Monday For Human Rights: ผ้าพันคออัญชัญ ปรีเลิศ การเดินทางที่พกพาเรื่องสิทธิไปเล่าได้ทุกที่ในชีวิต

เมื่อนึกถึงคำว่า ‘ต้นกล้า’ ภาพแรกที่ปรากฏอาจเป็นต้นอ่อนสีเขียวที่เพิ่งโผล่พ้นดิน เล็ก บอบบาง แต่เต็มไปด้วยพลังที่จะหยั่งรากและเติบโต หากได้อยู่บนผืนดินที่อุดมสมบูรณ์และมีน้ำหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ ในภาษาไทย คำนี้ไม่ใช่เพียงชื่อของต้นไม้ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของ การเริ่มต้น ความหวัง และการเปลี่ยนผ่าน

และเมื่อได้พบกับ ทักษิณ บำรุงไทย หลายคนในแวดวงนักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมหรือองค์กรไม่แสวงหากำไรคงคุ้นกับชื่อที่เรียบง่ายว่า ต้นกล้า ผู้ประสานงานกลุ่ม KNACK และสมาชิกของ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชื่อที่มักปรากฏอยู่ตามเวทีเสวนา เวิร์กช็อป หรือรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในภาคเหนือ ไม่ได้โผล่มาเพราะกระแส แต่ค่อยๆ เติบโตผ่านประสบการณ์จริงและการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง

และหากใครได้เจอต้นกล้าสักครั้ง หลายคนอาจจำไม่ได้ว่าเคยคุยอะไรกัน แต่กลับจำเขาได้ทันทีจาก เสื้อผ้าที่ดูเรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์ เสื้อคลุมแขนยาว ท่อนล่างทรงหลวมสบายตา และผ้าพันคอที่คล้องอยู่กับตัวแทบตลอดเวลา นี่เป็นสไตล์ที่ที่ทำให้เขากลายเป็นคนที่ถูกจดจำได้ง่ายในทุกวงสนทนา

ต้นกำเนิดของสไตล์นี้ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจจะสร้างภาพลักษณ์หรือสะท้อนเรื่องการนับถือศาสนา แต่การแต่งกายนี้เริ่มขึ้นในวันที่เขาเดินทางไปทำงานภาคสนามในจังหวัดชายแดนใต้เป็นครั้งแรก ต้นกล้าเล่าว่าก่อนจะเลือกแต่งตัว เขาถามเพื่อนในพื้นที่อย่างตรงไปตรงมา “เราไม่ใช่คนมุสลิมเราใส่แบบนี้ได้ไหม” คำตอบที่ได้รับคือ “ได้” คำสั้นๆ ที่เปิดประตูสู่การปรับตัวและการอยู่ร่วมอย่างเคารพตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทำให้เสื้อผ้าที่เคยเป็นเพียงเรื่องของความสะดวกสบาย กลายเป็นภาษาที่บอกถึงการให้เกียรติและเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นไปพร้อมกัน

“เราไม่ได้แต่งแบบมุสลิมเพื่อให้คนมองว่าแปลก แต่เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสุภาพ เวลาไปศาลหรือหน่วยงานราชการ เสื้อผ้าแบบนี้ก็สุภาพพอ ไม่ต้องแบกสูทหลายชุด แค่ชุดเดียวก็เอาอยู่ จบ เรียบร้อย ให้เกียรติทั้งบุคคลและสถานที่”

เสื้อผ้าสไตล์มุสลิมในไทยส่วนใหญ่ถูกผลิตขึ้นโดย ชุมชนมุสลิมในภาคใต้ ที่ตัดเย็บด้วยผ้าระบายอากาศดี เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นและวิถีชีวิตเรียบง่าย ทั้งผ้าบาติก ฮิญาบ ไปจนถึงชุดคลุมที่ดูสุภาพและคล่องตัว บางชุมชนออกแบบให้สวมใส่ได้ทั้งในงานชุมชนและพื้นที่ทางการ รักษาความสุภาพแต่ไม่อึดอัด การหยิบชุดเหล่านี้มาใส่จึงไม่ใช่เพียงการแต่งกายตามความเหมาะสม แต่เป็นวิธีหนึ่งในการบอกว่า “เราอยากอยู่ร่วมกับผู้คนในทุกพื้นที่อย่างให้เกียรติ”

และจากการเลือกเสื้อผ้าที่สะท้อนวัฒนธรรม ต้นกล้ายังพกพาอีกหนึ่งเรื่องเดินทางไปทำงานด้วยในหลายๆ ครั้ง คือการเป็นสมาชิกแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ในแบบที่ไม่ใช่แค่ถือบัตรหรือจ่ายค่าสมาชิกประจำปี แต่แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันผ่าน ของใช้เล็กๆ จาก Amnesty Shop Thailand ไม่ว่าจะเป็นพวงกุญแจ เสื้อ กระเป๋าผ้า หรือของใช้ที่หยิบติดตัวไปทำงานและเดินทางภาคสนาม

โดยเฉพาะ “ผ้าพันคออัญชัญ ปรีเลิศ” ผู้หญิงวัยเกษียณที่เคยถูกตัดสินโทษจำคุกยาวนานที่สุดในประเทศไทยภายใต้คดี มาตรา 112 เพียงเพราะถูกกล่าวหาว่าแชร์คลิปเสียงทางการเมืองบนอินเทอร์เน็ต อัญชัญกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของการต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการแสดงออกในสังคมไทย เธอถูกจองจำเป็นเวลาหลายปีก่อนจะได้รับอิสรภาพในที่สุด แต่เรื่องราวของเธอยังทำหน้าที่บอกเล่าความไม่เป็นธรรมต่อไป ผ่านผืนผ้าที่คล้องอยู่บนบ่าของคนธรรมดาคนหนึ่ง

สำหรับต้นกล้า ผ้าพันคอผืนนี้ไม่ใช่แค่เครื่องแต่งกาย แต่คือ บทสนทนาเคลื่อนที่ ทุกครั้งที่ออกไปทำงานหรือร่วมกิจกรรม หากมีใครเอ่ยถาม เขาก็จะได้เล่าเรื่องของอัญชัญว่าเธอคือใคร ทำไมถึงถูกจองจำ และทำไมเรื่องนี้ยังสำคัญต่อทุกคน คำถามที่ตามมามักไม่ใช่แค่ “เธอคือใคร” แต่กลายเป็น “เราจะทำอย่างไรไม่ให้ใครต้องเจอชะตาแบบนี้อีก”

“ผ้าพันคออัญชัญ ปรีเลิศ ของแอมเนสตี้ ไม่ได้เป็นแค่เครื่องแต่งกายสำหรับเรา แต่ทุกครั้งที่เอาไปใส่ เหมือนการพกพาบทสนทนาออกไปด้วยเสมอ พอมีคนถาม ก็ได้เล่าให้ฟังว่าเธอคือใคร ทำไมถึงถูกจองจำ ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับทุกคน พอได้คุยเรื่องนี้คำถามมักไม่หยุดแค่ว่าเธอคือใคร แต่กลายเป็นแล้วเราจะทำยังไง…เพื่อไม่ให้ใครต้องเจอแบบนี้อีก”

ต้นกล้าเชื่อว่าการเป็นสมาชิกแอมเนสตี้ไม่จำเป็นต้องออกไปเดินขบวนทุกครั้ง หรือทำงานภาคสนามอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนรายเดือน การซื้อสินค้าที่บอกเล่าประเด็นสิทธิ หรือการแต่งตัวที่ส่งสารอย่างเงียบๆ ก็เพียงพอที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการบอกว่า คนทำงานสิทธิไม่ควรต้องต่อสู้อย่างเดียวดาย

“อยากให้ทุกคนตระหนักสิทธิของตัวเอง และเคารพสิทธิผู้อื่น ช่วยกันผลักดันให้สิทธิมนุษยชนเติบโตและเบ่งบาน”

การรู้จักต้นกล้าจึงไม่ใช่เพียงการเจอนักกิจกรรมคนหนึ่ง แต่คือการพบใครบางคนที่ใช้ ชีวิตประจำวันเป็นพื้นที่สื่อสารสิทธิ ผ่านทุกสิ่งที่สวมใส่และพกติดตัว เงียบ เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่พร้อมจะถูกหยิบมาเล่าเมื่อมีคนเอ่ยถาม และนั่นคือเสน่ห์ที่ทำให้เรื่องราวของต้นกล้าน่าติดตาม ก่อนพาผู้อ่านไปเจอเส้นทางที่ลึกและหนักแน่นกว่าที่ตาเห็น

เด็กกิจกรรมหัวแถวในโรงเรียน ก่อนสนใจเรื่องสิทธิ

เส้นทางนี้ของต้นกล้าไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน เขาเริ่มต้นตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมในฐานะ “เด็กกิจกรรมหัวแถว” ของโรงเรียน เด็กที่ไม่ปล่อยให้โอกาสในการเรียนรู้ผ่านไปเฉยๆ แต่เลือกเข้าร่วมทุกครั้งที่มีเวทีให้ลอง ได้ลองจัด ได้ลองฟัง ได้ลองถกเถียง ในขณะที่เพื่อนหลายคนเลือกอยู่ในกรอบที่ปลอดภัย เขากลับก้าวออกมาทดลองทำสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเองอยู่เสมอ จากนั้น เรื่องราวก็ค่อยๆ ก่อร่างขึ้นด้วยประสบการณ์การทำงานกับชุมชน สิทธิมนุษยชน และเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่ภาคเหนือ เรื่องราวที่ไม่ได้เกิดจากแรงบันดาลใจชั่วคราวในตอนเด็ก แต่เกิดจากการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับต้นกล้าอ่อนที่ค่อยๆ เติบโตกลายเป็นต้นไม้ที่แข็งแรงขึ้นทุกปี

“เราเป็นเด็กกิจกรรมตั้งแต่เรียนอยู่ในโรงเรียน ตอนนั้นยังไม่ใช้คำว่า Activism หรือนักกิจกรรมด้วยซ้ำ แค่รู้สึกว่าออกไปข้างนอกได้เรียนรู้อื่นๆ ที่ห้องเรียนไม่มีก็เท่านั้นเอง”

จากเด็กที่เพียงอยากมองโลกให้กว้างกว่าหน้าต่างห้องเรียน ต้นกล้าค่อยๆ ก้าวออกไปสู่พื้นที่ใหม่ๆ ทีละก้าว จากการเป็นแกนนำนักเรียนในกิจกรรมเล็กๆ ภายในโรงเรียน สู่การก่อตั้งชมรมประชาธิปไตยในมหาวิทยาลัย และต่อเนื่องไปสู่การทำงานด้านสิทธิมนุษยชนกับ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องราวส่วนตัวที่ถูกหยิบมาบอกเล่าในบทความนี้ แต่เป็นภาพสะท้อนของกระบวนการเรียนรู้และตื่นรู้ของคนธรรมดาที่ค่อยๆ พบว่า “สิทธิ” และ “เสรีภาพ” ไม่ใช่คำใหญ่ไกลตัว หากเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราอยู่แล้ว เพียงแต่ครั้งหนึ่งเราอาจไม่เคยรู้จักชื่อเรียกของมัน

สำหรับ ต้นกล้า สมาชิกแอมเนสตี้ ประเทศไทย ในทุกก้าวที่ผ่านมาคือการงอกงาม จากความสงสัยเล็กๆ ในวัยเรียน ไปสู่ความเข้าใจว่าโลกภายนอกห้องเรียนเต็มไปด้วยความซับซ้อน และสิ่งที่เรียกว่า สิทธิมนุษยชน ไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎีในหนังสือ แต่เป็นลมหายใจของผู้คนที่ต้องการมีชีวิตที่มีคุณค่าและได้รับการยอมรับเช่นเดียวกับใครทุกคน เรื่องเล่าของต้นกล้าในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การย้อนรอยชีวิตของคนหนึ่ง แต่คือเส้นทางของการเติบโตที่บอกว่า สิ่งที่ดูไกลตัวที่สุดอาจเริ่มต้นได้จากการออกไปเห็น ฟัง และตั้งคำถามตั้งแต่ยังไม่รู้จักคำว่าสิทธิมนุษยชนด้วยซ้ำไป

ห้องเรียนที่อยู่นอกห้องเรียน

ชีวิตของ ต้นกล้า ในฐานะ “เด็กกิจกรรม” เริ่มจากความอยากก้าวออกไปสู่โลกกว้าง ตั้งแต่ยังอยู่ในช่วงประถมปลายถึงมัธยมต้น พอดีกับช่วงเวลาที่สังคมไทยเริ่มตื่นตัวเรื่องเอชไอวีและโรคเอดส์ โรงเรียนทั้งในเมืองและชนบทถูกเชื่อมโยงกับโครงการเพศศึกษา มีค่าย เวิร์กช็อป และการอบรมเยาวชนที่เดินทางไปถึงห้องเรียน สำหรับต้นกล้าในวัยนั้นตัดสินใจเข้าร่วมทันทีโดยไม่ลังเล และการเข้าค่ายครั้งแรกก็เปลี่ยนบางอย่างไปตลอด เมื่อกลับมา เขาไม่ได้เป็นเพียงผู้เข้าร่วมอีกต่อไป แต่กลายเป็นแกนนำนักเรียนที่ลุกขึ้นแบ่งปันความรู้กับเพื่อนๆ ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน

“สิ่งที่ได้มันไม่ใช่แค่ข้อมูลเรื่องโรคหรือเพศศึกษา แต่คือการได้เห็นโลกอีกใบหนึ่งที่กว้างกว่ารั้วโรงเรียน กับหนังสือบนโต๊ะเรียน” ต้นกล้าย้อนเล่า “เราไปเจอเพื่อนต่างโรงเรียน เจอรุ่นพี่ที่มีความคิดไม่เหมือนกัน ได้ลองเขียนเรียงความ ลองออกเวิร์กช็อป มันเปิดพื้นที่ให้เราได้ฝึกเป็นทั้งผู้ฟังและผู้พูด”

ค่ายและกิจกรรมเหล่านั้นไม่ใช่แค่เรื่องสนุกสนาน แต่คือการเปิดประตูไปสู่โลกที่เต็มไปด้วยผู้คนที่หลากหลายและเรื่องราวที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน เพราะทำให้ต้นกล้าได้เจอเพื่อนต่างโรงเรียน ได้เจอรุ่นพี่ที่มีวิธีคิดไม่เหมือนกัน บางคนมาจากบ้านที่แตกต่าง บางคนเจอปัญหาชีวิตที่เราไม่เคยคิดว่าจะมีอยู่จริง แล้วนำเรื่องราวมาเล่า มาแลกเปลี่ยนกัน ทำให้เห็นว่าโลกมันกว้างกว่าที่เห็นจากชานระเบียงห้องเรียนมากๆ เลยทำให้เขารู้สึกว่ากิจกรรมที่ทำอยู่คือห้องเรียนอีกแบบหนึ่ง ที่สอนให้เราเห็นคน สอนให้เราเห็นสังคม และสอนให้เราเห็นตัวเองในแบบที่ห้องเรียนปกติไม่เคยทำให้เห็น

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ทำให้โรงเรียนกลายเป็นพื้นที่บ่มเพาะสำคัญ สำหรับต้นกล้า “ห้องเรียน” ไม่ได้หมายถึงแค่โต๊ะ เก้าอี้ เพื่อน ครู หรือกระดานดำ แต่คือทุกพื้นที่นอกห้องเรียนที่เปิดให้ได้รู้จักสิทธิ เห็นความหลากหลาย และเรียนรู้ร่วมกับผู้คนรอบข้าง ประสบการณ์เหล่านี้ค่อยๆ วางเส้นทางชีวิตที่ต่อมากลายเป็นเส้นทางของนักกิจกรรมอย่างเต็มตัว

“ช่วงนั้นอินเทอร์เน็ตยังช้ามาก จะหาความรู้เองก็ไม่ทันใจ เราเลยต้องออกไปหาโลกจริงๆ การไปค่าย ไปอบรม คือประตูที่ทำให้เราได้ออกนอกจังหวัด ออกนอกบ้าน ได้เห็นวัฒนธรรมใหม่ๆ ได้ลองเดินทางเองเป็นครั้งแรก และที่สำคัญทุกครั้งแทบไม่เสียเงินด้วยนะ อย่างมากก็ขอตังค์ที่บ้านนิดหน่อย แต่แลกมากับประสบการณ์ที่ทำให้เราโตขึ้นเร็วมาก”

การก้าวออกไปเจอโลกใบใหม่ในวัยเด็ก ทำให้ต้นกล้าไม่เพียงได้ “ความรู้” แต่ยังได้มุมมองและทักษะชีวิตที่ไม่มีในหลักสูตรใด และทั้งหมดนั้นคือรากฐานสำคัญที่ต่อยอดไปสู่การเป็นผู้ผลักดันสิทธิและเสรีภาพในเวลาต่อมา

ฤดูเปลี่ยนของการศึกษา ก้าวแรกในสำนักข่าว

ชีวิตนักเรียนสายวิทยาศาสตร์ของต้นกล้าเหมือนจะถูกปูทางมาตั้งแต่ยังเด็ก ต้องเรียนเก่ง เรียนหนัก ไปต่อสายหมอหรือวิศวะ แต่กับต้นกล้าเส้นทางไม่ได้ราบเรียบเช่นนั้น เขาเลือกเรียนคณะวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ในความเป็นจริงกลับค้นพบว่า สิ่งที่เรียนในตอนนั้นไม่อาจตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นต่อโลกและผู้คนที่เขาอยากรู้และสัมผัสได้ทั้งหมด ทำให้ช่วงปิดเทอมปีหนึ่ง เขาตัดสินใจรับงานพิเศษกับรุ่นพี่ในวงการข่าว ตอนนั้นยังเป็นยุคที่โทรทัศน์ใช้เทปคาสเซ็ต ทีมงานต้องนั่งแปลงไฟล์จากอนาล็อกเป็นดิจิทัล และเขามีหน้าที่ถอดเทป บันทึกคำต่อคำจากรายการข่าวที่ถูกนิยามว่าทำประเด็นกระแสรองหรือที่ไม่ค่อยมีผู้คนสนใจอย่างเรื่องสิทธิมนุษยชนในตอนนั้น 

“งานหลักคือถอดเทปจริงๆ นั่งฟังคำพูดของชาวบ้าน คนทำงานเอ็นจีโอ คนในชุมชนแรงงาน แล้วแปลงเป็นตัวหนังสือ ตอนแรกเราก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเขาเรียกมันว่าข่าวกระแสรอง แต่พอได้ฟัง ได้เห็น ก็เริ่มรู้ว่า สิ่งที่ถูกเล่าออกมาคือชีวิตของคนที่ไม่ค่อยมีพื้นที่ในสื่อใหญ่ๆ นี่แหละ คนที่สังคมมักจะมองข้ามไปเลยเรียกว่ากระแสรอง”

ประสบการณ์นั้นทำให้เขาได้เจอคำใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้ยิน เช่น ชาติพันธุ์ แรงงานข้ามชาติ สิทธิชุมชน คำเหล่านี้ตอนแรกสำหรับต้นกล้า ฟังดูแล้วคล้ายกันไปหมด แต่เมื่อใช้ผิดเพียงครั้งเดียว ทำให้เขาต้องกลับมาตั้งหลักทางภาษาใหม่ เพื่อไม่ทำให้ผู้ที่ถูกเรียกถูกลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์

“เราเคยเขียนรายงานแล้วใช้คำว่าต่างด้าว แทนที่จะใช้ว่าแรงงานข้ามชาติ โดนอาจารย์โทรมาดุเลย บอกว่าภาษาที่เราใช้สะท้อนมุมมองของเรา ถ้าใช้ผิดก็จะไปลดทอนคุณค่าคนที่อยู่ในข่าวนั้น ตั้งแต่นั้นมาเราเลยเริ่มตั้งใจแยกคำให้ถูกว่า คนไร้สัญชาติกับแรงงานข้ามชาติต่างกันยังไง หรือชาติพันธุ์หมายถึงอะไร เหมือนเราได้เรียนวิชาใหม่ไปพร้อมๆ กับการทำงาน”

ความแตกต่างระหว่างข่าวกระแสหลักที่พูดถึงเหตุการณ์ระดับประเทศ กับข่าวกระแสรองที่มุ่งไปยังเรื่องเล็กๆ ในชีวิตของผู้คน ทำให้ต้นกล้าเริ่มเปลี่ยนวิธีมองการทำงานของสื่อสารมวลชนที่ต่างออกไป เขาเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้เห็นว่าข่าวต้องถูกสื่อสารไปในทุกช่องทาง แต่ข่าวเป็นประตูที่เปิดไปสู่ความจริงหลายชั้น ความจริงของคนในชุมชน ความจริงของแรงงานที่ถูกกดทับ และความจริงของการต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิพื้นฐานในแต่ละกลุ่มคนหรือบริบทชุมชน

“มันเหมือนเราได้เห็นโลกที่ซ้อนอยู่ข้างใต้ข่าวหลักๆ อีกทีหนึ่ง เรารู้สึกว่าเวลาคนพูดว่าข่าวกระแสรอง มันไม่ได้หมายความว่าสำคัญน้อยกว่า แต่มันคือเสียงที่เล็กกว่าจนถูกกลบไปเฉยๆ พอเราได้ฟัง ได้ถอดออกมาเป็นคำ เราก็เลยเชื่อว่าเสียงเล็กๆ พวกนี้ก็สำคัญไม่แพ้ใครหรือประเด็นใหญ่ๆ ในสังคม”

ย้ายเมือง เปลี่ยนจังหวะชีวิตมาอยู่ที่ “เชียงใหม่” 

หลังจากค้นพบว่าเส้นทางการเรียนสายวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่ใช่คำตอบ ต้นกล้าตัดสินใจซิ่วจากกรุงเทพมหานคร เดินทางขึ้นไปที่ภาคเหนือยังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมืองที่ต้นกล้าให้คำนิยามว่าเป็นถิ่นฐานของภาคประชาสังคมและองค์กรภาคประชาสังคม หรือ NGOs ที่หลากหลาย ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่ชีวิตไม่ง่ายเท่าไหร่ เพราะการเป็นเด็กซิ่วทำให้การไปผูกโยงกับกิจกรรมในระบบกับคณะที่เลือกเรียนดูไม่ง่ายนัก ทำให้ต้นกล้าเลือกเส้นทางส่วนกลางที่ตั้งต้นและลงมือทำเองแทนได้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ ‘ชมรมประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่’ ที่ก่อตั้งขึ้นราวปี 2554 – 2555 โดยกลุ่มเพื่อนที่เติบโตจากกิจกรรมค่ายเยาวชนและเวทีรัฐสภาเยาวชน

“ตอนนั้นเราอยากมีพื้นที่ที่พูดเรื่องประชาธิปไตยกันตรงๆ เลยตัดสินใจตั้งชมรมประชาธิปไตยขึ้นมา ภารกิจไม่ได้หวือหวาหรอก แต่เราทำสม่ำเสมอ เปิดวงเสวนา จัดนิทรรศการ เขียนเรียงความ วาดรูป เดินสายไปโรงเรียนในภาคเหนือ ทำห้องเรียนประชาธิปไตยโดยใช้งบจากมหาวิทยาลัย เราอยากให้ประชาธิปไตยไม่ได้อยู่แค่ในหนังสือเรียน แต่อยากให้อยู่ในชีวิตประจำวันของนักเรียนและนักศึกษา”

ชมรมประชาธิปไตยที่ต้นกล้าร่วมก่อตั้งขึ้น ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สื่อสารเรื่องการเมืองภายในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น พื้นที่ปลอดภัย ให้เพื่อนนักศึกษาที่เผชิญกับการละเมิดสิทธิได้เข้ามาพูดคุยและหาทางออก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่การรับน้องแบบ โซตัส ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังเข้มข้นและเป็นที่เลื่องลือว่ามักละเมิดศักดิ์ศรีและสิทธิมนุษยชนของนักศึกษาจำนวนมาก ชมรมแห่งนี้จึงไม่ได้แค่ตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจที่ฝังรากอยู่ในกิจกรรมรับน้อง แต่ยังกลายเป็นที่พึ่งพิง ที่ทำให้ผู้ที่ถูกกดทับหรือถูกทำร้ายสามารถหาที่ทางและเสียงสนับสนุนในสภาพแวดล้อมที่มักปิดกั้นการโต้แย้งได้อย่างปลอดภัย

“เราได้รับเรื่องร้องเรียนจากน้องๆ หลายคนที่ถูกกดดัน ถูกบังคับในระบบรับน้อง เราเลยทำงานร่วมกับสภานักศึกษา เชื่อมอาจารย์นิติศาสตร์และอาจารย์สายสังคมมาช่วยกันหาทางออก มันอาจไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาใหญ่ แต่เราทำให้น้องๆ รู้ว่าเขามีสิทธิเลือกได้ จะย้ายคณะ จะพักการเรียน จะเปลี่ยนมหาวิทยาลัย หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ทำให้รู้ว่าไม่จำเป็นต้องทนกับการรับน้องแบบโซตัส”

นอกจากเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เพื่อนนักศึกษาที่ถูกละเมิดสิทธิแล้ว งานของชมรมประชาธิปไตยยังพยายาม ทำให้การเมืองไทยใกล้ตัวและจับต้องได้มากขึ้น หนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือการรวบรวมและเรียบเรียง ปฏิทินเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งปี ให้เพื่อนๆ ได้รับรู้และจดจำ ไม่ว่าจะเป็น วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง วันสำคัญของประชาธิปไตย หรือวาระการเมืองร่วมสมัย

ต้นกล้าบอกว่าที่ทำเช่นนี้เพราะอยากให้ทุกคนจดจำวันสำคัญเหล่านี้ได้ในฐานะ “ความรู้ร่วมกัน” สำหรับเขาแล้ว ประชาธิปไตยควรอยู่ใน ความทรงจำ วิธีคิด และกิจกรรมที่ทำร่วมกัน ไม่ใช่เพียงเนื้อหาที่ถูกเปิดอ่านในตำราเพียงครั้งเดียวแล้วหายไป และอีกสิ่งที่อยู่ข้างเคียงกับชมรมประชาธิปไตย ยังมี สมัชชาเสรีประชาธิปไตยแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือที่เพื่อนๆ เรียกกันสั้นๆ ว่า LACMUD (แลกหมัด) ซึ่งทำงานเชื่อมโยงประเด็นการเมืองระดับประเทศในช่วงเวลาที่เพดานสังคมเริ่มต่ำลง กลุ่มนี้เป็นแรงสำคัญในการรณรงค์ประชามติรัฐธรรมนูญ จัดกิจกรรม Call to Action ในมหาวิทยาลัย เช่น ปล่อยลูกโป่ง ติดโปสเตอร์ หรือจัดแฟลชม็อบ เพื่อไม่ให้เสียงของนักศึกษาถูกกลืนหายไปกับความเงียบ

ต้นกล้าย้อนเล่าว่า หลายคนที่เคยร่วมขบวนในวันนั้น ปัจจุบันกลายเป็น นักกฎหมาย นักการเมือง และบุคคลสาธารณะ ที่หลายคนคุ้นหน้า แต่ในวันนั้น พวกเขายังเป็นเพียงกลุ่มเพื่อนที่นั่งคุยกันบนสนามหญ้าในมหาวิทยาลัย เชื่อมั่นว่าพื้นที่เล็กๆ ที่ช่วยกันสร้างขึ้นคือ พื้นที่ปลอดภัยของความเห็นต่าง ที่ทุกคนมีสิทธิ์ได้เปล่งเสียงออกมาอย่างเท่าเทียม

ชีวิตทำงาน อาชีพอิสระที่ยึดโยงกับสิทธิ

จาก ห้องเรียนประชาธิปไตยในเชียงใหม่ สู่กิจกรรมของ สมัชชาเสรีประชาธิปไตย ที่กล้าพุ่งชนเพดานสังคม ต้นกล้า ทักษิณ บำรุงไทย ค่อยๆ สะสมประสบการณ์จนก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริงในสนามสิทธิมนุษยชน วันนี้เขาไม่ได้สังกัดองค์กรใดแบบเต็มเวลา แต่เลือกทำงานในฐานะ ฟรีแลนซ์เต็มตัว ทำให้ตัวเองมีอิสระในการเลือกรับงานที่สอดคล้องกับหลักการและความเชื่อของตัวเอง งานส่วนใหญ่ของเขาเกี่ยวพันกับความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชน ในหลากหลายมิติ ปัจจุบันต้นกล้าสวมหมวกหลายใบในหน้าที่การงาน ไม่ว่าจะเป็น พิธีกรในงานสาธารณะ, กระบวนกรที่ออกแบบการเรียนรู้และพื้นที่สนทนา, วิทยากรด้านความหลากหลายทางเพศ, ผู้ประสานงานกลุ่ม KNACK, ไปจนถึงการเป็นพาร์ตเนอร์โครงการสุขภาวะให้กับองค์กรที่ต้องการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิในสังคมไทย

แม้แต่ละงานจะต่างรูปแบบ ต่างประเด็น แต่กลับมีแกนกลางเดียวกัน คือ การสร้างพื้นที่ที่ผู้คนได้พูด ได้ฟัง และมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม พื้นที่ที่ทุกคนสามารถแสดงตัวตน ความคิด และประสบการณ์โดยไม่ถูกลดทอนความหมายของสิ่งที่เป็น เขายึดหลักการหนึ่งไว้เสมอคืองานที่รับหรือทำจะต้องไม่ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เพราะสำหรับเขาคือวิธีทำงาน วิธีมองผู้คน และวิธีสร้างพื้นที่ที่ทำให้ความแตกต่างอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ทำร้ายกันและกัน

“ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร คนดื่มเหล้าก็คือคนดื่มเหล้า คนสูบบุหรี่ก็คือคนสูบบุหรี่ คนใช้ยาก็คือคนใช้ยา แค่นั้นเอง อย่าไปตราหน้าว่าเลว โง่ หรือผิดศีลธรรมก่อน อยากชวนกันมองไปถึงว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ตรงนี้ ทำไมถึงเลือกแบบนั้น หรือจริงๆ แล้ว ที่เขาทำแบบนั้นเพราะไม่มีโอกาสให้เลือกแบบอื่น”

ระหว่างคุยกัน ต้นกล้าเล่าวิธีการทำงานกับเยาวชนให้ฟัง เขาให้ความสำคัญกับการ “ขออนุญาต” ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเล็กๆ หรือใหญ่ๆ เสมอ ตั้งแต่การถ่ายภาพ การจับมือ ไปจนถึงการเล่นเกมที่ต้องมีการแตะตัวกัน ทุกอย่างต้องเริ่มด้วยการถามความยินยอม และเปิดทางให้ผู้เข้าร่วม มีสิทธิที่จะปฏิเสธได้โดยไม่ผิดกติกา เพราะสำหรับเขา ทุกคนควรมีสิทธิในร่างกายและขอบเขตของตัวเองเสมอ หลักการง่ายๆ ที่ดูเล็กน้อย แต่คือรากฐานสำคัญของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตั้งแต่ในกิจกรรมเล็กๆ ที่ดูเหมือนไม่สำคัญที่สุด

“เราอยากปลูกวัฒนธรรมการเคารพเส้นของกันและกัน ถ้าไม่อยากถ่ายรูป ไม่อยากเล่นเกม หรือไม่อยากถูกแตะตัว ก็บอกได้เลย และไม่มีใครควรทำให้รู้สึกผิดเพราะการปฏิเสธนั้น”

นอกจากนี้เขายังเลือกใช้กติกาที่ไม่ทำให้ใครถูกแยกออกจากกลุ่ม เช่น ถ้าเล่นเกมแล้วมีใครพลาด กติกาของต้นกล้าเวลาทำกิจกรรมคือพลาดด้วยกันแล้วเริ่มใหม่ เพื่อไม่ให้ใครถูกมองว่าแตกต่างหรือเป็นแกะดำในการทำกิจกรรมนั้นๆ

“เวลาเล่นกิจกรรม เราไม่ใช้การลงโทษแบบตราหน้าว่าคุณผิดนะ ถ้าพลาดทุกคนพลาดด้วยกัน แล้วเริ่มใหม่ได้เสมอ ทุกคนมีโอกาสเสมอ”

KNACK เครือข่ายภาคเหนือ แอมเนสตี้ ประเทศไทย

หนึ่งในหมวกสำคัญที่ต้นกล้าสวมคือบทบาทผู้ประสานงานกลุ่ม KNACK กลุ่มสนับสนุนสังคมประชาธิปไตยที่เป็นธรรมและเท่าเทียม ซึ่งเป็นเครือข่ายพันธมิตรภาคเหนือของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย สำหรับ KNACK ไม่ได้เป็นเพียงชมรมเล็กๆ ของนักศึกษา แต่คือพื้นที่ที่เชื่อมโยงคนทำงานสิทธิในหลายประเด็นเข้าด้วยกัน ทั้งการเมือง สิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางเพศ และสิทธิในชุมชน

ทางกลุ่มจะมีการจัดเวทีเสวนา เปิดพื้นที่พูดคุย และทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง เปิดพื้นที่ให้เสียงเล็กๆ จากชุมชนที่มักไม่ถูกได้ยินในสื่อกระแสหลัก ถูกหยิบขึ้นมาเล่าใหม่ผ่านกิจกรรมและการสื่อสารของ KNACK ในฐานะเครือข่ายของแอมเนสตี้ ประเทศไทย KNACK ยังเป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางที่ทำให้แนวคิดสิทธิมนุษยชนไม่ติดอยู่แค่ในหัวเมืองใหญ่ๆ ของประเทศ แต่ขยายลงไปถึงมหาวิทยาลัย ชุมชน และพื้นที่ท้องถิ่นในภาคเหนือในหลายๆ กลุ่ม ต้นกล้าในฐานะผู้ประสานงาน จึงไม่เพียงทำหน้าที่จัดกิจกรรมหรือประสานงานกับเยาวชนและนักศึกษาเท่านั้น แต่ยังช่วยเชื่อมคนในพื้นที่เข้ากับขบวนสิทธิมนุษยชนระดับประเทศและนานาชาติอีกด้วย

นอกเหนือจากงานที่มีแกนกลางคือเรื่องสิทธิมนุษยชนแล้ว การเป็นฟรีแลนซ์ยังทำให้ต้นกล้าได้ออกแบบจังหวะชีวิตของตัวเอง เลือกรับงานที่ตรงกับคุณค่า ปฏิเสธงานที่ไม่สอดคล้อง และดูแลสุขภาพกายใจด้วยวิธีการง่ายๆ เช่น กาแฟหนึ่งแก้วที่ร้านประจำ การเดินทางไปทะเลสั้นๆ หรือแม้แต่การเริ่มต้นบทสนทนากับคนแปลกหน้าที่เปิดมุมมองใหม่ๆ ให้ได้เรียนรู้ชีวิตที่ขยายขอบเขตมากกว่าพื้นที่และความคิดของตัวเอง

“บางครั้งการไปนั่งร้านกาแฟที่ไม่เคยไป หรือเดินทางไปทะเลแค่ไม่กี่วัน หรือบทสนทนากับคนที่มุมมองแตกต่างจากเรา มันช่วยให้เราไม่หลุดจากตัวเอง และช่วยเติมพลังใจให้กลับมาทำงานต่อได้”

สิทธิที่ใกล้ตัวที่สุด สิทธิในการประกันตัว

เมื่อถามต้นกล้าว่า “สิทธิที่ใกล้ที่สุด” สำหรับเขาคืออะไร คำตอบแรกที่ได้คือ “สิทธิในการประกันตัว”ต้นกล้าอธิบายว่า วันนี้ยังมีเพื่อนหลายคนต้องอยู่ในเรือนจำ ทั้งที่คดียังไม่สิ้นสุด พวกเขาถูกจับกุมและต้องรอคำพิพากษาในสภาพที่ถูกจำกัดอิสรภาพ ทั้งที่จริงๆ แล้วยังมีกลไกอื่นที่ใช้ได้โดยไม่จำเป็นต้องขัง เช่น การติดกำไล EM หรือมาตรการเฝ้าระวังอื่นๆ แทนการกักขัง แต่ระบบกลับเลือกจะ ขังไว้ก่อน ทั้งที่ยังไม่มีคำพิพากษาชี้ว่าผิดหรือถูก การคุมขังเกินจำเป็นแบบนี้ สำหรับต้นกล้าแล้ว คือ การละเมิดสิทธิโดยตรง

เสียงของเขาเมื่อพูดถึง สิทธิในการประกันตัว ไม่ได้ดังขึ้นเพื่อตัวเอง แต่เพื่อเพื่อนๆ ที่ถูกดำเนินคดีและยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำที่เป็นทั้ง เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมกิจกรรม เพื่อนร่วมขบวนการ ที่เคยเดินเคียงข้างกันทั้งในเชียงใหม่ กรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัด ที่หลายคนต้องใช้ชีวิตในเรือนจำนานเป็นเดือนหรือเป็นปี ทั้งที่ยังเป็นเพียง ผู้ต้องหาในคดีการเมือง หรือคดีที่ควรมีสิทธิต่อสู้ในศาลอย่างเต็มที่ โดยต้นกล้าย้ำว่า หลักการพื้นฐานที่สุดของกระบวนการยุติธรรมคือ “ตราบใดที่ศาลยังไม่ชี้ขาด ทุกคนคือผู้บริสุทธิ์” แต่ความจริงกลับสวนทาง การไม่ให้ประกันตัวทำให้สิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรมถูกพรากไปตั้งแต่ต้น และยังบั่นทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงการกักขังร่างกาย แต่คือการกักขังความหวังและศักดิ์ศรีของผู้ที่ยังไม่ถูกพิพากษาว่าผิดด้วยซ้ำ

“บางคนมีครอบครัวต้องดูแล บางคนมีงานที่ต้องทำเพื่อเลี้ยงตัวเอง การที่เขาถูกขังไว้โดยที่ศาลยังไม่ตัดสิน มันไม่ใช่แค่การละเมิดสิทธิทางกฎหมาย แต่มันคือการพรากชีวิตของเขาไปด้วย ชีวิตประจำวันที่เขาควรมีสิทธิใช้ได้เหมือนคนอื่นๆ”

แต่เมื่อถามถึง “สิทธิที่สำคัญที่สุดในชีวิต” ต้นกล้ากลับยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาไม่สามารถให้คำตอบเดียวที่ตายตัวได้ เพราะสำหรับเขา สิทธิไม่ได้มีคำตอบแบบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน  เพราะเรื่องสิทธิเปลี่ยนไปตามพื้นที่ที่เราไปยืนอยู่และตามบริบทที่โอบล้อมชีวิตในขณะนั้น

“ถ้าเราไปอยู่ในป่า สิทธิที่สำคัญที่สุดคือสิทธิในที่ดินทำกิน เพราะคือชีวิตของทั้งครอบครัว
ถ้าไปอยู่ในเมือง สิทธิที่สำคัญคือสิทธิที่อยู่อาศัย เพราะค่าครองชีพบีบให้คนจนไม่มีทางเลือก”

“ถ้าอยู่ในระบบสุขภาพ สิทธิที่สำคัญคือการเข้าถึงการรักษาที่เท่าเทียม
แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกต้องคงอยู่เสมอ และการใช้สิทธิเสรีภาพของเราต้องไม่ไปละเมิดเสรีภาพของคนอื่นด้วย”

คำตอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงการไล่เรียงประเภทของสิทธิ แต่เป็นการเปิดมุมมองว่าความสำคัญของสิทธิมนุษยชน ผูกกับชีวิตจริงของผู้คน มากกว่าที่คิด สิทธิจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ไกลตัว หากเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปจนถึงเรื่องที่ใหญ่พอจะเปลี่ยนชีวิตใครสักคนได้ ต้นกล้าอธิบายให้เห็นภาพอย่างชัดเจน ตั้งแต่ สิทธิเล็กๆ ในการปฏิเสธการถูกแตะตัวในเกมกิจกรรม ที่ดูเหมือนไม่สำคัญ แต่คือการเคารพร่างกายและขอบเขตของกันและกัน ไปจนถึง สิทธิใหญ่ๆ ในการมีบ้าน มีที่ดินทำกิน หรือการไม่ถูกจองจำโดยไม่จำเป็น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิทธิที่ทุกคนควรมีอยู่แล้วตั้งแต่เกิด แต่บ่อยครั้งกลับถูกทำให้กลายเป็นสิ่งที่ต้อง “ขอ” หรือรอให้รัฐหยิบยื่นให้ เขาจึงมองว่า หน้าที่ของผู้คนไม่ใช่การรอ แต่คือการลุกขึ้นยืนยันสิทธิที่มีอยู่แล้วในตัวเอง เพราะถ้าเราไม่ปกป้อง มันก็อาจถูกทำให้หายไปอย่างเงียบๆ

“สิทธิมันอยู่กับเราตั้งแต่เกิด แต่ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาพูด ไม่ยืนยันว่ามันมีจริงๆ มันก็จะถูกทำให้หายไปโดยที่เราไม่รู้ตัว”

นี่คือสิ่งที่ต้นกล้าเชื่อ และเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงเลือกใช้ชีวิตอยู่ในเส้นทางที่พยายามสร้างพื้นที่ให้ผู้คนได้เข้าใจและได้ใช้สิทธิของตัวเอง ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการต่อสู้กับโครงสร้างใหญ่ที่กดทับผู้คนทั้งสังคม.

จากผู้สังเกตการณ์ สู่ผู้ร่วมขับเคลื่อนกับแอมเนสตี้ ประเทศไทย

ต้นกล้าเริ่มรู้จัก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล จากบทบาท ผู้สังเกตการณ์สถานการณ์สิทธิมนุษยชน ในตอนแรกเขาเพียงติดตามผ่าน รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เหมือนคนอ่านข่าวที่อยากรู้ว่า ที่อื่นในโลกกำลังเผชิญกับอะไรอยู่บ้าง การติดตามในวันนั้น ค่อยๆ กลายเป็นสะพานเชื่อมสู่การทำงานจริงในภาคเหนือ ตั้งแต่การจัดห้องเรียนสิทธิมนุษยชน, การรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคเหนือ ไปจนถึงการทำงานเป็นพาร์ตเนอร์ระดับภูมิภาค และในที่สุดได้รับการยกย่องให้เป็นสมาชิกแห่งปี 2023 ของแอมเนสตี้ ประเทศไทย

“จากการเป็นคนอ่าน เราก็เริ่มกลายเป็นคนเล่า จากที่เล่าในวงเล็กๆ เราขยายไปทำงานจริงในพื้นที่ จนทุกวันนี้ไม่ใช่แค่การติดตามแอมเนสตี้อย่างเดียว แต่คือการทำงานไปพร้อมกับแอมเนสตี้ในหลายๆ ประเด็น ถ้ามีโอกาสให้ได้ทำ”

สำหรับต้นกล้า การเป็น สมาชิกแอมเนสตี้ ไม่ได้จบแค่การมีบัตรสมาชิกไว้ในกระเป๋าเพื่อยืนยันว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของแอมเนสตี้ หากแต่เป็นสิ่งที่เขาพกพาไว้ในชีวิตประจำวัน ผ่านของใช้เล็กๆ ที่มาจาก Amnesty Shop Thailand ไม่ว่าจะเป็น พวงกุญแจ เสื้อ กระเป๋าผ้า หรือของใช้ที่พกติดตัวไปในแต่ละวัน สิ่งเหล่านี้สำหรับเขาไม่ใช่แค่ของที่ระลึก แต่คือ ภาษากายที่บอกว่ากำลังยืนอยู่ข้างสิทธิมนุษยชน และมักกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาใหม่ๆ กับผู้คนรอบตัว

หนึ่งในสิ่งที่ต้นกล้าหยิบมาใช้บ่อยที่สุดคือ “ผ้าพันคอสีม่วงและสีเหลืองสด” รุ่น อัญชัญ ปรีเลิศ ของ Amnesty Shop Thailand ผู้หญิงวัยเกษียณที่เคยถูกตัดสินโทษจำคุกยาวนานที่สุดในประเทศไทยในคดีมาตรา 112 จากการถูกกล่าวหาว่าแชร์คลิปเสียงทางการเมืองบนอินเทอร์เน็ต ปัจจุบันเรื่องราวของอัญชัญกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการต่อสู้เพื่อ เสรีภาพในการแสดงออก ในไทย เธอถูกจองจำเป็นเวลาหลายปี ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวออกมาในที่สุด

ผ้าพันคอผืนนี้สำหรับต้นกล้า ไม่ใช่แค่เครื่องแต่งกาย แต่คือบทสนทนาเคลื่อนที่อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ทุกครั้งที่ไปทำงานหรือร่วมกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นของแอมเนสตี้หรือกิจกรรมไหน หากมีใครถาม เขาสามารถนำผ้าพันคอเล่าเรื่องของอัญชัญว่าเธอคือใคร เหตุใดถึงถูกจองจำและคำถามที่มักตามมาคือ “เราจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ใครต้องเผชิญชะตากรรมเช่นนี้อีก”

สิ่งของเล็กๆ เหล่านี้จึงไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ แต่คือการสื่อสารที่จับต้องได้ ที่ทำให้สิทธิมนุษยชนจับต้องยาก แต่ทำให้เรื่องสิทธิแทรกอยู่ในชีวิตประจำวัน ผ่านของใช้ที่เราหยิบขึ้นมาใส่ หิ้ว หรือพกติดตัวไปทุกที่ ทำให้การเป็นสมาชิกไม่ใช่แค่การมี “สถานะ” แต่คือการส่งสารและชวนคนรอบข้างให้รับฟังเรื่องราวของสิทธิที่ยังต้องต่อสู้ร่วมกันเสมอ

“เวลาใช้ คนก็ถามว่าผ้าผืนนี้คืออะไร เราก็เล่าต่อได้ว่าเขาเป็นใคร ทำไมถึงต้องติดคุก เกิดอะไรขึ้น แล้วคำถามต่อก็คือ แล้วเราจะช่วยกันยังไง”

“เรารู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ของแอมเนสตี้ ไม่ใช่ของที่ใส่เพื่อโชว์สัญลักษณ์เรื่องสิทธิเท่านั้น แต่คือการเปิดบทสนทนาระหว่างวันได้ สมมติใส่เสื้อแอมเนสตี้แล้วมีคนถามว่าเสื้อมาจากไหน แค่นั้นเองมันก็เป็นสะพานให้คุยเรื่องสิทธิได้แล้ว”

เรื่องราวของต้นกล้า ทักษิณ บำรุงไทย เป็นอีกภาพสะท้อนการเดินทางของ “เด็กกิจกรรมหัวแถวจากห้องเรียนเล็กๆ สู่เวทีเสวนาและการทำงานสิทธิมนุษยชนในภาคเหนือ จากผู้สังเกตการณ์ข่าวกระแสรองจนกลายเป็นผู้ประสานงานเครือข่าย KNACK และหนึ่งในแรงขับเคลื่อนของแอมเนสตี้ ประเทศไทย
สิทธิไม่ได้อยู่ไกลตัวแต่อยู่ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่สิทธิเล็กๆ ของเด็กในวงกิจกรรม ที่มีสิทธิปฏิเสธการถูกแตะตัว ไปจนถึงสิทธิใหญ่ๆ ของเพื่อนร่วมขบวน ที่ควรได้รับสิทธิในการประกันตัวอย่างเป็นธรรม ต้นกล้าเชื่อมั่นว่าเสียงเล็กๆ เหล่านี้ ถ้าไม่ถูกทิ้งไว้ลำพัง ก็จะกลายเป็นพลังที่ขยับสังคมให้เปลี่ยนแปลงได้จริง หากต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม สมัครสมาชิกกับเราได้ที่ https://bit.ly/46YjjTG มาทำให้เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคนไปด้วย

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน