ก่อนที่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้จัดกิจกรรม “วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน: กรุงเทพฯ เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมได้สะท้อนปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในกรุงเทพฯ ถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ขณะเดียวกัน ก็เป็นเวทีที่ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่ละคนได้แสดงแนวคิดและวิสัยทัศน์ในการแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน และพัฒนาสิทธิมนุษยชนของทุกคนในกรุงเทพฯ ให้ทุกคนได้อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่แห่งนี้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน
กิจกรรม “วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน: กรุงเทพฯ เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เริ่มขึ้นอย่างเข้มข้น ด้วยเวที “กรุงเทพฯ เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง: จากภาคประชาสังคมถึงว่าที่ผู้ว่ากรุงเทพฯ” โดยรวมเอาตัวแทนจากองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานกับกลุ่มคนชายขอบและกลุ่มเปราะบาง ที่มักถูกมองข้ามจากสังคมส่วนใหญ่ รวมทั้งยังเป็นกลุ่มคนที่เผชิญกับการถูกตีตราและเลือกปฏิบัติอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะ หรือที่เข้าใจกันทั่วไปว่า “คนไร้บ้าน” กลุ่มผู้ที่ถูกเลือกปฏิบัติ เช่น ผู้พิการ แรงงานอพยพ แรงงานข้ามชาติ กลุ่มคนจนเมือง กลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอย และกลุ่มผู้ที่ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และต้องการรับบริการทำแท้งที่ปลอดภัย
เวทีแรกนี้เป็นการสะท้อนปัญหาและอุปสรรคจาก “คนกรุงเทพฯ” ที่ไม่ใช่คนชนชั้นกลางในกระแสหลัก แต่เป็นกลุ่มคนที่อยู่ปลายแถวของการถูกปกป้องสิทธิ ที่ไม่เพียงแต่ถูกเลือกปฏิบัติเนื่องจากอคติและการตีตราเท่านั้น แต่ยังถูกละเลยในเรื่องสิทธิและสวัสดิการอย่างมาก ส่งผลให้คนกลุ่มนี้ “ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา
“คนไร้บ้าน” ปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งกว่าการไม่มีบ้าน
ในความเข้าใจของคนทั่วไป “คนไร้บ้าน” อาจหมายถึงคนที่ไม่มีบ้านให้อยู่อาศัยและต้องออกมาอาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะ อัจฉรา สรวารี ตัวแทนจากมูลนิธิอิสรชน ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่ดูแลและให้การช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ กล่าวว่า สำหรับมูลนิธิอิสรชน คนกลุ่มนี้อาจไม่สามารถนิยามอย่างแคบได้ว่าเป็นคนไร้บ้านเท่านั้น จึงใช้คำว่า “ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะ” ซึ่งหมายรวมถึงผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งในที่สาธารณะ และไม่สามารถเข้าสู่ระบบการดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นทางการได้ รวมทั้งผู้ที่อยู่ในภาวะเจ็บป่วย พิการ หรืออยู่ในภาวะป่วยทางจิตที่ต้องได้รับการรักษา ปัญหาของคนกลุ่มนี้จึงไม่ใช่แค่การไม่มีที่อยู่อาศัย แต่พ่วงมากับปัญหาด้านสิทธิในการเข้าถึงบริการต่างๆ รวมทั้งสวัสดิการจากรัฐ ซึ่งเฉพาะการสร้างอาคารหรือจัดหาสถานที่ให้อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียวนั้นอาจไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและเพียงพอ
อัจฉราสะท้อนว่า ที่ผ่านมาประเด็นเรื่องสิทธิและสวัสดิการของคนไร้บ้านมักจะถูกจัดลำดับความสำคัญไว้ที่ลำดับสุดท้ายเสมอ ปัญหาใหญ่ที่มูลนิธิอิสรชนพบคือการขาดกระบวนการส่งต่อผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่ถูกทอดทิ้งและการดูแลคนกลุ่มนี้ในระยะยาว แม้ก่อนหน้านี้จะมี “บ้านอิ่มใจ” ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการของกรุงเทพมหานคร แต่บ้านอิ่มใจนั้นเป็นเพียงบ้านพักฉุกเฉิน (Emergency Shelter) ไม่ใช่การดูแลระยะยาว (long-term care) เมื่อมีการดูแลคนกลุ่มนี้ได้ระยะหนึ่ง แต่ไม่มีพื้นที่ให้ส่งต่อและดูแล คนเหล่านี้ก็ต้องกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ประกอบกับนโยบายของกรุงเทพมหานคร ภายใต้พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 ที่มักไม่อนุญาตให้คนไร้บ้านนอนในที่สาธารณะ ซึ่งขัดกับพระราชบัญญัติการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557 ส่งผลให้เกิดความสับสน และไม่สามารถแก้ไขปัญหาคนไร้บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัญหาที่คนไร้บ้านต้องเผชิญ คือการเข้าไม่ถึงสวัสดิการของรัฐ อย่างกรณีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ต้องยืนยันตัวตนใหม่ ขณะที่คนไร้บ้านไม่มีแม้แต่โทรศัพท์สมาร์ตโฟนในการลงทะเบียนยืนยันตัวตน รวมทั้งบางคนถูกคัดออกจากทะเบียนบ้านแล้ว ต้องอยู่ในทะเบียนบ้านกลาง ก็เลยต้องกลายเป็นคนที่โดนคัดออกจากสิทธิ เช่นเดียวกับสิทธิในการรักษาพยาบาล ที่เกิดกรณีคลินิกปฐมภูมิปิดตัวลง ส่งผลให้สิทธิของคนไร้บ้านจากเดิมที่อยู่ในกรุงเทพฯ อาจจะต้องย้ายไปต่างจังหวัด ซึ่งส่งผลให้คนไร้บ้านที่เจ็บป่วยเข้าสู่การรักษาได้ยาก และเสียชีวิตข้างถนนมากขึ้น
สำหรับกรณีคนไร้บ้านนี้ จุฬาบุตร ค้าธัญเจริญ แคนดิเดตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจากพรรคเศรษฐกิจ ให้ความเห็นว่า จากประสบการณ์ที่ได้ศึกษาอยู่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีประชากรคนไร้บ้านในระดับสูง และการลงพื้นที่พบว่าคนไร้บ้านส่วนใหญ่ต้องการทำงาน แต่ไม่สามารถหางานทำได้ ดังนั้น กรุงเทพมหานครจึงมีหน้าที่ส่งเสริมให้คนไร้บ้านสามารถทำงานหรือกิจกรรมที่ได้รับผลตอบแทนเป็นเงิน เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ รวมทั้งสอบถามความต้องการที่อยู่อาศัย โดยเน้นพื้นที่ที่คนกลุ่มนี้ต้องการอาศัยอยู่และสามารถทำงานหรือประกอบอาชีพได้ ก็จะได้ประโยชน์ทั้งกลุ่มคนไร้บ้านเองและกรุงเทพมหานคร

กรุงเทพฯ: หลากหลายแต่ไม่ครอบคลุม จึงเกิดการเลือกปฏิบัติ
กรุงเทพฯ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของผู้คน ทั้งทางเชื้อชาติ ศาสนา อาชีพ และเพศวิถี ซึ่งนอกจากประชากรที่มีทะเบียนบ้านอยู่ในกรุงเทพฯ ราว 5.5 ล้านคนแล้ว ในเมืองหลวงแห่งนี้ยังมี “ประชากรแฝง” หรือผู้ที่เดินทางจากพื้นที่อื่นเข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ อีกราว 18 ล้านคน ซึ่งรวมถึงแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย
จารุณี ศิริพันธุ์ จากเครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ (MoveD) สะท้อนว่า แม้ความหลากหลายจะเป็นเสน่ห์ของกรุงเทพฯ แต่ปัจจุบันยังคงมีการตีตรา อคติ และการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มคนชายขอบอย่างแรงงานข้ามชาติ หรือกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTI) อย่างเข้มข้น ส่งผลให้หลายคนเข้าไม่ถึงสวัสดิการมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบริการสุขภาพ การจ้างงาน หรือในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้น ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ จึงต้องมีการออกแบบเมืองที่พยายามจัดการการเลือกปฏิบัติให้หมดไป ผ่านการทบทวนนโยบายในหน่วยงานต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร การออกแบบนวัตกรรมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสังคม การเตรียมการเพื่อรองรับกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล โดยเฉพาะการทำให้มีหน่วยรับเรื่องหรือหน่วยคุ้มครองบุคคลที่ถูกเลือกปฏิบัติได้จริง และการที่จะให้คนที่ถูกเลือกปฏิบัติได้รับการคุ้มครอง ช่วยเหลือ และเยียวยา รวมทั้งการสร้างพื้นที่การเรียนรู้สังคมพหุวัฒนธรรม
เพราะสิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาชน ยืนยันว่า เขาและพรรคประชาชนให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ และย้ำว่าเขาและพรรคจะทำให้กรุงเทพฯ เป็น “เมืองที่แคร์คนทุกคนที่อยู่ในเมืองนี้”

“เราอยากทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ทุกคนสามารถอยู่ได้ เป็นเมืองที่ให้สิทธิแก่ทุกคนในการอยู่ในเมืองนี้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Affordable City กรุงเทพมหานครภายใต้การบริหารของผม โจ ชัยวัฒน์ ถ้าเป็นผู้ว่าฯ เราจะคืนสิทธิให้กับคนกรุงเทพฯ”
สิทธิที่ชัยวัฒน์ยกตัวอย่าง ได้แก่ สิทธิในการมีลูก ที่เริ่มจากการให้แม่ตั้งครรภ์ได้เข้าสู่กระบวนการฝากครรภ์ตั้งแต่ระยะแรก การจัดตั้งศูนย์ดูแลเด็กตั้งแต่วัย 6 เดือน และเปิดทำการถึง 6 โมงเย็น เพื่อให้พ่อแม่ที่ไปทำงานสามารถกลับมารับลูกได้ทัน โดยไม่ต้องลางาน รวมถึงเปิดศูนย์เด็กเล็กวันเสาร์ อาทิตย์ ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ เช่นเดียวกับสิทธิในการเดินทาง ที่จะเพิ่มเส้นทางการเดินรถเมล์และเรือเมล์ ทำให้การขนส่งสาธารณะครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงการผลักดันเรื่องค่าโดยสารร่วม ทำให้การเดินทางในแต่ละวันไม่ต้องจ่ายค่าโดยสารที่แพงเกินไป
นอกจากนี้ ชัยวัฒน์ยังเสนอว่าจะแก้ปัญหาเรื่องสิทธิบัตรทอง การออกใบส่งตัวไม่ต้องรอถึงสองวัน รวมทั้งให้สิทธิแก่ศูนย์บริการสาธารณสุขกรุงเทพฯ ให้ดูแลคนกรุงเทพฯ ได้มากขึ้นเป็นหนึ่งล้านคนด้วย
ด้านจุฬาบุตร ตัวแทนจากพรรคเศรษฐกิจ และเป็นหนึ่งในชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ ได้แสดงความคิดเห็นว่า กรุงเทพมหานครจะต้องมีการออกแบบผังเมือง กฎหมาย และใช้เทคโนโลยีในการสร้างความปลอดภัยให้กับกลุ่ม LGBTQ+ ที่จะสามารถเดินทางไปในกรุงเทพฯ โดยไม่ถูกคุกคามทางวาจาและทางร่างกาย ต้องมีห้องน้ำสำหรับ LGBTQ+ รวมถึงไฟส่องสว่าง เช่นเดียวกับกลุ่มผู้พิการ ที่จำเป็นต้องมีสิทธิในการเดินทาง โดยการสร้างทางเท้าสำหรับผู้พิการและรถโดยสารที่เป็นมิตรกับผู้พิการ ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครก็มีหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน ที่มีหน้าที่ออกแบบผังเมืองหรือจัดกิจกรรม ให้เปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ร่วมกัน
เดชรัตน์ สุขกำเนิด ที่ปรึกษาคณะทำงานด้านการเลือกตั้งของพรรคประชาชน ในฐานะตัวแทนของชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้ให้เห็นว่า การเลือกปฏิบัติประกอบด้วย 3 ลักษณะ ได้แก่ อคติ ระเบียบกติกาที่ไม่เอื้อให้เข้ารับบริการ และรูปแบบการบริการที่ไม่เหมาะสมต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งสิ่งที่ทีมผู้บริหารกรุงเทพมหานครชุดใหม่ต้องทำ คือทำความเข้าใจปัญหาและอุปสรรคที่นำไปสู่การเลือกปฏิบัติ พร้อมยืนยันว่าอคติเหล่านี้จะต้องไม่ใช่ชุดอคติที่กรุงเทพฯ ต้องการจะเดินต่อไป เพราะกรุงเทพฯ ต้องการเป็นเมืองที่โอบรับความหลากหลายและความเท่าเทียมกัน ซึ่งแนวคิดนี้ต้องสร้างในโรงเรียน ชุมชน และผู้ให้บริการทั้งหมด รวมทั้งผลักดันกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลต่อไป

“ทำแท้งปลอดภัย” กฎหมายรองรับ แต่ไม่มีใครอยากให้บริการ
ปัจจุบัน การยุติการตั้งครรภ์หรือการทำแท้งในประเทศไทยสามารถทำได้ตามกฎหมายโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในกรณีที่อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ โดยไม่มีความผิด ส่วนกรณีอายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ สามารถทำได้หากผ่านการตรวจและได้รับคำปรึกษาทางเลือกจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญก่อน นอกจากนี้ ตามหลักการสากล การยุติการตั้งครรภ์เป็นหนึ่งในสิทธิมนุษยชน และเป็นสิทธิทางสุขภาพ
ชนฐิตา ไกรศรีกุล ตัวแทนจากมูลนิธิทำทาง ซึ่งเป็นองค์กรที่สนับสนุนการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย กล่าวว่า จากสถิติของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) การยุติการตั้งครรภ์ในกรุงเทพมหานครสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็นประมาณ 20% ของทั้งหมด ขณะที่ตัวเลขอันดับสองและสามรวมกันไม่เกิน 10% ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการยุติการตั้งครรภ์ในกรุงเทพฯ มีความสำคัญอย่างมาก อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ที่เข้ารับการยุติการตั้งครรภ์ฟรีมีอยู่ราว 1 หมื่นกว่าคน ขณะที่ยังมีผู้ที่เข้ารับบริการยุติการตั้งครรภ์โดยเสียค่าใช้จ่ายเอง เนื่องจากไม่ทราบว่าโรงพยาบาลของรัฐในสังกัด กทม. สามารถให้บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้
“คนทำแท้งส่วนมากเป็นวัยทำงานเหมือนกับพวกเราทั้งหมดนี่แหละค่ะ ประมาณ 80% มีการคุมกำเนิด แต่การคุมกำเนิดทุกอย่างมีโอกาสที่จะผิดพลาดได้ อีกอย่างคือประมาณ 80 – 90% เป็นคนที่มีรายได้น้อย ส่วนมากมีงบประมาณสำหรับการทำแท้งน้อยกว่า 3,000 บาท ในกรุงเทพฯ มีคลินิกเอกชนที่พร้อมให้บริการ แต่ว่าคุณต้องมีเงินอย่างต่ำ 5,000 บาท เพราะฉะนั้น การที่เราเป็นคนรายได้น้อย ทำให้เข้าถึงบริการฟรี บริการที่ดียากมาก” ชนฐิตากล่าว
นอกจากนี้ ปัญหาหนึ่งที่มูลนิธิทำทางสำรวจพบจากการทำงานในประเด็นนี้ คือแม้โรงพยาบาลในสังกัดของรัฐในกรุงเทพฯ ซึ่งมีอยู่ราวสิบกว่าแห่ง จะมีศักยภาพในการทำให้บริการยุติการตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้ฟรี แต่กลับมีโรงพยาบาลเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่ให้บริการ และยังเป็นการให้บริการอย่างจำกัด โดยตั้งเงื่อนไขในการให้บริการที่สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้ผู้รับบริการต้องหันไปใช้บริการคลินิกเอกชนที่มีราคาแพง และอยู่ไกลจากที่อยู่อาศัย ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
กรณีเหล่านี้สะท้อนถึงอคติของผู้ให้บริการทางการแพทย์ที่ยังมีต่อผู้ที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ ดังนั้น กรุงเทพมหานคร ภายใต้การนำของทีมบริหารชุดใหม่จะต้องสร้างความเข้าใจและแก้ไขปัญหาเรื่องทัศนคตินี้ รวมทั้งเพิ่มบริการและเพิ่มการเข้าถึงให้เร็วที่สุด เพื่อให้คนที่เป็นวัยทำงานและเป็นคนรายได้น้อยสามารถเข้าถึงบริการนี้ได้อย่างทันท่วงที
ม.ล. กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครอิสระเข้ารับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้ความเห็นต่อกรณีการยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งควรเป็นหนึ่งในสวัสดิการของคนกรุงเทพฯ ว่า การยุติการตั้งครรภ์เป็นผลมาจากการละเลยเรื่องการสอนเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ทำให้คนทั่วไปต้องแก้ปัญหาที่ปลายเหตุโดยการยุติการตั้งครรภ์ เพราะฉะนั้น กรุงเทพมหานครต้องทำงานเรื่องสุขภาพปฐมภูมิเชิงรุก โดยสอนเรื่องการป้องกันในการมีเพศสัมพันธ์อย่างถูกต้อง รวมทั้งต้องให้งบประมาณในการเผยแพร่ความรู้ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ให้มากขึ้นด้วย

เช่นเดียวกับคมสัน พันธุ์วิชาติกุล อีกหนึ่งผู้สมัครอิสระเข้ารับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่เห็นด้วยกับ ม.ล. กรกสิวัฒน์ โดยให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ในแง่กฎหมาย หากตีความว่าทารกในครรภ์เป็นอีกหนึ่งชีวิตแล้ว การยุติการตั้งครรภ์อาจถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

“โรงพยาบาลสังกัด กทม. 15 แห่ง ศูนย์บริการสาธารณสุขเกือบ 70 แห่ง ศูนย์สุขภาพชุมชนเกือบ 2,000 แห่ง เท่าที่ผมได้สัมผัสมา ไม่ค่อยมีคนยอมรับเรื่องนี้สักเท่าไร สิ่งที่จะแก้ปัญหาเรื่องการทำแท้งได้ ผมทราบมาว่ามีหน่วยงานเอกชนหรือหน่วยงานที่รองรับเรื่องนี้แล้ว ดังนั้น กทม. ทำเรื่องนี้ได้ไหม ผมคิดว่าน่าจะมีโอกาสทำได้ แต่ต้องมีขั้นตอนนิดหนึ่ง เช่น ความไม่พร้อมเกิดจากการถูกข่มขืนหรือเปล่า โดนขืนใจ หรือท้องโดยไม่ได้มาจากความตั้งใจ หรือว่าเราไม่รู้ตัว ต้องไปแจ้งความ มีการตรวจสอบว่ามีการข่มขืนจริง ผมก็เชื่อว่าคุณหมอก็อาจจะให้ความร่วมมือในการทำได้” คมสันกล่าว
“รัฐสวัสดิการ” สิทธิที่พูดถึงน้อยเกินไปในศึกผู้ว่าฯ 2569
กรุงเทพมหานครได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในประเทศไทย เป็นจังหวัดที่มีทั้งคนรวยที่สุด และยากจนข้นแค้นที่สุดอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งธีรัตน์ พณิชอุดมพัชร์ ตัวแทนจากกลุ่ม We Fair ซึ่งขับเคลื่อนเรื่องรัฐสวัสดิการในประเทศไทยชี้ว่า การลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้น ต้องอาศัยรัฐสวัสดิการ และทีมบริหารกรุงเทพมหานคร นำโดยผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ จะต้องมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม ธีรัตน์กล่าวว่า จากการสำรวจนโยบายของผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปี 2569 จำนวน 5 คนในปีนี้ กลับพบว่าความเข้มข้นทางนโยบายสวัสดิการลดลงอย่างมากในการเลือกตั้งครั้งนี้ เมื่อเทียบกับในช่วงการเลือกตั้งระดับชาติเมื่อเดือนช่วงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ในปีเดียวกันที่ผ่านมา โดยมีผู้สมัครเพียง 2 คน จาก 5 คนเท่านั้น ที่มีนโยบายด้านสวัสดิการที่โดดเด่น โดยมุ่งเป้าไปที่บริการสาธารณสุข การขนส่งและพื้นที่สาธารณะ และคุณภาพชีวิตและการจัดการความเสี่ยง ในทางกลับกัน ประเด็นที่แทบไม่เห็นนโยบาย ได้แก่ ที่อยู่อาศัย งบประมาณและการจัดการภาษี
นอกจากนี้ ในแง่ของความถ้วนหน้าเรื่องสิทธิสวัสดิการ การสำรวจของ We Fair พบว่านโยบายสวัสดิการของผู้สมัครทั้งหมดไม่ได้กำหนดกระบวนการพิสูจน์ความยากจน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ขณะที่ด้านที่ยังจำกัดคือความก้าวหน้า เนื่องจากนโยบายของผู้สมัครหลายคนยังเป็นการแก้ปัญหารายประเด็น ไม่ใช่การแก้ปัญหาในระดับโครงสร้าง
ส่วนประเด็นที่ยังน่าเป็นห่วง ได้แก่ ประเด็นแรงงาน ที่ผู้สมัครหลายคนยังคงผลักดันแรงงานในฐานะผู้ประกอบการเป็นหลัก และไม่มีนโยบายคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบหรือแรงงานอิสระ รวมทั้งประเด็นเรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นด้านเดียวที่ยังมีกระบวนการคัดกรองความยากจน และยังเป็นการสนับสนุนที่อยู่อาศัยให้เฉพาะคนยากจน ไร้ทุนทรัพย์ และขาดแคลนเป็นหลัก ขณะที่ไม่ว่าชนชั้นใดในกรุงเทพฯ ก็ล้วนเผชิญกับปัญหาที่อยู่อาศัยมีราคาแพงทั้งสิ้น
ส่วนการดูแลผู้สูงอายุ ผู้สมัครหลายคนมีนโยบายที่โดดเด่นเรื่องศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และผู้ให้บริการดูแลผู้สูงอายุ แต่ขณะเดียวกัน นโยบายหลายอย่างยังคงตอบโจทย์เฉพาะชนชั้นกลางเป็นหลัก ยังไม่ครอบคลุมถึงผู้ที่ไม่ได้มีทุนทรัพย์ รวมทั้งนโยบายที่เกี่ยวกับกลุ่มเปราะบาง อย่างคนไร้บ้าน คนพิการ หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่ยังไม่มีนโยบายเพื่อคนกลุ่มนี้โดยตรง ยิ่งกว่านั้น สำหรับแรงงานข้ามชาติ ธีรัตน์มองว่าคนกลุ่มนี้เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กรุงเทพมหานครจึงจำเป็นต้องมีนโยบายในการดูแลคนกลุ่มนี้ด้วย
“ผมคิดว่ากรุงเทพฯ คงไม่ใช่เมืองที่สวยงามอย่างเดียว เมืองที่มีอีเวนต์ เมืองแห่งการท่องเที่ยวอย่างเดียว หรือเป็นเมืองที่มีย่านการค้าโด่งดัง แต่ผมคิดว่ามันควรเป็นเมืองที่ดูแลชีวิตเราและครอบครัวได้ อยากให้ใช้วิธีคิดที่เป็นเมืองที่พร้อมจะดูแลชีวิตผู้คน แม้กระทั่งวันที่วิกฤตที่สุดในชีวิต” ธีรัตน์กล่าว
ภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากกลุ่มกรุงเทพบินได้ ก็มองเห็นความเหลื่อมล้ำในกรุงเทพฯ เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการรักษาพยาบาลที่ไม่เท่ากันระหว่างคนรวยกับคนยากจน และเขามีแนวทางในการลดความเหลื่อมล้ำนี้ โดยการพัฒนาระบบการศึกษาเป็นอันดับแรก เพื่อให้เด็กทุกคนได้เข้าถึงระบบการศึกษาทั้งหมด โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจริงๆ ในทางปฏิบัติ

“อย่างน้อยเด็กทุกคนต้องมีความรู้ และต้องเป็นความรู้ภาษาอังกฤษด้วย เพราะว่าในอนาคต การที่เรามีความรู้และมีภาษาที่สอง ก็เหมือนใบเบิกทาง แล้วก็น่าจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำด้วยมาตรฐานการศึกษาที่เท่าเทียมกัน และสามารถแข่งขันได้ อย่างน้อยต่อให้แต่ละคนมีต้นทุนที่ไม่เท่ากัน แต่เราอยากให้ต้นทุนทางการศึกษาเท่ากัน เพื่อให้โอกาสให้ทุกคนมีหนทางในชีวิตที่ดีเท่ากัน” ภาสพงศ์อธิบาย
ด้าน ม.ล. กรกสิวัฒน์ เสริมว่า ความเหลื่อมล้ำไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ความเหลื่อมล้ำเป็นสิ่งที่ถูกออกแบบมาตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะการออกแบบกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้มีอำนาจ แทนที่จะช่วยเหลือประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ
“ผมอยากเห็นกรุงเทพฯ ใจดีกว่านี้ และใจดีกับคนทุกคน” ม.ล. กรกสิวัฒน์ กล่าว
“คนจนเมือง” ฟันเฟืองสำคัญหรือส่วนเกินของเมืองหลวง?
ท่ามกลางประชากรอันหนาแน่นและหลากหลายในกรุงเทพฯ คนกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองหลวงแห่งนี้ แต่กลับยังไม่ได้รับสิทธิและสวัสดิการอย่างเหมาะสม คือ “คนจนเมือง” หรือคนรายได้น้อยที่อาศัยและทำมาหาเลี้ยงชีพอยู่ในกรุงเทพฯ ทว่าด้วยค่าครองชีพและราคาที่อยู่อาศัยที่สูงเกินไป ส่งผลให้คนกลุ่มนี้ไม่สามารถแสวงหาที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และมักอยู่รวมกันเป็นชุมชนในพื้นที่ของกรุงเทพมหานครหรือที่ดินสาธารณะ จนในที่สุดก็ถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ก่อให้เกิดชุมชนแออัด ความสกปรก และทัศนียภาพที่ไม่น่ามอง รวมทั้งมักจะเผชิญกับการไล่รื้อชุมชน เมื่อรัฐและกลุ่มทุนต้องการใช้พื้นที่บริเวณนั้นๆ
เนืองนิช ชิดนอก ตัวแทนจากเครือข่ายสลัม 4 ภาค ซึ่งเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนประเด็นสิทธิในที่อยู่อาศัยของคนจนเมือง กล่าวว่า “สิ่งที่ผู้ว่าฯ คนใหม่ต้องให้สิทธิกับคนจนเมืองก็คือ ต้องไม่มีการไล่รื้อ ถ้าคุณต้องการพัฒนาพื้นที่ตรงนั้น ต้องการได้ที่ดินตรงนั้น คุณจะต้องมีการเจรจาต่อรองและหาที่รองรับใหม่ให้เขา หากพื้นที่ตรงนั้น มันเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ก็ต้องดูว่าสามารถทำเป็นที่อยู่อาศัยได้หรือไม่ ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนก็ได้ ทำเป็นแบบโครงการบ้านมั่นคงก็ได้”
เนืองนิชเรียกร้องให้กรุงเทพมหานครต้องสำรวจที่ดินในกรุงเทพฯ และนำเอาที่ดินรกร้างที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาสร้างที่อยู่อาศัยให้กับคนจนเมือง โดยอาจให้เช่าในราคาถูก และเมื่อพื้นที่บริเวณนั้นกลายเป็นชุมชน ผู้คนในพื้นที่ต้องสามารถมีทะเบียนบ้าน เพื่อให้เข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างน้ำประปาและไฟฟ้า การรักษาพยาบาล และเพื่อให้ลูกหลานของกลุ่มคนเหล่านี้สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนได้อย่างถูกต้อง
“ความมั่นคงและสิทธิในที่อยู่อาศัยไม่ใช่เรื่องของคนจนเมืองหรือผู้มีรายได้น้อยมาขอความเมตตา แต่มันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรจะมีและควรจะได้ สิ่งที่เราเรียกร้อง รวมทั้ง กทม. หรือรัฐบาลก็แล้วแต่ ก็คือว่าสิทธินี้จะต้องบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำไป ซึ่งตอนนี้เรากำลังพยายามผลักดันเรื่องนี้อยู่ ฉะนั้น ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ต้องมาหาทางออกร่วมกัน อย่าเห็นคนจนเมืองเป็นปัญหาที่คุณจะขับไล่ออกจากเมือง ต้องเห็นคนจนเมืองเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างที่จะพัฒนาเมือง ต้องมีกระบวนการในการพูดคุยและแก้ปัญหาให้ได้” เนืองนิชกล่าว
ด้านเดชรัตน์ ในฐานะตัวแทนพรรคประชาชน ยืนยันอย่างชัดเจนว่า
“จะไม่มีการไล่รื้อชุมชนโดยไม่มีการจัดทำแผนรองรับ และแผนรองรับที่ว่านั้นต้องเป็นแผนที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ เช่นเดียวกันกับเรื่องแผงลอย การจัดทำแผนที่จะมาทดแทนก็จำเป็นจะต้องมีการรับฟังและรับรองว่าพี่น้องจะมีที่อยู่ ที่ทำกินรองรับอย่างเพียงพอ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรารับมั่น เพราะมันเป็นหลักการพื้นฐานของพรรคประชาชน เรื่องคนเท่ากัน เราจะทำให้ตึกแถวที่ร้าง ที่ว่าง ที่ยังไม่ได้นำมาใช้งาน กลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพมหานครทุกคน”
ภาสพงศ์เองก็แสดงความเห็นด้วยกับเดชรัตน์ เรื่องการไม่ไล่รื้อชุมชนและขับไล่ประชาชนไปอยู่ที่อื่นโดยไม่มีแผนรองรับ และในส่วนของกลุ่มกรุงเทพฯ บินได้ ก็มีแผนการพัฒนาพื้นที่ ได้แก่ ชุมชนมักกะสัน และชุมชนคลองเตย เพื่อให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับให้นักท่องเที่ยวเข้าพัก และสร้างรายได้ให้กับชุมชน
“หาบเร่แผงลอย” เสน่ห์ราคาย่อมเยาหรือสิ่งกีดขวางในเมือง?
จุดเด่นอย่างหนึ่งของกรุงเทพมหานคร คือแหล่งอาหารที่มีกระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ ตลอด 24 ชั่วโมง ที่สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก จนทำให้นโยบายสนับสนุน “สตรีทฟู้ด” ถูกหยิบยกมานำเสนอในทุกการหาเสียงเลือกตั้ง เช่นเดียวกับในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครปีนี้ อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งก็มีเสียงเรียกร้องให้ “จัดการ” กับหาบเร่แผงลอยขายอาหารเหล่านี้ เพราะกีดขวางทางสัญจรบนทางเท้า และสร้างความสกปรกให้กับท้องถนน กลายเป็นประเด็นที่ขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา ทว่าไม่เคยมีทางออกที่เหมาะสมและเป็นที่พอใจทุกฝ่าย
“ในช่วง 4 ปี ผมเห็นว่าเขามาสนใจเรื่องหาบเร่ก็เฉพาะช่วงหาเสียง คือหลอกพวกเราให้เลือกเขา แต่ในทางปฏิบัติก็เห็นอยู่ว่าพวกเราโดนไล่เลิกไปเป็นแสนๆ ราย” จิตศักดิ์ แซ่ตั้ง รองประธานสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย กรุงเทพมหานคร กล่าว
จิตศักดิ์เปิดเผยว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ผู้ค้าขายหาบเร่แผงลอยไม่ได้มีพื้นที่ให้ส่งเสียงมากนัก เฉพาะตัวเขาเอง เมื่อออกมาพูดในพื้นที่สาธารณะ ก็มักจะเผชิญกับการคุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งที่สิ่งที่เขาต้องการจะสื่อสารมีเพียงประเด็นการประกอบอาชีพและหาเลี้ยงครอบครัวของคนที่ไม่ได้มีทางเลือกในการทำมาหากินมากนัก และสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือการมีอยู่ของหาบเร่แผงลอยทำให้คนกรุงเทพฯ ได้บริโภคอาหารในราคาถูก ที่หาได้ยากเต็มทีในเมืองแห่งนี้
“การจัดระเบียบของ กทม. ที่ผ่านมา เราได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะช่วงสิบปีที่ผ่านมา ผมคาดการณ์มีหาบเร่แผงลอยหายไปแล้วประมาณ 2 แสนราย โดยเฉพาะช่วงสี่ปีที่ผ่านมา อดีตผู้ว่าฯ เคยบอกว่าเหลือเพียง 14,000 รายเท่านั้น ซึ่งคนเหล่านี้ที่ถูกจัดระเบียบ ใช้คำว่าขอคืนพื้นที่ ขอจัดระเบียบ อะไรประมาณนี้ แต่ความเป็นจริงแล้วคือการไล่เลิก ให้ออกจากพื้นที่ บางคนก็ต้องขายในพื้นที่ที่เล็กลง คนจำนวนมากไม่ทราบเลย หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่เคยมาถามพวกเราเลยว่าพวกเราออกไปแล้วจะไปอยู่ไหน พวกเราจะไปประกอบอาชีพอะไร พวกเราเจออะไรบ้าง” จิตศักดิ์เผย
ความเครียดจากการถูกไล่รื้อ สถานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว และหนี้สิน ส่งผลให้ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยที่ได้รับผลกระทบถึงกับล้มป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตก กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง หลายคนเลือกจบชีวิตตัวเองในที่สุด ขณะที่หลายคนพยายามหางานใหม่ แต่ด้วยอายุที่มากขึ้น และข้อจำกัดด้านวุฒิการศึกษา ก็ทำให้ตัวเลือกในการประกอบอาชีพไม่ได้มีมากนัก
“พวกเราถูกลิดรอนสิทธิในการทำงาน สิทธิในการดำรงชีพ สิทธิของความเป็นมนุษย์ ครั้งหนึ่งเราเคยไปหาผู้บริหารระดับสูงของ กทม. เขาบอกว่า สิทธิมนุษยชนคืออะไร เขาถามผม ผมก็บอกว่า เราขายของ ไม่ใช่สิทธิมนุษยชนเหรอ เขาบอกว่า สิทธิมนุษยชนของเขาคือคนเดินเท้า คนเดินเท้าต้องได้เดินในที่สาธารณะ เขาไม่เห็นพวกเราในการประกอบอาชีพว่าควรจะมีสิทธิตรงนี้ เราถูกบอกว่าผู้ค้าขายสกปรก เราถูกด้อยค่า แล้วเราก็ถูกเลือกปฏิบัติจากคำว่าสกปรก เราก็เจ็บช้ำมาก” จิตศักดิ์ระบุ
สำหรับประเด็นหาบเร่แผงลอยนี้ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจากพรรคประชาชน มองเห็นเช่นเดียวกับจิตศักดิ์ และเสนอนโยบายในการบริหารจัดการหาบเร่แผงลอย โดยการเพิ่มพื้นที่ค้าขาย และจะสำรวจตึกแถวว่างของเอกชนที่ไม่ได้ใช้งาน นำมาเช่าในราคาถูก เพื่อนำมาทำเป็นพื้นที่ค้าขาย สร้างฟู้ดคอร์ตขายอาหารราคาถูกทุกเขตใน กทม. เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้ามีพื้นที่ค้าขาย และคนกรุงเทพฯ มีสิทธิที่จะเข้าถึงอาหารในราคาไม่แพง
ขณะที่คมสัน พันธุ์วิชาติกุล ผู้สมัครอิสระ เห็นว่าไม่ควรยกเลิกหาบเร่แผงลอย และไม่ควรให้อิสระในการจัดวางหาบเร่แผงลอยจนกระทบต่อการสัญจรของคนทั่วไป
“เราไม่ยกเลิกทั้งหมด ในส่วนของบนทางเท้า เราจะอนุญาตให้ขายในพื้นที่ที่มีฟุตปาธ 1.5 เมตรขึ้นไป แต่ถ้าในพื้นที่ที่ทางเท้ามีความกว้างต่ำกว่า 1 เมตร เราไม่อนุญาต และที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาก็คือว่า พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยต้องมีการเข้าระบบ กทม. ต้องทราบนะครับว่าใครขายอะไรอยู่ตรงไหน เพื่อที่เราจะได้มีมาตรการแก้ไขปัญหา อย่างเช่น เวลาที่พ่อค้าแม่ค้าทำพื้นที่ตรงไหนสกปรก เราจะได้ตามถูกว่าคนคนนั้นเป็นใคร ถ้ามีการตักเตือนแล้วยังไม่มีการแก้ไขให้ดีขึ้น เราอาจจะตัดสิทธิตรงนั้นได้ แต่ไม่ใช่ว่าคุณจะไปตั้งอะไรก็ได้ เราจะมีการกำหนดขนาดของที่จะขายได้ ดังนั้น ผมอยากจะส่งเสริมแต่เราก็ต้องหันมาเคารพกติกาด้วยกัน” คมสันกล่าว
เช่นเดียวกับจุฬาบุตร ที่เห็นด้วยกับแนวทางของคมสัน โดยเสนอให้มีการสำรวจจำนวนของผู้ค้าหาบเร่แผงลอยในกรุงเทพฯ พร้อมกับสำรวจพื้นที่ที่มีผู้คนสัญจรหนาแน่น เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการอนุญาตให้ตั้งหาบเร่แผงลอย รวมทั้งจัดพื้นที่ (Zoning) และจัดฟู้ดคอร์ตเพื่อรองรับผู้ค้าขายอาหาร
วาระสิทธิมนุษยชนมีพื้นที่แค่ไหนในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ 69?
การดีเบตและตอบคำถามของผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครทั้ง 5 คน สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนที่มุ่งตอบโจทย์ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั่วไป โดยเฉพาะชนชั้นกลางเป็นหลัก ขณะที่กลุ่มเปราะบาง หรือกลุ่มชายขอบ ซึ่งปรากฏอยู่ในการนำเสนอขององค์กรภาคประชาสังคมยังไม่มีนโยบายที่ตอบโจทย์คนกลุ่มนี้โดยตรงมากนัก แม้ว่าคนกลุ่มนี้จะเผชิญกับปัญหาที่ทับซ้อนกันอย่างมาก นอกจากนี้ การแก้ปัญหาด้านสิทธิและสวัสดิการยังคงเป็นการแก้ปัญหาในรายประเด็น มากกว่าความพยายามในการแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง
นอกจากนี้ ผู้สมัครหลายคนยังไม่สามารถสะท้อนนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนได้อย่างชัดเจน เนื่องจากยังขาดความเข้าใจในประเด็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในหลายมิติ บางประเด็นเป็นการสนับสนุนสิทธิมนุษยชน แต่ยังคงมีเงื่อนไข เช่น การรับบริการยุติการตั้งครรภ์ต้องได้รับการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ว่าเกิดจากการล่วงละเมิดทางเพศ เป็นต้น ซึ่งประเด็นนี้ยังสะท้อนให้เห็นอคติต่อกลุ่มคนบางกลุ่มในสังคม ที่ผู้สมัครบางคนยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ จึงเป็นเรื่องน่ากังวลที่นโยบายทั้งหลายของผู้สมัครอาจจะไม่ครอบคลุม และอาจนำไปสู่การ “ทิ้งใครบางคนไว้ข้างหลัง” ในที่สุด




