ในอีก 4 ปีข้างหน้า
- การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 จะครบ 20 ปี ซึ่งหมายถึงการหมดอายุความในคดีอาญา
- การรัฐประหารโดย คสช. ในปี 2557 จะครบ 16 ปี ซึ่งการรัฐประหารในครั้งนั้นมีผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนทั้งนโยบายทวงคืนผืนป่า การเรียกผู้คนไปปรับทัศนคติในค่ายทหาร การบังคับใช้ม.44 ส่งผลให้เกิดการลี้ภัยทางการเมืองครั้งใหญ่
- การชุมนุมประท้วงที่เริ่มขึ้นโดยเยาวชนในปี 2563 บนสกายวอล์คหน้าหอศิลป์สู่ท้องถนน จะครบ 10 ปี
- การสลายการชุมนุมด้วยกระสุนยาง แก๊สน้ำตา เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง ในการชุมนุมประท้วงปี 2563 จะครบ 10 ปี
- วาฤทธิ์ สมน้อย เยาวชนวัย 15 ปี ถูกยิงบริเวณหน้าสถานีตำรวจนครบาลดินแดง ระหว่างการชุมนุม #ม็อบ16สิงหาคมไล่ล่าทรราชเราจะเดินไปบ้านประยุทธ์ จะเสียชีวิตครบ 9 ปี
- วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมและผู้ลี้ภัยทางการเมือง จะหายไปครบ 10 ปี
- ลูกคนเล็กของอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน จะขึ้นชั้นประถม และพ่อของเขาอาจจะอยู่ในเรือนจำครบ 7 ปี หากไม่มีนิรโทษกรรมประชาชน
- ทนายสมชาย นีละไพจิตร หายไปครบ 26 ปี
ในคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ที่จะดำรงตำแหน่งต่อไปอีก 4 ปี ได้ระบุในข้อ 3 เรื่องการยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน
อย่างไรก็ตาม เราไม่พบนโยบายที่ชัดเจนในนโยบายของพรรคภูมิใจไทยก่อนการเลือกตั้ง ในประเด็น สิทธิในเสรีภาพในการแสดงออก การรวมกลุ่ม และการมีส่วนร่วมของประชาชน ความยุติธรรมที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน และการคุ้มครองประชาชนจากความรุนแรงและการละเมิดในความควบคุมของรัฐ ตามกรอบของข้อเสนอแนะด้านมนุษยชนทั้ง 7 ข้อ ในแคมเปญ Human Rights Agenda วาระสิทธิมนุษยชน
ย้อนกลับไปคืนวันเสาร์ที่ 10 เมษายน 2553 ทหารไทยพยายามสลายผู้ประท้วงกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่จัดชุมนุมเดิมที่กรุงเทพฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 25 คน (ผู้ประท้วง 18 คน ผู้สื่อข่าวต่างประเทศหนึ่งคน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง 4 นาย) และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 840 คน โดยทหารใช้อาวุธที่มีอำนาจสังหารในระหว่างปฏิบัติการ แม้บุคคลบางคนในกลุ่มผู้ประท้วงใช้อาวุธปืนและระเบิด รวมทั้งอาวุธที่ดัดแปลงจากสิ่งของต่างๆ แต่หลักการสากลในการสลายการชุมนุมและการใช้กำลังนั้นได้ระบุว่า
ตาม “หลักสากล” สำหรับการชุมนุมและการสลายการชุมนุม
- หลักการข้อ 14 ของหลักการพื้นฐานว่าด้วยการใช้กำลังและอาวุธ (Basic Principles on the Use of Force and Firearms) ในการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมที่รุนแรง เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายอาจใช้อาวุธได้เมื่อเป็นทางเลือกสุดท้ายแล้วเท่านั้น และให้ใช้ได้น้อยสุดและเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายจะต้องไม่ใช้อาวุธไม่ว่าในสถานการณ์ใด เว้นแต่เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหลักการข้อ 9’
