ระดับโลก: แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลแสดงความกังวลด้านสิทธิมนุษยชน ภายหลังปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา

ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ในเวเนซุเอลาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 มกราคม 2569)  ซึ่งนำไปสู่การจับกุมประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร และซิเลีย ฟลอเรส ภรรยาของเขา ทำให้เกิดความกังวลอย่างร้ายแรงต่อสิทธิมนุษยชนของประชาชนในเวเนซุเอลา และมีแนวโน้มอย่างมากที่จะเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งกฎบัตรสหประชาชาติ เช่นเดียวกับการประกาศเจตนารมณ์ของสหรัฐฯ ที่จะบริหารประเทศและควบคุมทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลา 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อความเสี่ยงที่จะเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากยิ่งขึ้นในประเทศนี้ โดยเป็นผลมาจากปฏิบัติการครั้งใหม่ของสหรัฐฯ หรือจากการตอบโต้ของรัฐบาลเวเนซุเอลาต่อการโจมตีของสหรัฐฯ  

แอมเนสตี้เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วนต่อการคุ้มครองพลเรือน และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของบุคคลทุกคนที่ถูกจับกุมตัว รวมทั้งการได้รับกระบวนการตามกฎหมายและการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรม 

นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ทางการเวเนซูเอลางดเว้นจากการปราบปรามประชาชนมากไปกว่านี้ โดยย้ำเตือนว่าต้องปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศในการเคารพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของทุกคนในเวเนซูเอลา

ผู้ที่มีความเสี่ยงมากสุดอาจรวมถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งได้ใช้ความกล้าหาญออกมาต่อต้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน และอาชญากรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศของรัฐบาลมาดูโรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลขอยืนหยัดเคียงข้างประชาชนชาวเวเนซูเอลา รวมทั้งเหยื่อและผู้รอดชีวิตหลายพันคน และประชาชนอีกหลายล้านคนที่หลบหนีการละเมิดอย่างร้ายแรง และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลขอย้ำข้อเรียกร้องอย่างต่อเนื่องของเรา ให้มีการสอบสวนรัฐบาลมาดูโร และหากมีพยานหลักฐานมากเพียงพอ ต้องมีการสั่งฟ้องคดีต่อศาลที่เป็นอิสระ และเป็นกลาง เพื่อเอาผิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความยุติธรรม การเยียวยา และหลักประกันว่าจะไม่เกิดการละเมิดซ้ำต่อผู้รอดชีวิตและเหยื่อจากการละเมิดในเวเนซูเอลา

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังกังวลด้วยว่าการโจมตีเวเนซุเอลาและการจับตัวนิโกลัส มาดูโร และซิเลีย ฟลอเรส ที่เกิดจากการกระทำของหนึ่งในห้าสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ จะยิ่งเป็นการทำลายกฎหมายระหว่างประเทศและระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนหลักนิติธรรมมากยิ่งขึ้น ปฏิบัติการเหล่านี้เป็นสัญญาณของระบบระหว่างประเทศที่ถูกควบคุมด้วยกำลังทหาร การข่มขู่ และการคุกคาม และเพิ่มความเสี่ยงที่ประเทศอื่นๆ จะเลียนแบบปฏิบัติการเหล่านี้

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน