Monday for human rights: ‘ครูแฮรี่’ เส้นทางสมาชิกแอมเนสตี้จากห้องเรียนสู่การปกป้องสิทธิหลังสมรสเท่าเทียมผ่าน

“เรามีตัวตน ไม่ก้มหัวศิโรราบ ลุกขึ้นเปล่งเสียงเพื่อทุกอัตลักษณ์ทางเพศ”

มิถุนายน 2568 ถนนจังหวัดบุรีรัมย์เต็มไปด้วยสีรุ้ง เสียงดนตรี และเสียงหัวเราะของผู้คนกว่าร้อยชีวิตที่มารวมตัวกันภายในงาน “ Buriram Pride Festival 2025 : ความเท่าเทียมทุกมิติของคนบุรีรัมย์ทุกคน” ท่ามกลางผู้คนที่เดินรณรงค์และเสียงจากเวทีเสวนาสาธารณะ มีสมาชิกแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยอยู่คนหนึ่ง ที่ไม่เพียงแต่มาเป็นผู้ร่วมงาน หากยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบกิจกรรมและขับเคลื่อนทุกย่างก้าวของงานนี้ นั่นคือ อนันตชัย โพธิขำ หรือที่เด็กนักเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองบุรีรัมย์รู้จักกันในชื่อ ‘ครูแฮรี่’

“เราเห็นเด็กและเยาวชนในพื้นที่อยากมีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็น ร่วมออกแบบงาน และจัดกิจกรรมด้านความหลากหลายและความเท่าเทียมทางเพศมากขึ้น มันทำให้เราเชื่อว่า เมื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย พวกเขาก็พร้อมจะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อสังคม”

-ครูแฮรี่เล่า-

ขับเคลื่อนทั้งในโรงเรียนและภาคอีสาน สะพานเชื่อมเสียงสู่การเปลี่ยนแปลง

การเคลื่อนไหวของเขาไม่ได้หยุดอยู่ที่งานพาเหรดหรือเวทีเสวนา ครูแฮรี่ยังทำงานอย่างต่อเนื่องในฐานะวิทยากร กระบวนกร และผู้ออกแบบกิจกรรมเพื่อเด็กและเยาวชนในภาคอีสาน เขาเป็นผู้ก่อตั้ง เครือข่ายนวัตกรเพื่อเยาวชนไทย (CITY) ซึ่งตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2563 เครือข่ายนี้เปรียบดั่งขบวนการเคลื่อนไหว (Movement) ที่เป็นฟันเฟือนสำคัญของขบวนการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก ความหลากหลาย และความเท่าเทียมทางเพศในพื้นที่ภาคอีสานของไทย

นอกจากนี้ ครูแฮรี่ยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเครือข่ายความหลากหลายทางเพศอีสาน (IGDN) ที่ทำงานต่อเนื่องมานานกว่า 4–5 ปี มูลนิธินี้เป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำหน้าที่เป็นเหมือน ‘สะพาน’ เชื่อมเสียงของผู้มีความหลากหลายทางเพศในอีสานไปสู่ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และเครือข่ายในระดับประเทศและระหว่างประเทศ สำหรับ IGDN ไม่เพียงส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในประเด็นสิทธิ ความเท่าเทียม และความเป็นธรรมระหว่างเพศ แต่ยังทำหน้าที่สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงาน องค์กร และชุมชน เพื่อให้ประเด็นเหล่านี้ถูกบรรจุไว้ในกระบวนการขับเคลื่อนสังคมและประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

สำหรับครูแฮรี่ การทำงานใน IGDN เปรียบเสมือนการได้มองเห็นสองโลกพร้อมกัน คือ โลกเล็กในโรงเรียนที่เขาสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ ได้เป็นตัวเอง และโลกใหญ่ของการผลักดันนโยบายที่เชื่อมโยงความฝันและความหวังของผู้คนทั้งภูมิภาคให้มาบรรจบกัน เพื่อให้ ‘ความเท่าเทียม’ ไม่ใช่แค่คำพูดสวยงาม แต่เป็นลมหายใจจริงๆ ของผู้คนในทุกมิติของชีวิต และรวมตัวกับเพื่อนนักขับเคลื่อนเพื่อก่อตั้ง สัปภาคีนอนไบนารี่เพื่อการระบุเพศ ที่เริ่มจากกลุ่ม 7 กลุ่มที่มาจากชุมชนที่มีผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นคณะทำงาน โดยผู้นำและผู้ก่อตั้งกลุ่มมีอัตลักษณ์ทางเพศ ‘นอนไบนารี่’ ที่มุ่งผลักดันกฎหมายเพื่อการระบุเพศที่หลากหลาย ขจัดการเลือกปฏิบัติ และยุติความรุนแรงทุกรูปแบบต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย

ผลักดันสิทธินอนไบนารี่

ครูแฮรี่ไม่ได้เพียงทำงานอยู่ในรั้วโรงเรียนหรือในขบวนพาเหรดเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในพลังเสียงร่วมกับ สัปภาคีนอนไบนารี่เพื่อการระบุเพศ กลุ่มเครือข่ายที่ลุกขึ้นมาช่วยกันขยับปรับโครงสร้างและทัศนคติเดิมๆ ของสังคม ด้วยการออกแถลงการณ์ใน ‘วันนอนไบนารี่สากล’ วันที่ 14 กรกฎาคม 2568 เสียงในแถลงการณ์นั้นหนักแน่น ชัดเจน และตรงไปถึงหัวใจของผู้คนที่ยังถูกมองข้ามในสังคม

“เรามีตัวตน เราไม่ก้มหัวศิโรราบ เราลุกขึ้นเปล่งเสียงเพื่อทุกอัตลักษณ์ทางเพศ”

ข้อความสั้นนี้คือการประกาศตัวว่าผู้มีความหลากหลายทางเพศที่อยู่นอกกรอบคำว่าชายและหญิงตามอัตลักษณ์ ไม่อาจถูกทำให้เลือนหายหรือถูกลดทอนความหมายได้อีกต่อไป ในแถลงการณ์เรียกร้องให้สังคมไทยและภาครัฐตระหนักว่า การจำกัดการระบุเพศเพียง ‘ผู้ชาย-MALE’ หรือ ‘ผู้หญิง -FEMALE’ บนเอกสารราชการ ไม่เพียงเป็นข้อจำกัดทางกฎหมาย แต่ยังเป็นการละเมิดสิทธิ ความเป็นมนุษย์ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

เนื้อหาแถลงการณ์ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังลึก ทั้งการเลือกปฏิบัติในระบบสาธารณสุข การไม่ยอมรับในสถาบันการศึกษา การขาดการคุ้มครองทางกฎหมาย และความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศในที่ทำงานและพื้นที่สาธารณะ พร้อมทั้งย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขการระบุเพศในเอกสารราชการ การออกกฎหมายที่รับรองสิทธิของบุคคลนอนไบนารี่ คนข้ามเพศ และบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และได้รับความเคารพเช่นเดียวกับคนทุกเพศในสังคม

สำหรับครูแฮรี่ การได้เป็นส่วนหนึ่งของแถลงการณ์นี้ไม่ใช่เพียงการลงชื่อสนับสนุน หากแต่เป็นการประกาศจุดยืนของเขาในฐานะครู นักเคลื่อนไหว และผู้ประสานเครือข่าย ว่าเสียงของเขาจะไม่เงียบลงจนกว่าความเท่าเทียมจะเป็นความจริงที่สัมผัสได้ในทุกโรงเรียน ทุกพื้นที่ทำงาน และทุกชุมชนในประเทศไทย

“ยังมีอะไรที่เราต้องทำอีกเยอะ เพราะการที่ประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว ก็ยังทำให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศมีสิทธิที่จำกัดอยู่ ยังไม่เท่าเทียมกับชายหญิงตามระบบ 2 เพศที่ยังเป็นความเชื่อพื้นฐานของคนส่วนใหญ่ในสังคมอยู่แม้แต่ในกฎหมายก็ยังไม่รับรอง”

ครูแฮรี่ – อนันตชัย โพธิขำ
สมาชิกแอมเนสตี้

หลังสมรสเท่าเทียม: ก้าวแรกที่ยังไม่เพียงพอ

ปี 2568 เป็นปีที่สังคมไทยก้าวข้ามเส้นแบ่งสำคัญ คือการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมในเดือนมกราคม เส้นทางการทำงานของครูแฮรี่และเพื่อนร่วมขบวนการจึงอาจโล่งขึ้นอีกนิด เพราะภาครัฐเริ่มเปิดพื้นที่และให้งบสนับสนุนกิจกรรม Pride มากขึ้น เช่นเดียวกับการทำงานเชิงเครือข่ายที่ขยายตัวในหลายจังหวัด แต่เขารู้ดีว่านี่เป็นเพียงก้าวแรก เพราะกฎหมายสมรสเท่าเทียมยังไม่สามารถลบข้อจำกัดด้านสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศได้ทั้งหมด เพราะยังมีเด็กและเยาวชนจำนวนมากไม่กล้าแสดงตัวตน ถูกกีดกันในโรงเรียน ครอบครัว ที่ทำงาน และแวดล้อมรอบตัว แม้จะมีกฎหมายแต่ยังพบความรุนแรงและอคติยังแฝงอยู่ในมุมมืดของสังคม รวมถึงเหตุฆาตกรรมและการคุกคามยังเกิดขึ้นจริง

 “ตอนนี้ยังมีเด็กและเยาวชนที่ไม่กล้าแสดงออกเกี่ยวกับเรื่องอัตลักษณ์หรือตัวตนทางเพศที่หลากหลายที่ไม่ใช่ชายและหญิง ทั้งในพื้นที่ครอบครัว ในพื้นที่ทำงาน หรือพื้นที่สาธารณะ”

 “กฎหมายยังมีเรื่องที่อ่อนแอและยังไม่มีกฎหมายที่รับรองสิทธิและความปลอดภัยของผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่เข้าใจถึงความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งความไม่เข้าใจนี้ก็อาจจะเป็นพื้นฐานที่นำไปสู่ความเกลียดชังและเกลียดกลัวผู้มีความหลากหลายทางเพศได้”

ห้องเรียนในฐานะพื้นที่ปลอดภัย

ในห้องเรียนที่บนกระดานและเนื้อหายังคงเต็มไปด้วยบทเรียนวิชาสังคมศึกษา ครูแฮรี่ ไม่ได้มอบเพียงความรู้ด้านรัฐศาสตร์หรือหน้าที่พลเมืองให้กับเด็กเท่านั้น หากยังสอดแทรกสิ่งที่เขาเชื่อว่ามีคุณค่าไม่แพ้กัน นั่นคือ ความเข้าใจในความหลากหลายทางเพศ เขานำองค์ความรู้จากแนวทางสากลอย่าง The Gender Unicorn ที่ไม่ได้มีเพียงในตำรา แต่ยังนำห้องเรียนเป็นพื้นที่ทดลองและสร้างความเข้าใจในเรื่องสิทธิและอัตลักษณ์ทางเพศ มาใช้เป็นเครื่องมือให้เด็กได้เรียนรู้และสำรวจ ‘มิติทางเพศของตนเอง’ ผ่านกรอบคิด SOGIESC (โซจีส) หรือ ‘5 มิติทางเพศ’ ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยอธิบายมิติความหลากหลายทางเพศได้อย่างชัดเจนและแยกออกเป็นองค์ประกอบอิสระต่อกัน ได้แก่

1.Gender Identity หรือ อัตลักษณ์ทางเพศ คือ สำนึกทางเพศ มันคือความรู้สึกข้างในตัวเองที่บ่งบอกว่าตัวเองเป็นชาย เป็นหญิง เป็นคนข้ามเพศ นอกจากนี้บางกลุ่มอาจนิยามสำนึกทางเพศของตัวเองว่าเป็นนอนไบนารี่ เพราะไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นชายและหญิงตามบรรทัดฐานของสังคมที่ยึดตามกรอบเพศแค่สองเพศ

2.Gender Expression หรือ การแสดงออกทางเพศ เป็นสิ่งที่แสดงออกมาภายนอก ร่างกาย บุคลิก กิริยาท่าทาง การแต่งกาย การแต่งหน้าทำผม หรือน้ำเสียง การพูดลงท้ายด้วย ครับ หรือค่ะ รวมไปถึงสิ่งของที่เราชอบ 

3.Sex Assigned at Birth หรือ เพศที่ถูกกำหนดเมื่อแรกเกิด รัฐเป็นผู้กำหนดผ่านแพทย์ที่รับผิดชอบทำคลอด ซึ่งจะใช้เกณฑ์จากลักษณะของอวัยวะเพศเป็นหลักในการตัดสินว่าใครเป็นชายหรือหญิง รวมทั้งอินเตอร์เซ็กส์ (intersex) ที่เกิดมาพร้อมความหลากหลายทางลักษณะทางเพศตามธรรมชาติ โดยดูลักษณะทางชีววิทยา ฮอร์โมน และโครโมโซม ซึ่งโครโมโซมจะใช้เป็นตัวบ่งชี้เพศของคนเราได้อีกด้วย

4.Physically Attracted to หรือ ความดึงดูดทางร่างกาย คือ มีอารมณ์ทางเพศหรือความรู้สึกทางเพศกับใครหรือว่าคนเพศใด เป็นเรื่องของทางกาย โดยมีปัจจัยหลายอย่าง เช่น อัตลักษณ์ทางเพศ (Gender Identity) หรือจากการแสดงออกในความเป็นเพศ (gender expression) เป็นต้น

5.Emotionally Attracted to หรือ ความดึงดูดทางใจ คือ ความรู้สึกทางใจที่ผูกพัน ยึดติด หรือมีความรัก/ชอบ กับคนในเพศต่างๆ โดยมีปัจจัยหลายปัจจัย

แม้กรอบคิดนี้จะได้รับการกล่าวถึงโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และหลักการยอกยาการ์ตาในฐานะเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ แต่ในสังคมไทย ความรู้เหล่านี้ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบ มักรู้จักกันเพียงในชุมชนหรือกลุ่มคนที่ทำงานขับเคลื่อนประเด็นสิทธิทางเพศ ขณะที่ครูแฮรี่พยายามทำให้เรื่องนี้ก้าวข้ามกำแพงนั้น เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ว่าเพศไม่ใช่กรอบที่ตายตัว และการเคารพตัวตนของกันและกันคือรากฐานของสังคมที่เป็นธรรม

 ปัจจุบันหัวข้อเช่นนี้จะยังไม่ปรากฏในหลักสูตรเพศศึกษาหรือเพศวิถีของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ครูแฮรี่ยังเลือกจะพาเข้าห้องเรียนด้วยตัวเอง เพราะเขาเชื่อว่า การขาดความรู้ในส่วนนี้คือรากฐานของความเข้าใจผิดและอคติที่ฝังรากในสังคมเกี่ยวกับผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ

แม้โรงเรียนที่เขาสอนจะมี ห้องน้ำ All Gender Restroom หรือห้องน้ำสำหรับทุกเพศอยู่แล้ว แต่การสร้างเพิ่มหรือทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติยังไม่เกิดขึ้นง่ายๆ เขารู้ดีว่านี่คือเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของการสร้างพื้นที่ปลอดภัย และยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เข้าใจในสิ่งที่เขากำลังทำ ขณะที่บางคนถึงขั้นขัดขวางด้วยความหวาดระแวง แต่สิ่งนั้นอาจจะไม่ผิด แต่เป็นบททดสอบว่าสังคมไทยจะสื่อสาร สร้างความเข้าใจ เพื่อลดช่องว่าง ช่องโหว่เรื่องอคติทางเพศตรงนี้กันต่อไปอย่างไร

“เราทำงานเพื่อความเป็นธรรมในสังคม ส่งเสริมสิ่งที่ควรจะเป็นให้กับเด็กและเยาวชน ช่วยเหลือเด็กให้มีพื้นที่ที่ปลอดภัย เราไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย ไม่ได้เกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองอย่างที่บางคนพยายามจะโยง”

-ครูแฮรี่-

ชุมนุมรัฐศาสตร์และความหลากหลายทางเพศ

หนึ่งในกิจกรรมที่ครูแฮรี่ภูมิใจคือการเปิด ชุมนุมรัฐศาสตร์และความหลากหลายทางเพศ ในโรงเรียน ให้เป็นพื้นที่ที่เด็กได้พัฒนาความรู้ด้านรัฐศาสตร์ควบคู่กับการเข้าใจความหลากหลายทางเพศ กิจกรรมนี้ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับหลักสูตรสังคมศึกษาและวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมทักษะทางวิชาการและสังคมในเวลาเดียวกัน เขายอมรับว่า บางครั้งอดอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมกิจกรรมที่ส่งเสริมความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพกลับถูกตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“มันไม่ดีตรงไหน เราก็งง…มีกฎหมายที่ห้ามเด็กเรียนเรื่องนี้ด้วยเหรอ ก็ไม่มี”

-ครูแฮรี่-

เพราะในที่สุดแล้ว การทำงานด้านนี้ไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ หากแต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ครูแฮรี่บอกว่าตัวเองมีความสุขเมื่อได้เห็นแววตาของเด็กที่เข้าใจตัวเองมากขึ้น กล้าพูด กล้าแสดงออก และกล้าที่จะเป็นตัวเอง พร้อมขอบคุณทุกคนรอบตัวที่ยังคงมองเขาในแง่บวก สนับสนุน และเชื่อมั่นในสิ่งที่เขากำลังทำ

มองไปข้างหน้า: สร้างเครือข่ายและความเข้าใจ

เมื่อมองไปข้างหน้า ครูแฮรี่เห็นภาพของสังคมที่เปิดกว้างกว่าเดิม สังคมที่ความหลากหลายทางเพศไม่ใช่เพียงประเด็นถกเถียง แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและความเข้าใจร่วมกันของผู้คน เขาหวังว่าในอีก 3–5 ปีข้างหน้า การเคลื่อนไหวที่เขามีส่วนร่วมเรื่องความหลากหลายทางเพศ จะเดินไปบนเส้นทางของการสร้าง ‘การตระหนักรู้’ และ ‘ความเข้าใจ’ ที่มีมากขึ้นกว่าเดิมแม้สมรสเท่าเทียมจะมีกฎหมายบังคับใช้แล้ว ด้วยองค์ความรู้ที่เขาและเพื่อนร่วมเส้นทางมี ทุกอย่างยังต้องพัฒนาต่อไปอยู่เสมอสำหรับครูแฮรี่

การสร้างเครือข่ายยังเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ เขาอยากเห็นทีมงานและเพื่อนนักขับเคลื่อนเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับวิธีการทำงานที่คำนึงถึงทั้งสุขภาพและความปลอดภัยของทุกคนที่อยู่ในภาคสนาม เพราะเขารู้ว่าการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมไม่ใช่เส้นทางสั้น แต่ต้องอาศัยระยะเวลาในการทำงาน และสำหรับครูแฮรี่คาดหวังว่า ไม่มีใครควรล้มกลางทางเพราะหมดแรงหรือหมดกำลังใจ

“ไม่ว่าทรัพยากรจะเป็นองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ เวลา หรือแม้แต่งบประมาณ การมีเครือข่ายและชุมชนคอยเสริมพลังให้กันสำคัญมาก ถึงจะท้อบ้าง ล้มบ้าง เราก็ลุกขึ้นมาใหม่ได้เสมอ”

และเมื่อเอ่ยถึงบทบาทของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ครูแฮรี่ฝากข้อความถึงผู้ที่กำลังตัดสินใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งหากสนใจเรื่องการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิมนุษยชนในไทยและทั่วโลกว่าสามารถทำได้หากใจต้องการ

“การสมัครสมาชิกแอมเนสตี้ฯ จะทำให้มีความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับตัวคุณเอง คนรอบข้าง และงานที่คุณทำ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือมีอาชีพอะไร สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน มาสมัครแล้วเรามาพบกัน” 

คำพูดเหล่านี้ไม่ใช่เพียงคำชวนสมัครสมาชิก แต่คือคำชวนให้ร่วมเดินทางบนเส้นทางเดียวกัน เส้นทางที่เขาเริ่มเดินมากับแอมเนสตี้ ประเทศไทย เริ่มตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เรื่องราวของครูแฮรี่กับแอมเนสตี้ได้เริ่มต้นขึ้น…

เมื่อมองย้อนกลับไปยังบทสัมภาษณ์ในปี 2567 เรื่องราวของครูแฮรี่ยังคงเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการขับเคลื่อนสิทธิจากจุดเล็กๆ ในโรงเรียนสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ หนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้ชื่อของเขาเป็นที่พูดถึง คือการผลักดันให้โรงเรียนมี ห้องน้ำ All Gender Restroom จุดเริ่มต้นเกิดจากเสียงของผู้ปกครองเพียงคนเดียวที่กล้าลุกขึ้นพูดในที่ประชุมว่า ลูกหลาน LGBTQIAN+ ไม่กล้าเข้าห้องน้ำชายหรือหญิงแบบเดิมๆ จนผู้อำนวยการโรงเรียนรับเรื่องและลงมือสร้างทันที ครูแฮรี่ยังแนะนำให้ใช้ชื่อห้องน้ำที่เปิดให้ทุกเพศสามารถใช้ร่วมกันได้ ไม่จำกัดว่าเป็นใคร เพื่อให้เด็กๆ ที่ยังอยู่ในช่วงค้นหาตัวตนหรือยังไม่พร้อมเปิดเผยตัวเองสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยและสบายใจ

เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจจากทั้งสื่อท้องถิ่น สื่อระดับประเทศ และแม้กระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็มาดูงานด้วยตนเอง แต่ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย หากเกิดจากการสะสมประสบการณ์และองค์ความรู้ที่ครูแฮรี่เก็บเกี่ยวมาตั้งแต่สมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อปี 2551 ซึ่งเป็นปีที่เขาเข้าร่วม ค่ายเยาวชนเพื่อสิทธิมนุษยชนของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และสมัครเป็นสมาชิกตั้งแต่ตอนนั้น

เสียงครูแฮรี่ สมาชิกแอมเนสตี้ ประเทศไทย

ตลอดเส้นทาง เขาเคยฝึกงานกับแอมเนสตี้ ออกแบบค่ายสิทธิมนุษยชน จัดอบรมให้โรงเรียนและชุมชน จนกระทั่งปัจจุบันยังคงเป็นครูสังคมศึกษาในโรงเรียนมัธยมที่จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมควบคู่บทบาทกรรมการมูลนิธิเครือข่ายความหลากหลายทางเพศอีสาน และผู้ก่อตั้งเครือข่ายนวัตกรเพื่อเยาวชนไทย (CITY) เพื่อทำงานด้านสิทธิเด็ก สิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียมทางเพศ ในห้องเรียน ครูแฮรี่ใช้แนวคิด SOGIESC (โซจีส) และสถานการณ์สิทธิบนโลกแห่งความจริงเป็นสื่อการเรียน เพื่อให้วิชาหน้าที่พลเมืองไม่ใช่เพียงเรื่องกฎหมายหรือหน้าที่ แต่เชื่อมโยงกับการเรียนรู้ผู้อื่น เข้าใจตนเอง และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเคารพ

“อันดับแรกได้องค์ความรู้ ซึ่งสำคัญมาก เราเป็นครูวิชาสังคม องค์ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องสำคัญมาก นอกจากองค์ความรู้ เราได้เรียนรู้วิธีทำสื่อการเรียนรู้ และยังได้รู้จักเครือข่าย เราได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากคนหลากหลายสาขาอาชีพ”

ครูแฮรี่เชื่อว่าการเป็นสมาชิกแอมเนสตี้ไม่ใช่เพียงการรับข่าวสารด้านสิทธิ แต่คือการได้เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันประเด็นสำคัญในสังคม และยืนหยัดร่วมกับผู้คนที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง

“สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือมีอาชีพอะไร มาสมัครสมาชิกแอมเนสตี้แล้วมาพบกันนะ”

นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องราวของครูคนหนึ่งในโรงเรียนเล็กๆ แต่เป็นอีกเรื่องราวของพลังของคนธรรมดา ที่เมื่อมารวมกับเครือข่ายและความเชื่อมั่นในคุณค่าของสิทธิ จะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้สังคมก้าวไปข้างหน้าได้จริง หากมาเป็นส่วนหนึ่งกับแอมเนสตี้ ประเทศไทย

“เราจะได้ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน ได้เพื่อนใหม่จากหลากหลายวงการ และได้เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันประเด็นที่ใหญ่กว่าเราทำเองคนเดียว สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือทำอาชีพอะไร สามารถมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับแอมเนสตี้ ประเทศไทยได้”

เสียงของ ครูแฮรี่ สมาชิกแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ที่ไม่เพียงสอนหนังสือ แต่สอนให้เด็กและเยาวชนรู้จักสิทธิของตนเอง กล้าที่จะเป็นตัวเอง และมองเห็นคุณค่าของการเคารพผู้อื่น เรื่องราวของครูแฮรี่จากห้องเรียนสู่เวทีรณรงค์ จากการผลักดันห้องน้ำ All Gender Restroom ไปจนถึงการเป็นผู้นำขบวน Pride สะท้อนว่าพลังของสมาชิกคนหนึ่งสามารถสร้างแรงกระเพื่อมที่ไกลเกินกว่าที่คาดคิด หากคุณเชื่อเหมือนครูแฮรี่ ว่าสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน และพร้อมจะใช้เสียงของคุณเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง 

ชวนมาสมัครเป็นสมาชิกแอมเนสตี้ ประเทศไทย  https://bit.ly/46YjjTG  เพื่อร่วมยืนหยัดเคียงข้างผู้ถูกละเมิดสิทธิ ส่งต่อความรู้ และผลักดันให้สังคมไทยและโลกใบนี้เดินหน้าไปด้วยกัน เพราะเมื่อเราอยู่ร่วมกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ เสียงของเราจะไม่มีวันถูกทำให้เงียบอีกต่อไป 

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน