ระหว่างวันที่ 10 ถึง 21 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เหล่าผู้นำโลก นักวิทยาศาสตร์ นักเคลื่อนไหว นักเจรจา นักการทูต รวมถึงกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง และชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ได้รวมตัวกัน ณ เมืองเบเลม ประเทศบราซิล เพื่อเข้าร่วมการประชุม COP30
COP หรือ การประชุมรัฐภาคี (Conference of Parties) คือการประชุมประจำปีภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญที่นานาประเทศจะร่วมกันกำหนดทิศทางและพันธสัญญาเพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้
การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่วิกฤตที่สุด เนื่องจากเป็นครั้งแรกหลังจากมีรายงานยืนยันว่าอุณหภูมิโลกได้พุ่งทะลุขีดจำกัดก่อนยุคอุตสาหกรรมมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเส้นตายสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ได้เตือนมาอย่างยาวนานว่า หากล่วงเลยจุดนี้ไปจะนำไปสู่หายนะทางสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและขยายวงกว้าง สถานการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่เราต้องก้าวออกมาร่วมมือกันอย่างกล้าหาญและจริงจัง
ดังนั้น การยึดถือสิทธิมนุษยชนให้เป็นศูนย์กลางของนโยบายสภาพภูมิอากาศจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ผู้นำโลกจะต้องยืนหยัดต้านทานแรงกดดันจากกลุ่มผลประโยชน์ พร้อมทั้งสนับสนุนการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม อีกทั้งต้องปกป้องคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ผู้ซึ่งยืนหยัดอยู่ในแนวหน้าของวิกฤตนี้ ให้ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ
นอกจากนี้ ผู้นำยังมีโอกาสสำคัญที่จะตกลงเพิ่มวงเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศในรูปแบบของ ‘เงินให้เปล่า’ (Grants) แทนการเป็น ‘เงินกู้’ เพื่อช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัสที่สุด โดยไม่สร้างภาระหนี้สินผูกพันให้แก่พวกเขาจนเกินรับไหว
แม้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะชี้ชัดว่า กิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล คือต้นเหตุหลักของภาวะโลกร้อน แต่หากพวกเราร่วมมือกันอย่างจริงจัง หนทางในการสร้างอนาคตที่มีความยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศก็ยังคงเป็นไปได้
การประชุม COP คืออะไร?
COP หรือ การประชุมรัฐภาคี ถือเป็นวาระสำคัญประจำปีที่นานาประเทศมารวมตัวกันเพื่อผนึกกำลังสร้างพันธสัญญาที่ชัดเจน และร่วมกันพัฒนากลไกในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เพราะชั้นบรรยากาศเปรียบเสมือนสมบัติสาธารณะของมวลมนุษยชาติ การทำงานร่วมกันจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้ ในฐานะองค์กรที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดภายใต้ ‘กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ (UNFCCC) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1994
เวที COP จึงทำหน้าที่หลักในการอำนวยความสะดวกให้เกิดการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายของ ข้อตกลงปารีสปี 2015
ทั้งนี้ สถานที่จัดการประชุมจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปในแต่ละปี และสำหรับปีนี้ การประชุมครั้งที่ 30 หรือ COP30 จะถูกจัดขึ้น ณ เมืองเบเลม ประเทศบราซิล
เหตุใด COP30 ปีนี้จึงสำคัญเป็นพิเศษ?
แม้ในการประชุม COP ครั้งก่อนหน้านี้ เหล่าผู้นำโลกต่างเคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ทว่าในปี 2024 โลกกลับพุ่งทะลุขีดจำกัดวิกฤตนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซ้ำร้ายในบางภูมิภาคยังเผชิญกับอัตราความร้อนที่เพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่านั้นเสียอีก
ผู้เชี่ยวชาญได้ออกโรงเตือนว่า หากเราไม่เร่งแก้ไขสถานการณ์ โลกอาจมีอุณหภูมิสูงขึ้นกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 2.8 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 ซึ่งนั่นหมายถึง ‘มหันตภัย’ สำหรับเพื่อนมนุษย์นับพันล้านชีวิตและระบบนิเวศทั่วโลก
แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ ในขณะที่วิกฤตกำลังทวีความรุนแรง รัฐบาลหลายประเทศกลับดำเนินนโยบายที่สวนทางด้วยการสนับสนุนอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้น เราเห็นสัญญาณถดถอยที่น่ากังวล ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายด้านความยั่งยืนฉบับสำคัญในสหภาพยุโรปที่กำลังถูกคุกคาม รัฐบาลแคนาดาที่ผ่อนคลายกฎระเบียบเกี่ยวกับการสกัดและการแปรรูปเชื้อเพลิงฟอสซิล หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกาที่กำลังกดดันประเทศอื่นๆ ให้ชะลอการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ เพียงเพื่อจะขายเชื้อเพลิงฟอสซิลของตนเอง
รัฐบาลทั่วโลกต้องยุติความย้อนแย้งนี้และลงมือทำทันที เพื่อหยุดยั้งการปล่อยมลพิษจากเชื้อเพลิงฟอสซิลและจัดการกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง
จับตาบราซิล: ความขัดแย้งระหว่างคำพูดกับการกระทำ
ในปีนี้ ทั่วโลกต่างจับจ้องไปที่เวที COP เป็นพิเศษ เนื่องจากบราซิลในฐานะประเทศเจ้าภาพ กลับกำลังเร่งขยายการสกัดเชื้อเพลิงฟอสซิลไปทั่วประเทศ ซึ่งสวนทางกับบทบาทที่ควรจะเป็น
โดยเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา รัฐบาลบราซิลได้ออกใบอนุญาตให้แก่ ‘Petrobras’ บริษัทน้ำมันรัฐวิสาหกิจ เพื่อเดินหน้าขุดเจาะน้ำมันบริเวณปากแม่น้ำอเมซอน การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่จะสร้างผลเสียร้ายแรงต่อสภาพภูมิอากาศ แต่ยังทำลายสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นอย่างย่อยยับ ทั้งระบบนิเวศ แหล่งน้ำ และผืนดิน ยิ่งไปกว่านั้น โครงการนี้ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชนพื้นเมืองและชุมชนดั้งเดิมในภูมิภาค ได้แก่ ชาว Karipuna, Palikur-Arukwayene, Galibi Marworno และ Galibi Kali’na ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ไม่เคยได้รับการปรึกษาหารือใดๆ เกี่ยวกับโครงการนี้เลย
การเร่งอนุมัติโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลในลักษณะนี้ ถือเป็นความย้อนแย้งที่ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับภาพลักษณ์ที่บราซิลกำลังพยายามสร้างในฐานะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศของโลก
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกระทบกับสิทธิมนุษยชนอย่างไร?
มนุษย์ทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ และยั่งยืน แต่เมื่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้น สิทธิขั้นพื้นฐานเหล่านี้กลับถูกคุกคามอย่างหนักหน่วง เห็นได้จากภัยแล้งที่ยาวนานซึ่งทำลายผลผลิตทางการเกษตร นำไปสู่ภาวะขาดแคลนอาหารและราคาที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้จำนวนผู้หิวโหยทั่วโลกที่เคยลดลงอย่างต่อเนื่องมานานหลายทศวรรษ กลับดีดตัวเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง ความขาดแคลนเหล่านี้ได้จุดชนวนให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากร ซึ่งนำไปสู่การพลัดถิ่น การอพยพย้ายถิ่น และความขัดแย้ง อันเป็นต้นตอของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรูปแบบอื่นๆ ตามมา
ภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบต่อพวกเราทุกคน ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ ณ มุมใดของโลก มลพิษทางอากาศทวีความรุนแรงขึ้นจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลและไฟป่า แมลงพาหะนำโรคได้แพร่กระจายเข้าสู่พื้นที่ที่ไม่เคยมีพวกมันมาก่อน ในขณะที่ความร้อนระอุได้คร่าชีวิตคนงานกลางแจ้ง และเพิ่มอัตราการเสียชีวิตของผู้คนในบ้านพักคนชราและสถานพยาบาล ซ้ำร้ายพายุที่ทวีความรุนแรงจนก่อให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ ยังได้ทำลายสิทธิในสุขภาพ ชีวิต และที่อยู่อาศัยของผู้คนจำนวนมหาศาล
ความเสียหายที่เกิดจากการสกัด แปรรูป และขนส่งเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้น มักกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่า ‘เขตเสียสละ’ (Sacrifice Zones) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นถิ่นที่อยู่ของกลุ่มประชากรชายขอบ พวกเขาต้องแบกรับมลพิษและผลกระทบที่รุนแรงอย่างไม่เป็นธรรม ในขณะเดียวกัน การขาดการลงทุนอย่างเพียงพอ ยังทำให้โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะในหลายพื้นที่เปราะบางเกินกว่าจะรับมือกับสภาพอากาศที่เลวร้ายได้
การขับเคลื่อนด้านสภาพภูมิอากาศจะต้องอาศัยพลังของประชาชน แต่ในหลายประเทศ รัฐบาลและอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลมักจะทํางานร่วมกันเพื่อจำกัดหรือตีตราการประท้วงว่าเป็นอาชญากรรม ขณะเดียวกัน นักปกป้องสิทธิมนุษยชนก็ถูกคุกคาม ข่มขู่ และโจมตีอย่างต่อเนื่อง การลิดรอนสิทธิในการแสดงออก เสรีภาพในการสมาคม และเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบ ทำให้ความสามารถของนักเคลื่อนไหวในการเรียกร้องการดำเนินการจากรัฐบาลอ่อนแรงลง และยิ่งทำให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศเลวร้ายยิ่งขึ้น
ชุมชน “แนวหน้า” และ “แนวรั้ว” คืออะไร?
เราจำเป็นต้องตระหนักถึงชะตากรรมของ ‘ชุมชนแนวหน้า’ (Frontline Communities) และ ‘ชุมชนแนวรั้ว’ (Fenceline Communities) ผู้ซึ่งแบกรับภาระอันหนักอึ้งจากวิกฤตครั้งนี้
ความอยุติธรรมเชิงโครงสร้างเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นี่เป็นรูปแบบหนึ่งของ ‘การเหยียดเชื้อชาติด้านสิ่งแวดล้อม’ (Environmental Racism) อย่างชัดเจน
บทเรียนจากปากีสถาน
แม้ปากีสถานจะมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า 1% ของโลก แต่กลับเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องแบกรับความเสี่ยงต่อภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศมากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กเล็กและผู้สูงอายุที่ได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัสที่สุด
ย้อนกลับไปในปี 2022 ปากีสถานต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนที่อุณหภูมิพุ่งสูงแตะ 50 องศาเซลเซียส ตามมาด้วยปริมาณน้ำฝนที่ถล่มลงมามากกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 700% จนทำให้แม่น้ำสินธุเอ่อล้นเข้าท่วมทำลายชุมชนอย่างราบคาบ ต่อเนื่องมาจนถึงสถานการณ์ในปี 2024 ภาพความเสียหายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางทางสภาพอากาศอย่างเฉียบพลันของปากีสถาน และเน้นย้ำถึงความสำคัญเร่งด่วนในการเตรียมความพร้อมให้กับชุมชนและประชากรกลุ่มเสี่ยง
ทว่า ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศรายได้สูงที่เป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ กลับล้มเหลวในการให้ความสนับสนุนปากีสถานอย่างเพียงพอเพื่อรับมือกับสถานการณ์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ปากีสถานต้องการเม็ดเงินกว่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อฟื้นฟูจากความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2022 แต่เงินช่วยเหลือส่วนใหญ่ที่ได้รับกลับมาในรูปแบบของ ‘เงินกู้ดอกเบี้ยสูง’ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลกับความเป็นจริง และซ้ำเติมความยากลำบากในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อชีวิต ทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา และระบบขนส่งสาธารณะที่ควรต้องมีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ
สถานการณ์ในปากีสถานไม่ใช่กรณีที่เกิดขึ้นอย่างเป็นเอกเทศ แต่คือ ‘สัญลักษณ์’ ที่สะท้อนชะตากรรมของกลุ่มประเทศรายได้ต่ำ ซึ่งมีส่วนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศน้อยที่สุด แต่กลับต้องเป็นผู้รับผลกระทบที่รุนแรงที่สุด
สิ่งที่ต้องตกลงกันใน COP ในปีนี้
หากมีความทะเยอทะยานที่มากเพียงพอ ภาคีของ UNFCCC ย่อมสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้อีกมากเพื่อขับเคลื่อนความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศให้เกิดขึ้นจริง รัฐบาลทั่วโลกจำเป็นต้องยกระดับความพยายามที่จะยับยั้งการขยายตัวของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งถือเป็นภารกิจที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐ และเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส
นอกจากนี้ รัฐภาคีจำเป็นต้องเร่งนำส่ง แผนภูมิอากาศแห่งชาติ (NDCs) โดยด่วน เพราะแม้ว่ากำหนดการส่งแผนจะสิ้นสุดลงไปแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 แต่ทว่าจนถึงปลายเดือนตุลาคมในปีเดียวกัน กลับมีเพียง 61 ประเทศเท่านั้นที่ดำเนินการส่งแผนดังกล่าว
แผนเหล่านี้จะต้องมุ่งเน้นไปที่การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง โดยต้องประกอบไปด้วยข้อผูกมัด เป้าหมาย และกรอบเวลาดำเนินการที่ชัดเจน
ทั้งในเรื่องการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม การปกป้องพื้นที่ของภาคประชาสังคมและเสียงของนักเคลื่อนไหว รวมถึงการจัดหาเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศในรูปแบบที่ไม่สร้างภาระหนี้สินให้กับประเทศรายได้ต่ำ เพื่อให้พวกเขาสามารถเลิกพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและปกป้องประชากรของตนจากผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนและอนาคตของพวกเรา การยุติการใช้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติอย่างเบ็ดเสร็จ รวดเร็ว และเป็นธรรม โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนอย่างเพียงพอ ถือเป็นความจำเป็นที่ต้องเกิดขึ้น
แต่สิ่งนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ หากรัฐบาลยังไม่ยุติการนำงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์ไปอุดหนุนเพื่อหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เป็นอันตรายให้ดำรงอยู่ต่อไป การยุติการสนับสนุนดังกล่าวเท่านั้นที่จะช่วยให้เราสามารถจำกัดผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และรับรองว่าสิทธิของทุกคนจะได้รับการคุ้มครอง
เราตระหนักดีว่ากิจกรรมของมนุษย์คือต้นกำเนิดหลักของก๊าซเรือนกระจกที่สะสมตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล ก๊าซเหล่านี้ทำหน้าที่ดักจับความร้อนจากดวงอาทิตย์ ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นในระยะยาว นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของรูปแบบสภาพอากาศและระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งภัยพิบัตินี้จะทำลายล้างรัฐที่เป็นหมู่เกาะและพื้นที่ราบลุ่มชายฝั่งส่วนใหญ่ให้เสียหาย
เรายังมีทางเลือกจากพลังงานทดแทน อาทิ พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งจะช่วยให้เราลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลลงได้ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานนี้จะต้องขับเคลื่อนโดยยึดถือการปกป้องสิทธิมนุษยชนเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งครอบคลุมไปถึงกระบวนการคัดเลือกวัสดุและการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะต้องดำเนินการผลิตและสร้างขึ้นโดยปราศจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน
การปกป้องพื้นที่พลเมือง
องค์กรภาคประชาสังคม รวมไปถึงกลุ่มเด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ สตรี คนพิการ และชนเผ่าพื้นเมือง ล้วนมีบทบาทสำคัญยิ่งในการผลักดันให้ผลลัพธ์ของการประชุม COP เป็นไปอย่างก้าวหน้าและมีความทะเยอทะยาน
ทว่า เรายังคงเผชิญกับความท้าทายในเรื่องการเข้าถึงและการมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุมในการเจรจาของกรอบอนุสัญญา UNFCCC โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สถานการณ์ที่พื้นที่ของภาคประชาสังคมในประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังหดแคบลง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว COP ควรจะเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบสามารถส่งเสียงออกมาได้อย่างอิสระและได้รับการรับฟังอย่างแท้จริง
แต่ในขณะนี้ ทั่วโลกยังคงมีการปราบปรามนักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศ นักปกป้องสิทธิในที่ดินและสิ่งแวดล้อม สื่อมวลชน และกลุ่มคนอื่นๆ ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ความเพิกเฉยของรัฐบาลต่อปัญหาสภาพภูมิอากาศ โดยนักปกป้องสิทธิเหล่านี้จำนวนมากต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรูปแบบต่างๆ ซึ่งรวมถึงการข่มขู่คุกคาม และการถูกปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกการชุมนุมและการสมาคมอย่างสงบ การบังคับให้สูญหาย การทําให้เป็นอาชญากรรมและการรณรงค์ใส่ร้าย การจับกุมและการคุมขังโดยพลการ เป็นต้น
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นแนวโน้มการปราบปรามการเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศที่น่ากังวลอย่างยิ่งแวดล้อมเวทีการประชุม COP ซึ่งรวมถึงการปราบปรามภาคประชาสังคมในอาเซอร์ไบจานเมื่อปี 2024 และความหวาดวิตกเกี่ยวกับการสอดแนมทางดิจิทัลโดยมิชอบต่อผู้เข้าร่วมประชุมในดูไบเมื่อปี 2023
เพื่อต่อต้านสถานการณ์เหล่านี้ สาธารณชนจะต้องยอมรับว่าภารกิจสำคัญของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง และต้องพยายามอย่างจริงจังเพื่อป้องกันมาตรการตอบโต้ใดๆ ก็ตามต่อผู้ที่เข้าร่วมการประชุมเพื่อผลักดันให้ผลลัพธ์ของการประชุม COP
การเงินด้านสภาพภูมิอากาศที่เท่าเทียมกัน
ในการประชุม COP29 เมื่อปีที่ผ่านมา รัฐภาคีได้บรรลุข้อตกลงกำหนดเป้าหมายทางการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ โดยระบุยอดเงินรายปีที่ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2035 เพื่อสนับสนุนประเทศรายได้ต่ำในการรับมือและปรับตัวต่อผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
ทว่า ยอดเงินดังกล่าวนั้นกลับน้อยกว่าหนึ่งในสี่ของข้อเรียกร้องที่กลุ่มประเทศรายได้ต่ำและนักเคลื่อนไหวจำนวนมากได้เรียกร้องไว้ ซ้ำร้าย รัฐบาลหลายแห่งยังคงล้มเหลวในการปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาของตน
นอกเหนือจากวงเงิน 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว ยังมีการตกลงที่จะ “ระดมทุน” ให้ได้ถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป้าหมายนี้ครอบคลุมถึงแหล่งเงินทุนจากภาคเอกชน อันอาจนำไปสู่การสร้างภาระหนี้สินผูกพันให้กับประเทศผู้รับความช่วยเหลือ
แม้ประเทศที่มีรายได้สูงจะยังคงเพิกเฉยต่อความรับผิดชอบในการจัดหาเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศ แต่ในความเป็นจริง เรายังมีหนทางหลากหลายในการระดมทุนเพิ่มเติม อาทิ การบังคับใช้ภาษีตามหลักการ ‘ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย’ กับบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งสามารถสร้างรายได้สูงถึง 941 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือการโยกย้ายเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งแท้จริงแล้วคือเงินภาษีของประชาชนที่นำไปอุ้มชูบริษัทเหล่านี้กลับคืนมา ซึ่งจะช่วยระดมทุนได้มหาศาลถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ดังนั้น การประชุม COP30 จะต้องปิดฉากลงด้วยแผนงานและกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้เมื่อปีที่แล้ว และเพื่อยกระดับสัดส่วนของเงินทุนแบบให้เปล่าอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ประเทศที่มีรายได้สูงจำเป็นต้องบริจาคเงินสมทบเข้าสู่กองทุนสำหรับการสูญเสียและความเสียหายให้มากขึ้น เพื่อแก้ไขวิกฤตการขาดแคลนงบประมาณอย่างหนักที่กองทุนนี้กำลังเผชิญอยู่




