เมื่อ ‘เสียงเล็กๆ’ ของ Gen Z พูดเรื่องสิทธิในปี 2026 คุยกับ ‘เช่-นามีร่า’ ถึงความหวังและพื้นที่ปลอดภัยใน Amnesty Club

เข็มนาฬิกาเคลื่อนเข้าสู่ปีใหม่ 2026 คำถามในใจคนรุ่นใหม่หรือคนเจนใหม่ๆ ในตอนนี้อาจไม่ใช่แค่ “เรียนจบแล้วจะไปทำอาชีพอะไร” แต่เป็นคำถามที่ขยับไปมากกว่านั้นคือ “เรากำลังจะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมแบบไหน” ต้นปีที่ผ่านมา เราเดินทางล่องใต้มุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) จึงได้ไปพบกับ “นามีร่า บิลเหล็ม” หรือ “เช่” นักศึกษาเฟรชชี่ปี 1 คณะรัฐศาสตร์ เอกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เช่ คือเยาวชนจากสงขลาที่พกพาความสดใสและมิตรภาพของ “แก๊งเพื่อนสนิท 8 คน” ที่พร้อมใจจูงมือกันเดินเข้าสู่โลกของสิทธิมนุษยชนในรั้วมหาวิทยาลัย ด้วยความสนใจที่ก่อตัวมาตั้งแต่มัธยมฯ จากเด็กวัย 16 ปี ที่เคยตั้งคำถามต่อความรุนแรงในสังคม วันนี้เธอเติบโตขึ้นมาเป็นหนึ่งในสมาชิก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และเป็นฟันเฟืองสำคัญใน Amnesty Club ของ ม.อ.ปัตตานี ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า “ความหวัง” และ “ความสนุก” คือเรื่องเดียวกัน

จากนี้ ลืมภาพจำเดิมๆ ที่ว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนต้องเครียดหรือน่ากลัวไปได้เลย เพราะบทสนทนาต่อจากนี้ จะพาไปสัมผัสพลังงานบวกของคนรุ่นใหม่ ที่ทำให้เรื่องสิทธิมนุษยชนกลายเป็นเรื่องเดียวกับลมหายใจและไลฟ์สไตล์ของพวกเขา

จุดเริ่มต้น: เมื่อความเห็นต่าง ไม่ควรแลกด้วยความกลัว

ย้อนไทม์ไลน์กลับไปไม่กี่ปีก่อน ช่วงที่หน้าฟีดโซเชียลมีเดียอัดแน่นด้วยการเมืองจนแทบไม่มีช่องว่างให้หายใจ ตอนนั้นเช่ยังเป็นนักเรียนมัธยมปลายวัย 16 ปี วัยที่ควรได้ใช้ชีวิตสนุกตามประสาวัยรุ่น แต่โลกความจริงกลับบีบให้ตื่นมาเจอข่าวสารที่ทำให้ต้องตั้งคำถาม สิ่งที่สะกิดใจเช่ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งของคนเห็นต่าง แต่คือความรู้สึกว่า “กติกาของสังคมนี้… ไม่แฟร์เลย”

คำว่า “ไม่แฟร์” ในสายตาของเช่ คือภาพความเหลื่อมล้ำทางอำนาจที่ชัดเจนจนน่ากลัว ฝั่งหนึ่งมีอำนาจล้นมือ แต่อีกฝั่งกลับถูกกระทำเพียงเพราะคิดไม่เหมือนกัน เธอเล่าว่าตัวเองได้เห็นข่าวเรื่องการอุ้มหายที่ผู้คนค่อยๆ หายไปอย่างไร้ร่องรอย ขณะเดียวกันกระบวนการยุติธรรมก็ดูเหมือนจะไม่ยุติธรรมตามความหมาย รวมถึงภาพการใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามผู้คนที่ออกมาเรียกร้อง สิ่งเหล่านี้ทำให้เธออดถามไม่ได้ว่า “ทำไมราคาที่ต้องจ่ายของการพูดความจริง… ถึงแพงขนาดนี้”

“มนุษย์เราไม่ได้มีความคิดเหมือนกันทั้งหมด แต่พอมีคนเห็นต่างแล้วต้องกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง มันไม่ค่อยโอเค… หนูรู้สึกว่ามันไม่แฟร์กับการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุม การพูด หรือการเขียน”

ความรู้สึก “เอ๊ะ” เล็กๆ ในวันนั้นไม่ได้หายไป แต่ค่อยๆ ก่อตัวเป็นคำถามก้อนใหญ่ที่วนอยู่ในหัว… ทำไมการพูดเรื่องการเมืองในที่สาธารณะถึงกลายเป็นเรื่องที่น่ากลัว ทำไมเราต้องคอยระแวงและเซ็นเซอร์ตัวเองอยู่ตลอดเวลา คำถามเหล่านี้สะท้อนบรรยากาศความกลัวที่กดทับคนรุ่นใหม่มายาวนาน จนอาจบีบให้หลายคนเลือกเงียบเพื่อความอยู่รอด และความอึดอัดนี้เองกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้เช่ตัดสินใจเข้าเรียนในคณะรัฐศาสตร์ ไม่ใช่แค่เพื่อเรียนรู้ระบบ แต่เพื่อค้นหา “พื้นที่ปลอดภัย” ที่เธอจะสามารถส่งเสียงของตัวเองได้ดังๆ โดยไม่ต้องคอยระแวงข้างหลังอีกต่อไป

Amnesty Club: พื้นที่ที่ไม่ใช่แค่ ‘การต่อสู้’ แต่คือ ‘ไลฟ์สไตล์’

หลายคนอาจติดภาพว่าการทำงานสิทธิมนุษยชนต้องเคร่งเครียด ต้องเสี่ยงอันตราย หรือต้องแลกด้วยความเหนื่อยล้า แต่สำหรับเช่และเพื่อนๆ อีก 8 คน ที่เรียกตัวเองว่าชาว Gen Z พวกเขามองว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนคือเรื่องใกล้ตัวและเป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์ เป็นสิ่งที่อยู่ร่วมกับความสนุก ความเป็นเพื่อน และความสบายใจได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคำว่าภารกิจเสมอไป เช่เล่าถึงบรรยากาศใน Amnesty Club ที่ ม.อ.ปัตตานี ว่าที่นี่คือพื้นที่หรือคอมมูนิตี้ของเพื่อน ที่เริ่มต้นรู้จักและทำงานร่วมกันแบบง่ายๆ จากการชวนกันไปกินข้าวและจบลงที่การชวนกันมาสมัครเข้าคลับยกแก๊งถึง 8 คน

เหมือนจุดเริ่มต้นที่ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากมาย เพียงแค่อยากชวนกันไปอยู่ในที่ที่คุยกันได้ จากนั้นเรื่องสิทธิมนุษยชนก็ค่อยๆ แทรกตัวเข้ามาอย่างเป็นธรรมชาติ ผ่านบทสนทนาเล็กๆ ในมื้ออาหาร ผ่านความเป็นเพื่อนที่ค่อยๆ ต่อกันเป็นวงกว้างขึ้น

“หลายคนอาจคิดว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องไกลตัวหรือเป็นเรื่องเครียด แต่พอมีแอมเนสตี้ คลับ ก็ทำให้มันใกล้ตัวมากขึ้น และเราคุยได้แบบไม่ต้องกังวล ไม่ได้เครียดอย่างที่คิด บางทีถ้าเหงาๆ ก็ไปนั่งเล่นบอร์ดเกมกันได้ บอร์ดเกมมีทั้งความรู้และความสนุก แถมได้เพื่อนเพิ่มด้วย”

ประโยคนี้เหมือนพาเราเข้าไปเห็นภาพของคลับในอีกมุมหนึ่ง มุมที่ไม่ได้เริ่มจากความตึงเครียด แต่มาจากความสบายใจ มาจากความรู้สึกว่า “ฉันมีที่ไป” และ “ฉันมีคนคุยด้วย” เพราะสำหรับคนรุ่นใหม่หลายคน การพูดเรื่องสิทธิในชีวิตจริงบางครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ใน Amnesty Club อย่างน้อยก็อาจทำให้สามารถเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ เริ่มจากการแลกเปลี่ยนเล็กๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตัดสิน และนั่นเองทำให้ Amnesty Club ไม่ได้เป็นแค่ชมรมที่รวมคนที่สนใจสิทธิมนุษยชน แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้ความสนใจนั้นมีที่ทาง มีจังหวะ และมีเพื่อนร่วมทาง ซึ่งทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่า… พวกเขาไม่ได้สู้อยู่คนเดียว

จาก ‘เครื่องหมายคำถาม’ สู่ ‘เทียนแห่งความหวัง’: เมื่อเสียงเล็กๆ รวมกัน

จากเด็กมัธยมในจังหวัดสงขลาที่เคยยืนมองโลโก้รูป “เทียนไขพันลวดหนาม” สีเหลืองเด่นด้วยความสงสัยว่านี่คือเครื่องหมายของอะไร วันนี้เช่ได้พาตัวเองก้าวข้ามเส้นแบ่งของความไม่รู้ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และเป็นกำลังหลักของคนทำงานในคลับอย่างเต็มตัว สิ่งที่ขับเคลื่อนเธอให้ลุกขึ้นมาทำกิจกรรม ไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยวที่อยากจะทำลายล้าง แต่คือความเชื่อมั่นในพลังของการรวมตัว เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง

เช่ตระหนักดีว่าในโลกที่กว้างใหญ่ เสียงของเด็กมหาวิทยาลัยเพียงคนเดียวอาจจะไม่ดังเท่าไหร่นัก แต่เธอยังเชื่อมั่นว่าหากเสียงกระซิบเหล่านั้นดังขึ้นพร้อมกันจากร้อยเป็นพัน จากพันเป็นหมื่น เสียงเหล่านี้จะกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนต่อความอยุติธรรมได้

“หนูรู้สึกว่าเสียงของหนูอาจเป็นแค่เสียงเล็กๆ แต่ถ้ามันรวมกันหลายๆ เสียง มันจะเป็นพลังที่ช่วยขับเคลื่อน และเป็นกระบอกเสียงให้กับคนที่กำลังถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่”

สำหรับคน Gen Z อย่างเช่ การลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิมนุษยชนจึงไม่ใช่เรื่องของการเรียกร้องผลประโยชน์เข้าตัว แต่มันขับเคลื่อนด้วย “Empathy” หรือความเข้าอกเข้าใจที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ มันคือความรู้สึกที่ว่าเราไม่สามารถเพิกเฉยได้เมื่อเห็นใครสักคนถูกรังแก ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นเพื่อนร่วมชาติ หรือเป็นคนที่อยู่อีกมุมหนึ่งของโลกที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน 

ฉะนั้น การตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกแอมเนสตี้ของเช่ จึงมีความหมายมากกว่าแค่การได้เป็นสมาชิกและได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ แต่มันคือการประกาศจุดยืนต่อตัวเองว่า เราขอเลือกที่จะเป็นคนที่ไม่นิ่งดูดาย และจะไม่ยอมปล่อยให้ความอยุติธรรมกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมของเรา

2026 ปีแห่งความหวัง ที่ ‘ความแตกต่าง’ ต้องงดงามกว่า ‘ความกลัว’

เมื่อเราถามถึงภาพอนาคตที่อยากให้ไปต่อในปี 2026 คำตอบของเช่ไม่ได้พาเราไปไกลถึงความสำเร็จทางวัตถุ ชื่อเสียง หรือเกรดเฉลี่ย แต่คำตอบของเธอพาเรากลับมาที่สิ่งที่เรียกว่า “ความปลอดภัยทางความคิด” ซึ่งความปลอดภัยทางความคิดในความหมายของเช่ ไม่ใช่แค่การคิดอะไรก็ได้แต่คือการมีสังคมที่คนสามารถคิดต่าง เห็นต่าง หรือพูดถึงเรื่องสาธารณะได้โดยไม่ต้องแลกด้วยความกลัว ไม่ต้องคอยกังวลว่าจะถูกทำร้าย ถูกปิดปาก หรือถูกทำให้รู้สึกว่าการมีความเห็นเป็นความผิด

เธอย้ำกับเราว่าสังคมที่น่าอยู่คือสังคมที่ความแตกต่างไม่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรง และสิทธิมนุษยชนต้องเป็นสมบัติของทุกคน ไม่จำกัดเพศ วัย หรือเจเนอเรชัน

“หนูอยากให้ปี 2026 เป็นปีที่ทุกคนเคารพความเห็นต่าง และเราสามารถเห็นต่างได้ โดยไม่ต้องกลัวหรือกังวลว่าจะเกิดอันตรายกับตัวเอง หนูหวังว่าสิทธิมนุษยชนจะเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และไม่มีใครมาพรากไปได้ค่ะ”

เรื่องราวของเช่และชาวแก๊งเพื่อนที่ ม.อ.ปัตตานี อาจเป็นเพียงหนึ่งในเสียงของสมาชิกแอมเนสตี้ แต่ก็ทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลง บ่อยครั้งมันเริ่มจากจุดเล็กๆ จากความสงสัยที่ยังไม่ยอมเงียบ จากคำถามที่ยังไม่ยอมถูกปิด และจากการได้มีคนข้างๆ ที่พร้อมเดินไปด้วยกัน ซึ่ง Amnesty Club คือหนึ่งในพื้นที่ที่ทำให้เส้นทางนี้เกิดขึ้นได้จริง

“ในปี 2026 และปีต่อๆ ไป เราเชื่อว่าพื้นที่อย่าง Amnesty Club จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ชมรมในมหาวิทยาลัย แต่จะเป็น Safe Zone ที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง ให้คนรุ่นใหม่กล้าที่จะฝันและกล้าที่จะเป็นตัวเอง ในสังคมที่พร้อมโอบรับทุกความหลากหลาย”

หากเชื่อว่าสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน และไม่อยากปล่อยให้ใครต้องต่อสู้เพียงลำพัง มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลังที่ขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า สำหรับบุคคลทั่วไปมาร่วมเป็นสมาชิก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เพื่อเป็นหนึ่งในเสียงที่ยืนหยัดเคียงข้างความถูกต้อง สำหรับนักเรียน นักศึกษา หรืออาจารย์ หากอยากเปลี่ยนโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ มาร่วมก่อตั้ง Amnesty Club ในสถาบันของคุณ เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนไปพร้อมกับเพื่อนๆ ทั่วประเทศ เพราะเราเชื่อว่าทุกเสียงมีพลังมากกว่าที่คุณคิด… มาช่วยกันทำให้ปี 2026 เป็นปีที่สิทธิมนุษยชนเบ่งบานไปพร้อมกัน

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน