การใช้สิทธิในเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของประชาชน สำหรับแสดงออกถึงความคิดเห็นของตน แสดงความไม่เห็นด้วย และเรียกร้องความเป็นธรรมต่อรัฐในประเด็นต่างๆ โดยในปี 2568 ได้แสดงให้เห็นว่ายังมีประชาชนจำนวนมากออกใช้สิทธิดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
สิทธิในเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบ ได้รับการรับรองในกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) หรือ ICCPR มาตรา 21 ซึ่งประเทศไทยเป็นรัฐภาคี จึงมีพันธกรณีโดยตรงในการเคารพ คุ้มครอง และส่งเสริมสิทธิดังกล่าว รวมถึงต้องประกันว่าการจำกัดสิทธิจะกระทำได้เฉพาะเท่าที่จำเป็น ได้สัดส่วน และเป็นไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุมประท้วงโดยสงบ ยังคงเผชิญกับอุปสรรคจำนวนมากในปีที่ผ่านมา เช่น ข้อจำกัดจากการบังคับใช้กฎหมาย มาตรการของรัฐ และการดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุม
จากการติดตามสถานการณ์การชุมนุมตลอดปี 2568 ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย สะท้อนให้เห็นภาพรวมของการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน รวมถึงการจำกัดสิทธิ และประเด็นที่ประชาชนออกมาเรียกร้องต่อรัฐอย่างต่อเนื่อง
ภาพรวมการชุมนุมในปี 2568
ตลอดปี 2568 มีการชุมนุมสาธารณะในประเทศไทย อย่างน้อย 176 การชุมนุม หากนับจำนวนวันของการปักหลักชุมนุมหรือการชุมนุมต่อเนื่อง จะพบว่ามีเหตุการณ์การชุมนุมเกิดขึ้น มากกว่า 673 ครั้ง

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า การชุมนุมยังคงเป็นกลไกสำคัญที่ประชาชนใช้ในการสื่อสารข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล แม้จะมีข้อจำกัดทางกฎหมายและมาตรการควบคุมจากรัฐ
ประเด็นการชุมนุม: สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมยังคงเป็นประเด็นเรียกร้องหลัก
เมื่อพิจารณาประเด็นของการชุมนุม พบว่า สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ESCR) เป็นประเด็นที่มีจำนวนมากที่สุด

ข้อมูลนี้สะท้อนว่าการชุมนุมจำนวนมากเป็นการเรียกร้องสิทธิของประชาชนในประเด็นสิทธิที่หลากหลาย ทั้งสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง สิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ รวมไปถึงเรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน สิทธิในที่อยู่อาศัย สิทธิแรงงาน สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี และประเด็นอื่นๆ
การดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุม
แม้ว่าการชุมนุมจำนวนมากจะเกิดขึ้นโดยสงบ แต่ยังคงมีการใช้กฎหมายดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 5 คดีภายใต้ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมีไม่เกิด 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล (มาตรา 7) และการไม่แจ้งการชุมนุมล่วงหน้า (มาตรา 10)

โดยมาตรา 7 วรรคท้าย กำหนดให้สามารถประกาศห้ามการชุมนุมในรัศมีไม่เกิน 50 เมตรรอบสถานที่สำคัญของรัฐ เช่น รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล และศาล เพื่อเหตุผลด้านความปลอดภัยสาธารณะและความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ส่วนอีก 1 คดีเกี่ยวข้องกับการไม่แจ้งการชุมนุมล่วงหน้า ตามมาตรา 10 ได้กำหนดให้ผู้จัดการชุมนุมต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง และกำหนดข้อจำกัดเกี่ยวกับพื้นที่การชุมนุม ซึ่งในทางปฏิบัติถูกใช้เป็นเครื่องมือควบคุมหรือจำกัดการชุมนุมในบางกรณี
“แม้การชุมนุมส่วนใหญ่จะเป็นไปโดยสงบ แต่ตลอดปี 2568 สิทธิในการชุมนุมของประชาชนไทยยังคงถูกจำกัดอย่างเป็นระบบ ผ่านกฎหมาย นโยบาย และการปฏิบัติของรัฐที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ”
ตัวอย่างกรณีที่มีการใช้คำสั่งห้ามชุมนุม
ตัวอย่างกรณีที่มีการใช้คำสั่งห้ามชุมนุมและข้อจำกัดด้านพื้นที่ ได้แก่
การยุติการชุมนุมคัดค้านร่างกฎหมายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่งผู้ชุมนุมเรียกร้องให้มีการทบทวนนโยบายที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ภาคใต้
การห้ามการชุมนุมของเครือข่าย “คนอยู่กับป่า” และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) บริเวณทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นการรวมตัวเพื่อเรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกินและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ
การกำหนดให้ผู้ชุมนุมย้ายพื้นที่การชุมนุมไปยังบริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติ แทนพื้นที่ใกล้หน่วยงานรัฐที่เป็นเป้าหมายของข้อเรียกร้อง
การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อต่อต้านการเดินทางเยือนประเทศไทยของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำคณะรัฐประหารเมียนมา ซึ่งผู้จัดกิจกรรมถูกกล่าวหาว่าไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดการแจ้งการชุมนุมล่วงหน้า 24 ชั่วโมงตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นทั่วไปฉบับที่ 37 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ การจำกัดสิทธิในการชุมนุมต้องเป็นไปตามหลัก ความจำเป็น (necessity) และ ความได้สัดส่วน (proportionality) และไม่ควรถูกใช้ในลักษณะเหมารวมเพื่อจำกัดสิทธิของประชาชน

การติดตามสถานการณ์โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย พบว่าการออกคำสั่งห้ามชุมนุมหลายกรณีเกิดขึ้นก่อนการชุมนุมจะเริ่มขึ้น และไม่ได้พิจารณาพฤติการณ์ของผู้ชุมนุมเป็นรายกรณี
แนวโน้มการควบคุม
- ควบคุมตัวโดยไม่แจ้งข้อกล่าวหา
- เจ้าหน้าที่เน้น “ควบคุม” มากกว่า “อำนวยความสะดวก”
- ตั้งแนวรั้ว / ใช้กำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมาก
- บันทึกภาพผู้ชุมนุม
การชุมนุมสำคัญที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง
การชุมนุมหลายกรณีในปี 2568 สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประชาชนต้องเผชิญ โดยเฉพาะประเด็นสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิพลเมืองและการเมือง สิทธิแรงงาน และการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย

- การคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด
ประชาชนในจังหวัดนครราชสีมาออกมาชุมนุมต่อเนื่องเพื่อคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช โดยชุมชนแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แหล่งน้ำ และที่ดินทำกินของประชาชนในพื้นที่
- การคัดค้านกฎหมายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)
เครือข่ายภาคประชาชนในภาคใต้จัดกิจกรรมเดินขบวนและการชุมนุมหลายครั้ง เพื่อคัดค้านร่างกฎหมายที่อาจเปิดทางให้เกิดโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ โดยประชาชนกังวลว่ากฎหมายดังกล่าวอาจนำไปสู่การแย่งยึดที่ดินและการพัฒนาที่ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน
- การชุมนุมของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move)
เครือข่ายประชาชนจากหลายจังหวัดเดินทางมายังกรุงเทพมหานครเพื่อเรียกร้องการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน สิทธิชุมชน และการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ
การชุมนุมดังกล่าวสะท้อนปัญหาที่ดินและทรัพยากรซึ่งยังคงเป็นข้อเรียกร้องสำคัญของภาคประชาชนมาอย่างยาวนาน
- การชุมนุมของแรงงานยานภัณฑ์
อดีตคนงานยานภัณฑ์เกือบ 3,000 คน ปักหลักชุมนุมยาวนานกว่า 252 วัน เพื่อเรียกร้องค่าชดเชยจากการเลิกจ้างและความเป็นธรรมด้านแรงงาน
การชุมนุมนี้กลายเป็นหนึ่งในการชุมนุมแรงงานที่ยาวนานที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และสะท้อนความท้าทายของระบบคุ้มครองแรงงานในประเทศไทย
- การผลักดันร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับประชาชน
การผลักดันร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับประชาชนเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่นำไปสู่การชุมนุมอย่างต่อเนื่องในปี 2568 โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคม ภาคประชาชนได้จัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบเพื่อเรียกร้องให้รัฐสภารับหลักการร่างกฎหมายดังกล่าว อาทิ กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “พวกเราคือนักโทษการเมือง” ที่หน้าศาลอาญา รวมถึงการชุมนุมติดตามการพิจารณาร่างกฎหมายบริเวณรัฐสภาและพื้นที่สาธารณะในกรุงเทพฯ อย่างใกล้ชิด แต่ท้ายที่สุดรัฐสภากลับมีมติไม่เห็นชอบร่างฉบับประชาชน สะท้อนข้อจำกัดของช่องทางเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหาคดีจากความขัดแย้งทางการเมือง

สิทธิในการชุมนุมยังคงต้องได้รับการคุ้มครอง
การชุมนุมสาธารณะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ประชาชนใช้ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคม โดยเฉพาะเมื่อช่องทางอื่นในการมีส่วนร่วมถูกจำกัด
รัฐมีหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศที่จะต้อง เคารพ คุ้มครอง และอำนวยความสะดวกต่อการใช้สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ
การจำกัดสิทธิในการชุมนุมควรเกิดขึ้นเฉพาะในกรณีที่จำเป็นอย่างแท้จริง และต้องเป็นไปตามหลักความได้สัดส่วน เพื่อไม่ให้กฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปิดกั้นเสียงของประชาชน และการจำกัดสิทธิส่วนใหญ่ก็ไม่สอดคล้องกับหลักการ ICCPR
สถานการณ์ในปี 2568 จึงสะท้อนให้เห็นว่า แม้ประชาชนยังคงใช้การชุมนุมเป็นช่องทางในการเรียกร้องสิทธิ แต่การคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบในประเทศไทยยังคงเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการติดตามและผลักดันอย่างต่อเนื่อง


