เมื่อเสรีภาพถูกพรากไป แต่ความหวังยังถูกส่งถึง เรื่องราวของอัญชัญ ปรีเลิศ และพลังของจดหมายที่เปลี่ยนชีวิต

กว่า 8 ปี คือช่วงเวลาที่ยาวนานเกินกว่าที่ใครคนหนึ่งควรต้องสูญเสียไปเพียงเพราะการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก แต่สำหรับ อัญชัญ ปรีเลิศ นี่คือความจริงของชีวิตที่เธอต้องเผชิญอยู่หลังกำแพงเรือนจำ พื้นที่ซึ่งพรากทั้งอิสรภาพ ศักดิ์ศรี และความหวังในวันข้างหน้าไปทีละน้อย ตลอดระยะเวลาการถูกคุมขัง อัญชัญต้องต่อสู้กับอุปสรรคมากมาย ทั้งความเจ็บป่วยทางร่างกาย ความโดดเดี่ยว และแรงกดดันทางจิตใจที่กัดกินชีวิตอยู่ในนั้นช่วงแรก ถึงแม้สถานที่ที่เธออยู่จะเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก มีกำแพงสูงคั่นไว้ แต่ก็ยังมีบางสิ่งที่เข้ามาถึงเธอมือได้เสมอ นั่นคือ “จดหมาย” 

จดหมายทำหน้าที่เป็นสะพานเล็กๆ ที่พาเสียงจากคนแปลกหน้ามาถึงกัน ผ่านตัวอักษรที่ไม่ต้องเคยรู้จักกันมาก่อน แต่กลับอบอุ่นและจริงใจอย่างประหลาด และในห้วงเวลาที่เธอแทบไม่เห็นโลกภายนอก จดหมายเหล่านี้เองที่กลายเป็นความห่วงใยสำคัญ คอยยึดโยงอัญชัญไว้กับโลกอีกฝั่งหนึ่ง เพราะจดหมายไม่ได้แค่บอกว่าเธอ “ไม่ได้อยู่คนเดียว” แต่จดหมายยังค่อยๆ เติมพลังใจให้เธอวันแล้ววันเล่าระหว่างอยู่ในนั้น จดหมายเป็นการยืนยันซ้ำๆ ว่าเรื่องราวของเธอยังมีความหมาย มีคุณค่า และยังมีคนจำนวนมากพร้อมยืนอยู่ข้างเธอ แม้จะอยู่ไกลกันคนละฝั่งของกำแพงก็ตาม

อัญชัญ ปรีเลิศ คือหนึ่งในเรื่องเล่าที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เลือกหยิบขึ้นมา “ส่งต่อ” ผ่านแคมเปญระดับโลก Write for Rights  เขียน เปลี่ยน โลก เมื่อปี 2566 แคมเปญนี้ชวนผู้คนทั่วโลกมาร่วมกันเขียนจดหมาย เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่มุมไหนของโลกก็ตาม เพราะบางครั้ง “จดหมาย” อาจเป็นสิ่งเล็กที่สุดที่เราทำได้ แต่ก็อาจเป็นสิ่งที่ดังที่สุดสำหรับคนที่ถูกทำให้เงียบ และการเขียนหนึ่งฉบับ คือการบอกกับใครสักคนว่า คุณไม่ได้อยู่คนเดียว

สำหรับอัญชัญ จดหมายไม่ใช่เพียงข้อความบนกระดาษ แต่คือหลักฐานของความหวัง คือเสียงที่ดังขึ้นแทนเธอในวันที่เธอไม่สามารถพูดได้ด้วยตัวเอง และคือแรงผลักดันให้เธอยังคงยืนหยัดอยู่ได้ในสภาวะที่ดูไร้ทางออก และในวันนี้ หลังจากเวลาผ่านไปกว่า 8 ปี อัญชัญ ปรีเลิศ ได้รับอิสรภาพกลับคืนมาแล้ว และแม้ว่าอิสรภาพที่มาถึงจะไม่อาจชดเชยช่วงเวลาที่สูญเสียไปได้ทั้งหมด แต่เรื่องราวของเธอได้ตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การส่งเสียงจากคนธรรมดา ผ่านการเขียนจดหมายหนึ่งฉบับ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมได้จริง แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จึงอยากชวนทุกคนมาร่วมเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และทบทวนความหมายของ “ตัวอักษร” ผ่านเรื่องราวที่ได้จากการพูดคุยกับอัญชัญ ปรีเลิศ และ จิณห์วรา ช่วยโชติ เจ้าหน้าฝ่ายรณรงค์สาธารณะ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ใน Talk อะ Rights Podcast Season 2 ไปพร้อมๆ กัน

ชีวิตเป็นอย่างไร ในวันที่ต้องอาศัยอยู่หลังกำแพงสูง

         “เข้าไปครั้งแรกก็ตกใจ สภาพมันเป็นเช่นนี้หรือ เหมือนกับว่ามันไม่ใช่ที่อยู่ของเรา มันเป็นอะไรที่เห็นแล้วรู้สึกหดหู่ใจ”

อัญชัญชวนย้อนเล่ากลับไปถึงวันแรกที่เธอต้องก้าวเข้าสู่ชีวิตหลังกำแพงสูง พื้นที่ไร้ซึ่งอิสรภาพและเต็มไปด้วยความไม่คุ้นชิน ภายในเรือนจำอบอวลไปด้วยบรรยากาศอึดอัด ปนเปกับความหดหู่จากสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ที่เธอไม่เคยจินตนาการมาก่อนว่า วันหนึ่งชีวิตจะต้องหันเหเข้ามาเดินอยู่บนเส้นทางเช่นนี้

วันเวลาค่อยๆ ผ่านไป อัญชัญต้องใช้ทั้งความพยายามและความอดทนอย่างหนักเพื่อปรับตัวให้เข้ากับชีวิตในเรือนจำ จากคนที่เคยใช้ชีวิตภายนอกอย่างอิสระ เธอต้องเรียนรู้กฎระเบียบใหม่ จังหวะชีวิตใหม่ และความโดดเดี่ยวที่กัดกินหัวใจอย่างช้าๆ จนกระทั่งเวลาผ่านไป 3 ปี 9 เดือน 7 วัน เธอจึงได้รับการประกันตัวเป็นครั้งแรก วินาทีนั้นคือช่วงเวลาที่อิสรภาพได้หวนกลับคืนสู่ชีวิตอีกครั้ง

ทว่าอิสรภาพกลับอยู่กลับเธอได้เพียงแค่ 2 ปี ในวันที่ 19 มกราคม 2564 อัญชัญต้องกลับเข้าไปอยู่ในเรือนจำอีกครั้ง และเดินกลับสู่เส้นทางที่ไร้ซึ่งอิสรภาพ เมื่อศาลมีคำพิพากษาจำคุกเธอเป็นเวลากว่า 29 ปี 174 เดือน นับเป็นบทลงโทษที่ยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ณ ขณะนั้น คำตัดสินดังกล่าวไม่เพียงพรากอิสรภาพของเธอไป แต่ยังทิ้งร่องรอยบาดแผลทางจิตใจที่ยากจะเยียวยา

ท่ามกลางชะตากรรมในตอนนั้น อัญชัญหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องค้นหาพลังบางอย่างเพื่อประคับประคองตัวเองให้ยังคงยืนหยัดต่อไปได้ เพราะชีวิตในเรือนจำบางครั้งแทบไม่มีกิจกรรมให้ยึดเหนี่ยว ผู้คนจำนวนมากใช้ชีวิตไปวันๆ เฝ้ารอวันที่จะได้รับอิสรภาพกลับคืน บางคนไม่อาจทนต่อแรงกดดันได้ สภาพจิตใจค่อยๆ ย่ำแย่ลงตามกาลเวลา แต่ชีวิตของอัญชัญกลับแตกต่างออกไป เธอเล่าว่ากำลังใจจากผู้คนภายนอกที่ส่งผ่านเข้ามาทางจดหมาย คือสิ่งสำคัญที่ช่วยหล่อเลี้ยงหัวใจของเธอ ตัวอักษรที่บอกเล่าเรื่องราว ความห่วงใย และการยืนอยู่ข้างกัน ทำให้เธอตระหนักได้ว่า การต่อสู้ของเธอไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไป เพราะแม้อัญชัญจะมองว่าตัวเองเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่เรื่องราวของเธอกลับถูกหยิบยกขึ้นมาเล่า ส่งต่อ และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครอีกหลายคน

“หนึ่งในจดหมายที่จำไม่ลืมเลยคือจดหมายของเยาวชนคนหนึ่ง แม้จจะรู้ว่าเขาไม่รู้จักคุณป้าเลย แต่เขาอยากที่จะเขียนจดหมายถึงคุณป้า ป้าเป็นเหมือนไอดอลของเขาในเรื่องการต่อสู้ เขาก็บอกในจดหมายว่ามันไม่ใช่ความผิดของป้าเลยที่ต้องเข้าไปอยู่ในนั้น คำพูดนั้นก็ทำให้เรารู้สึกซึ้งใจมาก”

และก่อนที่เรื่องราวของ อัญชัญ ปรีเลิศ จะถูกนำมาใช้ในการรณรงค์ผ่านแคมเปญระดับโลก Write for Rights เขียน เปลี่ยน โลก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการขอความยินยอมจากทั้งตัวอัญชัญและครอบครัวของเธอเอง จิณห์วรา ช่วยโชติ เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์สาธารณะ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เล่าว่า ทุกขั้นตอนของการสื่อสารเป็นไปบนพื้นฐานของความเคารพต่อศักดิ์ศรีและการตัดสินใจของผู้ที่เป็นเจ้าของเรื่องราว โดยตัวเธอเคยเป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมอัญชัญในเรือนจำอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาการคุมขัง

จิณห์วรายังเล่าเพิ่มเติมว่า เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดในการเข้าเยี่ยม ไม่ได้ถูกใช้ไปเพียงเพื่อการอ่านจดหมายและโปสต์การ์ดเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาสำคัญในการบอกเล่าเรื่องราวความเคลื่อนไหวของสังคมภายนอก ข่าวสารบ้านเมือง และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อให้อัญชัญยังคงเชื่อมโยงกับโลกภายนอกได้ แม้จะต้องใช้ชีวิตอยู่หลังกำแพงเรือนจำ เพราะแม้ร่างกายจะถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่ปิดที่เรือนจำ แต่การรับรู้ข่าวสารและความเป็นไปของสังคมภายนอกยังคงมีความจำเป็นต่อจิตใจ การได้รู้ว่าสังคมยังไม่ลืม และยังคงส่งเสียงเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเธอ คืออีกหนึ่งแรงใจสำคัญที่ช่วยประคองให้อัญชัญสามารถยืนหยัดต่อสู้ต่อไปได้ท่ามกลางสถานการณ์อันยากลำบาก

ทำงานกับความคิดอย่างไร เพื่อให้มีแรงฮึดสู้ในวันที่ชีวิตไร้อิสระ

สำหรับชีวิตในเรือนจำ เวลาไม่ใช่สิ่งที่เดินหน้าไปพร้อมความหวัง หากแต่เป็นสิ่งที่ต้องอยู่ร่วมกันให้ได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อัญชัญเล่าว่าในพื้นที่ที่ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว สิ่งเดียวที่ผู้ต้องขังทำได้คือการรอ รอโดยไม่อาจรู้ได้เลยว่า วันใดอิสรภาพจะมาถึง

“ในเรือนจำเราก็ต้องอาศัยอยู่กับกาลเวลา เพราะเราทำได้เพียงแค่รออย่างเดียว เราไม่มีทางรู้เลยว่าจะได้ออกไปจากที่นี่เมื่อไหร่ รอความหวัง รอแสงสว่างข้างหน้า เราต้องทำตัวเราให้แข็งแรง พยายามไม่เจ็บ ไม่ป่วย จะได้มีลมหายใจออกไปข้างนอก”

ภายใต้ชีวิตที่ต้องดำเนินไปด้วยการรอคอย ความหวังจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญที่อัญชัญยึดไว้ เธอตั้งปณิธานกับตัวเองว่า หากวันหนึ่งอิสรภาพมาถึง เธอจะต้องมีร่างกายและจิตใจที่พร้อมจะก้าวออกไปเผชิญโลกภายนอกได้อีกครั้ง การดูแลตัวเองให้แข็งแรงจึงไม่ใช่เพียงเรื่องสุขภาพ แต่คือการรักษาความหวังให้ยังคงอยู่ อัญชัญเล่าว่า ชีวิตในเรือนจำนั้นเต็มไปด้วยข้อจำกัดสิทธิและเสรีภาพถูกตัดทอนไปแทบทุกมิติ แม้แต่เรื่องพื้นฐานอย่างการกินและการอยู่ ก็แตกต่างจากชีวิตภายนอกอย่างสิ้นเชิง

จากคนธรรมดาสู่การเปลี่ยนแปลงที่ไม่ธรรมดา

สำหรับอัญชัญ พลังของคนธรรมดาไม่ใช่เรื่องเล็กหรือไกลตัว  แต่เป็นกลไกสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในสังคม เธอเชื่อว่าหากผู้คนจำนวนมากกล้าใช้เสียงของตัวเองอย่างต่อเนื่อง วันหนึ่งเสียงเหล่านั้นย่อมดังพอที่จะส่งไปถึงผู้มีอำนาจ เพียงแค่ต้องอาศัยกาลเวลา อัญชัญอธิบายว่า เมื่อมองย้อนกลับไป การต่อสู้ในอดีตแตกต่างจากปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด ก่อนหน้านี้ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนอาจเป็นเรื่องที่คนจำนวนไม่น้อยมองข้าม แต่ในวันนี้ผู้คนเริ่มตระหนักรู้มากขึ้น เริ่มตั้งคำถามกับความไม่เป็นธรรม และกล้าที่จะส่งเสียงของตัวเองออกมาในพื้นที่สาธารณะ เธอมองว่าความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพียงลำพัง แต่เป็นผลจากการรวมตัวของเสียงเล็กๆ จากคนธรรมดาจำนวนมาก ที่ค่อยๆ สะสมจนกลายเป็นพลังทางสังคม

อัญชัญยังยกตัวอย่าง อานนท์ นำภา ทนายความนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่สะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญในการยืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้อง แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันและความเสี่ยงจำนวนมาก สำหรับเธออานนท์คือแบบอย่างของการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น และยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับคนรุ่นใหม่ในการลุกขึ้นมามีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม

         “ป้ามองว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ เพียงต้องรอเวลาแค่เท่านั้น” อัญชัญพูด

แนวคิดเรื่องพลังของคนธรรมดาที่อัญชัญพูดถึง ไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อส่วนตัวของเธอ แต่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านการทำงานของแคมเปญ Write for Rights เขียน เปลี่ยน โลก โดย จิณห์วรา เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์สาธารณะ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย อธิบายว่า แคมเปญนี้คือการชวนผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมกันใช้ “ตัวอักษร” เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนให้กับผู้ที่กำลังถูกละเมิดสิทธิอยู่ในประเทศต่างๆ

ซึ่งการเขียนจดหมายในแคมเปญ Write for Rights สามารถแบ่งออกเป็นสองเป้าหมายหลัก คือ การเขียนจดหมายเพื่อส่งกำลังใจไปถึงผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ ให้พวกเขาได้รับรู้ว่ายังมีผู้คนจำนวนมากที่ไม่ลืมและพร้อมยืนอยู่ข้างกัน และอีกเป้าหมายหนึ่งคือการเขียนจดหมายถึงผู้มีอำนาจหรือรัฐบาลของประเทศนั้นๆ เพื่อเรียกร้องให้ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ในแต่ละปีเรื่องราวที่ถูกนำมาเล่าผ่านแคมเปญนี้ไม่ได้ถูกเลือกแบบบังเอิญ แต่ผ่านกระบวนการทำงานด้านข้อมูลของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลจากทั่วโลก เพื่อคัดเลือกกรณีที่สะท้อนการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน และต้องการแรงสนับสนุนจากผู้คนจำนวนมาก สำหรับในประเทศไทย เรื่องราวที่จะถูกหยิบขึ้นมารณรงค์ จะผ่านการคัดเลือกโดย การโหวตของสมาชิก นักกิจกรรม และผู้สนับสนุนแอมเนสตี้ เพื่อร่วมกันตัดสินใจว่า “เรื่องไหนควรถูกยกขึ้นมาเป็นเสียงแทนผู้ถูกละเมิดสิทธิ” ในปีนั้นๆ หลังจากคัดเลือกแล้ว เรื่องราวเหล่านี้จะถูกถ่ายทอดออกไปในหลายรูปแบบ ทั้งการสื่อสารบนโลกออนไลน์ การออกบูธในกิจกรรมต่างๆ และการนำไปเล่า แลกเปลี่ยนใน ห้องเรียนสิทธิมนุษยชน เพื่อชวนสังคมทำความเข้าใจ และร่วมกันส่งเสียงให้ดังขึ้นกว่าเดิม

และเมื่อแคมเปญสิ้นสุดลง “จดหมาย” ไม่ได้หายไปไหน จดหมายทุกฉบับที่ถูกรวบรวมจากผู้คนทั่วโลก จะถูกส่งต่อไปยังประเทศของกรณีที่มีการรณรงค์ เพื่อให้จดหมายเหล่านั้นไปถึงหน่วยงานหรือผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องโดยตรง การส่งจดหมายมี 2 ความหมายสำคัญ 1. เพื่อย้ำเตือนผู้มีอำนาจว่าโลกกำลังมองอยู่ ไม่ใช่แค่คนในประเทศนั้นที่ติดตามเรื่องนี้ แต่ยังมีผู้คนจากหลายประเทศร่วมจับตา และเรียกร้องให้เกิดความยุติธรรม 2.ส่งพลังใจไปถึงคนที่กำลังเผชิญความอยุติธรรม เพื่อบอกว่าเขาไม่ได้โดดเดี่ยว และยังมีคนจำนวนมากพร้อมยืนอยู่ข้างเขา เพราะฉะนั้น Write for Rights จึงไม่ใช่แค่แคมเปญเขียนจดหมาย  แต่คือพื้นที่ที่ทำให้ “เสียงของคนธรรมดา” จากทั่วโลกถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่กดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริงในระดับโลก

“แอมเนสตี้ไม่เคยทำงานคนเดียว เรายังมีองค์กรหรือพาร์ทเนอร์ มีนักกิจกรรม มีประชาชนคนทั่วไปที่ยังคงร่วมกันแสดงพลัง Solidarity (ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) ในการเขียนจดหมาย”

จดหมายที่ไม่เคยสูญเปล่า: คำขอบคุณในวันที่ได้อิสรภาพ

เมื่อถูกถามว่าอยากฝากอะไรถึงคนที่เคยเขียนจดหมายส่งกำลังใจให้เธอในวันนั้น อัญชัญเงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังค้นหาคำที่พอดีกับความรู้สึกทั้งหมด ก่อนจะพูดออกมาช้าๆ

“ป้าได้รับเกียรติอย่างมาก และก็เป็นอะไรที่รู้สึกภาคภูมิใจที่มีหลายๆ คนเขียนจดหมายถึงป้า ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ป้าขอบคุณและซาบซึ้งใจจริงๆ และไม่รู้จะพูดคำไหนได้นอกจากคำว่า ขอบคุณ”

ตลอดช่วงเวลาที่เรื่องราวของ อัญชัญ ปรีเลิศ ถูกส่งต่อผ่านแคมเปญ Write for Rights  เขียน เปลี่ยน โลก  จดหมายจากผู้คนหลายประเทศหลั่งไหลเข้ามาถึงประเทศไทย ตัวอักษรจากคนแปลกหน้าที่ไม่เคยพบกันมาก่อน กลับช่วยทำให้เรื่องราวของเธอ “ไปได้ไกลกว่าเดิม” ถูกพูดถึงในวงกว้างขึ้น และทำให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นได้ยินเสียงของเธอ และวันนี้ เมื่ออัญชัญได้รับอิสรภาพกลับคืนมาแล้ว จดหมายเหล่านั้นพิสูจน์ให้เห็นชัดว่า “ไม่ได้มีความหมายแค่ปลอบใจ” ในวันที่เธอถูกพรากเสรีภาพไป แต่ยังเป็นแรงผลักดันที่ช่วยให้เธอ มองเห็นคุณค่าของชีวิต และค่อยๆ ก้าวต่อไปในบั้นปลายของชีวิต ด้วยความหวัง และศรัทธาในพลังของมนุษย์

ในปี 2568 นี้ แคมเปญ Write for Rights เขียน เปลี่ยน โลก ยังคงเดินหน้าต่อไป พร้อมกับเรื่องราวของผู้คนที่กำลังเผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากหลากหลายพื้นที่ทั่วโลก ในปีนี้มีเรื่องราวที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยหยิบยกขึ้นมาเล่าทั้งหมด 4 เรื่องราว คือ

  • พายุ บุญโสภณ นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ผู้ยืนหยัดปกป้องสิทธิชุมชนจากโครงการอุตสาหกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อม และต่อต้านนโยบาย “ฟอกเขียว” ของทางการไทย แต่การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมกลับทำให้พายุต้องสูญเสียดวงตาข้างขวาไปตลอดกาล จากความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐระหว่างการชุมนุม APEC เมื่อปี 2565 จนถึงวันนี้เขายังไม่ได้รับความเป็นธรรม
  • ไซ ซอว์ แต็ก ช่างภาพข่าวชาวเมียนมาถูกจับกุมขณะรายงานผลกระทบของไซโคลนโมคาในปี 2566 ศาลทหารตัดสินจำคุก 20 ปี และเขาต้องเผชิญกับการทุบตีและการขังเดี่ยวระหว่างถูกคุมขัง
  • กลุ่มพระแม่ธรรมชาติแห่งกัมพูชา (Mother Nature Cambodia) กลุ่มสิ่งแวดล้อมในกัมพูชา ที่ทำงานอย่างกล้าหาญมาตั้งแต่ปี 2556 ถูกจับกุมและดำเนินคดีซ้ำซ้อน ปี 2567 สมาชิก 6 คนถูกตัดสินจำคุก 6–8 ปี หนึ่งคนต้องลี้ภัย ส่วนอีก 5 คนถูกคุมขังและอยู่ในสภาพเรือนจำที่โหดร้าย
  • กลุ่มผู้หญิงนักต่อสู้เพื่อผืนป่าแอมะซอน ในเอกวาดอร์ที่ยืนหยัดต่อต้านการเผาแก๊สและมลพิษอุตสาหกรรม แม้ศาลจะตัดสินในปี 2564 ว่าการเผาแก๊สละเมิดสิทธิมนุษยชนและต้องยุติ แต่เปลวไฟยังคงลุกโชนและพวกเธอยังถูกข่มขู่คุกคามจากการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องชุมชนของตัวเอง

ฟังเรื่องราวอัญชัญ ปรีเลิศ กับจดหมายที่ถูกส่งไปในเรือนจำถึงเธอ ได้ทาง

📍 YouTube: https://bit.ly/4plsu6W 

📍 Spotify: https://bit.ly/4pbSZLS  

📍Apple Podcasts: https://bit.ly/4oEUmSh

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน