‘สลายการชุมนุม’ เป็นเครื่องมือที่รัฐใช้จัดการการรวมตัวของประชาชน

6 ตุลา 2519 หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่รัฐและมวลชนฝ่ายขวาเข้าสลายการชุมนุมโดยนำอาวุธล้อมปราบนักศึกษาและประชาชนที่ชุมนุมอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และบริเวณสนามหลวง มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างน้อย 46 ราย (ฝ่ายนักศึกษาประชาชน 41 ราย ฝ่ายเจ้าพนักงานและฝ่ายขวา 5 ราย) มีผู้ถูกจับกุม 3,094 คน ซึ่งภายหลังถูกอัยการศาลทหาร กรุงเทพฯ ยื่นฟ้องจำเลย 18+1 คน นักศึกษาและประชาชนจำนวนนับพันคนตัดสินใจหลบหนีเข้าป่าเพื่อเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หลังเผชิญสถานการณ์ความรุนแรงและการปราบปรามทางการเมือง

ผ่านมาแล้ว 50 ปี นับจากโศกนาฏกรรมที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลก ‘การสลายการชุมนุม’ ยังคงเป็นเครื่องมือที่รัฐใช้จัดการกับการรวมตัวของประชาชนจนถึงปัจจุบัน ดังนี้

เหตุการณ์พฤษภา’35

นักศึกษาและประชาชนหลายแสนคนร่วมชุมนุมประท้วงการขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตตรีของ ‘พล.อ. สุจินดา คราประยูร’ จากนั้นรัฐบาลส่งเจ้าหน้าที่พร้อมรถถังและรถหุ้มเกราะเข้าสลายการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าในคืนวันที่ 17 พ.ค. 2535 โดยใช้กระสุนจริง

18 พ.ค. ‘พล.ต. จำลอง ศรีเมือง’ ผู้นำการชุมนุมถูกจับกุม แต่การชุมนุมยังดำเนินต่อไปพร้อมการปราบปรามจากเจ้าหน้าที่รัฐ กระทั่ง 20 พ.ค. มีการประกาศเคอร์ฟิวและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 รับสั่งให้ผู้นำฝ่ายรัฐบาล (สุจินดา) และฝ่ายผู้ประท้วง (จำลอง) เข้าเฝ้าฯ นำโดย ‘พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์’ และ ‘สัญญา ธรรมศักดิ์’ ประธานองคมนตรีขณะนั้น

หลังการเข้าเฝ้าฯ การเผชิญหน้าระหว่างทั้งสองฝ่ายก็ยุติลง มีการประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวในวันรุ่งขึ้น กระทรวงมหาดไทยรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 44 ราย บาดเจ็บรวม 1,728 ราย (สาหัส 47 ราย) และสูญหายอีก 48 ราย 

7 ต.ค. 2551 – สลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตร (เสื้อเหลือง)

6 ต.ค. กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กลุ่มเสื้อเหลือง) ปักหลักปิดล้อมอาคารรัฐสภาเพื่อกดดันไม่ให้คณะรัฐมนตรี ‘สมชาย วงศ์สวัสดิ์’ เข้าแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา โดยมองว่ารัฐบาลขาดความชอบธรรมที่จะเข้ามาบริหารประเทศ และไม่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 

เช้าวันที่ 7 ต.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจระดมยิงแก๊สน้ำตา เพื่อเปิดเส้นทางให้คณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาเข้าไปประชุมรัฐสภาและแถลงนโยบาย บ่ายวันเดียวกัน สมชายเดินทางออกจากรัฐสภาด้วยเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจ ขณะที่ สส. และ สว. ยังคงติดอยู่ภายในอาคารรัฐสภาถึงช่วงเย็นของวันดังกล่าว ตำรวจจึงใช้แก๊สน้ำตายิงอีกหลายนัด เพื่อเปิดทางให้ สส. และ สว. ออกมาได้

การสลายการชุมนุมส่งผลให้ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 443 คน บางรายแขนขาดหรือขาขาด และมีผู้เสียชีวิต 2 ราย ได้แก่  ‘โบว์-อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ’ และ ‘พ.ต.ท. เมธี ชาติมนตรี (สารวัตรจ๊าบ)’ อดีตสารวัตรป้องกันปราบปราม จ.บุรีรัมย์ การ์ดเสื้อเหลือง เสียชีวิตจากเหตุถูกระเบิดในรถยนต์ หน้าพรรคชาติไทย

เมษา-พฤษภา 2553 – สลายการชุมนุมกลุ่ม นปช. (เสื้อแดง)

การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มเสื้อแดง เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. 2553 มีเป้าหมายกดดันให้รัฐบาล ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากมีข้อสงสัยว่ามีการแทรกแซงทางการเมืองจนนำมาสู่การยุบพรรคพลังประชาชน

7 เม.ย. รัฐบาลอภิสิทธิ์ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง พร้อมจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ก่อนมีการใช้ยุทธการขอคืนพื้นที่บริเวณถนนราชดำเนิน นำสู่การสลายการชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ในวันที่ 10 เม.ย. จากนั้น นปช. ย้ายสถานที่ชุมนุมหลักจาก ‘สะพานผ่านฟ้าลีลาศ’ เป็น ‘แยกราชประสงค์’

ฝ่ายรัฐบาลตอบรับข้อเรียกร้องเรื่องการยุบสภาแต่มีเงื่อนไข คือ ให้แกนนำ นปช. มอบตัวและยุติการชุมนุม โดยระบุเส้นตายเป็นวันที่ 12 พ.ค. ซึ่งแกนนำ นปช. ยื่นเงื่อนไขว่าหากผู้สั่งสลายการชุมนุมวันที่ 10 เม.ย. มอบตัว แกนนำ นปช. จะประกาศยุติการชุมนุม 

13 พ.ค. อภิสิทธิ์ล้มข้อเสนอยุบสภาและจัดเลือกตั้ง พร้อมประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ศอฉ. แถลงปิดล้อมพื้นที่ชุมนุมสี่แยกราชประสงค์ก่อนเข้าสู่ยุทธการกระชับวงล้อม ซึ่งนับตั้งแต่ 10 เม.ย. – 19 พ.ค. 2553 มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 92-94 ราย (ตามรายงาน คอป. 92 ราย และ ศปช. 94 ราย) 

16 ต.ค. 2563 –  สลายการชุมนุมแยกปทุมวัน ราษฎร 2563

คณะราษฎร 2563 นัดหมายชุมนุม ณ แยกปทุมวัน ในรูปแบบ ‘ม็อบไร้แกนนํา’ หลังจากแกนนําส่วนหนึ่งถูกจับไปตั้งแต่วันที่ 13-15 ต.ค. 2563 ซึ่งการชุมนุมดังกล่าวดำเนินไปอย่างสันติ กระทั่งเวลา 18:00 น. เจ้าหน้าที่ประกาศให้เลิกการชุมนุม ก่อนรถฉีดน้ำแรงดันสูงพร้อมสารสีน้ำเงิน และมีตํารวจควบคุมฝูงชนพร้อมโล่และกระบองจํานวนมากเคลื่อนขบวนจากด้านหน้าห้างสยามพารากอนสู่แยกปทุมวัน 

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า จากวันที่ 16 ต.ค. 2563 มีผู้ถูกจับกุมและถูกกล่าวหาดำเนินคดีอีกอย่างน้อย 27​ คน ในจำนวน 11​ คดี เป็นข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง 19 คน และความไม่พอใจต่อการสลายการชุมนุมดังกล่าว ทำให้มีการโพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์และมีผู้ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จำนวน 3 คน

17 พ.ย. 2563 – สลายการชุมนุมหน้ารัฐสภา ราษฎร 2563

17 พ.ย. 2563 เป็นวันที่รัฐสภามีนัดพิจารณาลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด 7 ร่าง รวมร่างรัฐธรรมนูญที่ภาคประชาชนรวบรวมรายชื่อกว่าหนึ่งแสนรายชื่อ 

กลุ่มราษฎร 2563 นัดรวมตัวกันบริเวณหน้ารัฐสภา แต่ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้เนื่องจากถูกปิดกั้นโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ชุมนุมพยายามฝ่าแนวกั้นเข้าไปด้วยการรื้อแนวลวดหนาม จนถึงเวลา 14:00 น. ตำรวจเริ่มฉีดน้ำผสมแก๊ซน้ำตาและยิงแก๊ซน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมเป็นเวลาประมาณ 5 ชั่วโมง 

วชิรพยาบาล รายงานว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมจำนวนอย่างน้อย 18 คน ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากการใช้แก๊สน้ำตา นอกจากนี้ ยังมีผู้บาดเจ็บจากการปะทะระหว่างกลุ่มราษฎรและมวลชนเสื้อเหลืองอีกรวม 28 ราย  

จากการชุมนุมครั้งนี้ พบว่ามีผู้ถูกดำเนินคดีอย่างน้อย 13 คน ในจำนวน 7 คดี โดยในจำนวนดังกล่าวมีคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จำนวน 1 คดี 

สิงหาคม 2564 – ทะลุแก๊ส

เดือนสิงหาคม 2564 เกิดการรวมกลุ่มของมวลชนอิสระบริเวณแยกดินแดงถูกเรียกว่า ‘ทะลุแก๊ส’ ซึ่งมีพัฒนาการจากเหตุสลายการชุมนุมอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลานั้น นับตั้งแต่การสลายชุมนุมวันที่ 7 สิงหาคมถึง 22 สิงหาคม

รายงานจาก Mob Data Thailand พบว่า เจ้าหน้าที่ได้ใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และรถฉีดน้ำเพื่อปิดกั้นการใช้พื้นที่และสลายการชุมนุม ขณะที่ฟากผู้ชุมนุมได้มีการพยายามรื้อรั้วกั้น เคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์ ขว้างปาสิ่งของ ประทัดยักษ์ และการจุดพลุไฟ เพื่อเป็นการตอบโต้ต่อการปิดกั้นพื้นที่ดังกล่าว

นอกจากนั้น ระหว่างวันที่ 7-15 ส.ค. 2563 มีผู้ถูกจับกุมและถูกดำเนินคดีในความผิดที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมรวม 98 คน เป็นเด็กและเยาวชน 17 คน วันที่ 16-22 สิงหาคม 2564 มีผู้ถูกจับกุม 42 คน เป็นเด็กและเยาวชน 19 คน ทั้งนี้ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุดังกล่าวจำนวน 2 ราย คือ ‘มานะ หงษ์ทอง’ ประชาชนผู้กำลังเดินทางกลับเข้าเคหะสถานถูกลูกหลงจากกระสุนยางเจาะเข้าบริเวณศีรษะ และ ‘วาฤทธิ์ สมน้อย’ เยาวชนซึ่งถูกยิงด้วยกระสุนจริง

18 พ.ย. 2565 – ราษฎรหยุด APEC 2022

18 พ.ย. 2565 กลุ่มราษฎรและเครือข่ายภาคประชาสังคมได้จัดกิจกรรม ‘ราษฎรหยุด APEC 2022’ บริเวณลานคนเมืองเป้าหมายเคลื่อนขบวนไปยังศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เพื่อคัดค้านการรับรองโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ต่อรัฐบาลและผู้นำประเทศที่เข้าร่วมประชุม APEC 2022 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–19 พ.ย. 2565 

แต่ตำรวจวางกำลังปิดกั้นถนนดินสอไม่ให้ผู้ชุมนุมผ่านเส้นทางไปได้ ต่อมาเจ้าหน้าที่เข้าสลายการชุมนุมด้วยการยิงกระสุนยางและใช้ไม้กระบองทุบตีผู้ประท้วง ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บหลายรายรวมทั้งผู้ชุมนุมและสื่อมวลชน หนึ่งในนั้น คือ ‘พายุ บุญโสภณ’ ถูกกระสุนยางยิงใส่ที่ตาขวาอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีเลือดออกจำนวนมาก และต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งพายุต้องสูญเสียดวงตาข้างขวาถาวร ขณะที่ผู้ถูกจับกุม 26 ราย แต่ถูกตั้งข้อหา 25 ราย จากเหตุการณ์ครั้งนี้

รายงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุ การชุมนุมของราษฎรหยุด APEC 2022 ที่เกิดขึ้นคู่ขนานกับการประชุม APEC 2022 ระหว่างวันที่ 15-19 พ.ย. 2565 มีคดีความเกิดขึ้นจากกิจกรรมชุมนุมทุกวัน เช่น กิจกรรมไซอิ๋วตะลุยเอเปค, กลุ่มนักกิจกรรมแต่งชุดหมีพูห์ชูป้ายประท้วงการประชุม APEC 2022, การชุมนุม ‘WHAT HAPPENED IN THAILAND’ 

ด้านประชาชนผู้ได้รับความเสียหายจากการสลายการชุมนุม ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในข้อหาร่วมกันละเมิดเสรีภาพการชุมนุมและใช้ความรุนแรงต่อประชาชน พร้อมเรียกร้องค่าเสียหายกว่า 12 ล้านบาท

เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การสลายการชุมนุมในประเทศไทย ที่แสดงให้เห็นว่า ‘การสลายการชุมนุม’ มักเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่รัฐนำมาใช้จัดการการรวมตัวของประชาชน ควบคู่กับการดำเนินคดีความทางกฎหมาย 

การดำเนินคดีและการปราบปรามประชาชนด้วยการสลายการชุมนุมที่ไม่ได้สัดส่วน ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อใครคนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อสังคมทั้งสังคม 

ในปัจจุบัน มีผู้คนกว่า 50 คน ยังคงถูกคุมขังจากการแสดงออกทางการเมือง หรือมีมูลเหตุเกี่ยวข้องกับการเมือง 

ถึงอย่างนั้น การรวมตัวของประชาชนก็ยังเป็นสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกทางการเมือง เพื่อเรียกร้องและส่งเสียงถึงรัฐและผู้มีอำนาจ ขณะที่การสลายการชุมนุมควรได้สัดส่วน ปราศจากการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ และเคารพต่อชีวิตและเสรีภาพของประชาชนตามหลักสากล

ร่วมบันทึกความทรงจำของคุณ memoirofpeopleresistance.amnesty.or.th 

อ่านบทความ ‘นโยบายเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ’ https://www.amnesty.or.th/our-work/policeviolence/

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน