“เรื่องไม่ปกติอย่าทำให้ปกติ” จากปัตตานีถึงปาเลสไตน์ เสียงผู้หญิง สิทธิมนุษยชน และความยุติธรรมที่ไม่มีพรมแดน

อัตลักษณ์ที่หลากหลายภายใต้ร่มเงาของปัตตานี

ความซับซ้อนของจังหวัดชายแดนใต้ มักถูกอธิบายผ่านกรอบอัตลักษณ์ที่ค่อนข้างจำกัด หลายครั้ง ตัวตนของผู้คนในพื้นที่ถูกทำความเข้าใจผ่านนิยามเพียงไม่กี่แบบ ไม่ว่าจะเป็นชาติพันธุ์ ศาสนา หรือวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาในท้องถิ่น ทั้งที่ในความเป็นจริง ชายแดนใต้คือพื้นที่ของการเดินทาง การทับซ้อน และการผสมผสานของผู้คนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม

สำหรับ ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ ตัวตนของเธอช่วยเปิดมุมมองต่อพื้นที่นี้ให้กว้างขึ้น แม้จะเป็นชาวไทยมุสลิมที่นั่น แต่เธอไม่ได้ยืนอยู่ในกรอบอัตลักษณ์แบบใดแบบหนึ่ง หากแต่สะท้อนให้เห็นความหลากหลายที่มีอยู่จริงในชีวิตของผู้คนชายแดนใต้ ยาสมินเป็นทายาทรุ่นที่ 4 ของตระกูลที่มีเชื้อสาย “ปาทาน” (Pathan) กลุ่มชาติพันธุ์จากแถบเทือกเขาระหว่างปากีสถานและอัฟกานิสถาน ซึ่งอพยพมาลงหลักปักฐานในจังหวัดปัตตานีจากรุ่นสู่รุ่น ครอบครัวของเธอได้สร้างชีวิตและหลอมรวมเข้ากับสังคมท้องถิ่น จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินในประเทศไทย

“ความเป็นพหุวัฒนธรรมในสังคมไทยมันสวยงาม… ไม่จำเป็นต้องนิยามว่าต้องมีอัตลักษณ์แบบเดียว”

 “เราเป็นคนไทยในแบบที่คนอาจจะไม่คิดว่าเราเป็น เพราะหน้าตาเราไม่ใช่ไทยในแบบที่คนคุ้นเคย แต่นี่คือความหลากหลายของมนุษย์ที่อยู่ร่วมกัน”

เรื่องราวนี้ของเธอสะท้อนให้เห็นว่า จังหวัดชายแดนใต้ไม่อาจอธิบายได้ด้วยอัตลักษณ์เพียงด้านเดียว แต่อาจต้องมองผ่านชั้นประวัติศาสตร์ ผู้คน และการเคลื่อนไหวของชีวิตที่ซ้อนทับกันมาอย่างยาวนาน โดยยาสมินนิยามตัวเองอย่างภาคภูมิใจผ่านความหลากหลาย ทั้งในฐานะมุสลิม คนปัตตานีโดยกำเนิด และคนไทยที่มีหน้าตาแตกต่างจากพิมพ์นิยม เธอมองว่านี่คือความงดงามของสังคมพหุวัฒนธรรมที่ปกติที่สุด เพราะความไทยอาจไม่จำเป็นต้องมีหน้าตาเดียว และการใช้ชีวิตตามความเชื่อหรืออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตัวเอง คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทำให้มนุษย์ยังอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีในฐานะการเป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายทางวัฒนธรรม

จุดเริ่มต้นของความขบถ จากคนเมืองปัตตานีสู่เส้นทางรัฐศาสตร์สายวิพากษ์

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2547 เหตุการณ์ระเบิดที่ห้างไดอาน่า จังหวัดปัตตานี ซึ่งเกิดขึ้นใกล้บ้านของยาสมินในขณะที่เธอกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต ในวันนั้นเธอยอมรับว่าตัวเองเติบโตมาแบบคนเมืองที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด ที่อาจไม่เคยได้สัมผัสถึงความเปราะบางของพื้นที่ความขัดแย้งหรือความรุนแรงแบบใกล้ตัวมากนัก จนกระทั่งเหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้เข้ามาประชิดใกล้รั้วบ้าน จึงทำให้เธอเห็นบรรยากาศของความไม่ปกติสุข ที่เริ่มปกคลุมปัตตานีจนทำให้เธอในวันนั้นเริ่มตั้งคำถามต่อโครงสร้างสังคมของจังหวัดชายแดนใต้

“ทำไมมันถึงเกิดระเบิดขึ้น ใครทำ แล้วทำไปเพื่ออะไร เราเห็นชีวิตผู้คนในตลาดที่ได้รับผลกระทบทั้งเศรษฐกิจและจิตใจ เราจึงตั้งคำถามว่าเราจะสามารถเป็นเสียงเล็กๆ เพื่อหยุดยั้งความรุนแรงนี้ได้ไหมในปัตตานีบ้านของเรา”

คำถามเหล่านั้นค่อยๆ ผลักดันให้เธอเลือกเรียนคณะรัฐศาสตร์ที่ไม่ใช่เพียงเพื่อหาคำตอบให้ตัวเอง แต่เพื่อทำความเข้าใจโลกที่เธอใช้ชีวิตอยู่และส่งต่อคำถามเหล่านี้ไปยังสังคมในปัจจุบัน รวมถึงคนรุ่นต่อๆ ไป นับจากนั้น เส้นทางการเรียนรู้ในสายวิชาการของเธอก็กลายเป็นกระบวนการหล่อหลอมตัวตนอย่างต่อเนื่อง จนเธออาจนิยามตัวเองได้ว่าเป็นผู้ไม่หยุดตั้งคำถามกับอำนาจและความเป็นธรรม

เธอเริ่มต้นการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนจะเดินทางออกไปเผชิญกับประสบการณ์ในต่างประเทศ ที่ Jawaharlal Nehru University (JNU) ประเทศอินเดีย มหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อเรื่องจุดยืนทางความคิดแบบก้าวหน้า การวิพากษ์วิจารณ์รัฐ และการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน หรือเรียกว่าเป็น “มหาวิทยาลัยฝ่ายซ้ายของอินเดีย” ก็ว่าได้

จากนั้น เส้นทางวิชาการของเธอปิดท้ายการเรียนรู้ที่มหาวิทยาลัยอิสตันบูล ประเทศตุรกี ด้วยการศึกษาด้านรัฐศาสตร์ในอีกแง่มุมหนึ่งของโลกที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดระหว่างอำนาจรัฐ การเมือง และเสรีภาพของประชาชน ประสบการณ์จากการเรียนรู้ในหลายประเทศทำให้เธอเข้าใจว่าการเรียกร้องความยุติธรรม ไม่ได้หมายถึงการมองเห็นเพียงเหตุการณ์ความรุนแรงที่ปรากฏต่อหน้าเท่านั้น แต่ยังต้องมองลึกลงไปถึงโครงสร้างอำนาจที่กดทับสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เอาไว้ในชีวิตประจำวันของผู้คนด้วย

สิทธิมนุษยชนเรื่องปกติที่ต้องทำให้เป็นปกติ

ในสังคมไทย คำว่า “สิทธิมนุษยชน” มักถูกทำให้กลายเป็นเรื่องอ่อนไหว บางครั้งถูกมองว่าเป็นค่านิยมจากตะวันตกที่เข้ามาท้าทายศาสนา วัฒนธรรม หรือวิถีชีวิตดั้งเดิม แต่สำหรับ ยาสมิน ซัตตาร์ เธอเห็นต่างจากมายาคติเหล่านี้ เพราะเชื่อว่าสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัว แต่เป็นเรื่องธรรมดาที่ฝังอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน และควรเริ่มต้นจากพื้นที่ที่ใกล้ตัวและเป็นส่วนตัวที่สุด

สำหรับยาสมิน สิทธิมนุษยชนเริ่มจากสิทธิพื้นฐานที่สุด คือการมีชีวิตและลมหายใจอย่างปลอดภัย ปราศจากอำนาจที่ไม่เป็นธรรมที่คุกคามร่างกายและศักดิ์ศรีของมนุษย์ ต่อเนื่องไปถึงสิทธิในการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานของชีวิต หรือปัจจัย 4 อย่างที่เรารู้จักกัน ไม่ว่าจะเป็นการที่เด็กคนหนึ่งต้องไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา การที่ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยารักษาโรค หรือการที่ทุกคนมีอาหารเพียงพอโดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

“เราอยากให้ทั้งการเข้าถึงยา การศึกษา อาหาร คือเรื่องสิทธิพื้นฐานที่ง่ายมาก ที่ทุกคนก็ควรจะได้เข้าถึงเรื่องพวกนี้”

“สิทธิมนุษยชนควรเป็นเรื่องปกติในชีวิตของพวกเรา ไม่ใช่เรื่องของการเป็นขบถ ไม่ว่าจะหายใจ ตื่นขึ้นมาสูดอากาศ นั่นก็คือสิทธิของเราทุกคน”

“สิทธิมาพร้อมกับหน้าที่ เราเรียกร้องสิทธิอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องรับผิดชอบหน้าที่ของเราให้ดีด้วย นั่นแหละถึงจะเรียกว่าสิทธิมนุษยชน”

ขณะที่ ในมิติทางวัฒนธรรมและความเชื่อ เธอยกตัวอย่างใกล้ตัวโดยมองว่าสิทธิมนุษยชนอาจหมายถึงการที่ใครคนหนึ่งสามารถสวมฮิญาบได้ตามการตัดสินใจของตัวเองโดยไม่ถูกเหมารวมว่าเป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรงหรือความแปลกแยก ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดชายแดนใต้หรือประเทศอื่นๆ ซึ่งนี่ถือว่าเป็นการยอมรับว่าความหลากหลายทางศาสนาและการมีอัตลักษณ์เฉพาะตัวต้องไม่ใช่ภัยคุกคามของสังคม แต่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมเดียวกันได้ เหมือนที่กล่าวในช่วงต้นว่าไม่ว่าจะประเทศไทยหรือที่ไหนบนโลกใบนี้จะต้องมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม

แม้กระทั่งในเรื่องสิทธิของเด็ก ยาสมินชี้ให้เห็นว่าสิทธิมนุษยชนไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็นเรื่องของรัฐหรือกฎหมายเท่านั้น แต่เรื่องสิทธินั้นแทรกซึมอยู่ในความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดที่สุดของใครหลายคน เช่น ความเป็นส่วนตัวของเด็กที่แม้แต่พ่อแม่เองก็ต้องเคารพ ตั้งแต่การรับฟังเสียงของเขา ไปจนถึงการไม่เผยแพร่ภาพถ่ายของลูกบนสื่อสังคมออนไลน์โดยไม่ได้รับความยินยอม เมื่อเด็กคนนั้นเริ่มรู้เท่าทันและมีตัวตนของตัวเองเมื่อเติบโตขึ้น

ในมุมมองของเธอ คำว่าสิทธิมนุษยชนจึงไม่ใช่การต่อต้านความเชื่อ ศาสนา หรือวัฒนธรรม หากแต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อให้ผู้คนที่แตกต่างหลากหลายสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่ต้องหวาดระแวงซึ่งกันและกัน

เสาหลักแห่งสิทธิที่ต้องไปต่อในปี 2026

เมื่อมองไปยังอนาคตท่ามกลางความผันผวนของสังคมไทยและโลก อาจารย์ยาสมินชวนให้หันกลับมาทบทวนหัวใจของการขับเคลื่อนสังคมและการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง ในมุมมองของเธอสิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งคือสิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรม เพราะความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวหรือเพียงระยะสั้นเท่านั้น แต่มีรากที่ฝังลึกจากโครงสร้างความไม่เป็นธรรมที่อยู่มายาวนาน การสร้างกลไกยุติธรรมที่โปร่งใส เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ จึงไม่ใช่เพียงมาตรฐานที่ต้องทำ แต่จะเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการคลี่คลายความรุนแรงและการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นได้ในวันใดวันหนึ่ง

ควบคู่ไปกับสิ่งนี้ อาจารย์ยาสมินเน้นย้ำถึงความหมายของการมีส่วนร่วมทางการเมืองในฐานะ “พลเมืองที่ตื่นรู้” (Active Citizen) ที่สิทธิไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนรอรับจากรัฐฝ่ายเดียว แต่สามารถเกิดขึ้นได้จากการที่ผู้คนลุกขึ้นมาใช้สิทธิของตัวเองได้ ทั้งในการเลือกตั้ง การมีส่วนร่วมในพื้นที่สาธารณะ และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างต่อเนื่อง เมื่อเสียงของประชาชนไม่ถูกทำให้เงียบหาย สิทธิมนุษยชนจึงจะไม่กลายเป็นเพียงคำในเอกสารที่เข้าใจยากหรือจับต้องยาก แต่สิทธิจะเป็นคำที่มีพลังในการกำหนดทิศทางของประเทศได้จริง

เหนือสิ่งอื่นใด อาจารย์ยาสมินย้ำว่า สิทธิในการมีชีวิตอยู่คือสิทธิพื้นฐานที่สุดของความเป็นมนุษย์ เป็นเส้นขั้นต่ำที่ไม่ควรถูกนำไปต่อรอง ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลเรื่องอำนาจ ความมั่นคง หรือผลประโยชน์ทางการเมืองใดก็ตาม ไม่มีเงื่อนไขใดที่ควรถูกใช้เพื่อทำให้การพรากชีวิตกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ เพราะหากสังคมยังไม่ยืนอยู่บนหลักการพื้นฐานข้อนี้ การพูดถึงความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนก็ย่อมเป็นไปได้ยากอย่างแท้จริง

เสียงของผู้หญิงในพื้นที่การเมือง การท้าทายมายาคติเรื่องอิหม่าม

งานวิจัยของ ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ ว่าด้วยนักการเมืองหญิงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชี้ให้เห็นการต่อสู้ที่ดำเนินอยู่ตลอดเวลาระหว่างบทบาทของผู้หญิงกับคำอธิบายทางศาสนา ที่ถูกนำมาใช้ในพื้นที่การเมืองและพื้นที่สาธารณะ ยาสมินพบว่าในสังคมยังมีกลุ่มคนที่พยายามตีความคำว่าศาสนาเพื่อใช้เป็นเหตุผลในการจำกัดพื้นที่ของผู้หญิง โดยเฉพาะในบทบาทของการเป็นผู้นำและผู้ตัดสินใจ ในฐานะนักวิชาการที่ทำงานด้านการศึกษา เธอเลือกจะยืนยันข้อเท็จจริงบนหลักศาสนาว่า

“ผู้หญิงสามารถเป็นผู้นำและผู้ตัดสินใจได้ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นทั้งผู้นำทางสังคมและทางการเมือง ยกเว้นเพียงการเป็นผู้นำละหมาด(อิหม่าม)ที่มีผู้ชายร่วมอยู่ด้วยหรือผู้นำสูงสูงในบริบทของรัฐอิสลาม(คอลีฟะฮ์)”

จุดยืนนี้ทำให้ยาสมินในฐานะนักวิชาการหญิงมุสลิมถูกมองว่าอาจเป็นขบถต่อขนบธรรมเนียมในสายตาของบางคน ทั้งในปัตตานีและในกลุ่มสังคมบางส่วนที่คุ้นชินกับภาพผู้หญิงในบทบาทแบบเดิม แต่สำหรับเธอการตั้งคำถามเช่นนี้ไม่ได้หมายถึงการต่อต้านศาสนา หากคือการทำความเข้าใจศาสนาอย่างรอบด้าน ผ่านทั้งองค์ความรู้ ประสบการณ์ชีวิต และบริบทของโลกที่เปลี่ยนไป ซึ่งสามารถเห็นผู้หญิงอยู่ในพื้นที่การเมืองได้เป็นปกติในประเทศมุสลิมหลายๆ ประเทศ

ยาสมินมองว่าความคิด ความเชื่อ และบทเรียนที่เธอได้รับจากเส้นทางวิชาการ คือการยืนยันว่าผู้หญิงไม่ใช่เพียงองค์ประกอบเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของความเท่าเทียม หรือถูกดึงมาเป็นเพียงเครื่องมือบาลานซ์ชายหญิงในการจัดงานต่างๆ หากแต่เป็นฟันเฟืองสำคัญของการขับเคลื่อนสังคมและการสร้างสันติภาพให้เห็นชัดขึ้น ฉะนั้น เสียงของผู้หญิงจึงไม่ควรถูกลดทอนให้เป็นเพียงสัญลักษณ์ประกอบเท่านั้น แต่ต้องได้รับการยอมรับในฐานะพลังที่มีความหมายต่ออนาคตของพื้นที่และสังคมโดยรวม

จากปัตตานีถึงปาเลสไตน์ จริยธรรมในฐานะพลเมืองโลก

แนวคิดเรื่อง Justice Beyond Borders หรือความยุติธรรมที่ไม่หยุดอยู่แค่เส้นพรมแดนรัฐ ถูกยาสมินหยิบยกขึ้นมาพูดผ่านความเจ็บปวดที่กำลังเกิดขึ้นในปาเลสไตน์ โดยเฉพาะสถานการณ์ในฉนวนกาซา สำหรับเธอสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวของผู้คนในประเทศอื่น หากแต่เป็นบททดสอบสำคัญของความหมายคำว่า “พลเมืองโลก” (Global Citizen) เธอชี้ให้เห็นว่าหากสังคมโลกยอมให้กฎหมายระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนถูกทำให้ไร้ความหมายในปาเลสไตน์ เพียงเพราะการคำนึงถึงผลประโยชน์หรืออำนาจของประเทศมหาอำนาจ วันหนึ่งบรรทัดฐานที่ถูกทำลายนี้ย่อมย้อนกลับมาส่งผลต่อทุกคน เพราะเมื่อกติกาสากลไม่ถูกยึดถืออย่างเท่าเทียม ความไม่เป็นธรรมก็สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้

สำหรับยาสมิน การเพิกเฉยต่อความรุนแรงและการทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ เท่ากับการยอมรับโดยปริยายว่าชีวิตมนุษย์มีคุณค่าไม่เท่ากัน และนั่นคือจุดที่จริยธรรมของสังคมโลกกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก เธอจึงย้ำว่าการใส่ใจต่อปาเลสไตน์ไม่ใช่เพียงเรื่องของศาสนา หรือการเลือกข้างทางอัตลักษณ์ หากเป็นเรื่องของเพื่อนมนุษย์ และความรับผิดชอบร่วมกันของผู้คนในโลกที่เชื่อว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ควรได้รับการคุ้มครองที่เท่ากัน ไม่ว่าชีวิตนั้นจะอยู่มุมใดของโลกก็ตาม

“เราต้องไม่โอเคกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์… มันเป็นเรื่องของ Humanity ในการมองเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนอื่นอย่างที่คนปกติต้องมองว่าเราเป็นเพื่อนร่วมโลกเดียวกัน”

“ถ้าเราทำเรื่องสิทธิมนุษยชนให้ไร้ค่า สุดท้ายมันจะไม่จบที่ความขัดแย้งเดียว แต่มันจะขยายไปเรื่องเลวร้ายอื่นๆ อีกมากมาย”

พื้นที่ปลอดภัยและการส่งต่อในยุค AI

ยาสมินเชื่อว่าสถาบันการศึกษาควรเป็น พื้นที่ปลอดภัย หรือ Safe Space มากที่สุด เพราะหากในรั้วมหาวิทยาลัย นักศึกษายังไม่สามารถแสดงออกทางการเมืองได้อย่างปลอดภัย สังคมภายนอกสำหรับเธอก็คงยากจะมีความหวัง การมีอยู่ของ Amnesty Club ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งเป็นคลับแอมเนสตี้แห่งแรกของประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นราวปี 2555 จึงมีความหมายมากกว่ากิจกรรมเสริมหลักสูตร สำหรับยาสมิน ที่นี่คือพื้นที่บ่มเพาะการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่ง 

“หากสถานศึกษาไม่เป็น Safe Space ก็คงไม่มีพื้นที่อื่นแล้วที่จะพูดเรื่องความเห็นทางการเมืองได้”

“เราอยากเห็น Active Citizen มากขึ้น ไม่ใช่แค่คนรุ่นใหม่แต่คือทุกกลุ่มในสังคม”

นอกเหนือจากความรู้ทางวิชาการยังรวมถึงการเติบโตทางอารมณ์ ความสัมพันธ์ทางสังคม และความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ หรือสิ่งที่เรียกรวมกันว่า Soft Skills ตลอดจนการสร้างความตื่นตัวต่อเหตุการณ์และปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมรอบตัว แม้ในยุคที่ AI กำลังเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในหลายบริบท ยาสมินในฐานะอาจารย์คนหนึ่งทิ้งท้ายด้วยความเชื่อมั่นว่า สิ่งเดียวที่ AI ไม่อาจเลียนแบบได้คือ “Empathy” หรือความเห็นอกเห็นใจ ความรู้สึกเจ็บปวดเมื่อเห็นเพื่อนมนุษย์ถูกรังแก ถูกทำร้าย หรือถูกความไม่เป็นธรรมคืบคลานเข้ามาในชีวิต นี่คือคุณสมบัติเดียวที่ยังคงรักษาความเป็นมนุษย์เอาไว้ได้ ในโลกที่เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาแทนที่หลายสิ่งอย่างรวดเร็ว

สิทธิของคุณสิ้นสุดที่การละเมิดสิทธิผู้อื่น

“เรื่องปกติก็อย่าทำให้มันไม่ปกติ และเรื่องไม่ปกติก็อย่าพยายามทำให้มันกลายเป็นเรื่องปกติ”

นี่คือข้อความที่ยาสมินฝากไว้ในช่วงท้ายของการสนทนา สำหรับเธอสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เครื่องมือในการห้ำหั่นหรือการทำให้ใครต้องแพ้ชนะกันไปข้างหนึ่ง แต่สิทธิคือการสร้างพื้นที่ที่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย มีความเป็นมนุษย์ที่เท่ากัน อย่างน้อยที่สุดคือการได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน ขณะเดียวกัน การเรียกร้องสิทธิย่อมต้องเดินควบคู่ไปกับหน้าที่ในการเคารพความเชื่อและความแตกต่างของผู้อื่น

ในปี 2026 และปีต่อๆ ไป โลกที่น่าอยู่ที่สุดในมุมมองของเธอ คือโลกที่ผู้คนยังมองเห็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในกันและกัน ไม่ว่าคนตรงหน้าจะสวมฮิญาบ ใส่ชุดแบบไหน หรือแม้แต่ยืนอยู่คนละฝั่งของความเชื่อและความคิดเห็นที่แตกต่าง เพราะท้ายที่สุดแล้วการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม เริ่มต้นจากความอ่อนโยน และการเคารพซึ่งกันและกัน

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน