นครแห่งการประท้วง:ความทรงจำ เมือง สิทธิในการชุมนุมประท้วง และบทบาทของผู้ว่าฯ กทม.

วันที่ 21 มิถุนายน 2569 เวลา 14.00 น. ณ ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยร่วมกับ House of Commons (HOC) ,คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่าน, พิพิธภัณฑ์สามัญชน และ Café Velodome จัดงาน Book Talk: Feminist City × นครแห่งการประท้วง นำโดย House of Commons (HOC) และวงสนทนา “ความทรงจำ เมือง สิทธิในการชุมนุมประท้วง และบทบาทของผู้ว่าฯ กทม.” 

ปิดท้ายด้วยกิจกรรม Walking Tour “เดินเพื่อจำ เมืองนี้ก็เป็นของเราด้วย” เวลา 16.00 น. ผ่าน 5 จุดประวัติศาสตร์การชุมนุม ในกรุงเทพมหานคร นำโดยพิพิธภัณฑ์สามัญชน เริ่มต้นที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผ่านสนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ฟุตบอล, ถนนราชดำเนิน, อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย, ถนนดินสอ,แยกคอกวัว และจบที่ Café Velodome เพื่อทำความเข้าใจความสำคัญของกรุงเทพฯ ในมิติพื้นที่ของรัฐรวมศูนย์และการแสดงออกทางการเมือง จดจำว่าใครเคยต่อสู้มาก่อนเรา และเราต้องต่อสู้ในพื้นที่เมืองแบบใด

ในช่วงแรก จิณห์วรา ช่วยโชติ เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์สาธารณะ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยกล่าวเปิดงาน Book Talk: Feminist City × นครแห่งการประท้วง หนังสือเขียนโดย เลสลี่ เคิร์น (Leslie Kern) ที่ตั้งคำถามว่าเมืองถูกออกแบบมาเพื่อใคร สถานที่ในเมืองฝังความทรงจำของการต่อสู้ไว้อย่างไร และใครรู้สึกปลอดภัยที่จะใช้พื้นที่นั้น  

จิณห์วรา อธิบายว่า งานในครั้งนี้นำหนังสือ Feminist City มาเพื่อเป็นกรอบในการมองโครงสร้างพื้นฐาน การออกแบบนโยบาย และเมืองกรุงเทพต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการเคลื่อนไหวของผู้หญิงและผู้คนที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ภายใต้บรรยากาศของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ โดยหนังสือเล่มนี้มีชื่อภาษาไทยว่า นครเฟมินิสต์ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่าน

หนังสือเล่มนี้สะท้อนให้เห็นว่าถนนหนทาง โครงสร้างทางสังคมและโครงสร้างของเมือง โดยพื้นฐานเหมือนจะออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนได้ใช้ แต่เมื่อเราลองมองสิ่งที่เราได้เดินหรือสัมผัสในทุกวัน เมืองไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนได้ใช้ ไม่ได้คำนึงถึงผู้หญิง เด็ก คนพิการหรือคนเปราะบาง

แต่กลับเป็นเมืองถูกออกแบบให้สำหรับคนที่มีร่างกายแข็งแรงและมีความเป็นเพศชายที่สามารถใช้พื้นที่ในเมืองได้มากกว่า 

“การสร้างความเจริญต้องมีคนอยู่ในนั้น โดยเฉพาะคนที่ต้องอยู่ที่นั่นว่าเขาจะมีผลกระทบอย่างไร เราจะเห็นว่าเพศหญิงหรือกลุ่มเปราะบาง จะได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรกๆ ทำไมเมืองไม่สามารถให้คนดินได้อย่างเท่าเทียมกันได้”  

กรุงเทพฯ นครแห่งการประท้วง: วิถีชีวิต เพศ และความปลอดภัย

เลิศ บุญเลิศ เจ้าของร้านหนังสือ House Of Commons BookCafe & Space เล่าถึงหนังสือ นครเฟมินิสต์ ว่าผู้เขียนเป็นคนสนใจความเป็นอยู่และความพัฒนาของเมือง เขาตั้งคำถามว่า เมืองออกแบบสำหรับคนทุกคน เพศทุกเพศ ทุกสภาพร่างกาย เช่น คนพิการ หรือออกแบบมาอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ 

“หนึ่งในประเด็นที่ผู้เขียนพยายามชวนคุยคือเราเคยสังเกตไหมว่า เราจำเป็นต้องเดินอ้อมไปอีกเส้นทางหนึ่ง เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางของเรา”

เลิศ ยกตัวอย่างเส้นทางการเดินทางจากร้าน House Of Commons ตรงตลาดน้อยที่ช่วงเย็นลูกค้าจะกลับบ้านและจะไปขึ้นรถไฟฟ้า MRT หัวลำโพง เขาจะแนะนำลูกค้าให้ไปเส้นเจริญกรุงและเลี้ยวขวาไปตรอกโรงหมูหรือเรียกว่าถนนข้าวหลาม เพราะจะมีแสงสว่างตลอดทาง แม้ความจริงจะมีเส้นทางที่ใกล้กว่า แต่เส้นนั้นมืดมาก ซึ่งหากเป็นผู้หญิงเดินทางคนเดียวจะไม่ปลอดภัยและไม่แนะนำอย่างยิ่ง 

“ความจริงตลาดน้อยเรียกว่าเกือบจะเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองแล้ว ยังมีปัญหาในลักษณะนี้อยู่ คือไม่ได้ออกแบบเมืองมาเพื่อให้มีความปลอดภัยในการเดินทางสำหรับผู้หญิง”

เลิศ เล่าถึงอีกคำถามหนึ่งที่อยู่ในหนังสือนครเฟมินิสต์ในบทแรกว่า ผู้เขียนตั้งคำถามจากวิถีชีวิตประจำวันของเขาในฐานะที่เป็นแม่และต้องดูแลลูก ปกติผู้ชายไปทำงานจะตรงไปที่ทำงานเลย เลิกงานจะเดินทางตรงกลับบ้าน แต่วิถีชีวิตของผู้หญิง ตื่นเช้าขึ้นมาอย่างแรกที่ต้องทำคือส่งลูกไปโรงเรียนก่อน หลังจากนั้นค่อยไปทำงาน ตอนเลิกงาน บางครอบครัว ผู้หญิงจะรับหน้าที่ทำกับข้าว เพราะฉะนั้นแทนที่ผู้หญิงจะตรงกลับบ้าน ผู้หญิงต้องไปแวะตลาดสดหรือซูเปอร์มาร์เก็ตก่อน

เรื่องนี้จะเห็นว่าระบบขนส่งสาธารณะของไทยไม่เอื้อต่อวิถีชีวิตเช่นนั้น เพราะหากต้องเดินทางหลายต่อจะมีค่าใช้จ่ายสูง เพราะฉะนั้นหลายคนจึงต้องมีรถส่วนตัว  ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อสุดท้ายวิถีชีวิตผู้หญิงต้องเป็นเช่นนี้ กลายเป็นว่าผู้หญิงจะอยู่ได้แค่ในเมืองชั้นในเท่านั้น เพราะหากออกไปชานเมืองจะยากลำบากสำหรับวิถีชีวิตของผู้หญิง 

ยกตัวอย่างเช่น ชุมชนแถวบางอ้อและบางพลัด แม้จะมีรถไฟฟ้าแล้ว แต่วิถีชีวิตของชาวบ้าน เมื่อก่อนจะใช้บริการเรือข้ามฝาก แต่ปัจจุบันไม่มีเรือข้ามฝากแล้ว เด็กที่จะข้ามไปเรียนอีกฝั่งหนึ่ง ตอนนี้ต้องอาศัยข้ามสะพานซังฮี้ ซึ่งตอนเช้ารถติดมาก

“ตรงนี้เป็นประเด็น​คำถามว่า ถ้าเราจะออกแบบเมืองให้ง่ายและเอื้ออำนวยความสะดวก บางครั้งรถไฟฟ้าอาจไม่เหมาะกับกลุ่มคนรายได้น้อย เพราะเป็นต้นทุนชีวิตที่สูงพอสมควร”

“เมืองต้องออกแบบมาให้คนทุกคนหรือให้กับคนที่ใช้ยานพาหนะต่างๆ เช่น จักรยาน สามารถใช้ได้ แต่ในไทยรถยังเป็นใหญ่อยู่ และยังมีเรื่องชนชั้นพิเศษในสังคม เช่น บนรถเมล์มีที่นั่งพระสงฆ์ เมื่อมีพระขึ้นรถเมล์ ผู้หญิงต้องลุกไม่ว่าอายุเท่าไหร่ แต่ผู้ชายสามารถไปนั่งได้”

เลิศ กล่าวถึงหนังสือนครเฟมินิสต์บทที่ 4  City of Protest ว่า บทนี้เป็นเรื่องของพื้นที่ประท้วง ผู้เขียนระบุว่าเมืองสะสมความทรงจำไว้ในตัวเอง ซึ่งออกมาจากชีวิตประจำวันต่างๆ ของผู้คน โดยเลิศเล่าจากประสบการณ์ที่เคยร่วมชุมนุมช่วงพฤษภาทมิฬ ปี 2535 ซึ่งเมื่อก่อนการประท้วงจะไปในตำแหน่งที่เป็นสัญลักษณ์เชิงอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หรือถนนราชดำเนิน 

ต่อมาช่วงการปักหลักชุมนุมของคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ เริ่มสังเหตเห็นว่าการต่อสู้เริ่มมีการเปลี่ยนไป การชุมนุมไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีอำนาจ แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้น หรือเรียกว่าเป็นการต่อสู้กับทุน โดยผู้ชุมนุมจะไปปักหลักจุดที่เห็นว่าเป็นแหล่งเศรษฐกิจหรือแหล่งเงินทุน

“เมื่อพูดถึงการชุมนุมประท้วงยากสำบากสำหรับผู้ชุมนุมผู้หญิง เช่น บางทีกทม. ขอลดบริการสุขา เป็นความยากลำบากสำหรับผู้ชมุนุมผู้หญิงมาก ที่ต้องออกไปหาร้านค้าเพื่อจะเข้าห้องน้ำ แต่ผู้ชายหาง่ายกว่า แอบมุมหน่อยก็ทำธุระส่วนตัวได้ “

“เรื่องกายภาพพื้นฐานก็เป็นสิ่งสำคัญ รวมไปถึงเรื่องที่ว่าทำไมถึงมีเด็กเล็กๆ มาชุมนุมด้วย ทำไมไม่ปล่อยลูกอยู่ที่บ้าน ผมไม่รู้ว่าคนที่ตั้งคำถามนี้ เขาเข้าใจบริบทความเป็นแม่ไหม บางทีเขาไม่สามารถปล่อยลูกเล็กๆ อยู่บ้านได้ เขารู้สึกว่าเอามาอยู่ในม็อบด้วยเขารู้สึกอุ่นใจมากกว่า”

บทบาทของ ผู้ว่าฯ กทม. กับการสร้างความปลอดภัยของเมือง

ในวงสนทนา “ความทรงจำ เมือง สิทธิในการชุมนุมประท้วง และบทบาทของผู้ว่าฯ กทม.” 

ผศ.ชาลินี สนพลาย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองเรื่องการชุมนุมประท้วงในกรุงเทพฯ ว่า การชุมนุมที่มักเห็นกันจะเป็นการชุมนุมใหญ่ มีความหมาย และมีผลกระทบต่อสังคมการเมืองขนาดใหญ่ หรือถูกจารึกไว้ในวิชาประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการชุมนุมในกรุงเทพฯ 

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็น 2 ประเด็นคือ 

1.รัฐไทยเป็นรัฐรวมศูนย์ 

ทุกหน่วยงานและทุกปลายทางของกระบวนการตัดสินใจนโยบายใดๆ อยู่ที่กรุงเทพฯ มากกว่าจะอยู่ในพื้นที่อื่นๆ ดังนั้นหากต้องการเรียกร้องกับผู้มีอำนาจการตัดสินใจในนโยบายสาธารณะ ต้องเข้ามาที่กรุงเทพฯ เช่น สมัยก่อนจะนิยมไปชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล สะท้อนให้เห็นว่าอำนาจการตัดสินใจอยู่ตรงนั้น

“ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เคยพูดว่าถ้าเรากระจายอำนาจให้ถึงที่สุด การชุมนุมประท้วงอาจไม่เกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล แต่จะเกิดที่สำนักงาน อบจ. หรือศาลากลาง ถ้าอำนาจการตัดสินใจอยู่ตรงนั้น ซึ่งเราไม่ค่อยเห็นแบบนั้น เป็นเพราะอำนาจการตัดสินใจไม่ได้อยู่ตรงนั้นและการปักหลักชุมนุมตรงนั้นจะไม่เป็นข่าว ถ้าคุณอยากได้พื้นที่สื่อสาธารณะ คุณต้องเข้ากรุงเทพฯ”

2. สถานะทางสังคมทางวัฒนธรรมของพื้นที่และผู้คนที่อยู่ในกรุงเทพฯ  

หัวใจของการชุมนุมประท้วงคือการรบกวนความปกติของสังคม เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดการชุมนุมคนจะบ่นว่าม็อบทำให้รถติด เดินทางไม่สะดวกหรืออื่นๆ  นั่นคือหัวใจของการชุมนุมประท้วง 

“ถ้าเราชุมนุมแล้วไม่รบกวนความปกติของสังคมก็ไม่มีใครสนใจและไม่ทำให้สาธารณชนหันมาตั้งคำถามกับเรื่องที่ผู้ชุมนุมเรียกร้อง”

ผศ.ชาลินี อธิบายว่า ผู้ว่าฯ กทม. มีอำนาจเกือบเทียบเท่า นายก อบจ. ไม่เหมือนผู้ว่าฯ ที่จังหวัดอื่น ฉะนั้นการเปรียบเทียบผู้ว่าฯ กทม. กับผู้ว่าฯ จังหวัดอื่นที่ได้รับการแต่งตั้งจึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ 

การที่ กทม. ไม่มีราชการส่วนภูมิภาค ไม่ได้แปลว่าอำนาจราชการส่วนภูมิภาคจะเอาไปไว้ที่ กทม. ทั้งหมด แต่ไปอยู่ที่ราชการส่วนกลาง เพราะ กทม. เป็นที่ตั้งของราชการส่วนกลาง  แต่จังหวัดอื่นไม่มีราชการส่วนกลางจึงต้องมีราชการส่วนภูมิภาค เพื่อเป็นหูเป็นตาให้กับราชการส่วนกลางในจังหวัดต่างๆ  ฉะนั้นนายกฯ อบจ.​ กับ ผู้ว่าฯ กทม. อาจเทียบกันถูกฝาถูกตัวมากกว่า 

“กทม. มีผู้บริหารสูงสุดคนเดียวคือ ผู้ว่าฯ กทม. ตรงนี้ต่างจากจังหวัดอื่น เพราะที่มีสถานะพ่อเมืองและผู้บริหารเมือง มีผู้ว่าฯ เป็นคนกำกับและประสานงานราชการส่วนกลางที่ตั้งในภูมิภาคและมีนายกฯ อบจ. ดูแลเรื่องบริการสาธารณะทั้งหลายในพื้นที่  แต่ กทม. มีผู้ว่าฯ คนเดียว”

ส่วนเรื่องที่สถานะที่ผู้ว่าฯ กทม. มาจากการเลือกตั้งมีผลต่อการชุมนุมหรือไม่ ผศ.ชาลินี มองว่าเรื่องนี้มีผล เพราะด้วยที่มาของ ผู้ว่าฯ กทม. มาจากการเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน กทม. ค่อนข้างมีความหลากหลาย แบ่งคร่าวๆ จะมีคนที่อยู่บ้านมีรั้ว คอนโด อาคารพาณิชย์ และชุมชนแออัด

แต่กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีสถานะทางอำนาจและเสียงดังกว่าคนกลุ่มอื่นคือ คนชนชั้นกลาง คนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับหลักการเชิงนามธรรม เป็นคนมีพื้นที่ทางสังคมในการเปล่งเสียงและมีคนได้ยินสูง 

“เมื่อคนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับหลักนามธรรม เช่น สิทธิเสรีภาพหรือหลักการประชาธิปไตย ทำให้ผู้ว่าฯ กทม. ที่มาจากการเลือกตั้ง จำเป็นต้องสนใจและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไปโดยปริยาย มากกว่าพื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทย อีกทั้ง กทม. ยังเป็นพื้นที่ที่มักเกิดการชุมนุมขึ้น”

