิปรายสาธารณะ และสนับสนุนการปราบปราม ในเวลาเดียวกัน บริษัทโซเชียลมีเดียต่างเพิกเฉยและปล่อยให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น
“ข้อมูลบิดเบือนเหล่านี้ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ถูกใช้เพื่อกระชับอำนาจของรัฐบาล เพื่อตอบโต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณะที่มีมากขึ้น ทั้งยังสร้างภาพที่ชั่วร้ายและบั่นทอนกำลังของผู้ที่กล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ทางการอินโดนีเซียและผู้สนับสนุนของพวกเขากำลังสร้างภาพว่าผู้ชุมนุมประท้วง นักข่าว และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเป็น ‘สายลับต่างชาติ’ ทั้งนี้เพื่อจงใจเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนจากการเคลื่อนไหวแสดงออกถึงความทุกข์ยากของประชาชนอย่างชอบธรรม”
เจตนารมณ์เพื่อหลอกลวง
นับแต่ประธานาธิบดีปราโบโวเข้าสู่ตำแหน่งในเดือนตุลาคม 2567 ได้เกิดการเดินขบวนประท้วงหลายระลอกในอินโดนีเซีย เพื่อต่อต้านการทุจริต การตัดลดงบประมาณสำคัญ ความเสื่อมโทรมด้านสิ่งแวดล้อม และการเพิ่มอำนาจให้กับกองทัพ ปราโบโวและเจ้าหน้าที่ระดับสูงได้ตอบโต้ต่อสาธารณะซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยวาทกรรมเดิมที่กล่าวหาว่า ผู้วิจารณ์เหล่านี้ถูกจ้างมา ถูกบิดเบือน หรือถูกควบคุมโดยกลุ่มผลประโยชน์จากต่างชาติ และอ้างว่าการแสดงความเห็นต่างเหล่านี้เกิดขึ้นจากการวางแผนจัดตั้ง ไม่ใช่การกระทำที่ชอบธรรม
จากนั้นจึงมีการโจมตีใส่ร้ายนักกิจกรรมภาคประชาสังคมทางออนไลน์ว่าเป็น “สายลับต่างชาติ” โดยมักใช้ข้อกล่าวหาที่ขาดมูลความจริง เพื่อใส่ร้ายว่าพวกเขาต้องการ “ทำลายล้าง” หรือ “สร้างความแตกแยก” ในอินโดนีเซีย เพียงเนื่องจากพวกเขารับทุนจากต่างชาติ หรือรับความสนับสนุนอื่นๆ จากต่างประเทศ
ตามกฎหมายระหว่างประเทศ องค์กรภาคประชาสังคมและสื่อมวลชนมีสิทธิที่จะเข้าถึงเงินทุนจากนานาชาติ ซึ่งมักมีความจำเป็นเพื่อการใช้สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการสมาคม
งานวิจัยของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลพบว่า ปฏิบัติการที่มุ่งเผยแพร่ข้อกล่าวหาเท็จว่าภาคประชาสังคมเป็น “สายลับต่างชาติ” ในกรณีส่วนใหญ่ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีโซเชียลหลายร้อยบัญชี ซึ่งจะนัดเวลาที่จะปล่อยคลิปวิดีโอ ปล่อยภาพกราฟิก หรือโพสต์ข้อความแบบเดียวกัน พร้อมๆ กัน ในเวลาอันรวดเร็ว จากนั้นจึงมีการนำข้อมูลเท็จเหล่านี้ไปโพสต์ต่อในแพลตฟอร์มต่างๆ รวมทั้ง Instagram, Facebook, X, TikTok และ YouTube จากการศึกษาลักษณะการเผยแพร่ข้อมูลที่มีการประสานงานเหล่านี้ ทำให้แอมเนสตี้สามารถอนุมานได้ว่า บัญชีโซเชียลเหล่านี้มีเจตนาเผยแพร่ข้อมูลเท็จโดยมีเป้าหมายเพื่อหลอกลวง โดยตามนิยามของ “ข้อมูลบิดเบือน” เจตนาถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ
การถูกกล่าวหาว่าเป็น “สายลับต่างชาติ” ทำให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรง โดยผู้เสียหายเล่าให้แอมเนสตี้ฟังว่า ปฏิบัติการเช่นนี้ทำลายผลงานและความน่าเชื่อถือของพวกเขา ทำให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้นที่จะถูกดำเนินคดีอาญา และอาจถูกทำร้ายร่างกาย
‘เดี๋ยวหัวมึ*จะหลุดจากบ่า’
ปฏิบัติการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนทางดิจิทัลมักบานปลาย และส่งเสริมให้เกิดการใช้ความรุนแรงทางร่างกาย ในเดือนมีนาคม 2569 แอนดรี ยูนุส ผู้ช่วยผู้ประสานงานของคณะกรรมการเพื่อผู้สูญหายและเหยื่อความรุนแรง (KontraS) ได้ตกเป็นเหยื่อจากการสาดน้ำกรดในกรุงจาการ์ตา เป็นเหตุให้ได้รับแผลไหม้ที่รุนแรงจากสารเคมี
ก่อนหน้านั้นเป็นเวลาหลายเดือน เขาตกเป็นเหยื่อโจมตีจากการเผยแพร่ข้อมูลออนไลน์ที่กล่าวหาว่าเขาเป็น “สายลับต่างชาติ” หลังจากได้เป็นแกนนำจัดการชุมนุมประท้วงโดยสงบ เพื่อต่อต้านการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยกองทัพของอินโดนีเซีย บัญชีโซเชียลที่ระบุตนว่าเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพอินโดนีเซีย รวมทั้งบัญชีโซเชียลที่ไม่แสดงชื่ออีกหลายร้อยบัญชี ได้เข้าร่วมในการโจมตีครั้งนี้ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลายประเภท
จากการสอบสวนของรัฐนำไปสู่การจับกุมเจ้าหน้าที่ทหารสี่นาย แต่แม้หลังเหตุการณ์สาดน้ำกรดและการจับกุมเจ้าหน้าที่เหล่านี้ การเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนยังคงเกิดขึ้นต่อไป ยังคงมีการปล่อยคลิปวิดีโออย่างเป็นระบบเพื่อกล่าวหาว่ายูนุสจัดฉากทำร้ายตัวเองเพื่อระดมทุนจากต่างชาติ

สื่อมวลชนอิสระก็ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีอย่างรุนแรง Tempo หนึ่งในองค์กรข่าวที่ได้รับการยอมรับมากสุดแห่งหนึ่งในอินโดนีเซีย ตกเป็นเป้าโจมตีด้วยข้อมูลบิดเบือนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการโจมตีจากบัญชี Instagram ที่ระบุตนเป็นของกองทัพ และได้กล่าวหาว่าสำนักข่าวแห่งนี้อยู่ใต้การควบคุมของแหล่งทุนจากต่างชาติ หลังจากมีการรายงานข่าววิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาล
การโจมตีใส่ร้ายทางออนไลน์ยังเกิดขึ้นพร้อมกับการข่มขู่เพื่อสร้างความหวาดกลัว รวมทั้งมีการส่งหัวหมูทางไปรษณีย์ไปที่สำนักข่าว Tempo ตามมาด้วยกล่องพัสดุที่เป็นซากหนูที่ถูกตัดหัว จากนั้นก็มีการปล่อยข้อมูลบิดเบือนออนไลน์ว่า การข่มขู่เช่นนี้ถูกจัดฉากขึ้นมาเพื่อเรียกร้องความสนับสนุนจากต่างชาติ

อิกบัล ดามานิก นักเคลื่อนไหวจากกรีนพีซ อินโดนีเซีย ตกเป็นเป้าหมายโจมตี หลังเป็นแกนนำชุมนุมประท้วงโดยสงบเพื่อต่อต้านการทำเหมืองนิกเกิลของรัฐบาลในแถบหมู่เกาะราจาอัมปัต จังหวัดปาปัวตะวันตก
เขาบอกกับแอมเนสตี้ว่า “ผมได้รับข้อความโดยตรงหลายชิ้นจากบุคคลไม่ทราบชื่อ ผมคิดว่าพวกเขาคงหลงเชื่อข้อมูลบิดเบือนที่มีการเผยแพร่เกี่ยวกับตัวผม บางคนถึงขั้นขู่จะฆ่าผมให้ตาย มีอยู่คนหนึ่งบอกว่า ‘เดี๋ยวหัวมึ*จะหลุดจากบ่า’”

บรรยากาศของการข่มขู่
การใช้ข้อมูลบิดเบือนอย่างกว้างขวางทำให้เกิดบรรยากาศของความหวาดกลัว ไม่เพียงเฉพาะผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายโจมตีโดยตรงเท่านั้น ทำให้ประชาชนไม่อยากเข้าร่วมในการชุมนุมประท้วง ไม่ร่วมงานกับกับองค์กรภาคประชาสังคม หรือไม่แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ทางออนไลน์
นักข่าวคนหนึ่งบอกกับแอมเนสตี้ว่า “ปรากฏการณ์นี้เป็นอันตรายกับเราทุกคน ถ้าเราทุกคนต่างหวาดกลัวที่จะถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘สายลับต่างชาติ’ และหยุดรายงานข่าว หรือเรื่องราวที่วิพากวิจารณ์รัฐบาล จะทำให้เราย้อนยุคกลับไปอยู่ในสมัยอำนาจนิยมในอดีต”
รายงานของแอมเนสตี้พบว่า กฎหมายในประเทศของอินโดนีเซียไม่สามารถคุ้มครองผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายของข้อมูลบิดเบือนได้ และมีแนวโน้มที่มักจะถูกใช้เพื่อฟ้องคดีและดำเนินคดีอาญากับผู้วิจารณ์ ร่างกฎหมายใหม่ ‘เพื่อต่อต้านข้อมูลบิดเบือนและการโฆษณาชวนเชื่อของต่างชาติ’ น่าจะยิ่งทำให้อินโดนีเซียย้อนกลับไปสู่แนวทางอำนาจนิยมมากขึ้น เพราะเป็นกฎหมายที่อาจถูกใช้เพื่อจำกัดสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก
“แทนที่จะคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุมโดยสงบ ทางการอินโดนีเซียกลับล้มเหลวในการทำงานทุกระดับ หน่วยงานของรัฐได้เข้าร่วมในการโจมตีเหล่านี้เอง ในขณะที่เหยื่อถูกปฏิเสธความคุ้มครอง และมีการปล่อยให้บรรยากาศการข่มขู่เกิดขึ้นได้”
“รัฐบาลอินโดนีเซียต้องคุ้มครองนักข่าว นักกิจกรรม และผู้ชุมนุมประท้วง แทนที่จะสนับสนุนและเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนที่เป็นอันตรายต่อพวกเขา”
ความรับผิดชอบของบริษัทโซเชียลมีเดีย
รายงานยังพบว่า Meta, TikTok, X และ YouTube กำกับดูแลเนื้อหาไม่เพียงพอ ใช้ระบบอัลกอริทึมที่ขับเคลื่อนด้วยเอ็นเกจเมนต์ และล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่เพิ่มสูงขึ้นในอินโดนีเซีย เปิดโอกาสให้มีการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนอย่างรวดเร็ว โพสต์ส่วนใหญ่ที่เราบันทึกเก็บข้อมูลได้ ยังลอยนวลอยู่ในโลกออนไลน์เป็นเวลาหลายเดือน บางโพสต์นานกว่าหนึ่งปี และหลายโพสต์ก็กลายเป็นไวรัล
“ความบกพร่องของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ สนับสนุนให้เกิดอันตรายต่อสิทธิมนุษยชนตามข้อมูลในรายงานนี้ ข้อมูลเท็จย่อมเผยแพร่ได้รวดเร็วกว่าข้อเท็จจริง แพลตฟอร์มของบริษัทเหล่านี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเอื้อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่มีการแพร่หลายของข้อมูลบิดเบือน การเซ็นเซอร์ และความรุนแรง”
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้เขียนจดหมายถึง Meta, TikTok, X และ YouTube สองครั้ง โดยในครั้งแรกเราได้ขอข้อมูลระหว่างการทำวิจัย และต่อมาได้ส่งข้อค้นพบในรายงานให้พวกเขาดูก่อนจะตีพิมพ์ มีเพียง TikTok ที่ตอบจดหมายของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งระบุถึงข้อค้นพบของเรา โดยพวกเขาให้คำมั่นว่าจะ “จัดให้มีการติดตามดูแลประเด็นนี้เป็นพิเศษ”
“ท่ามกลางบรรยากาศของความเกลียดชังที่เพิ่มขึ้นต่อการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน และท่ามกลางความล้มเหลวของรัฐบาลและบริษัทโซเชียลมีเดียที่จะแก้ปัญหาข้อมูลบิดเบือน แต่นักกิจกรรมจำนวนมากที่ให้สัมภาษณ์กับเรายังคงมีความเข้มแข็ง พวกเขายังคงจะต้องปรับตัวต่อไป สนับสนุนซึ่งกันและกัน และร่วมมือกันต่อต้าน อย่างไรก็ดี พวกเขาจะต้องไม่แบกรับภาระเหล่านี้เพียงลำพัง”
“ท่ามกลางความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีปราโบโว บริษัท Meta, TikTok, X และ YouTube ต้องยุติการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน เพิ่มการกำกับดูแลคอนเทนต์ ดำเนินการเพื่อตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะประเด็นที่ส่งผลกระทบต่ออินโดนีเซีย และจัดให้มีการเยียวยากับผู้เสียหายอันเป็นผลมาจากความล้มเหลวของตนเอง” แอกเนส คาลามาร์ดกล่าว
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือการติดต่อสัมภาษณ์ โปรดติดต่อ:[email protected]




