“อามะกามอย มอทะมาเล แอนทินิกา”
ประโยคภาษามอแกนที่ บุญช่วย ทะเลลึก พูดขึ้น เมื่อเราชวนคุยกันเรื่องบ้านและที่อยู่อาศัยของเธอในชุมชนมอแกนบนเกาะพยาม จังหวัดระนอง ระหว่างการสนทนา เราแทบไม่ได้ใช้คำยากหรือภาษาทางการ เสียงของเธอเป็นเพียงเสียงของชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ต่างกันแค่เราทั้งสองคนอยู่กันคนละจังหวัดในประเทศเดียวกัน ก่อนที่เธอจะอธิบายความหมายเป็นภาษาไทยตามมาอย่างเรียบง่าย
“เรารักบ้านเรา เราไม่อยากย้ายไปไหน”
“เราอยากอยู่ตรงนี้ตลอด ไม่อยากรื้ออะไรแล้ว”
สำหรับคนฟังอย่างเรา “อามะกามอย มอทะมาเล แอนทินิกา” อาจยังแปลความได้ไม่ครบทุกคำ เราไม่รู้โครงสร้างภาษา และไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าสะกดถูกต้องหรือไม่ แต่สิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่าคำ คือสายตาและน้ำเสียงของบุญช่วย ที่กำลังพูดถึงบ้านของตัวเอง พูดถึงทะเลตรงหน้า และผู้คนที่ใช้ชีวิตร่วมกันมานานกว่าครึ่งศตวรรษ สำหรับใครหลายคน “บ้าน” อาจหมายถึงที่อยู่ตามทะเบียน มีบ้านเลขที่ มีเอกสารสิทธิ หรือเป็นห้องพักในเมืองใหญ่ แต่สำหรับบุญช่วย บ้านคือเกาะพยาม คือทะเล คือเสียงคลื่นในยามค่ำคืน และคือภาษามอแกนที่ยังใช้สื่อสารกันในวงข้าวของครอบครัว
ด้วยเหตุนี้ ประโยคสั้นๆ อย่าง “อามะกามอย มอทะมาเล แอนทินิกา” จึงไม่ใช่แค่การเอ่ยถึงสถานที่ หากแต่เป็นการบอกเล่าความหมายของการมีอยู่ และความปรารถนาที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ต่อไป นั่นคือสิทธิในที่อยู่อาศัยของชาวมอแกน บนผืนดินและผืนน้ำที่ผูกพันกับชีวิต โดยไม่ต้องเผชิญกับการถูกสั่งให้ออกจากพื้นที่ หรือถูกเปลี่ยนแปลงโดยโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ที่อาจยังไม่ได้รับฟังเสียงของคนในชุมชนอย่างรอบด้าน
บุญช่วย ทะเลลึก: ชีวิตชาวมอแกนบนเกาะพยาม
“ชื่อบุญช่วย ทะเลลึก จ้า”
เธอแนะนำตัวสั้นๆ ก่อนที่เรื่องราวชีวิตจะค่อยๆ ถูกเล่าออกมา บุญช่วยเป็นชาวมอแกนโดยกำเนิด เติบโตในชุมชนมอแกนบนเกาะพยาม จังหวัดระนอง พ่อแม่ของเธอเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก แต่ชีวิตของเธอก็ไม่ได้ขาด “ครอบครัว” ไปเสียทีเดียว ในภาษามอแกนมีคำว่า “ไอบูมไอบาบ” ที่หมายถึงตายายหรือปู่ย่า และสำหรับบุญช่วย คำนี้มีความหมายมากกว่านั้น เพราะครอบครัวไม่ใช่เพียงคนที่ให้กำเนิด แต่คือคนที่อุ้มเธอไปทุกที่ พาออกทะเลตั้งแต่ยังเล็ก คอยสอนให้รู้ว่าตรงไหนมีปู ตรงไหนมีปลา จุดไหนคลื่นแรงต้องระวัง และในวันที่อาหารบนเรือมีไม่มาก ก็ต้องแบ่งกันอย่างไรให้ทุกคนอิ่มท้องเท่ากัน นั่นแหละคือครอบครัวสำหรับเธอ

เธอเล่าว่าตอนเด็กๆ อยู่ที่นี่ “สบาย” และคำว่าสบายในความหมายของบุญช่วยนั้น ไม่ได้หมายถึงการมีเงินทองมากมายหรือมีของใช้ครบครัน หากแต่หมายถึงการได้ใช้ชีวิตในแต่ละวัน ออกเรือหาปู หาหอย หาปลา ในทะเลอันดามันกับไอบูมไอบาบและคนในชุมชน และเมื่อหาของทะเลมาแล้วขายไม่ได้ ก็ไม่ได้เป็นความสูญเสีย หากแต่กลายเป็นอาหารที่นำกลับมาทำกินเอง
อาหารในแต่ละมื้อของบุญช่วยและพี่น้องชาวมอแกน ตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลกจนถึงวันนี้ ล้วนมาจากสิ่งที่ทะเลมอบให้ตามธรรมชาติ พวกเขาไม่จำเป็นต้องขึ้นฝั่งไปซื้อของจากตลาด และไม่ต้องคอยกังวลคำนวณค่าแรงเป็นรายชั่วโมง เพราะทะเลไม่ใช่เพียงพื้นที่ของการทำมาหากิน หากแต่เป็นแหล่งยังชีพที่อยู่เคียงข้างชีวิตของพวกเขามาโดยตลอด
วิถีชีวิตที่ผูกพันกับทะเล ความอุดมสมบูรณ์ของชายฝั่ง และเสรีภาพในการออกเรือหากิน ซึ่งเคยดำรงอยู่อย่างเรียบง่าย กำลังถูกตั้งคำถามอีกครั้ง เมื่อโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในชื่อ ‘แลนด์บริดจ์’ เริ่มถูกพูดถึงในจังหวัดระนอง และในขณะเดียวกัน คำถามสำคัญก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นว่า ในอนาคตชายฝั่งและท้องทะเลที่เคยโอบอุ้มชีวิตของพวกเขา อาจกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
ทะเลที่ไม่เหมือนเดิม และชีวิตที่ต้องลุ้นทุกวัน
ปัจจุบัน บุญช่วยเล่าว่าสัตว์ทะเลเริ่มลดน้อยลง และปูปลาที่เคยติดอวนได้อย่างอุดมสมบูรณ์ในวันวาน กลับกลายเป็นสิ่งที่ต้องลุ้นในทุกครั้งที่ออกเรือ และสิ่งที่หาได้จากทะเลในวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงอาหารสำหรับครอบครัวอีกต่อไป หากแต่ต้องถูกนำไปขายเพื่อแลกเป็นเงินสำหรับซื้อของจำเป็นในชีวิตประจำวัน
“เดี๋ยวนี้ต้องเอาไปขายบนเกาะ ขายให้คนบนบก ขายส่งให้เฒ่าแก่ หรือขายให้บังกะโล กิโลละสามร้อยกว่าบาท ถ้าวางอวนปูสองวัน โชคดีก็ได้เต็มเข่ง ประมาณ 30 – 40 ตัว แต่บางวันกลับมาได้แค่ 5 – 6 ตัว รายได้บางวันก็อยู่ที่ 400 – 500 บาท บางวันเหลือเพียง 100 บาท”
ระหว่างการสนทนา เธอพูดขึ้นว่า “เราขาย เรากะ เรากำหนดราคาเอง” ถ้อยคำเรียบง่ายสะท้อนความหมายในชีวิตที่ต้องคำนวณและประคับประคองอยู่ทุกวัน จากคำว่า “ขาย” ไปสู่คำว่า “อยู่” ที่ต้องพยายามให้รอดในแต่ละวัน และแม้อาชีพหลักของบุญช่วยจะเป็นการทำประมง แต่ทุกวันนี้ชีวิตก็ไม่ได้มั่นคงอย่างที่เคยและยังต้องพึ่งพามากกว่าทะเลเพียงอย่างเดียว เพราะในวันที่ลมแรงจนไม่สามารถออกเรือได้ หรือในวันที่ความเสี่ยงมากเกินจะแล่นออกไป เธอก็ต้องหันไปรับจ้างทั่วไป ทั้งกวาดใบไม้ หรือทำงานให้บังกะโล เพื่อแลกกับค่าจ้างรายวันที่ตกอยู่ที่วันละ 150 – 300 บาท

จากวิถีชีวิตประมงที่เคยเลี้ยงชีวิตได้ สู่ชีวิตที่ต้องประคองตัวเองให้ผ่านวัน และเมื่อไม่มีเงินเดือนประจำรวมถึงไม่มีสวัสดิการรองรับ ชีวิตจึงต้องพึ่งพาทั้งทะเลและแรงงานของตัวเอง จึงไม่มีวันไหนที่รายได้จะเข้ามาโดยไม่ต้องลงแรง
จากเรื่องของบุญช่วย เธอเล่าในแบบของเธอ และเราฟังในแบบของเรา จากนั้นเรื่องราวค่อยๆ ไล่เรียง จาก “ไอบูมไอบาบ” สู่ทะเลที่เปลี่ยนไป จากวันที่เคยบอกว่าที่นี่อยู่สบาย มาถึงวันนี้ที่ต้องลุ้นว่าพรุ่งนี้จะขายของได้เท่าไร และเมื่อบทสนทนาเดินทางมาถึงเรื่องงาน รายได้ และการหากิน น้ำเสียงของเธอก็เริ่มแผ่วลงและแฝงไปด้วยความกังวล เพราะหากวันหนึ่งมีใครบอกว่าเธอไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้อีก และต้องย้ายออกไปจากเกาะพยาม ชีวิตที่เคยผูกพัน อาจต้องถูกพรากไปอย่างไม่ทันตั้งตัว และในจังหวะนั้นเอง เราได้ยินประโยคภาษามอแกนจากปากของเธออีกครั้ง
“อามะกามอย มอทะมาเล แอนทินิกา”
ประโยคสั้นๆ ที่ไม่เพียงเป็นคำพูด หากแต่เป็นหัวใจของชีวิต การยืนยันว่าเธอรักบ้านหลังนี้ รักทะเลตรงหน้า และไม่อยากถูกพรากจากพื้นที่ที่เธอเรียกว่า “บ้าน” มาตลอด 55 ปี
เมื่ออนาคตชนกับปากท้อง: เลือกระหว่าง ‘ฟัง’ หรือ ‘ทำงาน’
ในช่วงที่ผ่านมา บนเกาะพยามเริ่มมีคำอย่าง “แลนด์บริดจ์” “ท่าเรือใหญ่” และ “การถมทะเล” ถูกพูดถึงถี่ขึ้น สำหรับคนบนฝั่ง คำเหล่านี้อาจหมายถึงโครงการพัฒนา การลงทุน หรือระบบขนส่งสินค้า แต่สำหรับบุญช่วยแล้ว คำเหล่านี้ยังเป็นเรื่องไกลตัวและจับต้องได้ยาก เพราะเส้นทางชีวิตของเธอผูกพันอยู่กับทะเลมากกว่าแผนพัฒนาของรัฐ
เธอเล่าว่าในระยะหลังมีคนนอกเข้ามาในชุมชนบ่อยขึ้น บางวันเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ บางวันเป็นนักข่าวหรือไม่ก็นักวิจัย หลายครั้งมีการจัดวงพูดคุยเพื่ออธิบายอนาคตของพื้นที่นี้ ว่าจะมีการสร้างท่าเรือ มีการถมทะเล และสิ่งต่างๆ ที่จะตามมา แต่บุญช่วยยอมรับว่า หลายครั้งในวันที่ควรจะได้นั่งฟังรายละเอียดเหล่านั้นอย่างเต็มที่ เธอกลับต้องเลือกออกไปทำงานรับจ้าง เพื่อให้ยังมีรายได้เลี้ยงชีวิตในวันนั้น
“บางครั้งก็มีคนมาอธิบายให้ฟัง เราเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง เพราะต้องรีบออกไปทำงาน หาเงินวันละ 150 – 300 บาท เพื่อเลี้ยงตัวเองและครอบครัว”
คำตอบของบุญช่วยอาจสะท้อนคำถามสำคัญว่า ในวันที่คนในชุมชนควรมีเวลาอย่างเต็มที่ในการรับฟังข้อมูล พูดคุย ตั้งคำถาม และมีส่วนร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของบ้านตนเอง พวกเขากลับต้องเลือกระหว่าง “การเข้าร่วมเวที” กับ “การมีรายได้ในวันนั้น” และตัดภาพมาที่ความเป็นจริง โครงการลักษณะนี้มักไม่ได้มีชาวมอแกนอยู่ในสมการของการพัฒนาอย่างแท้จริง หรืออาจกล่าวได้ว่าพวกเขา (ชาวมแกน) มักจะตกหล่นจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็น
การเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความสนใจหรือความสมัครใจ แต่คือการชั่งน้ำหนักระหว่าง “อนาคตระยะยาวที่ยังไม่แน่ชัด” กับ “ข้าวหนึ่งมื้อในวันนี้” บริบทเล็กๆ นี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้รัฐจะจัดเวทีให้ข้อมูลมากเพียงใด แต่คนที่ควรถูกฟังมากที่สุดกลับอาจมีโอกาสเข้าถึงได้น้อยที่สุดเพราะยังต้องออกไปทำงานเพื่อเลี้ยงชีพในแต่ละวัน
คำถามจึงย้อนกลับมาที่รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า จะออกแบบการสื่อสารอย่างไร ทั้งในด้านเวลา รูปแบบ และวิธีการ หรือควรมีมาตรการชดเชยรายวันในช่วงการจัดเวทีหรือไม่ เพื่อทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงสามารถเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของตนเองได้อย่างแท้จริง
“บัตรประชาชน” กับสิทธิและตัวตนของชาวมอแกน
ตอนบุญช่วยลืมตาดูโลก ยังไม่มีใครแจ้งเกิดให้เธอตามระบบของรัฐ ทำให้เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดเดือนอะไร ปีไหน ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนหลังเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 หลังคลื่นใหญ่ผ่านไป เจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานเริ่มสำรวจชุมชนริมทะเล รวมถึงชุมชนมอแกนบนเกาะพยาม และเริ่มทำบัตรประชาชนให้กับคนที่ไม่เคยมีเอกสารยืนยันตัวตนมาก่อน
ทุกวันนี้บุญช่วยมีบัตรประชาชนแล้ว มีเลข 13 หลักเหมือนคนอื่นๆ ในประเทศ แต่ในชุมชนยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่มี สำหรับคนเมือง บัตรประชาชนอาจเป็นสิ่งที่ต้องมีตั้งแต่เกิด แต่สำหรับชุมชนมอแกน บัตรหนึ่งใบหมายถึง “เริ่มมีตัวตนในสายตารัฐ” และเชื่อมโยงกับสิทธิหลายด้าน ทั้งการรักษาพยาบาล การศึกษา การเข้าถึงบริการรัฐ และสิทธิขั้นพื้นฐานในการอยู่อาศัยในพื้นที่ที่เรียกว่าบ้าน
แม้จะเริ่ม “มีตัวตนบนกระดาษ” แล้ว ชีวิตของบุญช่วยและชาวมอแกนก็ยังเผชิญคำถามใหม่จากโครงการอย่างแลนด์บริดจ์ ท่าเรือ และการถมทะเล ว่าพื้นที่ที่ใช้เป็นบ้านมาตลอด จะยังเป็นบ้านของพวกเขาต่อไปได้มากน้อยแค่ไหน ใครจะเป็นคนตัดสิน และเสียงของชาวมอแกนจะถูกนับเข้าไปในสมการการพัฒนาหรือไม่
ท่ามกลางคำว่าโครงการ คำว่าพัฒนา และคำว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สิ่งที่บุญช่วยย้ำมีเพียงไม่กี่คำ
“เรารักบ้านเรา เราไม่อยากย้ายไปไหน เราอยากอยู่ตรงนี้ตลอด ไม่อยากรื้ออะไรแล้ว”
สำหรับบุญช่วย เกาะพยามไม่ใช่เพียงชายหาดสวยงามหรือสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งในจังหวัดระนองเท่านั้น แต่เกาะพยามคือบ้าน รากเหง้าา วัฒนธรรม ความทรงจำ และชุมชนที่ยังใช้ภาษามอแกนร่วมกัน
“ทะเลคือสมบัติของมอแกน” วิถีชีวิตที่หล่อเลี้ยงชุมชน
หากประโยค “อามะกามอย มอทะมาเล แอนทินิกา” คือเสียงของบุญช่วยที่บอกว่าเธอรักบ้านและไม่อยากไปไหน อีกด้านหนึ่ง มิชิ ผู้หญิงสูงวัยที่สุดในชุมชนมอแกนบนเกาะพยาม ก็กำลังเล่าเรื่อง “บ้าน” ในอีกความหมายหนึ่ง ความหมายที่ไม่ได้ยึดโยงอยู่กับตัวบ้านเพียงอย่างเดียว แต่ผูกพันกับทะเลมาตลอดทั้งชีวิต

ชีวิตของมิชิ เติบโตและดำรงอยู่เคียงข้างเรือและทะเลมาโดยตลอด และความผูกพันนั้นก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่พื้นที่อยู่อาศัย หากแต่ขยายไปถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่ค่อยๆ ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แม้ในวันนี้ เธอจะมีบ้านอยู่บนเกาะเช่นเดียวกับคนอื่นๆ แต่เมื่อเราถามว่าภาพใดสำคัญที่สุดในความทรงจำ คำตอบของเธอกลับไม่ใช่ตัวบ้าน หากแต่เป็น “ท้องทะเล” ที่เป็นผืนทะเลที่พาให้เธอมีชีวิตอยู่มาจนถึงวัยกว่า 80 ปี และยังคงเป็นทะเลผืนเดิมที่เธอรักไม่เคยเปลี่ยน
“ทะเลสำคัญกับมิชิยังไง” เราถาม
“ทะเลคือสมบัติของมอแกน” เธอตอบ
ประโยคสั้นๆ นี้ ทำให้เห็นชัดว่า สำหรับมิชิ ทะเลไม่ใช่เพียงสถานที่ท่องเที่ยว หรือภาพพระอาทิตย์ขึ้นและตกดินที่ผู้คนคุ้นตาในโบรชัวร์ แต่คือชีวิตทั้งหมด คือการทำมาหากิน คืออาหารในแต่ละมื้อ และคือพื้นที่ที่เธอเรียนรู้เรื่องลม กระแสน้ำ ฤดูกาล รวมถึงความหมายของการเป็น ชาวมอแกน
“ถ้าไม่มีทะเล ชุมชนมอแกนบนเกาะพยามก็เหมือนอดตาย”
“คนที่นี่มีสมบัติอยู่ในทะเล เราเลยเรียกทะเลว่าสมบัติของชาวมอแกน”
ทะเลจึงไม่ใช่เพียงสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้น แต่ทะเลเป็นสมบัติที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ เป็นพื้นที่ที่เก็บทั้งความทรงจำของคนรุ่นก่อน และอนาคตของลูกหลานไว้ในที่เดียว
เกิดบนเรือ เติบโตกับทะเล: วิถีชีวิตชาวมอแกน
เมื่อบทสนทนาเปลี่ยนจากความหมายของ “ทะเล” ไปสู่เรื่องราวชีวิต มิชิไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำว่า “โครงการพัฒนา” หรือประเด็นนโยบายเหมือนคนรุ่นถัดมา เพราะสำหรับผู้สูงอายุในชุมชน เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายนัก ทั้งจากข้อจำกัดด้านไฟฟ้า สัญญาณโทรศัพท์ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร รวมถึงโอกาสทางการศึกษาในอดีต บทสนทนาจึงเริ่มต้นจากคำถามธรรมดาที่สุดว่า “เกิดที่ไหน”
“อยู่กับทะเลมาตั้งแต่เกิด เราเกิดบนเรือ เมื่อก่อนมีเรือไปทุกเกาะ เราก็ไปเกิดบนเรือ ไม่ได้เกิดบนบ้าน แต่เราก็เป็นคนเกาะพยาม ที่นี่ก็บ้านของเราเหมือนกัน”
คำตอบสั้นๆ นี้ ทำให้เห็นว่า สำหรับชาวมอแกนในอดีต “เรือ” ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะ แต่เป็นบ้านทั้งหลัง เป็นทั้งที่อยู่ ที่กิน ที่นอน และเป็นพื้นที่ของการเดินทาง และในช่วงเวลาที่เด็กคนหนึ่งลืมตาดูโลก เรือก็กลายเป็นห้องคลอดโดยธรรมชาติ พื้นที่แรกของชีวิตที่ลอยอยู่กลางทะเล
ชาวมอแกนใช้เรือเดินทางไปตามเกาะต่างๆ แทบตลอดเวลา ทะเลรอบเกาะพยามจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่ของสัตว์ทะเล หากแต่เป็นเส้นทางของชีวิต เรือเคลื่อนไปตามคลื่น ตามฤดูกาล และตามช่วงเวลาที่สัตว์ทะเลออกมาหากิน ความสัมพันธ์นี้จึงไม่ใช่เพียงการใช้ประโยชน์จากทะเล แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมและพึ่งพากันมาอย่างยาวนาน
มอแกนคือใคร ทำไมเรือและทะเลคือบ้าน
ถ้าขยับสายตาออกจากเกาะพยามไปอีกนิด จะเห็นว่าชีวิตของมิชิไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่ง แต่เชื่อมโยงอยู่กับเรื่องราวของ “ชาวมอแกน” กลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองที่ผูกพันกับทะเลมาหลายชั่วอายุคน ชาวมอแกนมีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในหมู่เกาะมะริด ประเทศเมียนมา และหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลอันดามันของประเทศไทย เดิมมีวิถีชีวิตเคลื่อนย้ายตามฤดูกาล ใช้เรือที่เรียกว่า “ก่าบาง” เป็นทั้งบ้านและยานพาหนะในการเดินทาง
บนเรือลำเดียวมีทุกอย่าง ทั้งครัว เตาไฟ ที่นอน และข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมด เมื่อถึงช่วงมรสุมที่คลื่นลมแรง จึงขึ้นฝั่งไปสร้างเพิงพักบนเกาะชั่วคราว และเมื่อทะเลกลับมาเป็นมิตรอีกครั้ง ก็ลงเรือออกหากินต่อ วิถีชีวิตในอดีตจึงเป็นการพึ่งพาธรรมชาติรอบตัว ทั้งป่าโกงกาง ป่าบก และทรัพยากรสัตว์น้ำ การหาหอยติบ เก็บของจากทะเลและป่าชายเลน ทำให้ไม่ต้องออกไปทำงานไกลบ้าน
แต่เมื่อพื้นที่ทำกินบางส่วนถูกประกาศเป็นเขตอนุรักษ์ และทรัพยากรเริ่มลดลงจากประมงเชิงพาณิชย์ ชาวมอแกนจำนวนหนึ่งจึงต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต หันไปเป็นแรงงานบนเรือประมงพาณิชย์ หรือรับจ้างทั่วไปในโรงแรมและรีสอร์ต ปัจจุบันชาวมอแกนจำนวนมากตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนตามชายฝั่งและเกาะต่างๆ ในทะเลอันดามัน ตั้งแต่ระนองบริเวณเกาะเหลา เกาะพยาม เกาะช้าง เกาะสินไห ไปจนถึงหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา หลังเหตุการณ์สึนามิ บางครอบครัวย้ายไปอยู่ร่วมกับชาวอูรักลาโว้ยในชุมชนราไวย์ จังหวัดภูเก็ต ขณะที่บางส่วนขึ้นมาอยู่บ้านบนฝั่ง ใช้ชีวิตคล้ายคนไทยทั่วไป ทำงานรับจ้างรายวันหรือรายเดือน แทนอาชีพประมงแบบดั้งเดิม

แม้วิถีชีวิตจะเปลี่ยนไปมากเพียงใด เรือก็ยังเป็นหัวใจสำคัญของตัวตนชาวมอแกน เรือก่าบางซึ่งเป็นเรือขุด กราบทำจากไม้ระกำ ลำเรือมีน้ำหนักเบา หัวและท้ายเว้าเป็นง่าม เคยเป็นทั้งบ้าน ที่นอน และยานพาหนะของครอบครัว ใช้ออกหาปลา หาหอย และนำของจากทะเลไปขายบนฝั่ง นอกจากนี้ มอแกนยังมีพิธีกรรมสำคัญอย่างการฉลองเสาวิญญาณบรรพบุรุษ หรือ “หน่อเอนหล่อโบง” ที่จัดขึ้นในเดือนห้าตามจันทรคติ เพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษ ขอบคุณทะเล และยืนยันตัวตนจากรุ่นสู่รุ่น
ในภาษาพูดทั่วไป คนมักเรียกรวมกันว่า มอแกน มอแกลน และอูรักลาโว้ย ว่า “ชาวเล” แต่คำนี้หลายครั้งมาพร้อมน้ำเสียงดูถูก ทั้งที่คนในวัฒนธรรมเรียกตัวเองอย่างภาคภูมิใจว่า “มอแกน” ชื่อนี้มาจากตำนานที่เล่าต่อกันมา เป็นชื่อที่พวกเขาอยากให้โลกเรียก เพราะบอกได้ชัดเจนว่า “เราเป็นใคร” และเมื่อวางเรื่องเล่าของมิชิลงบนภาพใหญ่ในสมการพัฒนา จะเห็นชัดขึ้นว่าการที่เธอบอกว่าเกิดบนเกาะพยาม เกิดบนเรือและอยู่กับทะเลมาตั้งแต่เกิด เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องชีวิตส่วนตัวแต่คือชิ้นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์และตัวตนของชาวมอแกนทั้งกลุ่มในประเทศไทย
ขอบคุณ ข้อมูลประกอบจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
ชีวิตมอแกนอีกมุม: เรือก่าบาง ฟาร์มหอยมุก เครื่องประดับ
จากภาพใหญ่ของชาวมอแกนที่ใช้เรือก่าบางเป็นทั้งบ้านและที่ทำกิน มาต่อกันที่ชีวิตของมิชิก็เป็นอีกหนึ่งในตัวอย่างเล็กๆ ที่ทำให้เราเห็นวิถีชีวิตของชาวมอแกนชัดเจนขึ้น เธอเล่าว่าช่วงหนึ่งของชีวิต เธอและครอบครัวเคยทำฟาร์มหอยมุกในทะเล
“เมื่อก่อนหาหอยมุก ทำหอย”
หากแยกดูทีละคำ จะเห็นว่าชีวิตของเธอและครอบครัวผูกอยู่กับการดำน้ำ เก็บหอย และดูแลสิ่งมีชีวิตใต้ผืนน้ำ การใช้ชีวิตบนเรือและอยู่กับจังหวะน้ำขึ้นน้ำลงเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเขา สำหรับคนภายนอก งานดำน้ำเก็บหอยหรือทำฟาร์มหอยมุกอาจดูไกลตัว แต่สำหรับมิชิและครอบครัว นี่คือความรู้และทักษะที่สะสมมาตลอดชีวิตจากรุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูก
พวกเขาต้องรู้จังหวะน้ำขึ้นน้ำลง รู้ว่าบริเวณไหนมีหอย จุดใดควรลงดำน้ำ รู้ฤดูกาลของลมและฝน รวมถึงวิธีดูแลหอยมุกไม่ให้ตาย ทุกอย่างเริ่มจากการดูผู้ใหญ่ในบ้านออกเรือ ทำฟาร์มมุก ทำหอย แล้วค่อยๆ ลองทำเองทีละนิดจนเกิดความชำนาญ ทักษะเหล่านี้จึงเกิดจากประสบการณ์ตรง และอยู่ในความผูกพันกับทะเลที่เธอเรียกว่า “สมบัติของมอแกน”
อีกด้านหนึ่งของชีวิตชาวมอแกนเกี่ยวข้องกับเครื่องประดับที่มีคนมาสอนทำ แม้ทั้งชีวิตจะผูกพันกับทะเล แต่ทุกวันนี้มิชิเล่าว่าเธอไม่ได้ออกเรือเพื่อหาหอยเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ด้วยอายุที่มากขึ้นทำให้เธอเหมือนคน “เกษียณจากทะเล” งานหนักในทะเลจึงเป็นหน้าที่ของลูกหลานที่ยังมีแรงออกเรือ ส่วนเธอใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น
ตอนนี้มิชิมีอีกอาชีพหนึ่งที่ช่วยสร้างรายได้ให้ครอบครัว โดยเฉพาะในวันที่ทะเลไม่เอื้อให้ทำงาน หรือช่วงที่มีนักท่องเที่ยวขึ้นเกาะ นั่นคือการขายเครื่องประดับชาวมอแกน

“อีกอาชีพคือตอนนี้ ขายเครื่องประดับ ชาวมอแกน ทำเอง มีคนมาสอน เริ่มมาทำ เพราะมีคนสอน จะขายช่วงเปิดเกาะ 4 เดือน”
ประโยคนี้เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการทำเครื่องประดับชาวมอแกน เธอเล่าว่าวันหนึ่งมีคนเข้ามาสอนให้ทำเครื่องประดับจากวัสดุที่เกี่ยวข้องกับทะเล หรือจากลูกปัดและอุปกรณ์ที่หาได้รอบตัว ทำให้มิชิและลูกหลานเริ่มฝึกทำและลองผิดลองถูกด้วยมือของตัวเองทีละเส้น
เครื่องประดับแต่ละชิ้น จึงไม่ใช่เพียงของที่ทำขึ้นเพื่อขายให้ผู้คนผ่านไปมา แต่มีเรื่องราวของทะเลและชุมชนอยู่ในนั้น ทั้งสีสัน ลวดลาย และวิธีการร้อยที่เรียนรู้ร่วมกัน ขณะที่ เกาะพยาม จังหวัดระนอง มีช่วงเวลา “เปิดเกาะ” หรือช่วงไฮซีซัน ราวเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม ช่วงนี้เองที่เครื่องประดับชาวมอแกนมีโอกาสออกเดินทางจากเกาะไปสู่ผู้คนภายนอก บางชิ้นจะไปอยู่บนข้อมือหรือเป็นสร้อยคอของนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ ชาวต่างชาติ และจังหวัดอื่นๆ ขณะที่บางชิ้นถูกนำไปเป็นของฝากให้ผู้ที่ไม่เคยได้ยินชื่อชนเผ่าพื้นเมืองหรือชาติพันธุ์มอแกน
สำหรับมิชิ ช่วง 4 – 5 เดือนนี้คือฤดูกาลที่ “เสียงของชาวมอแกน” ได้เดินทางไปไกลกว่าชายฝั่ง ผ่านสร้อยคอและกำไลที่เธอนั่งร้อยลูกปัดอยู่หน้าบ้าน วันไหนลูกหลานออกทะเล หากเธอพอมีแรงก็จะนั่งทำหรือนั่งขายเครื่องประดับในชุมชน รอให้ลูกหลานกลับขึ้นฝั่งพร้อมของทะเล
บัตรรหัสศูนย์ กับสมบัติที่จับต้องได้ที่สุดของชาวมอแกน
สำหรับมิชิ ชีวิตของเธอแตกต่างจากบุญช่วยอย่างชัดเจน บุญช่วยเพิ่งได้รับบัตรประชาชนหลังเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 แต่จนถึงวันที่เรานั่งคุยกัน มิชิยังคงไม่มีบัตรประชาชน เธอเล่าว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา พยายามดำเนินเรื่องและพิสูจน์สิทธิของตัวเองมาโดยตลอด เพื่อยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนไทยพลัดถิ่น และควรได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานเช่นเดียวกับคนอื่น แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมา มีเพียง “บัตรรหัสศูนย์” เท่านั้น
“ไม่มีบัตรประชาชน มีเป็นบัตรรหัสศูนย์ ชาวมอแกนสมัยก่อน” เธออธิบาย
คำว่า “บัตรรหัสศูนย์” อาจเป็นสิ่งที่คนเมืองจำนวนมากเคยได้ยินหรืออาจจะไม่เคยได้ยิน แต่สำหรับชาวมอแกนบนเกาะพยาม จังหวัดระนอง นี่คือสัญลักษณ์ของการมีชีวิตและมีตัวตนบนแผ่นดินไทยแม้จะยังไม่ถูกยอมรับเต็มที่ในระบบ บัตรใบนี้ยืนยันว่ามิชิมีตัวตนอยู่ในสายตารัฐระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่บัตรประชาชนเต็มรูปแบบเหมือนคนส่วนใหญ่ และยังผูกกับข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งสิทธิในการเดินทาง การเข้าถึงการรักษาพยาบาล การรับบริการจากหน่วยงานรัฐ และสิทธิบางอย่างเกี่ยวกับที่ดินและที่อยู่อาศัย
เมื่อเปรียบเทียบเรื่องบัตรประชาชนของบุญช่วยกับ “บัตรรหัสศูนย์” ของมิชิ จะเห็นภาพชีวิตที่แตกต่างกันชัดเจน แม้ทะเลจะยืนยันการมีอยู่ของมิชิในทุกวัน เธอยังมีบ้าน มีทะเล มีชุมชน และผู้คนที่รู้จักกันทั้งเกาะ แต่สิทธิพื้นฐานบางอย่าง เช่น การมีบัตรประชาชน กลับไม่ใช่เรื่องง่ายที่เธอจะพิสูจน์ตัวตนให้สอดคล้องกับระบบรัฐ
และเมื่อมองกลับไปที่คำว่า “ทะเลคือสมบัติของมอแกน” จะเห็นว่าไม่ได้หมายถึงเพียงทะเลที่มีปลา หอย หรือทรัพยากรให้หากินเท่านั้น แต่ยังสะท้อนอีกด้านว่าสำหรับคนที่ยังไม่มีบัตรประชาชนเต็มใบ สิ่งที่จับต้องได้และมั่นคงที่สุดในชีวิต คือทะเล บ้าน และชุมชนที่อยู่ตรงหน้าของเธอ สิ่งเหล่านี้หล่อเลี้ยงชีวิตและยืนยันตัวตนของเธอได้ในทุกวันนี้
จากบุญช่วยถึงมิชิ: บ้าน ทะเล และสิทธิในที่อยู่อาศัยของชาวมอแกน
หากวางเรื่องราวของบุญช่วยและมิชิ ชาวมอแกนสองคนไว้เคียงกัน จะเห็นเส้นชีวิตที่เดินทางไปคู่ขนานกันอยู่บนเกาะพยาม จังหวัดระนอง คนหนึ่งมีบัตรประชาชน ขณะที่อีกคนมีเพียงบัตรรหัสศูนย์ แต่สิ่งที่ทั้งคู่มีร่วมกันคือความผูกพันกับทะเลและบ้านเกิด
คนหนึ่งพูดเป็นภาษามอแกนว่า “อามะกามอย มอทะมาเล แอนทินิกา” ก่อนอธิบายเป็นภาษาไทยว่า “เรารักบ้านเรา เราไม่อยากย้ายไปไหน เราอยากอยู่ตรงนี้ตลอด ไม่อยากรื้ออะไรแล้ว” อีกคนหนึ่งบอกว่า “ถ้าไม่มีทะเล ชุมชนมอแกนก็เหมือนอดตาย เพราะทะเลคือสมบัติของมอแกน”
หากอยู่ตรงนั้นและใช้หัวใจฟัง จะเห็นว่าทั้งสองประโยคกำลังพูดถึงสิ่งเดียวกัน นั่นคือสิทธิในการดำรงชีวิตอยู่ในสถานที่ที่เรียกว่า “บ้าน” เพราะสำหรับชาวมอแกนบนเกาะพยาม บ้านไม่ได้หมายถึงสิ่งปลูกสร้างหรือที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ แต่บ้านคือทะเล คือชุมชน คือภาษา คือเรื่องเล่าบนเรือ คือความทรงจำกับไอบูมไอบาบ และคือวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำมาอย่างยาวนาน
ดังนั้น สิทธิในที่อยู่อาศัยของชาวมอแกนจึงไม่ใช่แค่การมีชื่อในทะเบียนบ้าน หรือมีเลข 13 หลักบนบัตรประชาชน หากแต่หมายถึงสิทธิที่จะยังได้อยู่กับทะเล อยู่ในชุมชนของตนเอง ออกเรือหาปลา หาหอย และใช้ชีวิตแบบมอแกนต่อไปได้อย่างมีศักดิ์ศรี
ในช่วงเวลาที่โครงการพัฒนาขนาดใหญ่อย่างแลนด์บริดจ์ ท่าเรือ และการถมทะเล เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น คำว่า “อามะกามอย มอทะมาเล แอนทินิกา” และ “ทะเลคือสมบัติของมอแกน” ไม่ได้หมายถึงการครอบครอง แต่สะท้อนถึงชีวิตและความผูกพันที่ทะเลหล่อเลี้ยงพวกเขามาตลอด ดังนั้นเสียงเหล่านี้จึงไม่ควรถูกได้ยินแล้วปล่อยผ่าน แต่ควรถูกรับฟังและนำมานับรวมไว้ในกระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของเกาะพยามและทะเลอันดามัน

การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกับสิทธิในที่อยู่อาศัย แต่กระบวนการตัดสินใจจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเสียงของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารข้อมูลที่เข้าใจง่าย การจัดเวทีในช่วงเวลาที่ผู้คนสามารถเข้าร่วมได้ การมีล่ามภาษาท้องถิ่น หรือผู้ที่ช่วยอธิบายให้ชุมชนเข้าใจอย่างชัดเจน รวมถึงการออกแบบแนวทางพัฒนาที่คำนึงถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความผูกพันกับทะเลที่ไม่อาจทดแทนได้
เพราะสิทธิในที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย มั่นคง และเคารพต่อวิถีชีวิตของแต่ละชุมชน คือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จึงชวนให้สังคมตั้งคำถามต่อโครงการพัฒนาขนาดใหญ่และย้ำกับผู้มีอำนาจตัดสินใจว่า การพัฒนาไม่ควรแลกมาด้วยการทำให้เสียงของผู้คนที่รักบ้านเกิดของตนเองที่สุดค่อยๆ เลือนหายไป ทั้งจากสายตาของสังคมและจากเอกสารของรัฐ เพราะสิทธิในที่อยู่อาศัยไม่ใช่เพียงการมี “ที่อยู่” แต่คือสิทธิในการใช้ชีวิตอย่างเป็นตัวของตัวเอง ท่ามกลางชุมชน ภาษา วัฒนธรรม และวิถีที่ผูกพันมาตลอดชีวิต




