“แม่น้ำกก” คือแหล่งกำเนิดของชีวิต คือความอุดมสมบูรณ์ที่หล่อเลี้ยงผู้คนและชุมชนตลอดสองฝั่งน้ำ
คนที่อาศัยอยู่ที่นี่เคยอยู่ได้ด้วยการพึ่งพิงธรรมชาติ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่ดำเนินต่อเนื่องมาหลายชั่วอายุคน แต่วันนี้แม่น้ำที่เคยใสสะอาดกำลังเปลี่ยนไป เพราะสารพิษบางชนิดที่ตรวจพบในน้ำและสัตว์น้ำ หลักฐานที่ปรากฎสะท้อนร่องรอยของบางสิ่งที่ไม่ควรอยู่ในธรรมชาติ
มีข้อสันนิษฐานว่าสารพิษอาจมาจากโรงงานในฝั่งประเทศเพื่อนบ้านที่ไร้ระบบบำบัดจัดการของเสียที่คำนึงถึงสิทธิในสิ่งแวดล้อมและสิทธิในที่อยู่อาศัย ขณะที่เส้นแบ่งเขตแดนไม่สามารถกั้นมลพิษได้เพราะ…ระบบนิเวศโดยแท้ไม่มีคำว่า “พรมแดนกั้นกลาง” แต่กฎกติกาและกฎหมายนำมาใช้กับการป้องกันเหล่านี้ได้ แม้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอาจยังบอกไม่ได้ว่าแม่น้ำกกเป็นพิษโดยสมบูรณ์แล้วหรือไม่ ซึ่งภาคประชาสังคมยังคงทำงานเรื่องนี้อย่างเข้มแข็ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างนี้ในแม่น้ำกกกำลังกลายร่างกระทบกับชีวิตคน กระทบที่อยู่อาศัย กระทบอาชีพ และกระทบเศรษฐกิจภาพรวม เรียกได้ว่าทุกอย่างกำลังค่อยๆ ขยับความน่ากลัวให้กับคนที่อาศัยและพึ่งพิงแม่น้ำสายนี้ต้องสูญเสียความมั่นใจในสิ่งที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิต
ย้อนกลับไปช่วงเดือนเมษายนปี 2568 ชาวบ้านในลุ่มแม่น้ำกกต้องเผชิญกับวิกฤตสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำที่มีค่าสูงเกินกว่ามาตรฐาน เป็นเหตุให้ชาวบ้านต้องปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตที่ต้องลดการพึ่งพาธรรมชาติลง บ้างต้องหยุดทำอาชีพหาปลาชั่วคราว เนื่องจากสัตว์น้ำที่จับมาได้พบความไม่ปกติอย่างเห็นได้ชัด หรือแม้แต่บางคนยังมีความกังวลที่จะอยู่อาศัยในที่ดินทำกินที่อยู่ติดหรือใกล้เคียงกับแม่น้ำกก
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชวนทุกคนมาติดตามเรื่องราววิกฤตสารพิษในแม่น้ำกก ผ่านรายการ Talk อะ Rights Podcast Season 2 กับ เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ องค์กรที่ทำงานเพื่อผลักดันและขับเคลื่อนความยั่งยืนของประเด็นสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนาน
“แม่น้ำเปลี่ยนสี” ปรากฏการณ์ผิดปกติที่สะท้อนวิกฤตสิ่งแวดล้อม
กันยายน 2567 จังหวัดเชียงรายและจังหวัดแถบภาคเหนือ ต้องเผชิญกับภัยพิบัติดินโคลนถล่มในพื้นที่ซึ่งไม่เคยมีเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน เพ็ญโฉมเล่าว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่ใช่ฤดูของพายุทั่วไปตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติ สร้างความเสียหายอย่างมากจากน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนที่ถาโถมลงมา ซึ่งผิดธรรมชาติโดยสิ้นเชิง และเธอเองก็เกิดความสงสัยว่า ดินโคลนที่ไหลมากับน้ำป่านั้นอาจมีสารพิษปะปนอยู่ด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงพื้นที่ต้นน้ำที่มีการทำเหมืองแร่ในเขตประเทศเมียนมาแล้ว
ในเดือนกันยายน 2567 จังหวัดเชียงรายและพื้นที่ภาคเหนือตอนบนต้องเผชิญกับดินโคลนถล่มอย่างรุนแรงในจุดที่ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน เพ็ญโฉมเล่าว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ในฤดูมรสุมหรือฤดูพายุ ตามที่ธรรมชาติเคยเป็นมา แต่ฝนที่ตกหนักผิดฤดูกาลกลับทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก พร้อมดินโคลนถาโถมลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว สร้างความเสียหายทั้งบ้านเรือน พื้นที่เกษตร และเส้นทางคมนาคมในหลายหมู่บ้าน เธอสงสัยว่า… ดินโคลนที่พัดพามากับกระแสน้ำนั้น อาจไม่ใช่แค่เศษดิน เศษโคลนจากภูเขาหรือธรรมชาติปกติ แต่อาจมีบางอย่างเจือปนอยู่ด้วย จึงเป็นที่มาของการตั้งคำถามและค้นหาข้อเท็จจริงว่า…ในดินโคลนมีสารพิษจากการทำเหมืองแร่ที่อยู่ฝั่งประเทศเมียนมา พื้นที่ต้นน้ำที่เชื่อมต่อกันโดยสายน้ำ ที่ไม่รู้จักคำว่าเขตแดน และเมื่อธรรมชาติแปรปรวน จึงตั้งข้อสังเกตว่าเส้นทางของสารเคมีอาจย่อมเปลี่ยนตามหรือพัดพามายังประเทศไทยได้
“ตอนที่ไปจังหวัดเชียงใหม่ มีโอกาสได้คุยกับเจ้าอาวาสวัดท่าตอน ท่านก็บอกว่ามันเป็นปรากฏการณ์ที่ผิดปกติมาก และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
เพ็ญโฉมเล่าว่า จุดเริ่มต้นของการลงพื้นที่ในลุ่มแม่น้ำกกไม่ได้มาจากแผนงานที่ทำอยู่โดยตรง หากแต่มาจากเสียงของชาวบ้านที่ส่งมาถึงเธอโดยตรงและเครือข่ายที่ทำงานร่วมกัน เสียงที่บอกเล่าถึงความเปลี่ยนแปลง ความไม่ปกติที่กำลังก่อตัวในผืนน้ำและผืนดินรอบตัวพวกเขาที่ถูกถ่ายทอดออกมาระหว่างเส้นทางการทำการ ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นที่ว่า…แม้การทำงานของมูลนิธิบูรณะนิเวศจะมีข้อจำกัดในแง่พื้นที่และงบประมาณที่ไม่มากนัก แต่สำหรับเพ็ญโฉมแล้ว การเข้าใจปัญหาระดับลึกและช่วยเป็นสะพานในการส่งเสียงของชุมชนออกไปสู่สาธารณะเรื่องสิทธิในสิ่งแวดล้อมและสิทธิในที่อยู่อาศัยได้ คือสิ่งสำคัญที่เธอคิดว่าไม่ควรต้องรอ
“บางครั้ง การลงไปอยู่กับเขา ฟังเขา แล้วกลับมาสื่อสารให้คนข้างนอกเข้าใจ ว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แค่นั้นก็เป็นการขับเคลื่อนแล้ว” เธอกล่าวอย่างหนักแน่น

เมษายน 2568: สารหนูในแม่น้ำ และคำถามที่ต้องการคำตอบ
ในเดือนเมษายน 2568 เจ้าหน้าที่จากสำนักควบคุมสิ่งแวดล้อมและมลพิษในจังหวัดเชียงใหม่ได้ตรวจพบ “สารหนู” ซึ่งเป็นโลหะหนักที่มีพิษร้ายแรงและสามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้ในพื้นที่บริเวณแม่น้ำกกที่เกินกว่าค่ามาตรฐานมากในระดับที่อันตราย และอาจส่งผลเสียขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่อยู่บริเวณโดยรอบ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงกลายมาเป็นข้อสังเกตและคำถามจากการประชุมเครือข่ายทำงานในพื้นที่อยู่ 3 หัวข้อหลักๆ คือ
- ดินโคลนที่ปนมากับน้ำนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร?
- สารหนูที่ตรวจพบมีอันตรายต่อชุมชนอย่างไร?
- ชาวบ้านควรทำอย่างไรต่อไปในสถานการณ์เช่นนี้?
เพราะเราไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้น จะส่งผลอย่างไรต่อระบบนิเวศน์ที่มีผู้คนคอยพึ่งพิงอยู่ การเร่งตรวจสอบและหาคำตอบ จึงอาจเป็นทางออกของปัญหาที่ช่วยบรรเทาความรุนแรงของวิกฤตนี้ได้ ซึ่งเพ็ญโฉมเล่าว่า ในวันประชุม เธอได้สอบถามกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ ว่ามีการตรวจสอบพื้นที่เกษตรกรรมใกล้เคียงหรือไม่ เพราะสารพิษที่ไหลลงแม่น้ำอาจแทรกซึมเข้าสู่แหล่งเพาะปลูกที่ชาวบ้านทำการเกษตร และตกค้างอยู่ในผลผลิตที่ชาวบ้านต้องเก็บเกี่ยวไปบริโภคและส่งขายในอนาคต แม้จะตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมา แต่คำตอบที่ได้รับกลับยังคงมีความคลุมเครือไม่ชัดเจนผู้เกี่ยวข้องในประเด็นนี้
จากแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษ สู่วิกฤติมลพิษข้ามพรมแดน
แม่น้ำกกมีต้นน้ำอยู่ในเขตประเทศเมียนมา และไหลผ่านพื้นที่ที่มีการทำเหมืองแร่หลากหลายชนิด จึงเป็นเรื่องยากที่จะระบุพิกัดได้อย่างแน่ชัดว่า ตลอดเส้นทางที่แม่น้ำไหลผ่านนั้นมีเหมืองประเภทใดอยู่บ้าง ซึ่งนับเป็นข้อจำกัดและความท้าทายอย่างหนึ่งที่คนทำงานจะต้องเผชิญ เพ็ญโฉมเล่าว่า ในช่วงแรกของการลงพื้นที่ เธอและทีมงานต้องเผชิญกับความกดดันเรื่องข้อมูลอย่างมาก รวมถึงความท้าทายของภูมิประเทศฝั่งเมียนมาที่ไม่คุ้นชิน อีกทั้งการที่ต้นน้ำอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ยิ่งทำให้การสืบค้นข้อมูลเชิงลึกไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการนำมาใช้เพื่อเป็นหลักฐานในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า โรงงานเหมืองที่นั่นคือต้นตอของมลพิษข้ามพรมแดน
กระทั่งในเวลาต่อมา ได้มีการตรวจสอบและยืนยันว่าเหมืองแร่ที่ตั้งอยู่ในบริเวณต้นน้ำของแม่น้ำกกในประเทศเมียนมานั้นเป็น “เหมืองแรร์เอิร์ธ” หรือเป็นแหล่งแร่หายาก ซึ่งนับเป็นแร่ที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการผลิตโทรศัพท์มือถือ แบตเตอรี่ แผงวงจร แม่เหล็กถาวร ไปจนถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ทางการทหาร ถึงแม้แร่ชนิดนี้จะมีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูง แต่กระบวนการสกัดแรร์เอิร์ธกลับมีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากต้องใช้สารเคมีเข้มข้นในขั้นตอนการแยกแร่ เช่น กรดซัลฟิวริกหรือกรดไนตริก ซึ่งหากไม่มีระบบบำบัดที่รัดกุมหรือมีการควบคุมที่เข้มงวด สารพิษจากกระบวนการเหล่านี้สามารถรั่วไหลลงสู่ดินและแหล่งน้ำได้ง่าย
เพ็ญโฉมอธิบายเพิ่มเติมว่า การที่พบว่าเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำเป็นเหมืองแรร์เอิร์ธ ถือเป็นเบาะแสสำคัญที่อาจเชื่อมโยงกับปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกก และส่งผลต่อระบบนิเวศและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ปลายน้ำ โดยเฉพาะเมื่อแหล่งน้ำดังกล่าวยังคงเป็นแหล่งที่ผู้คนใช้อุปโภคและบริโภค รวมถึงทำเกษตร และจับสัตว์น้ำของชุมชนในหลายจังหวัดทางตอนเหนือของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม เมื่อปัญหาขยายวงกว้าง และต้นตอกลับไม่ได้อยู่ภายในพรมแดนไทย การรับมือจึงไม่อาจฝากไว้แค่กับภาคประชาชนหรือองค์กรท้องถิ่นอีกต่อไป แต่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกลายเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการเจรจาในระดับรัฐต่อรัฐ และเพ็ญโฉมย้ำอย่างชัดเจนว่า การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ ไม่อาจทำได้โดยลำพัง แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือข้ามพรมแดน โดยไม่มีการปกปิดข้อมูลหรือข้อเท็จจริงใ ๆ ระหว่างกัน
เธอเล่าว่าการทำงานในช่วงแรกเต็มไปด้วยความยากลำบาก ไม่ใช่แค่ในเชิงเทคนิคหรือทรัพยากร
แต่เป็นความกังวลที่ลอยอยู่ในอากาศว่าเรื่องนี้อาจกลายเป็นประเด็นอ่อนไหว เชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงของรัฐไทยเอง แต่ที่ผ่านมาแม้จะมีแรงต้านในเงามืด เพ็ญโฉมยังยืนยันในหลักการเดิมว่า ปัญหานี้ไม่ควรถูกปล่อยให้ยืดเยื้อ เพราะหากเรารอให้โศกนาฏกรรมที่มาจากมลพิษข้ามพรมแดน มาเคาะที่ประตูบ้านเสียก่อน อาจสายเกินไปสำหรับการเยียวยาผู้คนในพื้นที่ที่กำลังถูกปนเปื้อนด้วยสารพิษ
“คนทำงานหลายฝ่ายมองว่า ถ้าจะพูดถึงมลพิษที่บริเวณแม่น้ำกก เราจะไม่พูดถึงประเทศเมียนมาไม่ได้ และแค่การตรวจคุณภาพน้ำหรือดินตะกอนเพียงอย่างเดียว ไม่อาจช่วยแก้ปัญหาได้ การปนเปื้อนสารพิษนั้นเป็นเรื่องที่ทำยากมาก เพราะถ้าหากไม่หยุดที่การทำเหมืองที่ประเทศเมียนมา ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เลย”
เพ็ญโฉมกล่าวเสริมว่า เธอและทีมงานได้สะท้อนต้นตอของปัญหา รวมถึงแนวทางการแก้ไขที่ควรเป็น ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เนื่องจากแม่น้ำกกมีระยะทางกว่า 285 กิโลเมตร และยังเชื่อมต่อกับแม่น้ำสาย ก่อนจะไหลไปบรรจบกับแม่น้ำโขง ซึ่งถ้าเราไม่หยุดปัญหาที่ต้นทาง อาจทำให้เกิดเป็น “เขตปนเปื้อนสารพิษขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย” ได้ในอนาคต ดังนั้น ภาคประชาชนและผู้ทำงานในพื้นที่จึงได้ร่วมกันเสนอข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่า รัฐบาลไทยจำเป็นต้องตั้งกลไกการเจรจาแบบ 3 ฝ่าย ได้แก่ ไทย เมียนมา และจีน เนื่องจากเหมืองแร่จำนวนมากในเมียนมานั้น มีแหล่งทุนจากประเทศจีนอยู่เบื้องหลัง
ประชาชนขาดความมั่นใจในการดื่มน้ำ และใช้ชีวิตท่ามกลางความหวาดกลัว
เมื่อสารพิษเริ่มปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำ ความกลัวได้แทรกซึมเข้าสู่ชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะ “น้ำ” ไม่ใช่แค่ของจำเป็นสำหรับดื่มกิน แต่น้ำคือรากฐานของชีวิตสำหรับการทำเกษตร การจับปลา และการยังชีพของทั้งครอบครัว หลังจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูล เพ็ญโฉมพบว่าชาวบ้านจำนวนมากต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นเพราะไม่อาจใช้น้ำจากแหล่งเดิมได้อีกต่อไป พวกเขาต้องซื้อน้ำดื่มจากที่ไกลต้องเลือกซื้ออาหารจากแหล่งที่ไม่แน่ใจนัก แต่ “ดูปลอดภัยกว่า” แม้จะต้องแลกกับรายได้ที่ลดลงและภาระที่หนักขึ้นก็ตาม แต่ต่อให้หลีกเลี่ยงแล้ว… ความแคลงใจก็ยังคงค้างคาอยู่ในใจ เพราะไม่มีใครสามารถบอกได้อย่างมั่นใจว่า น้ำดื่มที่ผลิตภายในจังหวัดเชียงรายเองนั้น “ปลอดภัยเพียงพอ” แล้วจริงหรือไม่
“เราอยากให้รัฐบาลส่วนกลางมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนสารพิษ ที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถทำการเกษตรได้ หรือช่วยเหลือชาวประมงที่ไม่สามารถจับปลาและขายปลาได้”
เพ็ญโฉมยังชี้ให้เห็นว่าผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ด้านสุขภาพ แต่ยังลุกลามไปถึงเศรษฐกิจ เมื่อรายได้ลดลง แต่รายจ่ายกลับเพิ่มขึ้น ชาวบ้านจำนวนมากจึงต้องเผชิญกับภาวะความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ลงโดยไม่มีหลักประกันใดๆ รองรับ เธอยังเสนอว่ารัฐบาลงควรมีมาตรการเยียวยาอย่างเป็นธรรม รวมถึงมีการเฝ้าระวังเพื่อป้องกันความรุนแรงทางสังคมที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา เพราะ “สิทธิที่จะอยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย” คือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ทุกคนไม่ควรถูกละเลย
“ถ้าหากไม่หยุดที่ต้นทาง และถ้าหากรัฐบาลยังไม่จริงจัง ความสุขของคนในพื้นที่ที่จะอาศัยอยู่ในบ้านเรือนของตัวเองก็ค่อยๆ จางหายไป และจะกระทบสิทธิในการอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยของพวกเขามากๆ”
“กรณีของวิกฤตแม่น้ำกกเป็นกรณีที่ชัดเจนมากๆ ถึงการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการใช้ชีวิตที่มีผลมาจากมลพิษข้ามแดน”
เพ็ญโฉมเตือนว่า หากไม่สามารถหยุดปัญหาที่ต้นทางได้ หรือหากรัฐบาลยังไม่มีความจริงจังในการรับมือ ความสุขของชาวบ้านที่เคยอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสงบสุข ทุกอย่างจะค่อยๆ จางหายไป พร้อมกับสิทธิในการใช้ชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยอย่างที่ควรจะได้รับ
“กรณีแม่น้ำกก เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากของการถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพจากวิกฤติมลพิษข้ามพรมแดน”
“มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่พื้นที่อื่นจะได้รับผลกระทบต่อเนื่อง?”
เพ็ญโฉมตั้งข้อสังเกตว่า หากสถานการณ์ยังไม่ได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ผลกระทบอาจลุกลามไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่อยู่ในลุ่มน้ำกก หนึ่งในความกังวลสำคัญ คือระบบเศรษฐกิจในท้องถิ่นอาจซบเซาในระยะยาว เนื่องจากนักท่องเที่ยวขาดความมั่นใจที่จะเดินทางมาเยือนบริเวณแม่น้ำกก ขณะเดียวกัน ผลผลิตทางการเกษตรที่เพาะปลูกในพื้นที่เสี่ยง อาจกลายเป็นช่องทางในการแพร่กระจายของสารพิษไปสู่ผู้บริโภคในวงกว้าง
“เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ผลผลิตใดบ้างที่มีแหล่งกำเนิดจากพื้นที่ปนเปื้อน และอาจส่งผลกระทบต่อคนในจังหวัดอื่นๆ หรือแม้แต่ทั่วประเทศ”
เพ็ญโฉมสะท้อนอีกว่า “เมื่อเกิดปัญหาที่รุนแรงแบบนี้ รัฐบาลกลับช่วยอะไรไม่ได้เลย” และด้วยลักษณะของปัญหาที่เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ การผลักดันให้รัฐบาลไทยเข้าไปจัดการเพียงฝ่ายเดียวอาจไม่เพียงพอ เธอเปรียบเทียบกรณีนี้กับวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัยและส่งผลกระทบข้ามประเทศ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหลายภาคส่วนในภูมิภาค

กรณีแม่น้ำกกก็เช่นเดียวกัน เพราะเส้นทางของแม่น้ำเชื่อมโยงกันหลายประเทศในอาเซียน โดยจุดเริ่มต้นนั้นอยู่ที่บริเวณเทือกเขาในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ไหลเข้าประเทศไทยที่ช่องน้ำกก อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ จากนั้นไหลผ่านตัวเมืองเชียงราย ก่อนที่จะไหลไปบรรจบกับแม่น้ำโขงที่ทอดผ่านประเทศเมียนมา ไทย ลาว และกัมพูชา หากยังไม่มีการจัดการร่วมกันอย่างจริงจัง อาจเกิดหายนะด้านสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาคได้ในอนาคต ทั้งนี้ เพ็ญโฉมยังย้ำอีกว่าถ้าหากแก้ไขเรื่องของปัญหามลพิษข้ามแดนไม่ได้ ในระยะต่อไปเสถียรภาพความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความสงบสุขของภูมิภาคอาเซียนอาจเกิดการสั่นคลอนในระยะยาว
“เราไม่อยากเห็นการอพยพหนีภัยเพราะมลพิษ”
เพ็ญโฉมปิดท้ายการพูดคุยในรายการด้วยประเด็นสำคัญที่สะท้อนถึงอนาคตอันน่าวิตก หากปัญหามลพิษในลุ่มแม่น้ำกกยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง และหากทุกภาคส่วนยังคงนิ่งเฉย ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่อาจไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องอพยพออกจากบ้านเกิด เพื่อหนีภัยจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย เพ็ญโฉมชี้ว่า หากสถานการณ์รุนแรงยิ่งขึ้น ปัญหานี้อาจลุกลามจนกลายเป็น “คลื่นการอพยพ” ของประชาชนที่ไม่สามารถดำรงชีวิตในพื้นที่เดิมได้อีกต่อไป ซึ่งจะกลายเป็นวิกฤติด้านมนุษยธรรมที่ซับซ้อน และส่งผลกระทบต่อประเทศโดยรอบในภูมิภาค
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงเสนอว่าประเทศสมาชิกอาเซียนควรจับมือกันหาทางออกอย่างยั่งยืน เพราะวิกฤติมลพิษที่เชื่อมโยมข้ามพรมแดน ไม่สามารถจัดการได้ด้วยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง เพราะเราไม่อยากเห็นใครต้องถูกลิดรอนสิทธิในการมีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนพื้นฐานของทุกคน
ฟัง Talk อะ Rights Podcast ฉบับเต็มได้ที่
📍 YouTube: https://bit.ly/3GIvQzA
📍 Spotify: https://bit.ly/44FGeA3
📍 Apple Podcasts: https://bit.ly/3IC28Ng