“ผู้ว่าฯ กทม. จึงถูกคาดหวังให้มีความรับผิดรับชอบ ต้องมีท่าที หรือนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ตามไปด้วย สิ่งนี้เป็นความชอบธรรมที่หนุนหลังการกระทำทางการเมืองของผู้ว่าฯ ไปในตัว เพราะการสนับสนุนมาจากประชาชนเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ผู้ว่าฯ กทม.จึงมีอภิสิทธิ์บางอย่างในการที่ให้ความสำคัญเรื่องนามธรรมเหล่านี้ดูชอบธรรมและดูปลอดภัยมากกว่าเจ้าหน้าที่รัฐอื่นๆ” 

ผศ.ชาลินี กล่าวถึงเรื่องอำนาจของผู้ว่าฯ กทม. ที่ทับซ้อนหลายหน่วยงานว่า ในการชุมนุมมีการทับซ้อนหลายภาคส่วน แต่สิ่งที่ ผู้ว่าฯ กทม. หรือผู้บริหารเมืองทำได้ คือภายใต้ขอบเขตภารกิจแต่ละด้านของผู้ว่าฯ เช่น กทม. เป็นเจ้าของพื้นที่ เรื่องการขออนุญาตใช้พื้นที่ ไฟส่องสว่าง หรือภารกิจที่มาตามหน้าที่ เช่น รถสุขาหรือรถพยาบาล เป็นเรื่องที่ทำได้และปลอดภัยตามอำนาจหน้าที่  แต่เนื่องจากผู้ว่าฯ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐคงไม่สามารถสนับสนุนหรือชวนคนไปชุมนุมได้ขนาดนั้น 

“ความอันตรายของการชุมนุมจะเกิดขึ้นในกรณีที่มองเห็นได้ยาก เช่น มืด ไม่มีกล้องวงจรปิด ซึ่งเรื่องเหล่านี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ กทม. โดยไม่ต้องดู พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะด้วยซ้ำ ถ้าผู้บริหารเมืองให้ความสำคัญและให้ความใส่ใจเรื่องความปลอดภัยก็สามารถทำได้ เช่น การตรวจเช็คกล้อง ซึ่งจะทำให้การชุมนุมปลอดภัยขึ้น โดยไม่ต้องทำภารกิจที่เสี่ยงว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าฯ กทม. หรือไม่

ผศ.ชาลินี มองบทบาทของผู้ว่าฯ กทม. ในการป้องกันความรุนแรงในการชุมนุมว่า เมื่อพูดถึงความรุนแรงหรือความไม่ปลอดภัยในการชุมนุม คนส่วนใหญ่อาจโฟกัสไปที่วันที่ชุมนุม แต่จากประสบการณ์ของตัวเองที่ติดตามเด็กที่ออกไปชุมนุมในฐานะอาจารย์ เนื่องจากบางครั้งมีกรณีเด็กโดนจับ 

“เจ้าหน้าที่จะพาไปที่ไกลๆ เพื่อไม่ให้ผู้ชุมนุมตามไปกดดัน มันเปลี่ยว ไม่มีขนส่งมวลชน เป็นช่วงดึกและมืด บางทีเราเป็นผู้หญิง เราไม่ได้กลัวอำนาจรัฐ เรารู้สึกกลัวโดนข่มขืนมากกว่า”

ผศ.ชาลินี เสริมว่า การจัดการบริการสาธารณะของเมืองต้องทำเพื่อให้เมืองปลอดภัยเป็นพื้นฐาน ไม่ว่าจะมีการชุมนุมหรือไม่มีการชุมนุมก็ตาม หากอย่างน้อยเมืองปลอดภัย มีขนส่งสาธารณะทั่วถึง มีไฟส่องสว่าง หรือมีระบบแจ้งขอความช่วยเหลือ เมื่อมีการชุมนุมหรือสถานการณ์อะไรเกิดขึ้น จะทำให้การชุมนุมหรือการจัดกิจกรรมปลอดภัยขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น การแข่งขันฟุตบอลในต่างประเทศหรือในไทยเป็นพื้นที่แห่งอารมณ์ความรู้สึกเหมือนม็อบ ซึ่งไม่สามารถดูแลเรื่องความปลอดภัยในที่ชุมนุมและในสนามฟุตบอล โดยควบคุมอารมณ์ของผู้ร่วมกิจกรรมได้ 

แต่ในโลกฟุตบอล การจัดการเพื่อป้องกันความรุนแรงจะออกแบบไม่ให้แต่ละฝ่ายมาเจอกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่เมืองทำได้ เพื่อวางแผนไม่ให้เกิดการปะทะ 

“เราว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราไม่สามารถห้ามผู้ชุมนุมยั่วยุตำรวจ ห้ามตำรวจยั่วยุผู้ชุมนุม หรือห้ามชาวบ้านยั่วยุ เพราะเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ เหมือนแฟนบอล จึงต้องให้พวกเขามีระยะในการดูแลเรื่องนี้” 

ผศ.ชาลินี มองว่าอีกเรื่องที่ผู้บริหารเมืองทำได้ คือการติดตามประเมินสถานการณ์และการออกแบบการประสานงานว่า หากอะไรเกิดขึ้นจะทำอย่างไร เพื่อให้การดูแลสถานการณ์ทันท่วงที เพราะราชการไทยค่อนข้างรวมศูนย์ จึงต้องอาศัยการประสานงาน และในสถานการณ์ฉุกเฉินอาจต้องลดเรื่องเอกสารหรือความเป็นทางการลง

