“Keep Truth Alive” เมื่อความจริงของการบังคับสูญหายยังไม่ปรากฏ การจดจำและกล่าวถึงจึงเป็นการคืนความเป็นธรรมให้กับทุกคน

การบังคับสูญหายหมายถึงการพรากเสรีภาพของบุคคล เช่น จับกุม ควบคุมตัว ลักพาตัว กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะที่รัฐปฏิเสธว่าไม่ได้ควบคุมตัวหรือปกปิดชะตากรรมของผู้สูญหาย โดยตั้งแต่ปี 2523 ถึงปัจจุบัน มี 94 กรณี ที่ประชาชนถูกบังคับสูญหาย และในจำนวนนี้มี 77 กรณี ที่ยังไม่คลี่คลาย และเมื่อหนทางแห่งการพิสูจน์ความจริงยังไม่สิ้นสุด ครอบครัวของผู้ถูกทำให้สูญหายจึงต้องมีชีวิตต่อไปเพื่อตามหาความจริงนั้นให้เจอ ภายใต้ความไม่มั่นคงในชีวิต ความล่าช้าในการดำเนินการทางกฎหมาย อคติของสังคม และสภาพจิตใจที่เปราะบางจากความสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก   

สำหรับความยุติธรรมของผู้ถูกบังคับให้สูญหาย ความเงียบไม่ได้เป็นปัจจัยที่จะทำให้ความยุติธรรมเกิดขึ้น แต่คือการพูดความจริงและไม่ลืมใบหน้าของผู้สูญหายต่างหากที่จะทำให้ความยุติธรรมกลับคืนมา นำมาสู่การพูดถึงผู้สูญหายอีกครั้งในวงเสวนา Keep Truth Alive: จากความทรงจำของสังคมสู่ความยุติธรรมแก่ครอบครัวผู้สูญหาย ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 30 สิงหาคม 2569 เนื่องในวันผู้สูญหายสากล โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

นับตั้งแต่ พอละจี รักจงเจริญ หรือ ‘บิลลี่’ หายตัวไปเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 มาจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 12 ปีแล้ว แต่คดีดังกล่าวก็ยังไม่สามารถคลี่คลาย ไม่มีผู้กระทำผิดฐานฆาตกรรม ไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าบิลลี่เสียชีวิตไปแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ แม้จะมีหลักฐานสำคัญ ทั้งการพบชิ้นส่วนของกระดูกภายในถังน้ำมันในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ภาพจากกล้องวงจรปิด รวมทั้งคำให้การที่มีพิรุธ จึงทำให้คดีนี้มีเพียงการเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมตัวบิลลี่ในฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเท่านั้น 

พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของบิลลี่กล่าวว่า การบังคับสูญหายผู้เป็นสามี ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของครอบครัว ไม่เพียงสั่นคลอนความมั่นคงของครอบครัวเท่านั้น แต่ยังทำให้บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวแผ่ซ่านไปในชุมชน คนในชุมชนจำนวนหนึ่งไม่กล้าออกไปทำมาหากิน เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย 

พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของบิลลี่

“หากถามว่าการรอคอยคำตอบจากรัฐส่งผลต่อชีวิตของผู้คนทั้งครอบครัวของผู้ถูกทำให้สูญหายและชุมชนของเขาอย่างไร มันทำให้พวกเราต้องรอ ซึ่งในช่วงแรกก็อาจจะรอคอยแบบมีความหวัง แต่เมื่อรอไปนานๆ ความหวังก็ค่อยๆ น้อยลง แต่ภาวะทางจิตใจกลับเข้ามาเพิ่ม ส่งผลไปถึงด้านสุขภาพและจิตใจ”

“บางคนเป็นญาติพี่น้องของผู้ถูกบังคับสูญหายก็จะเกิดอาการคิดมาก อยากจะเจอกับคนในครอบครัวของตัวเองที่หายไปแบบตัวเป็นๆ แต่เมื่อเขาไม่กลับมา บางคนรอนานหลายปีก็ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตจนไม่สบาย ในที่สุดก็เสียชีวิตก็มี” พิณนภากล่าว

นอกจากความสูญเสียและการรอคอย ครอบครัวของผู้สูญหายยังต้องเผชิญกับอคติที่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะเมื่อผู้เสียหายเป็นคนจากกลุ่มชาติพันธุ์ พิณนภาย้ำว่า สิ่งที่ครอบครัวต้องการไม่ใช่เพียงคำตอบจากรัฐ แต่รวมถึงความเข้าใจจากสังคมด้วย

“เราไม่อยากให้สังคมเข้าใจเราผิดว่าเราเป็นแค่ชนเผ่า เราก็มีจิตใจ เป็นมนุษย์เหมือนกัน เราอยากให้คนภายนอกเข้าใจเราเหมือนกับคนทั่วไป คือเราก็คือคน เป็นมนุษย์ และมีจิตใจเหมือนกัน”

เช่นเดียวกันกับ สีละ จะแฮ นายกสมาคมลาหู่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งเผชิญกับกรณีการบังคับสูญหายของชาวลาหู่หลายคนในช่วงสงครามยาเสพติดปี 2546 ระบุว่า ผลกระทบของการบังคับสูญหายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อวิถีของชุมชนชาวลาหู่ที่มีความเชื่อสืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะพิธีกรรมที่ผูกโยงกับผู้ล่วงลับไปแล้ว เพราะหากไม่มีร่างของผู้จากไป ครอบครัวและชุมชนก็ไม่สามารถประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อได้

สีละ จะแฮ นายกสมาคมลาหู่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต

“พิธีกรรมของพี่น้องลาหู่ดั้งเดิม คนเป็นกับคนตายอยู่ระหว่างเส้นด้ายเส้นเดียวกัน เราไม่ได้ระลึกถึงเขาเฉพาะช่วงเวลาที่ยังมีชีวิต แต่ยังต้องระลึกถึงหลังจากเสียชีวิตไปแล้วด้วย ตราบใดที่เรายังไม่ทราบชะตากรรมของเขา ลูกหลานพี่น้องที่อยู่ข้างหลังก็ไม่รู้จะหันไปพึ่งพาพิธีกรรมอย่างไร และจะทำพิธีกรรมให้ใคร”

สำหรับสีละ รัฐควรเป็นกลไกหลักในการค้นหา ช่วยเหลือ และทำให้ชะตากรรมของผู้สูญหายปรากฏอย่างชัดเจน และการปล่อยให้ครอบครัวตามหาความจริงเพียงลำพังจึงไม่ต่างจากการผลักภาระของรัฐกลับไปให้ผู้สูญเสีย 

“ถ้าเกิดขึ้นจากหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ หรือเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็น่าจะให้ความสำคัญ ให้ความช่วยเหลือ และทำให้เกิดความกระจ่างเป็นที่ประจักษ์ ถือเป็นหน้าที่ที่รัฐต้องค้นหาความจริงให้กับครอบครัว ไม่ใช่ปล่อยให้ครอบครัวค้นหาเป็น 10 ปี หรือ 100 ปี”

ท่ามกลางอุปสรรคที่ขวางกั้นหนทางสู่ความยุติธรรมต่อผู้สูญหาย สีละยังกล่าวถึงความซับซ้อนของอำนาจในพื้นที่ซึ่งอยู่ติดชายแดน และมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้ามามีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิต ทำให้ต้องใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังเพื่อป้องกันความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ 

“หากเป็นเขตเมือง เช่นกรุงเทพฯ ความหวาดกลัวอาจจะมีไม่มากเท่าไร แต่ผมต้องอยู่ให้เป็นในพื้นที่ของผมที่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ตั้งแต่ชายแดนมาจนถึงบ้านเรา บางครั้งผมเห็นเจ้าหน้าที่ทำอะไรผิดกฎหมาย ผมก็ต้องทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น อาจมีบ้างที่เข้าไปพูดคุยแล้วเขายอมเรา”

“ผมตั้งคำถามว่า ทำไมในข่าวมีเฉพาะเรื่องกระแสหลักเท่านั้น อยากจะให้เข้ามาดูในพื้นที่ของเราบ้าง เพราะเราเผชิญกับปัญหามากมาย ไม่เฉพาะการถูกซ้อมทรมาน การถูกอุ้มหาย มันมีความซับซ้อนอยู่ในพื้นที่ เพราะการจะมีชีวิตอยู่เราจะต้องต่อสู้ให้อยู่รอด” สีละกล่าว

“หลายอย่างที่เกิดขึ้นไปแล้ว เราย้อนกลับไปไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต และถ้าเกิดขึ้นอีก เราควรมีมาตรการป้องกัน แก้ไข ช่วยเหลือ และเยียวยาอย่างไร”

ไม่เฉพาะคนในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือเท่านั้นที่ต้องเผชิญกับการบังคับสูญหาย พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีการบังคับสูญหายเกิดขึ้นบ่อยครั้งตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ของความรุนแรงและการอยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษ มูอาวียะห์ เซะ ลูกสาวของอิบรอฮีม เซะ ผู้ถูกนำตัวไปจากบ้านในตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ในช่วงคืนวันที่ 27 มกราคม 2547 ก่อนจะสูญหายไปโดยที่คดียังไม่คลี่คลายจนถึงปัจจุบัน เล่าว่า

มูอาวียะห์ เซะ ลูกสาวของอิบรอฮีม เซะ ผู้ถูกนำตัวไปจากบ้านในตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส

“ณ ตอนนั้น พ่อของเราคือเคสแรกที่โดนอุ้มหายในหมู่บ้าน คนในชุมชนจึงหวาดกลัวและหวาดระแวงมาก กระทั่งผู้ที่เห็นเหตุการณ์ไม่สามารถเป็นพยานให้ได้ เพราะกลัว”

ในวันที่มูอาวียะห์ยังเป็นเด็ก แม่เป็นผู้เดินทางตามหาทุกเบาะแส ไม่ว่าที่ใดจะมีข่าวว่าพบศพหรือมีผู้ถูกยิง แม่จะไปตรวจสอบด้วยตัวเองเสมอ แม้สุดท้ายคนที่พบจะไม่ใช่อิบรอฮีมก็ตาม วันนี้เมื่อลูกสาวเติบโตขึ้น เธอจึงตั้งใจรับช่วงการค้นหาความจริงต่อจากแม่

“เมื่อก่อนแม่เป็นคนเดินเรื่อง ไปที่นั่นที่นี่ แต่ตอนนี้หนูโตพอแล้วและอยากรับเรื่องมาดำเนินต่อ ถ้าถามว่าในฐานะลูก เรายังมีความหวังที่จะรอพ่ออีกไหม ต่อให้อายุความกี่ปีก็ตาม หนูก็ยังรอ ต่อให้อายุผ่านไปกี่ปี หนูก็พร้อมเดินหน้าต่อ ตราบใดที่เรายังไม่รู้ชะตากรรมของพ่อ หนูไม่หยุด ไม่ท้อ และพร้อมสู้ต่อค่ะ”

อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ภายใต้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในการตรวจค้น ยึดสิ่งของ เข้าใช้สถานที่ และสามารถกักตัวเพื่อสอบถามตามความจำเป็นของทางราชการทหารไม่เกิน 7 วัน ส่งผลให้การดำเนินการตามหาผู้ถูกบังคับสูญหายดำเนินไปด้วยความยากลำบาก ประกอบกับเครื่องมือในการติดตามร่องรอยก็ไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นข้อมูลในการค้นหาผู้สูญหาย

“สมัยนั้นกล้องวงจรปิดก็ไม่มี คนที่เห็นเหตุการณ์ก็ไม่สามารถเป็นพยานได้” “บางทีมีคนบอกว่า พ่อเราเป็นโจรหรือเปล่า ทั้งๆ ที่พ่อเราอยู่ที่บ้านในวันนั้น กลางวันก็ทำงาน ทำสวน กลางคืนก็สอนอัลกุรอาน เสาร์-อาทิตย์ก็สอนศาสนา วันๆ ทำแต่งาน แล้วพ่อเราไปเป็นโจรทำร้ายเขาตอนไหน” มูอาวียะห์ กล่าว

ด้านยศธร ไตรยศ ผู้กำกับสารคดี Silence from the Hill และผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Realframe ได้บอกเล่าถึงการบังคับบุคคลให้สูญหายที่เกิดขึ้นกับกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ในภาคเหนือระหว่างลงพื้นที่ โดยชี้ให้เห็นว่าหนึ่งในอุปสรรคบนหนทางเรียกร้องความยุติธรรมมาสู่ครอบครัวและผู้ถูกบังคับสูญหายคือทุนทางสังคมที่มีไม่เท่ากัน กลุ่มชาติพันธุ์จำนวนหนึ่งพูดภาษาไทยไม่คล่อง ไม่เคยมีประสบการณ์สื่อสารกับสังคม และบางส่วนไม่ได้แจ้งความ ส่งผลให้เรื่องราวไม่ถูกนำเสนอสู่สาธารณะ นอกจากนี้ อคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ส่งผลให้คนนอกพื้นที่มองกรณีของการบังคับสูญหายโดยขาดแง่มุมด้านมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน

ยศธร ไตรยศ ผู้กำกับสารคดี Silence in the Hill และผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Realframe

“อคติของสังคมมีส่วนทำให้เสียงของพวกเขาไม่ออกมาสู่โลกภายนอก การเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ การเป็นคนจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือการถูกตีตราว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทำให้สังคมปฏิเสธที่จะมองพวกเขาในความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม” ยศธร กล่าว

ยศธรยังเล่าว่า เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 20 ปี หลักฐานที่ยืนยันว่าผู้สูญหายเคยมีชีวิตและเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวก็ค่อยๆ เหลือน้อยลง หลายครอบครัวมีเพียงภาพถ่ายใบเดียว บางภาพมาจากสูติบัตรหรือบัตรประชาชน และแทบไม่มีภาพที่เคยถ่ายร่วมกับคนในครอบครัวหลงเหลืออยู่เลย

ขณะที่ ปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้ความเห็นว่าคดีบังคับสูญหายเป็นหนึ่งในคดีที่ยากที่สุด เพราะเมื่อเข้าสู่เส้นทางของกฎหมายจะต้องมีพยานหลักฐานที่พิสูจน์ว่าเกิดการสูญหายจริง ใครเป็นผู้กระทำให้สูญหายและเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่

ปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“แต่ถึงแม้ว่ามันยากแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องบอกว่า ยากแล้วเราจะไม่ทำนะคะ” ปิติกาญจน์กล่าว “เพราะเรื่องของการทรมาน และการบังคับสูญหายถือเป็นการละเมิดสิทธิที่รุนแรงที่สุด ไม่ว่าสถานการณ์ใดก็ทำไม่ได้”

“ลักษณะของการสูญหายจะมีรูปแบบของมัน ซึ่งสามารถเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่าเป็นการถูกกระทำให้สูญหาย แม้การพิสูจน์ว่าเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐจะยาก แต่เป็นความยากที่ท้าทายพวกเรา ไม่ใช่ความยากที่ทำให้เราต้องท้อ และเราก็ไม่ได้เดินโดยลำพัง ยังมีเพื่อนและเครือข่ายร่วมเดินทางไปด้วย” ปิติกาญจน์กล่าว

ขณะที่ในประเด็นเรื่องรัฐ กฎหมาย และความรับผิดชอบ ความยากยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการสูญหายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีอำนาจและสถานะทางสังคมเหนือกว่าผู้เสียหายและครอบครัว ขณะเดียวกัน หน่วยงานของรัฐยังเป็นกลไกหลักในการสืบสวน รวบรวมหลักฐาน บังคับใช้กฎหมาย และนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จึงเกิดคำถามสำคัญว่า รัฐจะตรวจสอบและเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ของตนเองอย่างเป็นอิสระและจริงจังได้มากเพียงใด

ปิติกาญจน์ชี้ว่า การบังคับสูญหายไม่เพียงเป็นเรื่องของกฎหมายหรือพันธกรณีระหว่างประเทศจากการที่ไทยเป็นภาคีในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICPPED) เท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นที่ข้องเกี่ยวกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความยุติธรรม และสิทธิของครอบครัวที่จะต้องรู้ความจริง

“เรามีความก้าวหน้ามากในการเป็นภาคีสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน 8 ใน 9 ฉบับ ปี 2550 เป็นภาคีอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน ปี 2567 เป็นภาคีอนุสัญญาบังคับให้สูญหายโดยไม่สมัครใจ แล้วก็มีกฎหมายในประเทศออกมาแล้วด้วยนะคะ แต่สิ่งเหล่านี้ หลายๆ คนพูดก็บอกว่า ก็ยังไม่ตอบโจทย์ มันก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นมา”

“เพราะการบังคับให้สูญหายมันไม่ได้เป็นแค่เรื่องของกฎหมายหรือเป็นเรื่องของพันธกรณีระหว่างประเทศ แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นเรื่องของความยุติธรรม แล้วก็เป็นเรื่องของสิทธิของครอบครัวที่จะได้รับรู้ความจริง” ปิติกาญจน์กล่าว

ด้านพรพิมล มุกขุนทด ทนายความของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ยังได้กล่าวเสริมถึงพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ที่มีการบังคับใช้เมื่อปี 2566 โดยอธิบายว่า แม้คดีจะเกิดขึ้นก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ ก็สามารถใช้กลไกของกฎหมายในกรณีที่ยังไม่ทราบชะตากรรมของผู้ถูกบังคับสูญหายได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือเจ้าหน้าที่ไม่รู้หรือไม่มั่นใจว่าจะกลับไปสืบคดีที่เกิดขึ้นเมื่อราว 10 – 20 ปีก่อนอย่างไร เนื่องจากไม่มีบันทึกแจ้งความ ไม่มีพยานหลักฐานแบบคดีใหม่ จึงเสนอให้ กสม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาวิธีสืบสวนคดีเก่า ไม่ใช่ใช้ความเก่าของคดีเป็นเหตุให้หยุดดำเนินการ

พรพิมล มุกขุนทด ทนายความของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

“ด้วยความที่กฎหมายนี้เป็นกฎหมายใหม่ เขาอาจจะยังไม่รู้ขั้นตอนหรือวิธีการที่จะต้องกลับไปสืบ หรือบันทึกข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใน 10 – 20 ปีที่แล้ว อาจจะรบกวนทาง กสม. เข้าไปพูดคุย แนะนำแนวทางหรือกลไกในการสืบสวนในคดีย้อนหลังที่มันดีกว่า ที่มีความเชี่ยวชาญกว่า มาทำให้เจ้าหน้าที่รัฐของไทยที่มีอำนาจในการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ให้ใช้ได้กับทุกเคส ทุกคนที่ยังถูกบังคับให้สูญหาย” 

สำหรับการสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักถึงประเด็นเรื่องการบังคับสูญหาย ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสาร มูลนิธิผสานวัฒนธรรม อธิบายว่า โจทย์สำคัญของการสื่อสารประเด็นนี้คือการทำให้สังคมเห็นว่าการบังคับสูญหายเป็นเรื่องของทุกคน เพราะท่ามกลางกระแสข่าวที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เรื่องของผู้สูญหายมักถูกผลักให้เป็นประเด็นรอง ความสนใจค่อยๆ ลดลง และการทำงานเพื่อเก็บรักษาและสื่อสารความจริงจึงกลายเป็นการต่อสู้กับการลืมไปพร้อมกัน

ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสาร มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

“เราจะรู้เรื่องนี้กันเฉพาะในวงของคนทำงานไม่ได้ เราต้องบอกกับทุกคน เพราะถ้าในที่สุดแล้วการบังคับสูญหายเป็นเรื่องที่สังคมยอมรับไม่ได้ ก็จะเกิดแรงผลักดันไปถึงรัฐ สังคมจะช่วยกันบอกรัฐว่า เรื่องนี้ยอมรับไม่ได้นะ ช่วยจัดการเรื่องนี้กับเราหน่อย”

อย่างไรก็ตาม การพูดถึงผู้เสียหายต้องไม่สร้างบาดแผลซ้ำหรือทำให้พวกเขาถูกจดจำเพียงในฐานะคนที่อ่อนแอและรอคอยความช่วยเหลือ แต่ควรเป็นการสื่อสารที่คืนศักดิ์ศรีและส่งต่อพลังให้สังคมยืนอยู่ข้างผู้เสียหาย

“สิ่งที่ง่ายที่สุดที่สังคมทำได้คือจดจำว่ามีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น แม้สิ่งเหล่านี้จะพยายามถูกทำให้ลืมด้วยอำนาจรัฐ เวลาที่เปลี่ยนไป หรือกระแสข่าวต่างๆ แต่ถ้าเราช่วยกันจดจำ ก็ไม่มีใครพรากความทรงจำจากเราไปได้” ณัฐธยาน์กล่าว

เพื่อไม่ให้เรื่องราวของผู้ถูกบังคับสูญหายต้องสาบสูญตามไปบนหนทางที่ยังเอื้อมไม่ถึงความยุติธรรม ณัฐธยาน์ แนะว่าวิธีการที่ง่ายที่สุดสำหรับคนในสังคมคือการ ‘พูดถึง’ ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงด้วยการเขียน การแสดงความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดีย ภาพยนตร์ ภาพวาด งานศิลปะ หรือการบันทึกรูปแบบใดก็ตาม โดยให้เหตุผลว่า การบันทึกความจริงจะกลายเป็นแหล่งข้อมูลที่คนอื่นสามารถนำไปต่อยอดได้

“เราอยากยกตัวอย่างหนึ่งจากคอนเทนต์ชิ้นหนึ่งที่เราทำ ซึ่งเป็นเรื่องของขบวนการผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ในประเด็นการบังคับสูญหาย ปรากฏว่ามีคุณแม่คนหนึ่งแชร์โพสต์ของเราไป แล้วบอกว่าจะเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ลูกของเขาฟังตอนขับรถไปโรงเรียน”

“นี่คือการนำสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตมาเล่า แล้วเล่าต่อให้ลูกฟัง เพราะฉะนั้น จงเล่าความจริงออกมา มันจะส่งต่อไปทั้งคนที่อยู่รุ่นเดียวกัน และคนที่อยู่รุ่นถัดจากเราด้วย เป็นวิธีการรักษาความจริงไม่ให้หายไป” ณัฐธยาน์กล่าว

สำหรับยศธร ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ใช้ภาพยนตร์สารคดีเป็นเครื่องมือสื่อสารความจริง เขาแสดงความเห็นในฐานะคนทำหนังและถ่ายภาพสารคดีว่า สิ่งที่เขาทำได้คือการใช้ทักษะการสื่อสารของตัวเองให้สามารถพาแสงส่องไปยังพื้นที่ที่สังคมยังมองไม่เห็นและทำให้ผลงานถูกนำไปใช้ต่อ ซึ่งเขายินดีอย่างยิ่งหากมีใครนำเอาผลงานสารคดีไปฉาย เนื่องจากมองว่าการฉายภาพยนตร์ซ้ำถือเป็นการกระจายความจริงอีกด้านหนึ่งของผู้ถูกบังคับสูญหายไม่ให้สาบสูญไป

“สำหรับผมแล้ว ผมพยายามทำงานที่ตัวเองถนัดในด้านการสื่อสาร และให้พื้นที่ที่แสงยังเข้าไปไม่ถึงให้มากที่สุด และอาจพูดไว้ตรงนี้ว่า สำหรับงานภาพยนตร์ของผมเรื่องนี้ หากมีใครสนใจอยากนำไปฉาย ผมก็ยินดีจะส่งต่อให้ทุกๆ คนเอาไปใช้ประโยชน์ ผมมองว่ามันเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้กระจายออกไป” 

“ผมไม่ได้คิดว่าเพียงแค่การทำงานของผม หรือคนหลายคนที่กำลังทำงาน จะพาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว แต่อีกด้านหนึ่ง แค่มีคนลุกออกมาทำแบบนี้และหลายคนช่วยกัน ผมเชื่อว่ามันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแน่นอน” ยศธรกล่าว

เหนือสิ่งอื่นใดคือกฎหมายที่จะนำมาใช้ป้องกัน ปกป้อง รวมทั้งเอาผิดต่อผู้กระทำการบังคับสูญหายจะต้องมีการบังคับใช้ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในระดับเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย ซึ่งต้องมีความรู้และเข้าใจกลไกของกฎหมายเป็นอย่างดี โดยสีละเสนอวิธีการง่ายๆ ให้นำโปสเตอร์หรือสื่อเกี่ยวกับกฎหมายไปติดตามสถานีตำรวจ อำเภอ ฐานปฏิบัติการของทหาร และบริเวณชายแดน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทราบว่าพฤติกรรมใดเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย เพื่อป้องกันเหตุตั้งแต่ต้นทาง

ส่วนปิติกาญจน์กล่าวในตอนท้ายว่า ประชาชนเองก็สามารถมีบทบาทในการป้องกันการบังคับสูญหายได้ โดยยกมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ที่ให้อำนาจประชาชนในกรณีที่พบเห็นหรือทราบการทรมานหรือการกระทำให้บุคคลสูญหายสามารถแจ้งพนักงานฝ่ายปกครอง พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการที่ได้รับมอบหมายตาม พ.ร.บ. ได้

“จริงๆ มาตรา 29 ของกฎหมายให้อำนาจประชาชนไว้ หากผู้ใดพบเห็นการทรมาน หรือการกระทำให้บุคคลสูญหาย ให้ไปแจ้งพนักงานฝ่ายปกครอง พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน คณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการที่ได้รับมอบหมายได้ หากแจ้งไปแล้วปรากฏว่าเป็นการเข้าใจผิด ประชาชนที่แจ้งก็ไม่มีความผิด นับเป็นนวัตกรรมหนึ่งในกฎหมาย
ที่เปิดให้พวกเราสามารถเป็นหูเป็นตาได้”
ปิติกาญจน์กล่าว

นอกจากนี้ ปิติกาญจน์ย้ำว่า การรักษาความจริงให้มีชีวิตอยู่ต้องเดินทั้งสองทางควบคู่กัน คือการพัฒนากฎหมายและกลไกให้ฝ่าข้อจำกัดเดิมๆ ได้จริง พร้อมกับรณรงค์อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อความทรงจำไปถึงเด็กและเยาวชน รวมทั้งทำให้ทุกคนที่สูญหายไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

“เราจะต้องไม่ท้อ ไม่ถอย และไม่ยอมแพ้ ถึงแม้มันอาจเป็นเรื่องที่ดูเหมือนไม่มีความหวัง แต่หากเรายังรวมพลังกัน ความหวังก็ยังมี เราต้องจับมือกันเดินทางต่อไป เพื่อไม่ให้คนที่สูญหายถูกลืม และนำความจริงมาทำให้ปรากฏ”

ส่วนพิณนภาอยากเห็นเรื่องราวของผู้สูญหายได้รับการบันทึกและส่งต่อในรูปแบบที่คนรุ่นหลังสามารถกลับมาเรียนรู้ได้ ทั้งผ่านกิจกรรม หนังสือ ภาพถ่าย หรือพื้นที่แห่งความทรงจำ

“อยากให้เล่าความจริงผ่านกิจกรรม ผ่านตัวหนังสือ และอยากให้มีพิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่ระลึกถึง เพื่อให้ลูกหลานที่โตขึ้นมาได้เห็น ได้ศึกษา ได้เรียนรู้ ได้อ่านหนังสือ และได้ดูภาพเหล่านี้”

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน