จากเสียงที่แผ่วเบา สู่เรื่องราวสะท้อนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน รางวัล Media Awards กับการยืนหยัดเพื่อเสียงที่ถูกมองข้าม

“รางวัลนี้ไม่ใช่แค่การมอบถ้วยรางวัลหรือเกียรติบัตร แต่คือการแสดงให้เห็นว่ามีคนในสังคมที่เห็นคุณค่าในสิ่งที่พวกเขาทำ และเรื่องราวที่พวกเขานำเสนอคือเรื่องที่สำคัญมากสำหรับชีวิตของคนที่เปราะบาง”

“ถ้าคุณไม่เล่า เรื่องราวของพวกเขาก็จะหายไป เล่าเพียงแค่เรื่องเดียวก็สามารถเปลี่ยนโลกได้ เชื่อว่ายังมีคนอีกมากที่รอจะฟังเรื่องราวสิทธิมนุษยชนที่เลือนลางหรือไม่ถูกพูดถึง”

ในห้องที่เงียบสงบเรานัดพบกับ สังกมา สารวัตร อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยี สารสนเทศ และการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ซึ่งคร่ำหวอดในแวดวงสื่อสารมวลชนมาเป็นเวลานาน หลังจากพบกันเราได้นั่งพูดคุยเบื้องลึกเบื้องหลังการก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน “รางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชน” (Media Awards) กับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ที่เธอคนนี้มีบทบาทเป็นกรรมการตัดสินมาตั้งแต่ขวบปีแรกของการจัดงานประกวดขึ้นมา

รางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชนผลิดอกออกผลจากความตั้งใจของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ที่ต้องการจุดประกาย สร้างแรงบันดาลใจ เปิดพื้นที่การสื่อสารเรื่องราวสิทธิมนุษยชนของเพื่อนมนุษย์ที่ถูกลืมหรือเสียงของพวกเขาไม่ดังมากพอให้ดังขึ้นมาเพื่อให้สังคมได้ยินและรับรู้ การมีอยู่ของรางวัลนี้ในการจัดประกวดไม่เพียงแค่มอบเพื่อประดับความสามารถผู้ที่ชนะหรือได้รับการชมเชยเท่านั้น

แต่รางวัลต้องการเป็นขวัญกำลังใจให้คนทำสื่อเป็นกระบอกเสียงช่วยส่งต่อเรื่องราวของคนตัวเล็กตัวน้อย คนกลุ่มเปราะบาง ที่ชีวิตของพวกเขาอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเพราะมีต้นทุนชีวิตที่ไม่ดีเท่าไหร่ ด้วยโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม ถ้าให้นิยามคำว่า Media Awards ของแอมเนสตี้ ประเทศไทย รางวัลนี้วาดหวังให้เกิดการส่งเสริมคนทำข่าวเพื่อเพื่อนมนุษย์ที่ไร้สิทธิ ไร้เสียง และไร้ตัวตนในสังคม และหมายรวมไปถึงประเด็นที่อาจถูกมองข้ามไป ทั้งประเด็นและและใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในทุกวันนี้

“แอมเนสตี้อยากให้มีรางวัลนี้ เพื่อเป็นเกียรติแก่คนทำข่าวที่เล่าเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นงานที่มีความสำคัญมากๆ แต่กลับไม่ค่อยได้รับพื้นที่ในสังคมไทยเท่าที่ควร คนที่ทำงานนี้คือคนที่ยืนอยู่ข้างกลุ่มเปราะบางที่มักไม่มีเสียง และพวกเขาควรได้รับการยอมรับมากกว่านี้”

รางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่เพียงแค่การมอบถ้วยรางวัลให้ผู้ชนะหรือได้รับรางวัลชมเชย แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการยอมรับถึงความสำคัญของเรื่องราวหลากหลาย ที่คนข่าวหรือคนทำสื่อเลือกมาเล่าเรื่องสิทธิในมิติต่างๆ ที่เกิดขึ้น เธอเน้นว่าการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในสื่อมวลชนเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความกล้าหาญและความทุ่มเทอย่างแรงกล้า เพราะหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา การนำเสนอประเด็นเหล่านี้มักถูกมองข้ามไป ขณะที่คนทำข่าวก็อาจต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายในหน้าที่การงาน

“ในยุคนี้เราเห็นชัดเจนว่าการทำงานข่าวเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนเพื่อให้ได้มีพื้นที่ลงมีโอกาสน้อยลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิมนุษยชน ทั้งที่เป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องให้ความสำคัญ แต่กลับเป็นเรื่องที่ยากสำหรับสังคมไทยในการทำความเข้าใจ” สังกมาพูดเรื่องนี้กับเราด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหนักใจ แต่ในขณะเดียวกันเธอยังคงเชื่อมั่นว่ารางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชนของแอมเนสตี้ ประเทศไทย จะช่วยให้ผู้สื่อข่าวที่ทำงานด้านนี้ ได้รับการยอมรับในระดับที่กว้างขวางขึ้น แม้ระหว่างทางจะเห็นชัดเจนขึ้นว่า การทำข่าวเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะปัจจุบันที่การทำข่าวเชิงสังคมหรือข่าวเชิงสารคดีพบการถูกตัดโอกาสมาขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะมีเรตติ้งและโฆษณาเป็นตัวชี้วัดเพื่อความอยู่รอด จึงทำให้ทุกวันนี้การลงพื้นที่เพื่อทำข่าวสิทธิมนุษยชนหรือข่าวนอกกระแสนั้นบางตาและมีน้อยลงมาก อาจเพราะด้วยสภาพแวดล้อมสื่อที่เปลี่ยนไป จึงทำให้ข่าวในกระแสมีอิทธิพลต่อการทำเนื้อหา และทำให้ประเด็นเรื่องสิทธิถูกยกไปอยู่ลำดับท้ายๆ

สังกมา พูดถึงความยากลำบากที่คนข่าวต้องเจอ โดยเฉพาะในเรื่องของการรายงานข่าวด้านสิทธิมนุษยชน ที่อาจต้องใช้เวลาและความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เธอบอกว่า “งานนี้ต้องใช้ความอดทนและการลงพื้นที่จริง ทำให้บางครั้งเราเจอเรื่องราวที่หนักมาก แต่ถ้าไม่มีใครเล่า พอไม่มีใครเล่า ไม่มีใครทำ หรือช่องไม่สนใจที่จะทำเพราะคิดว่าไม่มีมูลค่าทางการเงิน เรื่องเหล่านี้ก็จะถูกลืมไป”

เรื่องเล่าที่ซ้ำไปมา สิทธิมนุษยชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

เรื่องเล่าจากชายแดนใต้ที่ยังรอการแก้ไขเป็นประเด็นที่เห็นผลงานบ่อยที่สุด ในช่วงการประกวดรางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ขวบปีแรก สังกมาในฐานะหนึ่งในกรรมตัดสินได้พูดถึงเรื่องราวที่มักถูกเล่าซ้ำทุกปี เธอบอกว่าการที่มีเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ ส่งเข้าประกวด สะท้อนถึงความไม่เปลี่ยนแปลงของปัญหาในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ที่พบว่าหลายปัญหายังคงเป็นเรื่องที่ถูกละเลย ไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เช่น เหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ด้านหน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ จังหวัดนราธิวาส ที่กำลังจะหมดอายุความในวันที่ 25 ตุลาคม 2567 แต่ยังนำตัวคนผิดมารับโทษในกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ เพราะคนสั่งการและคนทำเป็นคนของรัฐ

ขณะที่ชาวเลก็ยังพบการถูกละเมิดสิทธิในที่ดินทำกิน แม้แต่กรณี ‘ใจแผ่นดิน’ หรือ ‘บ้านบางกลอย’ ก็ยังมีข้อพิพาทเรื่องที่อยู่อาศัย แนวเขตอุทยาน รวมถึงการถูกบังคับให้สูญหาย กรณีบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ สังกมาบอกว่าเรื่องราวเหล่านี้ยังคงวนเวียนอยู่ในผลงานที่ส่งเข้าประกวดแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทยยังเป็นเรื่องที่ต้องรอการแก้ไขหรือชำระล้างให้ระบบดีขึ้นในวันใดวันหนึ่ง “ทุกครั้งที่มีคนส่งผลงานที่พูดถึงประเด็นเหล่านี้เข้ามา เรามักจะเห็นมุมเดิมๆ ที่ยังคงถูกละเลย มันสะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยยังคงเป็นเรื่องที่ต้องรอการแก้ไขอย่างยิ่ง”

ในช่วงหลายปีที่เธอทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสิน สังกมายอมรับว่าได้พบกับผลงานมากมายที่นำเสนอที่มากที่สุดคงเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างสนทนาเธอเล่าถึงความเจ็บปวดที่มักจะพบเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประเด็นทางภาคใต้ ที่ไม่ได้มีแค่คดีตากใบอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องผู้หญิงที่ต้องรับผิดชอบครอบครัวเมื่อสามีถูกจับไป สำหรับเธอที่เป็นกรรมการตัดสินบอกว่าเรื่องที่ส่งประกวดในทุกๆ เป็นประเด็นที่หนักมาก หลายผลงานนำเสนอให้เห็นปัญหาอย่างชัดเจน  “บางครั้งต้องนั่งดูเรื่องราวเหล่านี้เป็นสิบกว่าเรื่องติดต่อกัน ความเจ็บปวดของพวกเขายังคงเป็นเรื่องที่ไม่เคยถูกเล่าออกมาอย่างครบถ้วน และถ้าไม่มีใครเล่าเรื่องเหล่านี้ เรื่องมันก็จะถูกลืมไป”

“เมื่อสองสามปีที่แล้ว มีหลายผลงานที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงในสามจังหวัดชายแดนใต้ ที่ต้องรับผิดชอบครอบครัวหลังจากสามีถูกจับไปเพราะตกเป็นผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์ความไม่สงบ ทุกครั้งที่ดูงานพวกนี้ เราเห็นเลยว่าปัญหามันหนักมาก ขนาดที่เราอยู่ในกรุงเทพฯ เราอาจไม่เคยรู้เลยว่าพวกเขาต้องเผชิญอะไรบ้าง จนกว่าจะได้เห็นและได้ยินเรื่องราวจากคนที่ลงพื้นที่จริงๆ การมีสื่อนำเสนอเรื่องนี้ อาจเป็นเหตุผลของการมีชีวิตอยู่หรือการมีพลังสู้ของคนที่ถูกระทำ”  สังกมา เล่าด้วยน้ำเสียงที่สะท้อนถึงความไม่พอใจ

สำหรับสังกมา แม้จะบอกว่าแต่ละปีในการประกวดจะมีเรื่องที่ส่งประเด็นคล้ายๆ กับปีเก่าเข้ามา แต่การนำเสนอปัญหาเหล่านี้ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญที่เป็นเหมือนการส่งเสียงจากกลุ่มคนที่ไร้สิทธิไร้เสียงออกมาสู่สังคม และถึงแม้ว่าเรื่องราวเหล่านี้จะถูกละเลยในหลายครั้ง แต่การที่นักข่าวสามารถนำเสนอประเด็นเหล่านี้ผ่านสื่อออนไลน์ หรือแพลตฟอร์มอื่นๆ แล้วส่งผลงานมาประกวดรางวัลสื่อมวชนเพื่อสิทธิมนุษย์ (Media Awards) ได้นั้น ถือเป็นความพยายามและเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมให้เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคนต่อไปได้

การเล่าเรื่องที่ต้องไม่หยุดเล่า นักข่าว Gatekeeper ของสิทธิมนุษยชน

สังกมาเล่าถึงบทบาทสำคัญของคนข่าวที่ทำงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนว่าเป็นเหมือน “Gatekeeper” หรือผู้พิทักษ์ที่ทำหน้าที่กลั่นกรองและนำเสนอข้อมูลจากพื้นที่ที่มักไม่ถูกมองเห็นออกไปสู่สังคม เธอมองว่าการที่พวกเขาลงพื้นที่และนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้ออกมา เป็นการทำหน้าที่สำคัญที่มากกว่าแค่การรายงานข่าวว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เพียงอย่างเดียว

“นักข่าวที่ลงพื้นที่ไปทำงานหนัก พวกเขาคือคนที่ทำให้เสียงของกลุ่มเปราะบางได้ออกมา การลงพื้นที่ การเข้าไปในหมู่บ้านห่างไกล มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าไม่มีพวกเขา เรื่องนี้จะไม่ถูกเล่าหรือถูกเข้าใจ” เธอกล่าวถึงความสำคัญของการเล่าเรื่องสิทธิมนุษยชน ว่าคือการทำหน้าที่นำพาเรื่องราวของผู้คนที่ถูกกดขี่ออกมาสู่สายตาสังคม ยิ่งการที่ได้เห็นนักข่าวลงพื้นที่ไปเผชิญกับความเสี่ยงหรือความอ่อนไหวในนางประเด็น ถือเป็นการยืนยันว่า การเล่าเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่คือความจำเป็นที่สื่อยังต้องทำ โดยเธอชื่นชมผู้สื่อข่าวที่ทำงานเหล่านี้ว่า ไม่เพียงแต่ลงพื้นที่เพื่อเล่าเรื่อง แต่ยังเพื่อสร้างความเข้าใจประเด็นที่สังคมส่วนใหญ่อาจไม่เคยตระหนักถึง “ถ้าไม่มีพวกเขา เรื่องราวเหล่านี้ก็จะไม่ถูกเล่า ไม่มีใครจะรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในมุมที่ถูกซ่อนเร้น นักข่าวที่เลือกทำข่าวสิทธิมนุษยชนต้องใช้ความทุ่มเทอย่างมาก เพราะพวกเขาลงไปสัมผัสความจริงด้วยตัวเอง ลงพื้นที่จริง ๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”

“ในฐานะกรรมการ เราดูทุกอย่างอย่างละเอียด เพราะคนที่ลงไปทำงานจริงๆ ต้องเผชิญกับความเหนื่อยยากมากกว่าที่หลายคนเข้าใจ กว่าเขาจะได้ข่าวมาก็ต้องใช้เวลานาน บางครั้งการได้รางวัลหนึ่งรางวัลก็เป็นการยอมรับและเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาสู้ต่อไป”

แสงสว่างของคนรุ่นใหม่ การเล่าเรื่องที่เปลี่ยนแปลงวงการข่าวสิทธิมนุษยชน

ท่ามกลางความท้าทายและความเปลี่ยนแปลงของวงการสื่อมวลชน สังกมายังพบเห็นความหวังในกลุ่มผู้สื่อข่าวรุ่นใหม่ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในการนำเสนอเรื่องราวสิทธิมนุษยชนมากขึ้น “บางครั้งเราดีใจมากที่เห็นผู้สื่อข่าวรุ่นใหม่เข้ามาเล่าเรื่อง อย่างสื่อที่เราเห็น เช่น Voice หรือ PPTV หรือแม้กระทั่ง ThaiPBS เหล่านี้ทำให้เราเห็นถึงพัฒนาการของการเล่าเรื่องที่หลากหลาย ทั้งในแง่ของ Storytelling และ Production” เธอกล่าว

ขณะที่การเล่าเรื่องราวในปัจจุบันเธอบอกว่า ดีใจและประทับใจที่ได้เห็นผู้สื่อข่าวรุ่นใหม่เข้ามาเล่าเรื่องสิทธิมนุษยชนในรูปแบบที่สร้างสรรค์และลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยพบว่าหลายคนเลือกใช้เทคนิค Cinematograph หรือ การถ่ายทำภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นการใช้ภาพเพื่อสื่อสารเนื้อหาและอารมณ์อย่างมีศิลปะ ผ่านการจัดองค์ประกอบภาพที่ใส่ใจรายละเอียดทุกขั้นตอน ทั้งมุมกล้องที่สามารถดึงดูดสายตา และการใช้แสงเงาเพื่อสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมกับเรื่องราวที่เล่า

ผลงานที่ส่งเข้าประกวดหลายชิ้นจะเห็นว่าใช้การถ่ายทำภาพเคลื่อนไหวที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การบันทึกภาพตามเนื้อเรื่องเท่านั้น แต่ได้สร้างประสบการณ์ให้กับผู้ชมผ่านภาพแต่ละภาพเพื่อเป็นสัญญะให้ผู้ชม เธอเชื่อว่านักข่าวที่ใช้การถ่ายทำแบบ Cinematograph อย่างมีความคิดสร้างสรรค์ จะสามารถทำให้เรื่องราวที่ซับซ้อน กลายเป็นสิ่งที่ผู้ชมสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เช่น การเล่าเรื่องสิทธิมนุษยชนผ่านภาพที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา และสะท้อนความรู้สึกของตัวละครหรือเหตุการณ์นั้นๆ อย่างแท้จริง

การใช้ Cinematograph ช่วยเพิ่มมิติในการเล่าเรื่อง ทำให้ผู้ชมไม่เพียงแค่ได้ยินหรืออ่านเรื่องราว แต่ยัง ‘เห็น’ และ ‘รู้สึก’ ผ่านการเคลื่อนไหวของภาพ และการถ่ายทอดบรรยากาศของสถานที่ ความลึกซึ้งของประเด็น รวมถึงการสะท้อนอารมณ์และความรู้สึกที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจนขึ้น นี่คือสิ่งที่เธอเชื่อว่าการทำงานกับใจคนในประเด็นสิทธิมนุษยชน ภาพเคลื่อนไหวเหล่านี้ที่ผ่านกระบวนการทางความคิดและวางแผนนั้นมีพลังมากกว่าคำพูด เพราะสามารถสื่อความหมายที่ลึกซึ้งในทุกเฟรมของภาพได้อย่างชัดเจนและตรงไปถึงจิตใจของผู้ชม

“ในยุคนี้ การเล่าเรื่องที่ผสมผสานเทคนิค Cinematograph ได้อย่างชาญฉลาด ทำให้ประเด็นทางสังคมอย่างสิทธิมนุษยชน กลายเป็นเรื่องที่มีความเป็นมนุษย์และเข้าใจได้ง่ายขึ้น นักข่าวรุ่นใหม่ไม่เพียงแต่เล่าเรื่อง แต่ยังทำให้เรื่องราวของคนที่ถูกละเลยได้รับการมองเห็นในมิติที่กว้างขึ้น และเข้าถึงผู้ชมได้อย่างลึกซึ้ง”

Woke การตื่นตัวที่ท้าทายต่อสิทธิมนุษยชนในยุคใหม่

ระหว่างสนทนาสังกมาได้พูดถึงคำว่า “Woke” ที่พบว่าถูกพูดถึงในประเด็นสังคมช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยคำว่า “Woke” สำหรับเธอกับประเด็นข่าวสิทธิมนุษยชน กลายเป็นคำที่มีบทบาทอย่างมากในการเคลื่อนไหวทางสังคม โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิมนุษยชน คำนี้ไม่เพียงเป็นคำที่หมายถึงการตื่นตัวหรือการตระหนักรู้ในปัญหาทางสังคม แต่ยังสื่อไปถึงความรับผิดชอบในการเข้ามามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น

เมื่อค้นความหมายของคำนี้ เดิมทีคำว่า Woke เริ่มต้นจากการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเชื้อชาติในสหรัฐอเมริกา แต่เวลาต่อมาพบว่าคำนี้กลับขยายตัวอย่างรวดเร็วไปสู่การต่อสู้ในเรื่องสิทธิต่างๆ ที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น สิทธิของผู้หญิง สิทธิของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) สิทธิในสิ่งแวดล้อม และการต่อต้านความอยุติธรรมทุกรูปแบบ ทำให้การเป็น “Woke” หมายถึงการตื่นตัวต่อปัญหาที่ซ่อนอยู่ในสังคม การมองเห็นความเหลื่อมล้ำที่เรียงรายในสังคม และการรับรู้ถึงคลื่นของความไม่เป็นธรรมที่คนกลุ่มหนึ่งเผชิญอยู่ และเป็นความรับผิดชอบที่คนจะต้องพูดออกมา

แล้วคำว่า Woke เกี่ยวกับการเล่าเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างไร ? การตื่นตัวของผู้คนตอนนี้ สังกมามองว่าทำให้แนวคิด Woke เข้ามามีบทบาทในการเล่าเรื่องสิทธิมนุษยชนมากขึ้น โดยเฉพาะกับนักข่าวรุ่นใหม่ สะท้อนว่าคนที่รับรู้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่ตื่นตัวแล้วรับรู้อย่างเดียว แต่พวกเขายังเป็นคนที่ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น สำหรับเธอในฐานะกรรมการ Media Awards ผู้สื่อข่าวและนักเล่าเรื่องในยุคปัจจุบันจึงต้องไม่เพียงแค่ทำหน้าที่รายงานเหตุการณ์ แต่ต้องเป็น ผู้พิทักษ์ความถูกต้อง (Gatekeeper) ที่ช่วยทำให้เสียงของคนที่ถูกกดขี่ได้รับการได้ยิน

“หลายคนที่เลือกทำข่าวด้านสิทธิมนุษยชนอาจมองว่าพวกเขาคือ Woke เพราะพวกเขาตื่นตัวและเห็นความสำคัญของประเด็น เช่น เรื่องการละเมิดสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ การกดขี่ทางเพศ หรือการล่วงละเมิดสิทธิของคนทำงาน ผู้สื่อข่าวเหล่านี้มักจะไม่รอให้เหตุการณ์เหล่านี้ผ่านไปเฉยๆ พวกเขาตระหนักถึงความรับผิดชอบที่พวกเขามีต่อสังคม จึงเลือกเล่าเรื่องเหล่านี้ออกมา เพื่อให้สังคมได้มองเห็นมิติที่ซับซ้อนของความอยุติธรรม”

สังกมาเชื่อว่า แม้นักข่าวที่ทำประเด็นสิทธิมนุษยชนจะถูกตีตราหรือถูกเรียกว่าเป็นนักข่าวสาย Woke ซึ่งอาจะดูแรงหรือหนัก แต่สำหรับเธอการทำข่าวแบบนี้ ไม่ใช่แค่การรับรู้ แต่คือการลงมือทำ เธอยังเชื่อว่าบางครั้งการเล่าเรื่องเพียงหนึ่งเรื่องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ผู้สื่อข่าวที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนรู้ว่าพวกเขาไม่ได้แค่เล่าเรื่อง แต่พวกเขากำลังต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางสังคมในแบบของตัวเอง

Woke กับการเผชิญหน้ากับความท้าทายในสังคมเรื่องสิทธิมนุษยชน

ถึงแม้ว่าคำว่า Woke จะมีความหมายเชิงบวกในการตื่นตัวเพื่อสิทธิมนุษยชนสำหรับสังกมา แต่ก็มีบางครั้งที่คำนี้ถูกใช้ในเชิงลบได้เช่นกัน โดยเฉพาะในบริบททางการเมืองหรือการสื่อสารสาธารณะที่อาจมีเรื่องสิทธิมนุษยชนมาเกี่ยวข้องด้วย เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าแค่ตื่นมาตอนเช้าเรื่องสิทธิก็อยู่รอบตัวเราทุกคน บางคนมองว่านักข่าวหรือคนที่เป็น Woke มากเกินไป อาจมีแนวโน้มที่จะยึดถือความเชื่อหรือมุมมองของตัวเองอย่างสุดโต่ง และไม่เปิดโอกาสให้กับความคิดเห็นที่แตกต่าง ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในความท้าทายที่เกิดขึ้นเมื่อสังคมมีความหลากหลายทางความคิด อย่างไรก็ตาม สังกมา สารวัตร ในฐานะกรรมการตัดสินรางวัลสื่อเพื่อสิทธิมนุษยชน ยังคงมองว่าการเป็น “Woke” หรือการตื่นตัวในประเด็นสิทธิมนุษยชนยังคงเป็นสิ่งสำคัญ

“ทุกวันนี้ เราเห็นเด็กยุคใหม่สนใจเรื่องสิทธิมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสิทธิของ LGBTQ สิทธิผู้หญิง หรือปัญหา Woke ที่เป็นประเด็นสังคมในหลาย ๆ ประเทศ พวกเขาไม่ได้แค่รับรู้แต่ต้องการลงมือทำเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีขึ้น”

สำหรับผู้สื่อข่าวที่เลือกทำข่าวด้านสิทธิมนุษยชน แนวคิด Woke ทำให้พวกเขามีบทบาทสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมผ่านการเล่าเรื่อง พวกเขาไม่เพียงแต่บอกเล่าเหตุการณ์ แต่พวกเขายังนำเสนอวิธีการคิดใหม่ ๆ ที่จะทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามและเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นมากขึ้น เพราะการเล่าเรื่องไม่ได้แค่รายงานว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ยังชี้ให้เห็นว่าปัญหาเหล่านี้มีความซับซ้อนอย่างไร และสังคมควรทำอย่างไรเพื่อหากลยุทธ์และวิธีแก้ไขให้ดีขึ้น

Woke จึงไม่ใช่แค่คำที่ใช้เพื่อการตื่นตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นการเรียกร้องให้ผู้คนลุกขึ้นมามีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับความอยุติธรรมที่ปรากฏให้เห็นในชีวิตประจำวัน หรือการตั้งคำถามกับโครงสร้างทางสังคมที่ไม่เท่าเทียม การเป็น Woke คือการไม่ยอมรับความอยุติธรรมและการใช้เสียงของตนเพื่อสนับสนุนความยุติธรรม “การเป็น Woke หมายถึงการมองเห็นคนที่ถูกละเลย และใช้เรื่องราวของพวกเขาในการเปลี่ยนแปลงสังคม”

ภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป ความท้าทายของสื่อที่ยังต้องก้าวไปต่อ

แม้ว่าความเปลี่ยนแปลงของสื่อในยุคปัจจุบันจะทำให้การเล่าเรื่องสิทธิมนุษยชนมีข้อจำกัดมากขึ้น แต่ สังกมายังเชื่อมั่นว่าสื่อมวลชนที่ทำงานด้านนี้ยังมีโอกาสที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง “ภูมิทัศน์ของสื่อเปลี่ยนไปมาก เดี๋ยวนี้โทรทัศน์ไม่มีคนดูมากเท่าก่อน ภูมิทัศน์สื่อมันไปอยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ทำให้การผลิตข่าวสารคดีที่ลึกซึ้งต้องเผชิญกับข้อจำกัด” เธอกล่าวพร้อมยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการเนื้อหาที่มีคุณภาพ เพื่อดึงดูดผู้ชมและสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม โดยยังเชื่อว่าคนยังต้องการข่าวที่มีคุณภาพ คนยังต้องการสื่อที่ให้ความรู้ ไม่ใช่แค่เนื้อหาที่เน้นความบันเทิง พร้อมเน้นย้ำว่าการเล่าเรื่องในยุคนี้ไม่เพียงแต่ต้องดึงดูดผู้ชมเท่านั้น แต่ยังต้องมีความลึกซึ้งและสะท้อนถึงปัญหาที่สำคัญอย่างแท้จริง

“ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนไปมาก ตอนนี้ทีวีไม่มีคนดูมากเท่าก่อน ทุกอย่างไปอยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์กันหมด มันทำให้การเล่าเรื่องสารคดีเชิงลึกหรือข่าวเพื่อสังคมมีข้อจำกัดมากขึ้น แต่ยังมีคนที่ยังคงทำสิ่งเหล่านี้อยู่ เพราะเขารู้ว่าสิ่งที่เขาทำมีความสำคัญ”

แต่ถึงแม้ว่าการแข่งขันในเรื่องเรตติ้งและการปรับตัวเข้ากับแพลตฟอร์มออนไลน์จะเป็นความท้าทายใหญ่ในสื่อยุคนี้ แต่เนื้อหาที่มีคุณภาพยังคงเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องการ “คนยังต้องการดูอะไรที่ดี คนยังต้องการข่าวที่มีคุณภาพ แต่สิ่งที่เราต้องทำคือปรับตัวเพื่อให้มันเข้ากับยุคสมัยใหม่” ในฐานะกรรมการรางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชนตั้งแต่รุ่นแรงจนถึงปัจจุบัน เธอเชื่อว่าสารคดีและข่าวที่เล่าเรื่องสิทธิมนุษยชนยังคงต้องมีอยู่ต่อไป

“สิทธิมนุษยชนคือเรื่องที่เราต้องพูดถึงเรื่อย ๆ เพราะมันคือหัวใจของการเปลี่ยนแปลงในสังคม”

เรื่องราวเพื่อการเปลี่ยนแปลง: ความหวังจากผู้พิทักษ์เสียงของสังคม

ในช่วงท้ายของการสนทนา สังกมายังคงมีความหวังอย่างมากสำหรับอนาคตของรางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชน (Media Awards) และการเล่าเรื่องสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยตามหน้าสื่อต่างๆ โดยเธอบอกว่า คนที่สนใจเรื่องนี้จะรอเวทีนี้ทุกปี ที่ผ่านมาพบว่าพวกเขาจะถามอยู่เสมอว่าการรับสมัครประกวดรางวัลจะประกาศเมื่อไหร่ สิ่งนี้อาจแสดงให้เห็นว่ารางวัลนี้ยังคงเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับคนที่เลือกทำประเด็นข่าวเรื่องสิทธิ เป็นเหมือนการจุดประกายให้คนทำนำไปขายในกองบรรณาธิการว่าเรื่องสิทธิยังต้องทำ ยังมีค่าต่อคนดู ไม่ใช่แค่เพียงถ้วยหรือเงินรางวัลที่ได้ แต่ยังเป็นการช่วยทำให้เสียงของคนที่ถูกลืม เสียงของคนที่ห่างไกล ประเด็นที่ผู้คนมองว่าได้มีพื้นที่ยืนในสังคมผ่านเรื่องเล่าและข้อเท็จจริง

สุดท้ายเธอฝากข้อคิดสำคัญกับคนที่กำลังตัดสินใจส่งผลงานเข้าประกวดว่า “อย่าหยุดที่จะเล่าเรื่องของคนที่ถูกละเลย เพราะคุณคือ Gatekeeper ของเสียงเหล่านี้ ถ้าไม่มีคุณ คนกลุ่มนี้ก็จะไม่มีเสียง และเรื่องราวของพวกเขาก็จะหายไป บางครั้งแค่เรื่องเดียวก็สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้”

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ขอเชิญสื่อมวลชนส่งผลงานเข้าประกวด “รางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชน” ประจำปี 2567 (Media Awards 2024) ซึ่งมุ่งมั่นทำงานด้านการสื่อสารสาธารณะและการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน จึงจัดประกวด “รางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชน” ขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างแรงบันดาลใจให้กับสื่อมวลชนที่ทำงานด้วยจิตสำนึกในการปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

การประกวดนี้มีเป้าหมายที่จะยกย่องสื่อมวลชนในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญในสังคม ไม่เพียงแต่เป็นผู้รายงานข่าว แต่ยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยบ่มเพาะความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนให้กับประชาชน ช่วยให้เกิดความตระหนักรู้และการเคารพซึ่งกันและกันในสังคมอย่างยั่งยืน ผ่านมุมมองและการนำเสนอที่คำนึงถึงความเคารพในศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคนในทุกประเด็นสิทธิ

Media Awards 2024 มุ่งเน้นที่จะสร้างขวัญกำลังใจให้กับสื่อมวลชนที่ไม่เพียงทำหน้าที่รายงานข้อเท็จจริง แต่ยังกล้าหาญในการหยิบยกประเด็นสิทธิมนุษยชนออกมาสื่อสารต่อสาธารณะอย่างรอบด้าน เพื่อให้คนในสังคมตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิ์ และการมีส่วนร่วมในการสร้างความยุติธรรมในทุกมิติของชีวิต ขอเชิญชวนสื่อมวลชนทุกท่านร่วมส่งผลงานที่คุณภาคภูมิใจเข้าประกวด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของสังคมไทย และร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงผ่านพลังของการเล่าเรื่อง เพื่อมาทำให้เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน มาร่วมกันสร้างสื่อที่มีพลังและเป็นกระบอกเสียงเพื่อสิทธิมนุษยชน

เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน

ส่งผลงานเข้าประกวดได้ที่: https://bit.ly/3MsL0Iu