- ขณะที่หลักการข้อ 9 ระบุว่า ‘เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายจะไม่ใช้อาวุธต่อบุคคล เว้นแต่เป็นการป้องกันตนเอง หรือป้องกันบุคคลอื่นจากอันตรายที่ถึงแก่ชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส เพื่อป้องกันไม่ให้มีการก่ออาชญากรรมร้ายแรงอันมีผลคุกคามถึงชีวิต เพื่อจับกุมบุคคลผู้ก่อให้เกิดอันตรายหรือขัดขืนอำนาจหน้าที่ หรือเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลหลบหนี และเฉพาะในกรณีที่วิธีการที่รุนแรงต่ำไม่เพียงพอต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว แต่ไม่ว่าในสถานการณ์ใด การใช้อาวุธปืนเพื่อสังหารอย่างจงใจอาจเกิดขึ้นได้ เฉพาะกรณีที่เป็นไปเพื่อคุ้มครองชีวิตและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แล้วเท่านั้น’
การสลายการชุมนุมไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงในวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่บริเวณแยกคอกวัวเท่านั้น แต่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2553 ไปจนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ที่สี่แยกราชประสงค์ – วัดปทุมฯ และทั้งสองคดีสลายการชุมนุม จะหมดอายุความในทางอาญา ในอีก 4 ปีข้างหน้า
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ครอบครัวและเพื่อนของผู้เสียชีวิตได้เรียกร้องความยุติธรรมอย่างสม่ำเสมอ แต่พวกเขากลับต้องเผชิญกับการข่มขู่จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ พะเยาว์ อัคฮาด แม่ของพยาบาลอาสาฯ กมนเกด อัคฮาด ที่ถูกยิงจนเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ในเดือนพฤษภาคม 2553 ได้ฟ้องคดีข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนาต่อเจ้าหน้าที่ทหาร พร้อมกับการสอบสวนโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษในปี 2553
แต่ในเดือนพฤษภาคม 2562 เธอกลับได้รับแจ้งว่าพนักงานอัยการทหารมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีนี้
ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2562 พะเยาว์กลับถูกปรับฐานที่ไม่แจ้งต่อเจ้าพนักงานล่วงหน้าก่อนการประท้วงตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ หลังจากเธอจัดกิจกรรมเรียกร้องความยุติธรรมให้กับลูกสาวของเธอ
จากการรายงานของข่าวสด ในปี 2563 ในงานรำลึกการเสียชีวิตครบรอบ 10 ปี ที่น้องเฌอ หรือสมาพันธ์ ศรีเทพ วัย 16 ปี ถูกยิงสังหารบนฟุตบาธซอยราชปรารภ 18-20 ในเดือนพฤษภาคม 2553 ครอบครัวของเขายังกล่าวไว้ว่า ในงานรำลึกมักจะมีอุปสรรคจากฝ่ายความมั่นคง
“พ่อแม่มาที่นี่ทุกปี เคยพูดมาก่อนหน้านี้หลายครั้งแล้ว ว่าท้องที่สน.พญาไท ซึ่งเป็นเจ้าของคดี เตรียมโอนสำนวนคดีให้ดีเอสไอ แต่เกิดรัฐประหารก่อน เรื่องก็เลยเงียบหายกันไป และมีนายทหารยศพลเอกนายหนึ่งที่ใหญ่มากพยายามจะทำให้เป็นคดีดำ โดยจะทำให้ไม่เห็นว่าผู้ใดเป็นคนฆ่า”
ขณะที่ประชาไทรายงานว่า ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม กรณี เม.ย.-พ.ค.53 หรือ ศปช.ระบุว่า น้องเฌอ หรือสมาพันธ์ ถูกกระสุนปืนลูกโดดยิงเข้าบริเวณศีรษะ จุดเกิดเหตุหน้าร้านไท่หยางใกล้ซอยราชปรารภ 18 ซึ่งในช่วงเวลาและสถานที่เดียวกันยังมี สุภชีพ จุลทรรศน์ อายุ 36 ปี คนขับแท็กซี่ ที่ถูกยิงด้วยกระสุนปืนลูกโดดความเร็วสูงเข้าที่ศีรษะเสียชีวิต บริเวณหน้าร้านกันสาดติดกับร้านไท่หยาง ราชปรารภ และบริเวณใกล้เคียงกันยังมี อำพล ชื่นสี อายุ 25 ปี ถูกยิงด้วยกระสุนปืนลูกโดดความเร็วสูงที่ศีรษะอีกเช่นเดียวกัน โดยอำพลถูกยิงบริเวณหน้าทางเข้าคอนโดมิเนียม เดอะคอมพลีท ถนนรางน้ำ หรือหน้าร้านกันสาดจุดเดียวกับ สุภชีพ (เนื่องจาก ศปช. ยังระบุตัวตนของอำพล ชื่นสีไม่ได้ )
และเราไม่อยากให้คุณลืม
ตลอดเวลา 16 ปีที่ผ่านมา ผู้เสียหายยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ผู้กระทำความผิดยังไม่ได้ถูกนำมาลงโทษ กระบวนการยุติธรรมดำเนินการอย่างล่าช้า แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จึงได้นำเสนอวาระสิทธิมนุษยชนในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ผ่านแคมเปญ Human Rights Agenda: วาระสิทธิมนุษยชน
และหนึ่งในวาระที่สำคัญคือ ความยุติธรรมที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน
เพราะความยุติธรรมไม่ควรเป็นสิ่งที่ต้องแลกมาด้วยอำนาจ เงิน หรือสายสัมพันธ์ แต่ควรเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจ ความคิดทางการเมือง เพศสภาพ ชาติพันธุ์ หรือถิ่นที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทย ผู้คนจำนวนมากยังเผชิญกับระบบยุติธรรมที่ไม่สามารถปกป้องพวกเขาได้อย่างแท้จริง เช่นกรณีการสลายการชุมนุมตากใบ ที่หมดอายุความไปในปี 2567 โดยไม่สามารถนำจำเลยมารายงานตัวเพื่อรับผิด และคืนความยุติธรรมให้กับผู้เสียหาย และกรณีการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่กำลังจะหมดอายุความในปี 2573
ในประเด็นความยุติธรรมที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เรียกร้องให้พรรคการเมืองและรัฐบาลไทย
- รับรองสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และรับรองสิทธิของผู้เสียหายในการเข้าถึงความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยาอย่างเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และทันท่วงที
- รับรองให้การสอบสวนคดี โดยเฉพาะคดีละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นอิสระ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และปราศจากการแทรกแซง
- รับรองความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยไม่มีเอกสิทธิ์ ความคุ้มกัน หรือข้อยกเว้น
ทั้งนี้ แอมเนสตี้ได้รวบรวมสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และนำเสนอเป็นข้อเสนอแนะทั้งหมด 7 ด้าน ถึงพรรคการเมืองและรัฐบาล ได้แก่
- เสรีภาพในการแสดงออก การรวมกลุ่ม และการมีส่วนร่วมของประชาชน
- ความยุติธรรมที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน
- การคุ้มครองประชาชนจากความรุนแรงและการละเมิดในความควบคุมของรัฐ
- ระบบกฎหมายและการบริหารที่ยึดหลักนิติธรรมและความรับผิดรับชอบ
- สิทธิความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และพื้นที่ดิจิทัล
- สิทธิในที่อยู่อาศัย ที่ดิน ทรัพยากร และการพัฒนาที่เคารพสิทธิมนุษยชน
- ความรับผิดชอบของประเทศไทยต่อสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน
คุณเองก็สามารถร่วมลงชื่อเพื่อ Take Action เสนอนโยบายไปกับเราได้! ที่ https://bit.ly/4r28YwJ
การลงชื่อของคุณจะถูกนำไปใช้อย่างไร
- ใช้เป็นเสียงของประชาชนในการสื่อสารกับพรรคการเมืองและรัฐบาล
- ใช้ประกอบการยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายหลังการเลือกตั้ง
- ใช้ในการรณรงค์สาธารณะเพื่อผลักดันให้สิทธิมนุษยชนเป็นวาระสำคัญของประเทศ
เพราะเสียงของคุณมีความหมาย และมันจะทำให้ประเทศไทยต้องเคารพสิทธิของทุกคน
ชวนคุณย้อนอ่านแถลงการณ์ของแอมเนสตี้ เมื่อ 16 ปีที่แล้ว ในวันที่ 19 เมษายน 2553 👉 https://www.amnesty.or.th/news/2010/04/แถลงการณ์แอมเนสตี้กรณี-2/
แถลงการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 ในโอกาสครบ 10 ปี ของการปราบปรามอย่างนองเลือด 👉 https://www.amnesty.org/en/wp-content/uploads/2021/05/ASA3923432020THAI.pdf




