แอมเนสตี้ ประเทศไทย เข้าพบ กสม. หารือเพื่อยกระดับสิทธิมนุษยชนในไทย

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย นำโดย นายบัญชา ลีลาเกื้อกูล ผู้อำนวยการ เข้าพบนางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เพื่อแนะนำตัวอย่างเป็นทางการและร่วมแลกเปลี่ยนประเด็นสิทธิมนุษยชนที่ยังคงน่ากังวลในประเทศไทย ที่สะท้อนผ่านรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกประจำปี 2567/68 ซึ่งแอมเนสตี้ได้เผยแพร่ต่อสาธารณะเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา

บรรยากาศการหารือในครั้งนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยเนื้อหาสาระ โดยแอมเนสตี้ ประเทศไทยได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการร่วมมือระหว่างหน่วยงานอิสระของรัฐอย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กับภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนแนวนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ซึ่งการพูดคุยมีการแลกเปลี่ยนกันอย่างสร้างสรรค์เพื่อยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนของประเทศ ให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และตอบสนองต่อเสียงสะท้อนของภาคประชาชนที่ต้องการมีพื้นที่แห่งเสรีภาพ ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

บัญชา ลีลาเกื้อกูล ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ขององค์กรที่ยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนสากล พร้อมประกาศเจตนารมณ์ในการสานต่อความร่วมมือกับ กสม. เพื่อสร้างกลไกคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในทุกมิติ ทั้งในเชิงนโยบาย การติดตามสถานการณ์เชิงระบบ และการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับกฎหมายและแนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ หนึ่งในหัวใจของการหารือในครั้งนี้คือการนำเสนอ “รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก ประจำปี 2567/68” ที่แอมเนสตี้ได้เก็บข้อมูลและติดตามสถานการณ์ตลอดปีที่ผ่านมา รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้เรื่องสิทธิมนุษยชนในไทยจะมีพัฒนาการมากขึ้น เช่น การผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม แต่ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศอยู่ เพราะยังมีกฎหมายบางฉบับถูกใช้เป็นเครื่องมือจัดการกับผู้เห็นต่าง การจำกัดพื้นที่ของภาคประชาสังคม และการคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งในโลกออนไลน์และการทำกิจกรรมลงพื้นที่ต่างๆ

สิทธิในเสรีภาพการชุมนุมประท้วงโดยสงบ (Freedom of Assembly – FOA) การแสดงออกที่ถูกล้อมกรอบ

การเข้าพบ กสม. ในครั้งนี้ แอมเนสตี้ ประเทศไทย ยังได้เปิดเผยข้อมูลจากการติดตามการชุมนุมในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2568 พบว่ามีการจัดกิจกรรมชุมนุมอย่างน้อย 83 ครั้งทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม การออกคำสั่งของสำนักงานตำรวจนครบาล ที่ 122/2568 ที่ระบุว่าห้ามการชุมนุมภายในรัศมี 50 เมตรจากทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา ได้ถูกนำมาใช้เพื่อยับยั้งการรวมตัวโดยสงบแล้วอย่างน้อย 5 กรณี สะท้อนถึงแนวโน้มที่รัฐยังคงจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมภายใต้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงและระเบียบสาธารณะ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงมีข้อเสนอถึง กสม. ให้ติดตามการใช้ พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะอย่างใกล้ชิด และจัดทำข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล เพื่อแก้ไขกฎหมายดังกล่าวให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ

เสรีภาพในการแสดงออก (Freedom of Expression – FOE) คำพูดที่ถูกปิดกั้น

ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ ประเทศไทย เผยอีกว่าปัจจุบันนี้สถานการณ์สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกในประเทศไทยยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับประชาชนในมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา โดยข้อมูลล่าสุดในเดือนเมษายน 2568 พบว่ามีผู้ถูกดำเนินคดีจำนวน 279 คน รวม 312 คดี และมีคำพิพากษาแล้วถึง 180 คดี สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้แคมเปญฟรีราษฎร เขียนจดหมายถึงเพื่อนในเรือนจำของแอมเนสตี้จึงเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถส่งจดหมายถึงผู้ต้องขังทางการเมืองได้ แต่ปัจจุบันยับพบการลิดรอนสิทธิในเรือนจำ เพราะมีจดหมาย 727 ฉบับที่ส่งในเดือนเมษายน มีเพียง 183 ฉบับที่ถูกส่งถึงมือผู้ต้องขัง ขณะที่อีก 412 ฉบับไม่สามารถตรวจสอบสถานะได้

“แอมเนสตี้ได้ขอให้ กสม. มีบทบาทในการติดตามแนวปฏิบัติของกรมราชทัณฑ์อย่างเป็นระบบ และสนับสนุนให้เกิด “มาตรฐานกลาง” ที่คุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขังในด้านการติดต่อสื่อสาร รวมถึงผลักดันให้ไทยให้สัตยาบันพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (OP-CAT)” 

การทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหาย (Torture & Enforced Disappearance – Torture-ED) รอยแผลที่ยังไม่ถูกเยียวยา

จากการพิจารณารายงานประเทศไทยโดยคณะกรรมการต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาชาติ (CAT) เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พบว่าพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งในด้านเนื้อหาและกลไกการบังคับใช้ ซึ่งแอมเนสตี้ ประเทศไทยได้เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว และสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการอิสระภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ให้สามารถสืบสวนเหตุละเมิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการติดตามกรณีการใช้กำลังกับผู้ที่ใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและชุมนุมประท้วงโดยสงบ 

การเข้าพบ กสม. ในครั้งนี้ยังครอบคลุมถึงการหารือในประเด็นอื่นๆ เช่น โทษประหารชีวิต ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (BHR) ร่าง พ.ร.บ. มูลนิธิและสมาคม บทบาทของ กสม. ในกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนโดยกลไก UPR (Universal Periodic Review) และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างแอมเนสตี้ ประเทศไทยกับสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและภาคประชาสังคมอื่นๆ 

“เราเชื่อมั่นว่า พลังแห่งความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐ ภาคประชาชน และประชาคมระหว่างประเทศ คือกุญแจสำคัญในการคลี่คลายความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ยึดโยงอยู่กับความไม่เท่าเทียมและการละเมิดสิทธิ เราไม่ต้องการเพียงแค่เสียงในรายงาน แต่ต้องการการเปลี่ยนแปลงในชีวิตจริงของผู้คน” บัญชา ผอ.แอมเนสตี้ ประเทศไทย กล่าวทิ้งท้าย

ขอบคุณภาพจาก: สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน