เมื่อถูกขอให้แนะนำตัว วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย หรือ “พี่ตั๊ก” ไม่ได้เริ่มต้นด้วยตำแหน่งทางวิชาการที่เธอมีในปัจจุบัน ไม่ได้ไล่เรียงวุฒิการศึกษาว่าเรียนจบจากที่ไหนมาบ้าง และไม่ได้บอกว่าเธอเป็นนักวิจัยหรือนักเคลื่อนไหวที่ทำงานกับชุมชนมานานแค่ไหน ระหว่างคุยกันคำตอบแรกของเธอสั้นและธรรมดากว่านั้นมาก นั่นก็คือ “ตั๊กนะคะ ก็เป็นคนธรรมดานี่แหละ”
คำแนะนำตัวประโยคนี้ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่เมื่อฟังเรื่องราวของเธอต่อไป คำว่า “คนธรรมดา” กลับกลายเป็นแก่นสำคัญของชีวิตเธอทั้งหมด เพราะงานที่วิภาวดีเลือกทำ ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัย งานพัฒนา งานเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิชุมชน หรือการเป็นสมาชิกแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ล้วนเริ่มต้นจากความสนใจในชีวิตของคนธรรมดา คนที่ทำงานอย่างหนักแต่ชีวิตยังไม่มั่นคง หลายคนที่มีบ้านและที่ดินแต่กลับยังไม่มีอำนาจกำหนดอนาคตของพื้นที่ทำกินและที่อาศัยอยู่ ขณะที่คนถูกเรียกว่าแรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย กลุ่มชาติพันธุ์ หรือชนพื้นเมือง บางครั้งสังคมมองเห็นสถานะเหล่านั้นก่อนมองเห็นความเป็นมนุษย์ของพวกเขา
เวลาพูดถึงเส้นทางของตัวเองและเรื่องสิทธิมนุษยชน วิภาวดีไม่ได้เล่าแบบคนที่รู้คำตอบมาตั้งแต่ต้น เธอพูดตรงๆ ระหว่างคุยกัน พร้อมทั้งหัวเราะไปกับความผิดพลาดของตัวเองหลายๆ อย่าง และยอมรับอย่างไม่ขัดเขินว่าเคยย้ายมหาวิทยาลัย เคยไม่รู้ว่าหลังเรียนจบจะเอาอย่างไรกับชีวิต และเคยมีโอกาสได้เรียนรู้วงการสื่อสารมวลชนก่อนค้นพบว่า สิ่งที่ตัวเองต้องการอาจไม่ใช่การวิ่งตามกระแสข่าวรายวันหรือการทำสารคดีทั่วไป แต่ชีวิตที่ต้องการอาจคือการได้ใช้เวลาทำความรู้จักชีวิตของใครสักคนให้นานพอที่จะเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้เรื่องเล่านั้นมากกว่าการมุ่งนำเสนภาพที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้าย
เธอจึงไม่ได้เป็นนักเคลื่อนไหวที่เริ่มต้นจากการประกาศว่าตัวเองจะเป็นหนึ่งในคนที่เปลี่ยนโลก แต่เป็นเพียงแค่คนช่างสงสัยคนหนึ่งที่ค่อยๆ มองเห็นว่าความลำบากของคนจำนวนมากไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกเขามีความพยายามที่ไม่มากพอ แต่ทั้งหมดอาจเกิดเพราะกติกา นโยบาย และโครงสร้างบางอย่างที่ไม่เคยเปิดพื้นที่ให้พวกเขามีอำนาจอย่างเท่าเทียมตั้งแต่แรก
ถ้าถามอีกว่า เธอนั้นเริ่มสนใจสิทธิมนุษยชนตั้งแต่เมื่อไร คำตอบของเธออาจไม่ได้เริ่มต้นจากห้องเรียน ไม่ได้มาจากวรรณกรรมคลาสสิก ทฤษฎี กฎหมาย ในหนังสือหนังหาเล่มหนาๆ ทั่วไป และไม่ได้มีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งทำหน้าที่เป็นจุดเปลี่ยนอย่างชัดเจน สำหรับเธอ ความสนใจเรื่องสิทธิเริ่มขึ้นอย่างธรรมดา จากการมองเห็นชีวิตของผู้คนรอบตัว จากคำถามว่า เหตุใดคนที่ทำงานหนักจึงยังมีเงินไม่พอกินไม่พอใช้ เหตุใดคนในชนบทหรือต่างจังหวัดจึงถูกอธิบายด้วยภาพจำที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง และเหตุใดนโยบายที่กำหนดขึ้นโดยคนที่อยู่ห่างไกลจากพื้นที่ จึงสามารถส่งผลโดยตรงต่อที่ดิน อาชีพ รายได้ และวิถีชีวิตของชาวนา ชาวไร่ และคนในชุมชนได้มากถึงเพียงนั้น
“เมื่อก่อนเราอาจยังไม่รู้ว่าสิ่งที่สนใจเรียกว่า ‘สิทธิมนุษยชน’ รู้เพียงว่าเราไม่สบายใจกับความไม่เป็นธรรมและการเอารัดเอาเปรียบในสังคม หลังจากเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมมาระยะหนึ่ง เราจึงค่อยๆ เข้าใจว่า เรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องกับสิทธิของทุกคน สิทธิที่รัฐมีหน้าที่ต้องคุ้มครอง และสิทธิที่ประชาชนต้องช่วยกันผลักดันให้เกิดขึ้นจริง”
ปัจจุบัน วิภาวดีเป็นทั้งนักวิจัย คนที่ทำงานด้านสิทธิชุมชนและการพัฒนา นักเคลื่อนไหวทางสังคม และสมาชิกแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ เส้นทางของเธอไม่ได้ตรง เป็นระเบียบเรียบร้อยหรือเป็นไปตามสูตรสำเร็จมากนัก แต่เต็มไปด้วยเรื่องราวของการลองผิดลองถูกมากมาย ทั้งการเปลี่ยนที่เรียน การเปลี่ยนความฝัน การลงไปใช้ชีวิตกับชุมชน และการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า บางครั้งเราก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะรู้ว่างานแบบไหนที่ตัวเองอยากทำจริงๆ ในชีวิตที่เหลือต่อจากนี้
และอาจเพราะเส้นทางชีวิตของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่สำนวนมักกล่าวไว้ ทั้งยังเต็มไปด้วยการลองผิดลองถูก การเปลี่ยนเส้นทาง และการเรียนรู้จากผู้คนหลากหลายกลุ่ม วิภาวดีจึงไม่ได้มองว่าความรู้เป็นสิ่งที่อยู่ในมือของนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น สำหรับเธอ ความรู้อาจซ่อนอยู่ในคำบ่นก่นด่าธรรมดาของชาวบ้าน ที่หลายครั้งสะท้อนปัญหาที่พวกเขาต้องเจอทุกวัน เช่น อยู่ในวิธีจัดการน้ำของชุมชนที่สั่งสมและส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน อยู่ในความทรงจำของคุณยายคนหนึ่งเกี่ยวกับราคาข้าวเปลือก ที่ช่วยทำให้มองเห็นว่าความเปลี่ยนแปลงทางนโยบายหลายอย่างของรัฐนั้นส่งผลกระทบต่อชีวิตเกษตรกรอย่างไร หรืออยู่ในประสบการณ์ของแรงงานข้ามชาติที่ต้องเดินทางข้ามพรมแดน เพื่อทำงานและส่งเงินกลับไปเลี้ยงดูครอบครัว
เธอบอกว่าเรื่องเล่าและประสบการณ์เหล่านี้อาจไม่ถูกบันทึกอยู่ในตำราเรียน แต่กลับเป็นความรู้ที่เกิดจากการใช้ชีวิตอยู่กับปัญหาจริง วิภาวดีจึงเชื่อว่าก่อนจะเข้าไปทำงานกับใคร เราต้องฟังและทำความเข้าใจว่าเขามองชีวิตของตัวเองอย่างไร ต้องการอะไร และเจอข้อจำกัดแบบไหน อีกทั้งการทำงานเพื่อสิทธิในแบบของเธอจึงไม่ได้เริ่มจากการเข้าไปบอกว่าผู้คนควรคิด ตัดสินใจ หรือใช้ชีวิตอย่างไร แต่อาจต้องเริ่มจากการเข้าไปฟัง เรียนรู้ และยอมรับว่าคนในชุมชนย่อมรู้จักชีวิตและพื้นที่ของตัวเองดีที่สุดกว่าใคร
คำถามแรกเรื่องสิทธิจากท้องนา
วิภาวดีเติบโตมาในครอบครัวที่มีความผูกพันกับสังคมเกษตรกรรม ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้านของเธอทำนาทำไร่ แม้ปู่และพ่อแม่จะเป็นข้าราชการที่มีอาชีพมั่นคง และทำให้ครอบครัวอาจพอมีโอกาสเพิ่มขึ้น แต่ภาพของคนทำงานในท้องนาทั้งเกี่ยวข้าว เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย ไม่เคยห่างและจางหายไปจากชีวิตของเธอ สิ่งที่เธอเห็นตั้งแต่ลืมตาดูโลกถึงปัจจุบัน คือการพบเห็นผู้คนเหล่านั้นทำงานหนักมาโดยตลอด พวกเขาไม่ได้ขี้เกียจอย่างที่สังคมไทยพยายามสร้างมายาคติบางอย่างมาอธิบาย แต่หากมองในความเป็นจริงแล้วนั้น ถึงพวกเขาจะทำงานหนัก ชีวิตก็กลับยังไม่มั่นคง หลายครอบครัวยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการและบริการของรัฐอย่างทั่วถึง
“คนในสังคมชนบทไม่ได้ขี้เกียจ แต่เขาก็ไม่รวย ชีวิตเขายังไม่พอกินพอใช้ และเข้าไม่ถึงสวัสดิการหรือบริการของรัฐหลายอย่าง มันเป็นภาพที่ขัดแย้งกับสิ่งที่สังคมหรือสื่อบางส่วนสื่อสารออกมา”
คำว่า “จน เครียด กินเหล้า” ซึ่งเคยถูกใช้เป็นถ้อยคำอธิบายปัญหาของคนจนและเป็นสโลแกนอยู่ในแคมเปญรณรงค์เมื่อหลายปีก่อน ไม่ตรงกับภาพที่เธอเห็นมาตลอดชีวิต เพราะผู้คนแวดล้อมเธอไม่ได้เมาหัวราน้ำ พวกเขาต่างตื่นเช้า ลงนา ลงไร่ ดูแลผลผลิต และรับมือกับความผันผวนที่ควบคุมไม่ได้ ตั้งแต่ฝน ฟ้า ราคาพืชผล ไปจนถึงต้นทุนการผลิต พวกเขาไม่ได้ลำบากเพราะไม่ทำงาน แต่ทำงานอย่างหนักในระบบที่ผลตอบแทนและความเสี่ยงไม่ได้ถูกแบ่งหรือปันผลอย่างเป็นธรรม
ความขัดแย้งระหว่าง “ภาพจำ” กับ “ชีวิตจริง” ทำให้วิภาวดีไม่หยุดอยู่แค่ความรู้สึกสงสาร เพราะความสงสารอาจทำให้เราเห็นผู้คนเป็นเพียงผู้ประสบภัยกับความทุกข์ แต่คำถามเรื่องสิทธิทำให้ต้องมองต่อไปว่า ใครเป็นคนกำหนดกติกา ใครได้ประโยชน์ ใครรับภาระ และทำไมคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจึงมักมีสิทธิ์มีเสียงน้อยที่สุดในกระบวนการตัดสินใจ
“เราก็เห็นว่าพวกเขาทำงานหนัก พวกเขาไม่ได้ขี้เกียจ แต่ขณะที่มายาคติทางสังคมหรือสิ่งที่สื่อสารผ่านสื่อเป็นอีกแบบหนึ่ง มันขัดแย้งกับสภาพความเป็นจริง”
คำถามเรื่องความไม่เท่าเทียมในชีวิตพาเธอไปไกลกว่าการมองชีวิตเป็นรายบุคคล วิภาวดีเริ่มสนใจว่าเบื้องหลังความยากลำบากเหล่านั้นมีโครงสร้างอะไรทำงานอยู่บ้าง ตั้งแต่อายุประมาณ 19 ปี เมื่อเข้าเรียนมหาวิยาลัยปี 1 เธอเริ่มอ่านเรื่องนโยบายพรีเมียมข้าว มาตรการเกี่ยวกับสินค้าเกษตร และค่อยๆ เห็นความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายของรัฐกับปากท้อง ต้นทุนการผลิต ราคาผลผลิต และคุณภาพชีวิตของผู้คน เมื่อมองจากจุดนั้น ปัญหาของชาวนาจึงไม่ใช่เรื่องของความขยันหรือความสามารถเฉพาะตัวเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับอำนาจในการกำหนดนโยบาย การเข้าถึงทรัพยากร และโอกาสที่จะมีส่วนร่วมตัดสินใจในเรื่องที่กระทบกับชีวิตของตนเองโดยตรง
“เราเริ่มเข้าใจว่าความไม่เท่าเทียมหลายอย่างมาจากการกำหนดนโยบายของรัฐ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและปากท้อง ไปจนถึงผลผลิตและต้นทุนทางการเกษตร นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราสนใจประเด็นการพัฒนา”
ในวัยที่หลายคนอาจกำลังค้นหาว่าอยากเรียนอะไรหรือทำอาชีพไหน พบว่าวิภาวดีกลับเริ่มอ่านนโยบายข้าวและพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่ดูเหมือนอยู่ห่างไกลจากชีวิตในวัยรุ่น การอ่านเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เธอมีคำตอบทันทีว่าเรื่องนี้คืออะไร แต่กลับทำให้เริ่มเห็นว่า “เรื่องส่วนตัว” ของแต่ละครอบครัวเชื่อมอยู่กับ “เรื่องสาธารณะ” เสมอ รายได้ที่ไม่พอใช้ หนี้สินของเกษตรกร หรือความฝันที่อยากให้ลูกหลานเป็นข้าราชการ ไม่ได้เป็นเพียงการตัดสินใจส่วนบุคคล แต่มีประวัติศาสตร์และโครงสร้างรองรับอยู่ข้างหลัง
มหาวิทยาลัยที่ไม่ได้มีแค่ห้องเรียน
วิภาวดีสมัครเข้าเรียนด้วยโควตากีฬา อันดับหนึ่งเลือกคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพราะคิดว่าอาชีพนักข่าวจะทำให้ได้เรียนรู้และนำเสนอปัญหาสังคม แต่เธอได้รับคัดเลือกเข้าเรียนคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาไทย และตอบรับด้วยเหตุผลง่ายๆ ในเวลานั้นคือ เธอคิดว่าตัวเองอ่านออกเขียนได้ วิชานี้จึงน่าจะไม่ยากนัก แต่เมื่อเรียนจริงกลับพบทั้งภาษาศาสตร์ กวีนิพนธ์ และวรรณคดีที่ไม่เหมือนกับภาพในใจที่เธอคิดว่าเป็นวิชาที่ง่ายๆ
“เราตอบรับเรียนมนุษยศาสตร์ เอกภาษาไทย ก็คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร และเราต้องเข้ามหาวิทยาลัย เหมือนเป็นหน้าที่คิดว่าเราอ่านออกเขียนได้ น่าจะเป็นวิชาที่ง่ายที่สุด แต่พอไปเรียน มันยากมาก และยากที่สุดสำหรับเรา”
เธอเล่าถึงช่วงเวลานั้นอย่างติดตลกว่า ตั้งแต่ความชอบอ่านวรรณกรรมที่ไม่ได้แปลว่าจะมีความสุขกับภาษาศาสตร์ ไปจนถึงคำถามในใจเมื่อเจอบทเรียนกวีนิพนธ์ เจอบทเห่เรือว่า “ทำไมฉันมาทำอะไรอย่างนี้” น้ำเสียงที่หัวเราะกับอดีตของตัวเองทำให้เห็นบุคลิกอีกด้านหนึ่งของวิภาวดี เธอไม่พยายามทำให้เส้นทางชีวิตดูเรียบร้อยกว่าความเป็นจริง และไม่มองการไปไม่ถึงปลายทางบางแห่งว่าเป็นเรื่องต้องปิดบัง เธอเล่าเรื่องนี้พร้อมเสียงหัวเราะ เพราะสุดท้ายเธอเรียนไม่จบและเปลี่ยนมหาวิทยาลัยอีกหลายครั้ง ทว่าในช่วงเวลาที่ชีวิตทางการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยอาจจะไม่ลงตัวเท่าไหร่นัก แต่เธอกลับได้พบห้องเรียนอีกแบบหนึ่งนั่นคือชุมชนรอบมหาวิทยาลัย
ในช่วงเวลานั้น มหาวิทยาลัยมหาสารคามเพิ่งย้ายจากตัวเมืองไปยังพื้นที่ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันได้ไม่นานนัก และยังรายล้อมด้วยป่ารกร่าง (ป่าละเมาะ) ท้องไร่ท้องนา ฝนตกน้ำท่วม นักศึกษาส่วนใหญ่ก็เป็นคนในภาคอีสาน คนท้องถิ่นสารคาม ด้วยเธอเป็นสายกิจกรรม ชีวิตส่วนใหญ่จึงอยู่ในวงสนทนาและลงชุมชนไปกับเพื่อนๆ วิภาวดีจึงมีโอกาสใกล้ชิดกับชุมชนหลากหลายมากขึ้น เธอไม่ได้เข้าไปเพียงเพื่อทำกิจกรรมหรือเก็บข้อมูลเป็นครั้งคราว แต่ใช้เวลาอยู่กับชาวบ้าน เรียนรู้วิถีชีวิตผ่านกิจวัตรธรรมดา ตั้งแต่การจับกบ หาเขียด หาปลา ฟังเสียงแคน ฟังลำ ไปจนถึงการทำความเข้าใจว่าคนในพื้นที่จัดการทรัพยากรของชุมชนอย่างไร
“พอเราไปเป็นส่วนหนึ่งของเขา ไปอยู่ในชีวิตประจำวันของเขา เขาก็เริ่มบ่น เริ่มพูดให้เราฟัง แล้วเราก็เห็นสภาพจริงของสังคมชาวนาและชาวไร่มากขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาต่างๆ จำได้ว่าตอนนั้นช่วงปลายปี 45 ต้นปี 46 คนชนบทสนใจพูดคุยเรื่องการเมืองและนโยบายสาธารณะมาก”
การเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับชุมชนต่างจากการลงพื้นที่เพียงชั่วคราว เพราะเมื่อได้พบปะและใช้เวลาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ความสัมพันธ์และความไว้วางใจก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น การพูดคุยจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่คำตอบที่เตรียมไว้สำหรับผู้มาเยือน แต่กลายเป็นเรื่องราวในชีวิตประจำวันที่ชาวบ้านพูดคุยและแบ่งปันกันอย่างเป็นธรรมชาติ วิภาวดีได้ยินทั้งความกังวลเรื่องน้ำ ที่ดิน รายได้ และความไม่แน่นอนในการทำมาหากิน ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เธอเห็นว่าปัญหาที่ชุมชนเจอในแต่ละครั้งไม่สามารถแยกขาดออกจากกันได้
เพราะปัญหาน้ำและสิ่งแวดล้อมย่อมกระทบต่อพื้นที่ทำกิน เมื่อผลผลิตเสียหาย รายได้และความมั่นคงของครอบครัวก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย ปัญหาเหล่านั้นก็เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิของผู้คน และสิทธิชุมชนในการส่วนร่วมจัดการทรัพยากรหรือกำหนดอนาคตของพื้นที่ สำหรับวิภาวดี เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชนจึงไม่ใช่เรื่องที่แยกออกจากกัน แต่เป็นส่วนต่างๆ ที่เชื่อมโยงและส่งผลต่อความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“เราไปจับกบ หาเขียด หาปลา กินกับชาวบ้านไปเลย มันไม่ต่างจากประสบการณ์วัยเด็ก เราเป็นรุ่นสุดท้ายของครอบครัวที่นอนทุ่งนา แต่ตอนเด็กมันสนุก เหมือนมีสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ แต่พอโตได้เรียนรู้มากขึ้น ก็เข้าใจสภาพจริงๆ ของสังคมชาวนา ชาวไร่มากขึ้น”
การจับกบ หาเขียด หรือหาปลากินกับชาวบ้านอาจดูเป็นเพียงกิจกรรมนันทนาการเพื่อประสบการณ์ทั่วไป แต่สำหรับวิภาวดี นี่คือการเรียนรู้ชุมชนผ่านชีวิตจริง เพราะการทำความเข้าใจผู้คนไม่อาจเกิดขึ้นได้จากแบบสอบถามหรือเวทีประชุมเพียงอย่างเดียว หากต้องใช้เวลาอยู่ร่วมกัน จนเห็นว่าผืนดิน แหล่งน้ำ และทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งแวดล้อมรอบตัว แต่เป็นทั้งแหล่งอาหาร รายได้ ความทรงจำ ความสัมพันธ์ของคนในชุมชน และหลักประกันในการดำรงชีวิต
ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้วิภาวดีมองคำว่า “การพัฒนา” ด้วยความระมัดระวังมากขึ้น เพราะนโยบายหรือโครงการพัฒนาที่อ้างว่าต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน บางครั้งกลับเข้ามาเปลี่ยนแปลงหรือจัดการที่ดินและทรัพยากรในชุมชน โดยที่คนซึ่งอาศัยและพึ่งพาทรัพยากรเหล่านั้นโดยตรง กลับมีโอกาสร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และกำหนดอนาคตของพื้นที่ตนเองไม่มากพอ และเมื่อกลับบ้าน เธอจึงเริ่มถามคำถามยายของตัวเองมากขึ้น ถามว่าสมัยก่อนผู้คนในชุมชนใช้ชีวิตกันอย่างไร ฤดูแล้งทำมาหากินอะไร หรือเงื่อนไขชีวิตสมัยก่อนมีอะไรบ้าง เรื่องเล่าจากคนในครอบครัวช่วยให้วิภาวดีเข้าใจว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นเพียงแนวคิดในตำรา แต่ส่งผลต่อชีวิต ความทรงจำ และความเป็นอยู่ของผู้คนจริงๆ
การหันกลับมาถามคนในบ้านยังทำให้วิภาวดีเห็นว่า ประวัติศาสตร์ไม่ได้อยู่เฉพาะในหนังสือ เหตุการณ์ใหญ่ของประเทศอาจถูกจดจำผ่านกฎหมาย นโยบาย หรือชื่อรัฐบาล แต่สำหรับครอบครัวเกษตรกร ประวัติศาสตร์อาจถูกจดจำผ่านปีที่ราคาข้าวตก ปีที่น้ำไม่พอ ยุคที่ไปไทย (ไปทำงานรับจ้างกรุงเพท) หรือช่วงเวลาที่ตัดสินใจส่งลูกไปเรียนเพื่อให้มีชีวิตต่างจากคนรุ่นก่อน โดยเธอเริ่มเข้าใจว่าเหตุใดหลายครอบครัวในต่างจังหวัดจึงฝากความหวังไว้กับการศึกษา และอยากให้ลูกหลานเป็นข้าราชการ ความต้องการเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เป็นผลจากชีวิตที่ต้องต่อสู้อย่างหนักกับความไม่แน่นอน โอกาสจะยกระดับความเป็นอยู่ที่มีไม่มาก และโครงสร้างที่กดทับชาวนาชาวไร่ในสังคมชนบทมาเป็นเวลานาน
การเรียนไม่จบ ไม่ได้แปลว่าหยุดเรียนรู้
เส้นทางการศึกษาของวิภาวดีไม่ได้ราบรื่น หลังออกจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เธอลองเรียนมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่ง และรามคำแหงซึ่งเป็นมหาวิทยาเปิด แม้จะไม่จบ กับราชภัฏสวนดุสิต ซึ่งมีหลักสูตรสำหรับคนทำงาน ได้เปิดพื้นที่ให้เธอเรียนรู้อีกโลกของการศึกษา ได้ทดลองใช้ชีวิตแบบคนทำงานจากเพื่อนในชั้นเรียนและการทำงานจริงในระหว่างเรียน หากเล่าเรื่องชีวิตตามสูตรสำเร็จของเธอ ช่วงเวลาที่ย้ายที่เรียนอาจถูกเรียกว่า “หลงทาง” แต่วิภาวดีไม่ได้เล่าเรื่องราวเหล่านี้ด้วยความเสียดาย แต่เธอกลับพูดออกมาตรงๆ ว่า “เรียนไม่จบ” แล้วหัวเราะ เพราะระหว่างที่เส้นทางในระบบการศึกษาสะดุดลง การเรียนรู้จากสังคมกลับเดินหน้าต่อ ทั้งยังพาเธอไปพบผู้คนและคำถามที่ท้ายที่สุดกลายเป็นงานทั้งชีวิต
“เราเรียนไม่จบ เราไปเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง ก็ไม่จบอีก สุดท้ายมาจบวารสารศาสตร์สวนดุสิต แล้วมันทำให้เราเปิดโลกใหม่ๆ เลยในหลายเรื่อง รวมถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน”
ประโยคนี้สะท้อนตัวตนของเธอได้ดี วิภาวดีไม่ปฏิเสธระบบการศึกษา แต่ก็ไม่ยอมให้ใบปริญญาเป็นเครื่องชี้ขาดว่าใครมีความรู้หรือควรมีเสียง ความรู้ที่เธอให้คุณค่ามักเกิดขึ้นตรงรอยต่อระหว่างห้องเรียนกับโลกแห่งความเป็นจริง ระหว่างทฤษฎีกับประสบการณ์ และระหว่างการอ่านกับการฟังคนที่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางปัญหานั้นทุกวัน คราวนี้การเรียนพาเธอไปเจอคนทำข่าวมืออาชีพ มีเพื่อนที่รู้จักในมหาวิทยาลัยเป็นนักข่าว อาจารย์ที่สอนก็เป็น บก. สำนักข่าว และเมื่อพวกเขาออกไปทำงาน บางครั้งวิภาวดีก็ได้รับโอกาสติดตามไปด้วย จากข่าวการเมือง ช่วงปี 2548 – 2549 เข้มข้นมาก ไปจนถึงการเริ่มสนใจประเด็นเขตการค้าเสรีหรือ FTA
ระหว่างการพูดคุยกัน เธอไม่ได้เริ่มต้นจากการมีบัตรนักข่าวหรือมีโต๊ะนั่งทำงานในกองบรรณาธิการ แต่เริ่มจากใช้คำว่าติดสอยห้อยคนทำงานไปในพื้นที่ข่าวจริง คอยสังเกตวิธีตั้งคำถาม รับหมายข่าว และลองเขียนข่าว การเรียนสื่อสารมวลชนจึงไม่ได้เปลี่ยนชีวิตให้เธอมีวุฒิการศึกษาเท่านั้น แต่ยังทำให้คนที่สนใจความไม่เป็นธรรมในสังคมอยู่แล้วได้พบเครื่องมือสำหรับเรียบเรียงข้อมูลและส่งต่อเรื่องราวของผู้คน โดยเธอเริ่มฝึกงานข่าวจากคนรอบตัว และค่อยๆ รู้จักการทำงานของ NGO และเครือข่ายชุมชนจากหลายพื้นที่ การทำรายงานเรื่อง FTA ยิ่งทำให้เห็นความสำคัญเรื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งอาจฟังดูไกลตัวแต่กลับพบว่าสามารถเชื่อมตรงมาถึงเมล็ดพันธุ์ ปศุสัตว์ ผลผลิต รายได้ และความมั่นคงในชีวิตของเกษตรกรได้อย่างไร ถึงอย่างนั้น เมื่อได้เข้าไปสัมผัสการทำข่าวจริง เธอกลับพบว่าจังหวะของงานข่าวไม่เหมาะกับตัวเองนัก เพราะข่าวต้องเคลื่อนไปตามกระแสและการแข่งขันกับเวลา ขณะที่สิ่งที่เธออยากทำคือการอยู่กับประเด็นให้นานพอ ถามให้ลึก และทำความเข้าใจเงื่อนไขรอบด้านมากกว่ารีบเดินไปสู่เรื่องถัดไป
“เราอินกับประเด็นมาก และรู้สึกว่างานข่าวไม่ตอบโจทย์ เพราะมันต้องหมุนเร็วไปตามกระแส เราชอบศึกษาบางเรื่องในเชิงลึกมากกว่านั้น นั่นคือการไปลงพื้นที่ อยู่กับชุมชน ฟังเสียงผู้คนที่อาจต้องใช้เวลานานๆ ในการเก็บข้อมูล”
จากนั้น เธอขยับจากงานข่าวไปเรียนรู้การทำสารคดี โดยเข้าฝึกงานกับรายการคนค้นตน มีโอกาสได้ช่วยสัมภาษณ์และลองเขียนบท ประสบการณ์ครั้งนี้เปิดโอกาสให้เธอได้เข้าใกล้ชีวิตของผู้คนหลากหลายกลุ่ม และเรียนรู้ว่าการถ่ายทอดเรื่องราวของคนคนหนึ่งให้ผู้ชมเข้าใจและรู้สึกร่วม ต้องอาศัยทั้งการคัดเลือกประเด็น การเรียบเรียง และวิธีเล่าเรื่องที่ละเอียดอ่อน ขณะเดียวกัน การทำงานเบื้องหลังยังทำให้วิภาวดีเริ่มสนใจว่า เราจะเล่าความทุกข์ของผู้คนอย่างไรให้ผู้ชมเข้าถึง โดยไม่ทำให้ชีวิตอันซับซ้อนของพวกเขาถูกมองผ่านความสะเทือนใจเพียงด้านเดียว สำหรับเธอแล้วนั้น เรื่องราวของแต่ละคนไม่ได้มีเพียงช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ยังเชื่อมโยงกับครอบครัว ชุมชน นโยบาย และเงื่อนไขทางสังคมที่อยู่เบื้องหลัง ประสบการณ์จากงานสารคดีโทรทัศน์จึงช่วยให้เธอมองเห็นทั้งพลังของการเล่าเรื่อง และความสำคัญของการรักษาพื้นที่ให้เจ้าของเรื่องได้ถ่ายทอดชีวิตของตนเองอย่างรอบด้าน
“การทำสารคดีทำให้เราเห็นว่า เรื่องราวความทุกข์และความยากลำบากของผู้คนสามารถทำให้คนดูเข้าใจและรู้สึกร่วมได้ ขณะเดียวกัน กระบวนการถ่ายทำและเรียบเรียงเรื่องก็มีส่วนกำหนดว่า ผู้ชมจะมองเห็นชีวิตของคนคนนั้นในมุมไหน ประสบการณ์นี้จึงทำให้เราสนใจว่า จะเล่าเรื่องของผู้คนอย่างไรให้เข้าถึงหัวใจคนดู โดยยังรักษาความซับซ้อนและความเป็นจริงของชีวิตพวกเขาไว้”
ตรงนี้เองที่ความเป็นคนทำสื่อกับความเป็นนักเคลื่อนไหวเริ่มแยกทางกันในชีวิตของวิภาวดี เธอยังเชื่อในพลังของการเล่าเรื่อง แต่ต้องการการเล่าที่ไม่ใช้ชีวิตของผู้อื่นเป็นเพียงวัตถุดิบ และอยากมีเวลาค้นหาเหตุผลเบื้องหลังมากกว่าผลิตอารมณ์เพียงชั่วครู่ นั่นทำให้วิภาวดีรู้ชัดขึ้นอีกขั้นว่า เธออยากทำงานเชิงลึก แต่ไม่อยากให้ความทุกข์ของผู้คนถูกลดทอนเหลือเพียงเรื่องราวที่ขายได้เท่านั้น ความรู้สึกนี้เองที่ค่อยๆ พาเธอออกจากเส้นทางสื่อ ไปสู่งานวิจัยและการทำงานภาคสังคมอย่างเต็มตัว
“จะทำอะไรกับชีวิต” และงานอาสาสมัครที่เปลี่ยนเส้นทาง
ช่วงปลายของการฝึกงาน วิภาวดีเดินทางไปร่วมกับออกกองถ่ายทำที่หมู่บ้านผีปอบที่จังหวัดสกลนคร ต่อด้วยนิคมโรคเรื้อนในจังหวัดขอนแก่น หลังกลับถึงที่พัก เธอนั่งถามตัวเองอย่างจริงจังว่าเมื่อเหลือเวลาอีกไม่นานก็จะเรียนจบ เธอจะทำอะไรกับชีวิตต่อไป
“กลับมาที่โรงแรมแล้วคิดว่า เหลือเวลาอีกไม่นานก็จะฝึกงานเสร็จ จะทำยังไงกับชีวิต เพราะไม่อย่างนั้นต้องไปสอบข้าราชการแน่นอน แล้วเรารู้สึกว่าถ้าบังเอิญสอบได้ ชีวิตต้องรู้สึกทุกข์หรือแบบรู้สึก suffer มากๆ แต่ถ้าสอบได้ก็คงต้องทำ เพราะชีวิตมันต้องทำงานแล้ว”
คำพูดนี้มีทั้งความขำและความจริงจังปะปนกันอยู่ การเป็นข้าราชการคือความมั่นคงที่คนในครอบครัวเกษตรกรรมจำนวนมากคุ้นเคย เป็นปลายทางที่ผู้ใหญ่เชื่อว่าจะช่วยให้ลูกหลานไม่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนแบบเดียวกับตัวเอง แต่สำหรับวิภาวดี ความมั่นคงที่ต้องแลกกับการใช้ชีวิตในทางที่ไม่ใช่ กลับเป็นภาพที่ทำให้เธอกังวลมากกว่าสบายใจเรื่องความมั่นคงในชีวิต แม้ตัวเลือกหนึ่งคือการสอบข้าราชการตามเส้นทางที่ครอบครัวคุ้นเคย แต่อีกใจหนึ่งรู้ดีว่านั่นอาจไม่ใช่ชีวิตที่ต้องการ ระหว่างค้นหาประกาศงาน เธอพบว่ามูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) กำลังเปิดรับอาสาสมัครระยะเวลา 2 ปี จึงทำให้ตัดสินใจสมัคร และเลือกไปทำงานกับกลุ่มชาติพันธุ์และชนพื้นเมืองที่จังหวัดเชียงใหม่
การสมัครเป็นอาสาสมัครจึงไม่ใช่หมุดหมายแรกๆ ที่วางแผนไว้มานาน แต่เป็นการตัดสินใจในห้วงเวลาที่ชีวิตกำลังบีบให้ต้องเลือก และเมื่อมองย้อนกลับไป การคลิกเจอประกาศเล็กๆ บนอินเทอร์เน็ตครั้งนั้นกลับเปลี่ยนทิศทางชีวิตของเธอมายาวนานถึงทุกวันนี้ จากคนที่กำลังพยายามหางาน กลายเป็นคนที่พบว่างานกับชุมชนคือพื้นที่ซึ่งตัวเองอยากอยู่ การตัดสินใจครั้งนั้นไม่ได้เกิดจากการมีคำตอบของชีวิตครบทุกข้อ แต่เกิดจากความอยากรู้จักผู้คนในแบบที่พวกเขาเป็นจริงๆ ไม่ใช่ภาพของ “ชาวเขาบนดอยสูง” หรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่ทำไร่เลื่อนลอยตามหนังสือเรียน ตามข่าว หรือตามภาพประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของรัฐ หรือความเข้าใจของคนในสังคม
“เราอยากเรียนรู้ว่าเขาเป็นใคร เพราะเขาอย่างที่เขาเป็น ไม่เหมือนที่หนังสือเรียนเขียนไว้ ไม่เหมือนที่สื่อนำเสนอ เขาเป็นคนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะ อยู่ในพื้นที่เฉพาะ คนทั่วไปอาจมีโอกาสน้อยมากที่จะเข้าถึงชีวิตเขาจริงๆ เต็มที่เราอาจไปเที่ยวและเข้าถึงเขาในมุมของการตลาด แต่เราไม่ได้เห็นวิถีชีวิตเขาจริงๆ”
คำว่า “เขาอย่างที่เขาเป็น” สำคัญมากในวิธีคิดของวิภาวดี เพราะกลุ่มชาติพันธุ์และชนพื้นเมืองมักถูกทำให้เหลือเพียงภาพจำสองแบบ ด้านหนึ่งคือผู้คนล้าหลังที่ต้องรอการพัฒนา อีกด้านคือวัฒนธรรมงดงามแปลกตาที่ถูกนำเสนอเพื่อการท่องเที่ยว แต่ระหว่างสองภาพนั้นคือมนุษย์ที่มีชีวิตร่วมสมัย มีความฝัน ความขัดแย้ง ความรู้ และความต้องการกำหนดอนาคตของตัวเอง การทำงานในเชียงใหม่ทำให้เธอเรียนรู้ว่า การเคารพสิทธิไม่ได้หมายถึงการพูดแทนคนอื่นให้ดังที่สุดเสมอไป บางครั้งหมายถึงการถอยออกมา ฟังว่าชุมชนอยากพูดอะไร สนับสนุนให้พวกเขาเป็นเจ้าของเรื่องเล่า และยอมรับว่าคนนอกไม่อาจเข้าใจทุกอย่างได้จากการเข้าไปเยือนเพียงไม่กี่ครั้ง
แน่นอนว่า ชีวิตอาสาสมัครไม่ได้สะดวกสบาย ค่าตอบแทนในเวลานั้นอยู่ที่ราว 6,300 บาทต่อเดือน แต่สิ่งที่เธอได้รับคือโอกาสในการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างวิถีชีวิต วัฒนธรรม ที่ดิน ทรัพยากร นโยบายของรัฐ และสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเองจากผู้คนในพื้นที่โดยตรง และนับจากนั้น งานเพื่อสังคมไม่ได้เป็นกิจกรรมนอกเวลาสำหรับวิภาวดีอีกต่อไป แต่กลายเป็นวิถีชีวิตและพื้นที่เรียนรู้หลักของเธอ
จากไซโคลนนาร์กิส สู่ กลุ่มเพื่อนพม่า Friends of Burma
ระหว่างใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงใหม่ ในปี 2551 เกิดไซโคลนนาร์กิสพัดถล่มเมียนมา ท่ามกลางการปกครองของรัฐบาลทหาร ความช่วยเหลือจากภายนอกเดินทางเข้าไปถึงผู้ประสบภัยได้ยาก วิภาวดีซึ่งรู้จักทั้งคนทำงานประเด็นเมียนมา ชุมชนแรงงานข้ามชาติ และผู้ย้ายถิ่นจากฝั่งเมียนมาอยู่แล้ว จึงเริ่มพูดคุยกับเพื่อนๆ ว่าพวกเขาจะช่วยอะไรได้บ้าง สำหรับเธอ แรงงานข้ามชาติไม่เคยเป็นคนอื่นที่อยู่ห่างไกลจากชีวิตเธอเลยสักนิด เพราะเมื่อมองให้พ้นจากพรมแดน สถานะ และภาษาที่แตกต่างกัน ทุกคนต่างเป็นแรงงานที่พยายามทำงานเพื่อประคองชีวิตและครอบครัวไม่ต่างกัน
“เราเห็นคนที่มาทำงาน เห็นชนชั้นแรงงาน แล้วเราไม่รู้สึกว่าเขาเป็นคนอื่น เราก็เป็นแรงงานเหมือนกัน จึงเข้าไปคุย เข้าไปทำความรู้จัก”
มุมมองนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะสถานการณ์ในเมียนมาเป็นประเด็นสิทธิมนุษยชนระดับนานาชาติ แต่เกิดจากการที่วิภาวดีได้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเดียวกับแรงงานข้ามชาติจากเมียนมา ได้เห็นพวกเขาทำงาน ซื้ออาหาร ส่งเงินกลับไปดูแลครอบครัว และพยายามสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตไม่ต่างจากแรงงานคนอื่นๆ
เมื่อมองว่า “เราก็เป็นแรงงานเหมือนกัน” วิภาวดีจึงไม่ได้มองผู้ได้รับผลกระทบเป็นเพียงคนที่รอรับความช่วยเหลือ แต่เป็นเพื่อนมนุษย์ที่ต่างมีชีวิต ครอบครัว ความหวัง และศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ความสัมพันธ์จึงไม่ได้เริ่มต้นจากการแบ่งว่าใครเป็นผู้ช่วยเหลือและใครเป็นผู้รับความช่วยเหลือ หากเริ่มจากการมองเห็นสิ่งที่ทุกคนมีร่วมกัน และถามว่าจะช่วยกันรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร
หลังไซโคลนนาร์กิสพัดถล่มเมียนมาในปี 2551 กลุ่มเพื่อนในเชียงใหม่จึงรวมตัวกันระดมทุน และส่งความช่วยเหลือผ่านเครือข่ายที่สามารถเข้าถึงผู้ประสบภัยภายในประเทศได้ จากกิจกรรมที่จัดขึ้นมาเฉพาะกิจเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ จึงค่อยๆ เกิดการรวมตัวกันพัฒนาเป็นกลุ่มเพื่อนพม่า (Friends of Burma)
“ตอนแรกเราไม่ได้ตั้งใจจะทำงานอะไรใหญ่ เราทำกิจกรรมจิตอาสาต่างๆ ร่วมกับเครือข่ายในเชียงใหม่เป็นหลัก แต่หลังจากนั้นมันก็ต่อเนื่องมาเรื่อยๆ”
ประโยคนี้อาจอธิบายเส้นทางนักเคลื่อนไหวของวิภาวดีได้ทั้งชีวิต เพราะจากการคุยทุกครั้ง หลายสิ่งที่เธอทำไม่ได้เริ่มจากการวางแผนงานขนาดใหญ่ แต่เริ่มจากการเห็นปัญหาตรงหน้าแล้วถามว่า “เราช่วยอะไรได้บ้าง” เมื่อทำครั้งหนึ่งก็รู้จักคนเพิ่มขึ้น เห็นปัญหาชัดขึ้น และพบว่าการช่วยเหลือเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ ทำให้งานอาสาสมัครจึงค่อยๆ ขยายไปสู่การสร้างเครือข่าย การติดตามสถานการณ์ และการผลักดันเชิงนโยบาย
ต่อมา หลังการเลือกตั้งในเมียนมาเมื่อปี 2553 ได้เกิดการสู้รบระหว่างกองกำลังกะเหรี่ยกับกองทัพพม่า ประชาชนจำนวนหนึ่งต้องออกจากบ้านอย่างเร่งด่วนและข้ามพรมแดนเข้ามาหาความปลอดภัยในประเทศไทย เครือข่ายของวิภาวดีจึงต้องขยับจากการทำกิจกรรมอาสาสมัครและระดมทุนทั่วไป ไปสู่การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองและอาวุธ แม้ในรายงานสถานการณ์ คนกลุ่มนี้อาจถูกเรียกว่า “ผู้หนีภัยชั่วคราว” แต่สำหรับวิภาวดีและคนทำงานในพื้นที่ คำดังกล่าวหมายถึงมนุษย์จริงๆ ที่ต้องทิ้งบ้านและทรัพย์สินไว้เบื้องหลังโดยไม่รู้ว่าจะได้กลับไปอยู่อย่างปลอดภัยได้เมื่อไร หลายคนต้องการทั้งอาหาร ที่พัก การรักษาพยาบาล ความปลอดภัย ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์และอนาคตของตัวเอง
ประสบการณ์นี้ทำให้วิภาวดีเห็นว่า ภาษาหรือสถานะทางนโยบายที่ใช้เรียกผู้คน ไม่อาจอธิบายความเดือดร้อนและความต้องการอันซับซ้อนของแต่ละชีวิตได้ทั้งหมด ขณะเดียวกัน เธอก็เห็นชัดขึ้นว่า กลุ่มอาสาสมัครขนาดเล็กในพื้นที่ แม้จะมีความตั้งใจและเข้าถึงผู้ได้รับผลกระทบได้รวดเร็ว แต่ไม่สามารถรับมือกับปัญหาขนาดใหญ่ได้โดยลำพัง จำเป็นต้องมีทั้งทรัพยากร ความรู้เฉพาะด้าน และความร่วมมือจากองค์กรหรือเครือข่ายในระดับที่กว้างขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้เธอพบว่าความตั้งใจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ งานสิทธิมนุษยชนต้องอาศัยทั้งข้อมูล ความรู้เฉพาะด้าน ภาษา เครือข่าย และความสามารถในการเชื่อมปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นเข้ากับกลไกระดับประเทศและระหว่างประเทศ
เมื่อแอมเนสตี้เป็นทั้งเครื่องมือและพื้นที่ของสมาชิก
ในช่วงที่ทำงานช่วยเหลือผู้ลี้ภัย เพื่อนพม่าเป็นกลุ่มอาสาสมัครที่มีทรัพยากรจำกัดทั้งคนและเงินทุน ขณะที่ประเด็นที่กำลังเผชิญมีชีวิตผู้คนที่เชื่อมโยงกับการเมืองและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ เธอจึงเริ่มมองหาองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญและสามารถช่วยขยายเสียงจากพื้นที่ไปสู่ระดับที่กว้างขึ้นได้ ในเวลานั้น แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ทำงานรณรงค์เรื่องนักโทษการเมืองในเมียนมาอยู่แล้ว วิภาวดีจึงมองเห็นความเป็นไปได้ที่จะเชื่อมงานของเครือข่ายในพื้นที่เข้ากับองค์ความรู้ การสื่อสาร และกลไกระหว่างประเทศที่องค์กรมี เธอจึงเริ่มรู้จักและเข้ามามีส่วนร่วมกับแอมเนสตี้ ก่อนตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกมาถึงปัจจุบัน

การรู้จักแอมเนสตี้ของวิภาวดีจึงไม่ได้เริ่มจากการเห็นโลโก้บนโปสเตอร์ หรือรู้จักองค์กรนี้เพียงเพราะเป็นหนึ่งในขบวนการสิทธิมนุษยชนระดับโลก แต่เริ่มจากโจทย์ตรงหน้าของคนทำงานกลุ่มเล็กๆ ที่กำลังรับมือกับปัญหาใหญ่เกินกำลัง เธอเริ่มตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรให้ผู้ลี้ภัยได้รับความช่วยเหลือและเรื่องราวไม่ถูกพูดถึงอยู่เพียงในวงของคนทำงานไม่กี่คน จะส่งข้อมูลจากพื้นที่ชายแดนไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจได้อย่างไร และจะเชื่อมปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่เข้ากับกลไกสิทธิมนุษยชนระดับสากลได้แบบไหน แอมเนสตี้จึงเข้ามาเป็นทั้งเครือข่ายและเครื่องมือที่ช่วยให้เสียงจากพื้นที่เดินทางไปได้ไกลขึ้น
แม้งานด้านสิทธิจะเป็นส่วนสำคัญในชีวิต แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดของตัวเธอ ปัจจุบันวิภาวดียังคงทำงานหลากหลายด้าน ทั้งงานวิจัย งานที่เกี่ยวข้องกับชุมชน และงานเพื่อสังคม ขณะเดียวกันก็มีชีวิตธรรมดาเหมือนคนทั่วไป มีเวลาพัก พบปะผู้คน และไปเล่นแบดมินตันบ้างกับทีมงานแอมเนสตี้และสมาชิกคนอื่นๆ เพราะสำหรับเธอ การทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไม่จำเป็นต้องแยกออกจากชีวิตประจำวัน สิทธิมนุษยชนอาจอยู่ในงานที่ทำ ในผู้คนที่พบเจอ และในกิจกรรมเล็กๆ ที่ช่วยให้ยังมีแรงกลับไปทำงานต่อได้ในแต่ละวัน
“เราต้องหาองค์กรส่วนกลางที่จะเข้ามาทำงานร่วมกันและช่วยเราในส่วนที่ขาด ถ้าจะทำงานผลักดันในระดับชาติและระหว่างประเทศ เราต้องการทั้งผู้ช่วยด้านภาษาและผู้เชี่ยวชาญที่สามารถเชื่อมประเด็นในท้องถิ่นเข้ากับกลไกระดับต่าง ๆ ได้ แล้วเราก็พบว่าแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ทำประเด็นเรื่องนักโทษการเมืองในเมียนมาอยู่ก่อนแล้ว”
ตรงนี้เองที่คำว่า “สมาชิก” สำหรับวิภาวดีมีความหมายมากกว่าการคอยสนับสนุนองค์กรอยู่ข้างนอก เพราะแอมเนสตี้ไม่ได้เป็นแค่องค์กรที่เข้ามาช่วยงานของเธอและเครือข่ายเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่สมาชิกสามารถเข้าไปมีส่วนร่วม ออกเสียง เลือกกรรมการและประธานกรรมการองค์กร แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และช่วยกันกำหนดทิศทางขององค์กรได้ในงานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี (Annual General Meeting) ที่จัดขึ้นทุกปี เหตุผลที่เธอตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกจึงมีอยู่ 2 หัวใจสำคัญ โดยหัวใจแรกคือต้องการเชื่อมปัญหาที่พบในพื้นที่เข้ากับความรู้ ทรัพยากร และกลไกสิทธิมนุษยชนในระดับสากล อีกหัวใจคือ หากอยากเห็นองค์กรสิทธิมนุษยชนทำงานและยืนหยัดอยู่บนหลักการที่เชื่อ เธอก็อยากเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่มองหรือวิพาก์วิจารณ์อยู่ข้างนอกเท่านั้น
การเป็นสมาชิกอาจเริ่มง่ายๆ จากการลงชื่อสนับสนุนแคมเปญหรือเข้าร่วมกิจกรรม ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาไปสู่การร่วมคิดและช่วยทำให้งานขององค์กรเชื่อมโยงกับชีวิตของผู้ได้รับผลกระทบจริงๆ มากขึ้น และสำหรับวิภาวดี การเป็นสมาชิกแอมเนสตี้ไม่ใช่แค่การมีชื่ออยู่ในองค์กร หรือเข้าร่วมกิจกรรมเป็นครั้งคราว แต่หมายถึงการได้ร่วมคิด ร่วมออกเสียง และช่วยกันกำหนดทิศทางว่า เมื่อเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นในสังคม แอมเนสตี้ควรมีจุดยืนและทำงานอย่างไร
“เมื่อเราอยากเห็นองค์กรสิทธิมนุษยชนยืนอยู่บนหลักการที่เชื่อ เราก็ควรเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยตัวเอง เพราะสมาชิกไม่ใช่แค่ผู้สนับสนุน แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกันกำหนดทิศทางขององค์กร เราก็เลยเป็นสมาชิกแอมเนสตี้ ประเทศไทยถึงทุกวันนี้”
สิทธิคือเงื่อนไขสำคัญของการมีชีวิตอยู่ของทุกคน
เมื่อมองย้อนกลับไป เส้นทางของวิภาวดีเชื่อมต่อกันด้วยการเรียนรู้จากชีวิตคนธรรมดา ตั้งแต่ชาวนาในครอบครัว ชุมชนและการเมืองในชีวิตมหาวิทยาลัย กลุ่มชาติพันธุ์และชนพื้นเมืองในประเทศไทย แรงงานย้ายถิ่นจากเพื่อนบ้าน ไปจนถึงผู้ลี้ภัยจากความขัดแย้ง ผู้คนเหล่านี้ทำให้คำอย่าง “สิทธิชุมชน” “สิทธิในที่ดิน” “สิทธิในทรัพยากร” หรือ “สิทธิมนุษยชน” ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ แต่หมายถึงสิทธิที่จะมีอาหารกิน มีบ้านอยู่ มีชีวิตที่ปลอกภัย มีส่วนร่วมกับนโยบายที่กำหนดอนาคตของตน เข้าถึงบริการของรัฐ รักษาวัฒนธรรมและวิถีชีวิต รวมถึงมีเสียงในสังคมอย่างเท่าเทียม
สิ่งที่โดดเด่นในตัวตนของวิภาวดีจึงไม่ใช่การพูดคำใหญ่ๆ ในฐานะคนทำงานภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่เป็นความสามารถในการพาคำเหล่านั้นกลับมาอยู่ในชีวิตประจำวัน “สิทธิทางการเมือง” อยู่ในคำถามว่าประชาชนจะมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะผ่านรัฐบาลพลเรือนที่มีเสถียรภาพและยึดโยงกับประชาชนได้อย่างไร “สิทธิในที่ดิน” อยู่ในคำถามว่าครอบครัวหนึ่งจะยังทำทำเกษตรบนผืนดินเดิมของบรรพบุรัษได้หรือไม่ “สิทธิชุมชน” อยู่ในคำถามว่าคนท้องถิ่นมีส่วนร่วมตัดสินใจเรื่องวิถีชีวิตและทรัพยากรแค่ไหน “สิทธิแรงงาน” อยู่ในชีวิตของคนไทยและคนที่ย้ายถิ่นที่ข้ามพรมแดนมาทำงานและยังควรได้รับการมองเห็นในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง และ “สิทธิในการมีส่วนร่วม” อยู่ในเหตุผลที่เธอเลือกสมัครเป็นสมาชิกองค์กรแทนการยืนดูอยู่ไกลๆ
จะเห็นว่าเส้นทางของวิภาวดีไม่ได้เป็นเส้นตรง เธอเคยเรียนไม่จบหลายครั้ง เคยไม่แน่ใจว่าตัวเองเหมาะกับงานแบบไหน และเคยต้องตัดสินใจว่าจะเดินต่อไปทางไหน แต่ประสบการณ์เหล่านั้นก็พาเธอไปรู้จักผู้คนจากชุมชนต่างๆ งานสื่อ งานสารคดี และงานอาสาสมัคร เธอจึงไม่ได้รู้จักสิทธิมนุษยชนจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่ค่อยๆ ทำความเข้าใจผ่านท้องนา ห้องข่าว ชุมชนพื้นเมือง แรงงานข้ามชาติ และผู้ลี้ภัย เมื่อพบว่าเส้นทางไหนไม่เหมาะกับตัวเอง เธอก็ลองเลือกทางใหม่ พร้อมเรียนรู้จากผู้คนที่มีประสบการณ์เหล่านั้นโดยตรง จนสามารถอธิบายได้ชัดขึ้นว่า สิ่งที่เธอสนใจมาตลอดคือความไม่เป็นธรรมและสิทธิของผู้คนในสังคม
“มันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เราอาจไม่ได้รู้ตั้งแต่แรกว่าสิ่งนี้เรียกว่าสิทธิมนุษยชน แต่เรารู้สึกกับความไม่เป็นธรรม และค่อยๆ เรียนรู้ว่าสิทธิพื้นฐานรัฐต้องคุ้มครอง ขณะที่บางอย่างประชาชนก็ต้องช่วยกันผลักดัน”
“การเป็นสมาชิกแอมเนสตี้ทำให้เราเห็นว่า ปัญหาในพื้นที่ไม่จำเป็นต้องจบอยู่แค่ในพื้นที่ เสียงของชุมชนสามารถถูกส่งต่อไปยังเครือข่ายที่กว้างขึ้น และสมาชิกเองก็มีส่วนช่วยทำให้เสียงเหล่านั้นเดินทางไปได้ไกลกว่าเดิม”
หากเชื่อว่าทุกคนควรมีสิทธิ มีเสียง และมีส่วนร่วมกำหนดชีวิตของตัวเอง เราก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ร่วมสมัครเป็นสมาชิกแอมเนสตี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เพื่อส่งเสียง ตั้งคำถาม และผลักดันสังคมที่เคารพสิทธิมนุษยชนไปด้วยกัน สมัครได้ที่นี่ https://bit.ly/4wMWYCXฤ