นอกจากนี้เรื่องทัศนคติเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเวลาที่ผู้ชุมนุมต่อสู้กับรัฐ และเจ้าหน้าที่รัฐมักมองว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้ต้องมองเรื่องประเด็นมากกว่าเป็นเรื่องของบุคคล  เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าเป็นการยืนคนละฝั่ง หรือไม่ได้จำเป็นต้องมองว่าเป็นศัตรูกัน หรือขัดขวางกิจกรรมของอีกฝั่งหนึ่งและปล่อยให้เขาแสดงออกไป

“ต่อให้ม็อบมีอารมณ์ความรู้สึกมากแค่ไหน หรือทำอะไรขนาดไหน ถ้าไม่มีการเผชิญหน้า หรือการปราบ ท้ายที่สุดแล้วความรุนแรงจะไม่ได้มาก และผู้ชุมนุมไม่ได้มีศักยภาพในการสร้างความรุนแรงอยู่แล้ว ยกเว้นจะเป็นทหาร”

ผศ.ชาลินี ทิ้งท้ายถึงบทบาทผู้ว่าฯ กทม. ว่า ผู้บริหารเมืองไม่ควรเป็นที่จดจำในเรื่องของการชุมนุมสาธารณะ เพราะว่าบทบาทของผู้บริหารเมืองไม่ใช่ผู้นำการชุมนุม แต่คือการอำนวยความสะดวก ความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน 

“ไม่ว่าการชุมนุมใดๆ ก็ตามเกิดขึ้น ผู้บริหารเมืองไม่ต้องปรากฏ ในการชุมนุมสาธารณะอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แปลว่าเขาไม่ได้ขัดขวาง ไม่ได้ทำอะไรให้คนกร่นด่าแสดงความไม่พอใจ”

สถานที่ชุมนุมในเมืองกับสัญลักษณ์และประวัติศาสตร์ของการต่อสู้

อานนท์ ชวาลาวัณย์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สามัญชน กล่าวถึงเรื่องนัยยะของการเลือกสถานที่ชุมนุมว่า การต่อสู้ของภาคประชาชนหรือคนตัวเล็กตัวน้อยกับอำนาจรัฐที่ใหญ่ สิ่งที่จำเป็นคือสัญลักษณ์หรือพลังบางอย่างที่สามารถนำมาใช้ได้ เพราะฉะนั้นการเลือกสถานที่ในการชุมนุมจึงมีความสำคัญ ในแง่ของการรำลึกหรือในแง่ของการดึงอดีตมาเสริมปัจจุบัน 

ยกตัวอย่างเช่น สถานที่ที่มีความสำคัญกับเหตุการณ์ที่กระทบกับคนกลุ่มใหญ่ หรือเป็นเหตุการณ์ที่มีความเป็นสัญลักษณ์ ได้แก่

1.สดมภ์อนุสรณ์ นวมทองไพรวัลย์ ตรงสะพานลอยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถนนวิภาวดี พื้นที่นี้จะเงียบเหงา เพราะว่าสถานที่ตั้งแทรกอยู่ในซอกหลืบเล็กๆ  แต่สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงว่า ความตายของคนธรรมดาสามัญ ความตายของคุณก็จะเบา พื้นที่หรือการรำลึก รวมไปถึงทรัพยากรที่จะใช้จ่าย เพื่อดูแลตรงนั้นก็จะน้อย 

2.แยกราชประสงค์ แยกนี้มีความเป็นสัญลักษณ์ โดยเป็นพื้นที่รำลึกที่คนเสื้อแดงจะไปจัดกันทุกปี หลังจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 ที่มีการใช้อาวุธและกระสุนจริง ซึ่งความจริงเหตุการณ์ครั้งนั้นกระจายไปในพื้นที่หลายโซน 

3.อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พื้นที่นี้ ไม่ว่าจะอุดมการณ์ไหน เช่น คนเสื้อแดง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ กปปส.  พื้นที่นี้ก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มักใช้จัดการชุมนุม ด้วยเหตุเพราะชื่อสถานที่และนัยยะทางการเมือง สถานที่นี้เป็นสัญลักษณ์ที่ทุกกลุ่มที่ชุมนุมจะนำตัวเองเข้าไปผูกกับสัญลักษณ์นั้นเพื่อเสริมพลังในการชุมนุม 

4.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เป็นพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ ซึ่งความเป็นสัญลักษณ์จะเกิดขึ้นเพราะมีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำๆ กัน ทั้งชื่อสถานที่ ความหมายของชื่อหรือจุดก่อเกิด รวมไปถึงผลกระทบจากเหตุการณ์นั้นๆ ที่เกิดในพื้นที่

5.ลานด้านหน้าหอศิลปกรุงเทพฯ ในช่วงรัฐประหารปี 2557 มีพื้นที่ที่ถูกสถาปนาขึ้นมาใหม่คือลานหอศิลป์ เพราะเป็นจุดเชื่อมโยงรถไฟฟ้า ไม่ต้องฝ่ารถติดเข้าไปที่ถนนราชดำเนิน  สถานที่นี้ถูกจัดชุมนุมหลายครั้ง เช่น 

การชุมนุมครั้งสำคัญครั้งหนึ่ง ปี 2558 มีการชุมนุมดูนาฬิกาเพื่อรำลึกในโอกาสครบรอบ 1 ปีการรัฐประหาร หลังจากนั้น ลานตรงหน้าหอศิลป์จะถูกใช้งานบ่อยๆ ในวัตถุประสงค์นี้เพราะสะดวก

หรือครั้งหนึ่งตอนม็อบปี 2563 ที่เป็นม็อบดาวกระจายม็อบไร้แกนนำ เป็นเทคนิคที่ผู้ชุมนุมใช้เพราะว่าตำรวจบล็อกตามพื้นที่ที่เป็นจุดนัด จึงนัดรวมตัวใครใกล้ MRT หรือใกล้ BTS ที่ไหนไปชุมนุมตรงนั้น ถือเป็นการปรับยุทธศาสตร์ แม้ความเป็นพื้นที่เชิงประวัติศาสตร์จะสำคัญ แต่ในอีกแง่หนึ่งสิ่งที่สำคัญแพ้กันคือความสะดวกในการเข้าถึง แต่สุดท้ายมีการแก้เกมโดยการปิดสถานีรถไฟฟ้า

“การชุมนุมจะไปอยู่พื้นที่ไหน สัญลักษณ์มีความสำคัญ แต่ก็มีปัจจัยอื่นที่ต้องพิจารณาควบคู่ไปด้วย”

อานนท์มองเรื่องการเข้ามาชุมนุมในกรุงเทพฯ ว่า ในมุมการเคลื่อนไหวภาคประชาชนจะเกิดการรวมตัวของผู้คนหลายขบวน เช่น ขบวนชาวนาชาวไร่จะมีการตั้งสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือและสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ ซึ่งพวกเขามีจุดยึดโยงหรือมีประเด็นบางอย่างร่วมกัน แต่จะให้คนจากภาคใต้ขึ้นไปชุมนุมที่ภาคเหนือในประเด็นร่วมกันก็อาจยากในการเดินทาง

“เพราะฉะนั้นในการพบกันที่จุดกึ่งกลางอาจเป็นอีกมิติหนึ่ง นอกจากเหตุผลว่ากรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางอำนาจ ในแง่ของภูมิศาสตร์ กรุงเทพฯ ยังเป็นศูนย์กลางที่จากภูมิภาคไหนก็จะเดินทางมาในระยะที่พอๆ กัน ซึ่งผู้ชุมนุมจะมารวมตัวเมื่อมีการเคลื่อนไหวในประเด็นใหญ่ที่เป็นประเด็นร่วมและต้องมานำเรื่องนี้มาถึงส่วนกลาง”

“นอกจากนี้การรวมตัวของกลุ่มคนหลายๆ เครือข่ายเพื่อมาเจอที่กรุงเทพฯ เป็นการสร้างความเข้มแข็งและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวภายในขบวนด้วย”

อานนท์ เสริมบริบทของการจัดการชุมนุมว่า การมาชุมนุมในกรุงเทพฯ แต่ละครั้งก็มีต้นทุน ผมเคยคุยกับพี่น้องจากสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ ที่นั่นมีการรวมตัวเป็นชุมชนทำเกษตร แต่ละคนจะมีพื้นที่ดินที่ทำเกษตรส่วนตัว เพื่อยังชีพ แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาจะพื้นที่ส่วนกลางที่ผู้คนไปร่วมกันปลูก เพื่อนำเงินที่ขายผลิตภัณฑ์ส่วนกลางไปเป็นเงินส่วนกลางของสหพันธ์ และนำไปสนับสนุนการชุมนุม เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหารหรือค่าใช้จ่ายต่างๆ เพราะว่าบางครั้งเขาไม่รู้ว่าการจะมาปักหลักกี่วัน 

“ต้นทุนอีกส่วนหนึ่งคือต้นทุนทางกฎหมาย เพราะว่าเวลาคนมาม็อบอาจถูกดำเนินคดี อย่างเช่น ไม่แจ้งการชุมนุม หรือโดนปรับค่าเครื่องเสียง ไปจนถึงการดำเนินคดีในกฎหมายอื่นๆ เพราะฉะนั้นการชุมนุมมีต้นทุนที่ต้องจ่าย”

อานนท์ ยกตัวอย่างอีกประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องการกระจายการชุมนุม เช่น ม็อบปี 2563 ช่วงเริ่มต้นไม่ได้เกิดจากม็อบใหญ่ แต่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ยุบพรรคอนาคตใหม่แล้ว เมื่อเกิดความไม่พอใจกับรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาที่สะสมมา 7-8 ปี มีคนเปิดประเด็นชุมนุมก็มีคนอยากเปิดในพื้นที่ของตัวเองบ้าง แม้จะไม่มีข้อเรียกร้องร่วมกัน แต่แค่ความไม่พอใจ ทำให้คนหลายพื้นที่อยากแสดงออก 

“ตอนนั้นโซเชียลมีเดียต่างๆ มีความสำคัญมากในการเชื่อมคนเข้าด้วยกัน โดยไม่ต้องเดินทางมากรุงเทพฯ  หลายๆพื้นที่มีการจัดชุมนุมในพื้นที่กันเอง กระแสตรงนั้นเกิดขึ้นอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ตกผลึกกันว่าถ้าไม่มีม็อบใหญ่ ไม่มีการรวมตัวกันที่ศูนย์กลางอำนาจแห่งนี้ สุดท้ายจะเป็นแค่การออกมาแสดงความไม่พอใจแล้วจบไป แต่ไม่นำไปสู่ผลกระทบที่ใหญ่กว่านั้น”

ปัจจุบัน กทม. ประกาศ 8 จุด พื้นที่ชุมนุมสาธารณะได้ ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมฯ ได้แก่ 

1. ลานคนเมือง เขตพระนคร

2. ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง

3. ที่สาธารณะใต้สะพานรัชวิภา (ใกล้ซอยวิภาวดีรังสิต 36) เขตจตุจักร

4. ลานจอดรถหน้าสำนักงานเขตพระโขนง เขตพระโขนง

5. ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เขตมีนบุรี

6. ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ เขตทุ่งครุ

7. สวนมณฑลภิรมย์ เขตตลิ่งชัน

8.ศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร เกียกกาย

อานนท์กล่าวถึง 8 พื้นที่นี้ว่า การที่ กทม. เปิดสถานที่ให้ชุมนุมเป็นตัวเลือกหนึ่งและเป็นแนวโน้มที่ดีว่ายังเปิดให้มีการชุมนุมได้ แต่ในทางปฏิบัติคิดว่าน่าจะมีลานคนเมืองที่ยังพอเข้าถึงได้และอยู่ในพื้นที่ชุมชน แต่พื้นที่อื่นอาจจะห่างไกลจากเรื่องหลักการ Sight and Sound (มองเห็นและได้ยิน) รวมทั้งยังห่างไกลจากพื้นที่ที่เขาต้องการส่งเสียง 

“ม็อบเกษตรกรต้องมากระทรวงเกษตรฯ เพื่อจะบอกให้เจ้ากระทรวงรับรู้ว่าพวกเขาเดือดร้อนอยู่ แต่สมมุติไปชุมนุมอยู่ที่มีนบุรี เขาไม่ได้ยิน”

อานนท์มองว่า 7 พื้นที่นี้ไม่ได้ตอบโจทย์ แต่อาจจะเป็นก้าวเล็กๆ ที่อย่างน้อย กทม. เปิดออกมาว่า พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ปลอดภัย อีกสถานที่ที่อาจจะใกล้เคียงคือศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร เกียกกาย เพราะอยู่ใกล้รัฐสภา คนอาจจะมาชุมนุม แต่จุดที่ที่คนจะไปในความเป็นจริง คงไม่ใช่สถานที่ เช่น ศูนย์กีฬา 

“ผมเข้าใจว่า กทม. ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมทั้งหมด แต่สิ่งที่กทม.ทำได้ คืออำนวยความสะดวกเรื่องห้องน้ำ หรือการลดอุปสรรค เช่น กรณีวางกระถางต้นไม้รอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อม็อบปี 2563 หรือตอนคนเสื้อแดงชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ กทม.โดยตรง เพียงแค่ไม่ต้องเอาต้นไม้มาลง”

“สุดท้ายคือเรื่องการขออนุญาตเครื่องเสียง เป็นไปได้หรือไม่ว่าทาง กทม. จะสามารถทำ MOU กับทางตำรวจให้ผู้ชุมนุมที่แจ้งการชุมนุมแล้วไม่ต้องดำเนินเรื่องขั้นตอนยิบย่อยต่างๆ”

นักกิจกรรมผู้หญิงและความไม่ปลอดภัย

ใบปอ ณัฐนิช ดวงมุสิทธิ์ นักกิจกรรม เล่าประสบการณ์จากการทำกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงการโดนดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. การชุมนุมหรือเรื่องเครื่องขยายเสียง โดยยกตัวอย่าง 3 พื้นที่ที่มักทำกิจกรรมทางการเมือง ได้แก่

1.บริเวณสี่แยกอโศก ตอนนั้นจัดม็อบเอเปคและมีการอ่านแถลงการณ์ของภาคประชาชนร่วมกับเก็ท-โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมทางการเมืองกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ เพื่อให้เสียงไปถึงผู้นำเอเปก แต่โดนสกัดกั้นโดยเจ้าหน้าที่ทำให้ไปไม่ถึงศูนย์ประชุมจึงอ่านแถลงการณ์ที่สี่แยกอโศก 

หลังจากวันนั้นมีการแจ้งข้อกล่าวหาเรื่องการแจ้งการชุมนุมและเครื่องขยายเสียง จากนั้นมีการสู้คดีกัน ต่อมาเมื่อประมาณ 1-2 ปีที่แล้วก็ได้มีการยกฟ้องไปจากศาลแขวงพระนครใต้ 

2.อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตอนนั้นไปทำโพลสอบถามความคิดเห็นประเด็นเกี่ยวกับการเวนคืนพื้นที่ โดยเหตุผลที่เลือกสถานที่นั้น เพราะเห็นว่าบริเวณพื้นที่แถวนั้นเคยมีการประเด็นเรื่องการเวนคืนพื้นที่และได้สอบถามกับประชาชนที่ประสบพบเจอกับปัญหาจริงๆ 

3.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์และรังสิต เป็นสถานที่ที่ทำกิจกรรมบ่อยครั้งที่สุด ในฐานะที่เคยเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ รู้สึกว่านักศึกษาสามารถออกมาใช้สิทธิใช้เสียงในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยได้ และมหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการพูดใช้สิทธิเสรีภาพได้

“เรายังเคยเห็นข่าวว่ามีนักศึกษาเคยโดนคดีจากการพูดหรือปราศัยในพื้นที่บริเวณสถานศึกษาเหมือนกัน ตรงนี้เรามองว่าไม่ใช่แค่พื้นที่สาธารณะ แต่พื้นที่สถานศึกษาในประเทศเรายังไม่ได้ปลอดภัยถึงขั้นที่จะสามารถพูดหรือใช้สิทธิ์เสรีภาพที่ควรจะใช้ได้”

ใบปอให้ความเห็นว่า กรุงเทพฯ ยังไม่ได้เอื้อให้มีการชุมนุมหรือใช้สิทธิเสรีภาพ และผู้คนยังมีมุมมองว่าการออกมาชุมนุมเป็นการสร้างความเดือดร้อน ซึ่งจุดสำคัญของการเรียกร้องคือการรบกวนความปกติ 

“กรุงเทพฯ ยังไม่ได้มองว่าการออกมาชุมนุมเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ถ้าใช้คำว่า อำนวยความสะดวก จะถูกมองว่าเป็นการสนับสนุน แต่สำหรับเรามองว่าตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐควรที่จะสร้างพื้นที่ปลอดภัย กั้นพื้นที่การจราจรและคอยดูแล เพราะผู้ชุมนุมคือประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพ ซึ่งไม่ได้ผิดกฎหมาย”

นอกจากความเสี่ยงด้านคดีความแล้ว ใบปออธิบายถึงความเสี่ยงของนักกิจกรรมผู้หญิงว่า การเป็นนักกิจกรรมมีความเสี่ยงในระดับหนึ่ง แต่ในมุมของผู้หญิง ไม่ว่าจะเรื่องการแต่งตัว การเดินทางกลับดึกและรอบรถขนส่งสาธารณะหมด เรื่องเหล่านี้สร้างความลำบากและเป็นอุปสรรค

“พอเป็นผู้หญิงเรารู้สึกว่าเรามีความรู้สึกไม่ปลอดภัย สมมุติเวลาเราเจอเจ้าหน้าที่เพศชายที่จะมามองบ้าง บางทีเขาทำหน้าที่ แต่บางทีมีการโดนคุกคามทางสายตาหรือทางคำพูดวาจาต่างๆ ทำให้เรารู้สึกว่ามันยิ่งกว่าเวลาผู้ชายโดน”

“เรารู้สึกว่าตรงนี้เป็นหนึ่งในความท้าทายที่เราจะต้องก้าวข้ามไป และไม่ใช่เรื่องที่ควรจะชินด้วย การคุกคามสายตาก็ส่วนหนึ่งแต่เวลาเกิดการปะทะและเขาแตะเนื้อต้องตัวหรือเรื่องเสื้อผ้าก็ตามก็เป็นอุปสรรคที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นการกดทับที่ซับซ้อนกว่าเพศชาย”

ใบปอ มองว่าสิ่งสำคัญที่จะทำให้เมืองกลายเป็นเมืองของทุกคนได้ คือต่อให้คุณไม่ได้ออกมาชุมนุมหรือเรียกร้องสิทธิ แต่เมื่อวันหนึ่งสมมุติคุณต้องการจะเรียกร้อง เมืองควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่คุณจะสามารถออกมาพูดออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงของคุณได้ โดยไม่ต้องระแวงว่าจะโดนทำร้ายหรือโดนคุกคาม โดยเมืองนั้น ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ คิดว่าควรเป็นทุกๆ พื้นที่ในประเทศไทยที่จะควรมีพื้นที่ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิใช้เสียง 

“ถ้าเราทำให้ประชาชนทุกคนรู้สึกว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของเมือง ไม่ใช่คนที่โดนจำกัดพื้นที่หรือโดนกด ตรงนี้ก็จะทำให้เรารู้สึกว่าเมืองเป็นของเราทุกคนได้จริงๆ มากขึ้น”

เมืองที่เรายืนอยู่ คือเมืองที่เรามีสิทธิจะส่งเสียง

เรื่องราวจากวงคุย ความทรงจำจากถนน ลานกว้าง และพื้นที่ชุมนุมในกรุงเทพฯ ชวนให้เรามองเมืองด้วยสายตาที่ลึกกว่าความเป็นสถานที่อยู่อาศัย เมืองไม่ใช่เพียงฉากหลังของชีวิตประจำวัน แต่คือพื้นที่ที่อำนาจ สิทธิ เสรีภาพ และความกลัวเดินเคียงข้างกันมาโดยตลอด ทุกก้าวที่ผู้คนเดิน ทุกเสียงที่ถูกเปล่งออกมา ล้วนตั้งคำถามกับโครงสร้างที่กำหนดว่าใครมีสิทธิใช้เมือง และใครถูกผลักให้ถอยออกไปอยู่ชายขอบ

การทำความเข้าใจ “สิทธิในเสรีภาพการชุมนุม” จึงไม่ใช่เรื่องของคนที่ออกมาประท้วงเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นเรื่องของทุกคนที่อยากเห็นเมืองซึ่งปลอดภัยพอให้ใครสักคนออกมาพูดในสิ่งที่เชื่อ โดยไม่ต้องแลกด้วยความเสี่ยงต่อชีวิต ร่างกาย หรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเป็นการชวนตั้งคำถามร่วมกันว่า กรุงเทพฯ จะขยับเข้าใกล้การเป็นเมืองที่เคารพสิทธิมนุษยชนได้มากน้อยเพียงใด แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชวนทำความเข้าใจเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และอนาคตของเมือง ผ่านแคมเปญที่เปิดพื้นที่ให้จินตนาการและตั้งคำถามร่วมกันว่า เมืองแบบไหนที่ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ : https://bit.ly/4vxlM0J และร่วมลงชื่อวันนี้ เพื่อบอกผู้สมัครทุกคนว่า กรุงเทพฯ ต้องเป็นเมืองที่เคารพสิทธิของทุกคนเพราะกรุงเทพฯ คือพื้นที่ของชีวิต และสิทธิของทุกคน ในแคมเปญ Human Rights Agenda Bangkok กับเราได้ที่  https://bit.ly/4oLNyEb

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน