เสียงเด็กถึงนักการทูต: ภาคประชาสังคมเสนอประเด็นสิทธิเด็กต่อคณะผู้แทนและผู้แทนสถานทูต 20 แห่ง ก่อนสหประชาชาติทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทย 

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 เวลา 10.00-12.00 น. ณ บ้านพักเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย องค์การช่วยเหลือเด็ก (Save the Children) มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision) องค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล และเครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย (CRC Coalition Thailand) ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสวีเดน จัดเวที “Child Rights Priorities: Thailand 4th Cycle UPR In-Country Pre-Session” หรือ ประเด็นสิทธิเด็กที่ต้องจับตา: เวทีก่อนการทบทวน UPR รอบที่ 4 ของไทย ในงาน มีผู้แทนจากสถานทูต 20 แห่ง และผู้แทนภาคประชาสังคม เด็กและเยาวชนราว 20 คนเข้าร่วม 

เวทีนี้เปิดโอกาสให้ผู้แทนรัฐต่าง ๆ ได้รับฟังข้อมูลโดยตรงจากรายงานคู่ขนานของภาคประชาสังคมที่ทำงานรณรงค์ด้านสิทธิเด็ก รายงานทั้ง 3 ฉบับจัดทำขึ้นโดยเด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น การร่วมกำหนดประเด็นและวิธีการเก็บข้อมูล การออกแบบแบบสำรวจ และการเก็บข้อมูลแบบมีส่วนร่วม ผู้แทนเด็กและเยาวชนได้นำเสนอรายงาน 3 ฉบับ ได้แก่ รายงานสถานการณ์ของเด็กและเยาวชนนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รายงานของแนวร่วมภาคประชาสังคมเพื่อสิทธิของเด็กและเยาวชนที่มีความหลากหลายทางอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศ การแสดงออก และลักษณะทางกายภาพ (SOGIESC) และรายงานของเครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย จากนั้นเป็นวงสนทนาที่เยาวชนบอกเล่าประสบการณ์ของตนเอง และสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่อยากเห็นในเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาโดยตรง 

ข้อเสนอเหล่านี้คือเสียงสำคัญก่อนที่ประเทศไทยจะเข้าสู่กระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (UPR) รอบที่ 4 โดยกลไกของสหประชาชาติ (UN) ร่วมติดตาม ช่วงทบทวนและพิจารณา UPR Review ของประเทศไทย 2-13 พฤศจิกายน 2569 ว่าเสียงของเด็กๆ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร 

รายงานฉบับที่ 1: สถานการณ์ของเด็กและเยาวชนนักปกป้องสิทธิมนุษยชน 

รายงานฉบับนี้จัดทำโดยเด็กและเยาวชน 38 คน จาก 13 กลุ่มและองค์กรทั่วประเทศ ได้รับการสนับสนุนจาก Child Rights Connect และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เด็กและเยาวชนเป็นผู้กำหนดประเด็นและออกแบบแบบสำรวจเพื่อนเด็ก ซึ่งเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ถึง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้รับการตอบรับทั้งหมด 63 คน แบ่งเป็นเด็กนักกิจกรรมอายุ 13-17 ปี 51 คน และพ่อแม่หรือผู้ปกครอง 12 คน 

การทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยรอบที่แล้ว 

ในการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน รอบที่ 3 ประเทศไทย “รับทราบ” (Noted) ข้อเสนอสี่ข้อ จาก ห้าข้อเสนอแนะที่ระบุถึงเด็กและเยาวชนในบริบทเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยตรงได้แก่ ข้อเสนอของออสเตรีย เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และเม็กซิโก ข้อเสนอส่วนใหญ่เรียกร้องให้ยุติการจับกุมและดำเนินคดีเด็กตามมาตรา 112 ไม่ใช้โทษทางอาญาที่รุนแรงที่สุดกับเด็ก ทบทวนการใช้กฎหมายหมิ่นพระมหากษัตริย์กับผู้เยาว์ และหลีกเลี่ยงการควบคุมตัวเด็กที่ใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุม  

ไทย “รับ” (Supported) เพียงข้อเสนอแนะของสหราชอาณาจักร ที่ให้คุ้มครองพื้นที่พลเมืองและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งครอบคลุมถึงเยาวชน ขณะที่การมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน ไทยรับข้อเสนอแนะเพียงข้อเดียวจากฟิจิ ซึ่งจำกัดอยู่ในกรอบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ  

ความเท่าเทียมและการเลือกปฏิบัติ ไทยรับข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนอย่างน้อย 12 ข้อ ครอบคลุมการขจัดการเลือกปฏิบัติบนฐานรสนิยมทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ สิทธิของเด็กพิการ และสิทธิในการศึกษาของเด็กกลุ่มชาติพันธุ์และบุตรของแรงงานข้ามชาติ 

การคุ้มครองเด็กจากความรุนแรง ไทยรับข้อเสนอแนะอย่างน้อย 11 ข้อ รวมถึงการห้ามลงโทษเด็กทางร่างกายในทุกสถานที่จากสโลวีเนีย สวีเดน แองโกลา และอิสราเอล และการเร่งขจัดความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชนจากปารากวัย  

สิทธิในสัญชาติและสถานะทางกฎหมาย ไทยรับข้อเสนอแนะ 3 ข้อจากแองโกลา เซอร์เบีย และคีร์กีซสถาน ข้อเสนอเหล่านี้ให้ประกันสิทธิในสัญชาติของเด็กไร้สัญชาติที่เกิดในไทย เพิ่มการจดทะเบียนการเกิด และส่งเสริมสิทธิในการศึกษาและการคุ้มครองทางสังคมของผู้ไร้สัญชาติ ขณะที่ข้อเสนอให้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานะของคนไร้สัญชาติ ค.ศ. 1954 (คอสตาริกา โกตดิวัวร์) และข้อเสนอให้ผู้หญิงไทยส่งต่อสัญชาติให้คู่สมรสและบุตรได้ (ไซปรัส) ไทยเพียงรับทราบ 

นอกจากนี้ ไทยยังรับข้อเสนอแนะด้านการห้ามลงโทษเด็กและการยุติความรุนแรงต่อเด็กจากสโลวีเนีย สวีเดน แองโกลา และปารากวัย รวมถึงข้อเสนอแนะด้านสัญชาติและการจดทะเบียนการเกิดจากแองโกลา เซอร์เบีย และคีร์กีซสถาน  

พัฒนาการของประเทศไทยในรอบการทบทวนที่ 4  

นับจากรอบที่ 3 ประเทศไทยมีความก้าวหน้าทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็กหลายด้าน ไทยถอนข้อสงวนต่อข้อ 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2567 ซึ่งเป็นข้อสงวนสุดท้าย เพื่อคุ้มครองเด็กผู้ลี้ภัยและเด็กผู้แสวงหาที่พักพิง รวมถึงแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ห้ามลงโทษเด็กด้วยความรุนแรง มีผลตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2568 และตรากฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ มีผลตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายฉบับแรกที่รับรองสิทธิและมรดกทางวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ ในด้านสถานะบุคคล คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 เพื่อเร่งแก้ปัญหาสัญชาติ รวมถึงบุตรที่เกิดในประเทศไทย และเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ได้ขยายเวลามาตรการนี้ออกไปอีกหนึ่งปีถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 โดยคงหลักเกณฑ์เดิมไว้ทั้งหมด ทำให้เด็กและครอบครัวที่ยังไม่ได้ยื่นคำขอมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการ 

อย่างไรก็ดี เด็กและเยาวชนนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชี้ว่าความท้าทายเชิงระบบยังคงอยู่ ทั้งในด้านเสรีภาพในการแสดงออก การมีส่วนร่วม ความเสมอภาค ความรุนแรงในโรงเรียน และสถานะทางกฎหมาย ตัวอย่างเช่น กฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ยังไม่รับรองชนเผ่าพื้นเมือง ส่วนระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียน พ.ศ. 2548 ยังขาดกลไกบังคับใช้ที่ชัดเจน ทำให้ในทางปฏิบัติยังมีการลงโทษทางร่างกายในโรงเรียน ขณะที่พื้นที่พลเมืองของไทยยังไม่เอื้อให้เด็กและเยาวชนแสดงออกและชุมนุมโดยสงบได้อย่างปลอดภัย พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งมีผลเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ยกเว้นคดีมาตรา 112 จากการนิรโทษกรรม มาตรา 11 ของกฎหมายนี้เปิดให้เยาวชนที่กระทำผิดขณะอายุต่ำกว่า 18 ปีร้องขอให้ยุติคดีเพื่อเข้าสู่แผนบำบัดฟื้นฟูได้ทุกชั้นคดี แต่ยกเว้นคดีมาตรา 112 ไว้โดยเฉพาะ ผู้ที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา 112 ขณะเป็นเยาวชน ซึ่งมีอย่างน้อย 20 คน จึงเหลือเพียงมาตรการตามกฎหมายเยาวชนทั่วไป ซึ่งในทางปฏิบัติกำหนดให้ต้องรับสารภาพ  

ข้อค้นพบจากรายงานฉบับเด็กและเยาวชนนักปกป้องสิทธิฯ 

รายงานของเด็กและเยาวชนนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชี้ว่าปัญหาเชิงระบบยังคงอยู่ใน 5 ประเด็นหลัก ดังนี้ 

เสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุม และการสมาคม ร้อยละ 52 ระบุว่าการแสดงความคิดเห็นหรือรณรงค์เรื่องสิทธิเป็นเรื่องยาก และร้อยละ 61 เผชิญอุปสรรคทั้งการชุมนุมและการสมาคม รากของปัญหาคือกฎหมายไทยยังไม่มีหลักประกันสิทธิของเด็กในการใช้เสรีภาพเหล่านี้ มาตรา 112 และ 116 ของประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงกฎหมายความมั่นคงพิเศษที่บังคับใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ไม่มีมาตรการคุ้มครองเฉพาะสำหรับเด็ก ขณะที่พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 กลับถูกใช้ในทางปฏิบัติเพื่อกีดกันเด็กออกจากการชุมนุม 

การมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน สัดส่วนการมีส่วนร่วมลดลงจากร้อยละ 82 ในโรงเรียน เหลือร้อยละ 44 ในชุมชน และร้อยละ 26 ในระดับอำเภอหรือจังหวัด ซึ่งเป็นระดับที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับเด็ก กลไกการมีส่วนร่วมที่มีอยู่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ใหญ่ และมีเพียงร้อยละ 30 ที่เชื่อว่าความเห็นของตนมีผลต่อการตัดสินใจจริง 

ความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ ร้อยละ 77 เคยถูกเลือกปฏิบัติหรือรู้จักผู้ที่เคยถูกเลือกปฏิบัติ และร้อยละ 32.35 จัดให้รัฐและหน่วยงานรัฐอยู่อันดับสุดท้ายในบรรดาผู้ที่สามารถช่วยเหลือพวกเขาได้ ขณะที่ไทยยังไม่มีกฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติฉบับรวมที่คุ้มครองทุกกลุ่ม 

การคุ้มครองเด็กจากความรุนแรงและการกลั่นแกล้งในโรงเรียน ร้อยละ 54 รู้สึกไม่ปลอดภัยในโรงเรียนเป็นบางครั้ง และร้อยละ 46 เคยถูกกลั่นแกล้งหรือถูกกระทำรุนแรงโดยตรง ผู้ใหญ่ซึ่งควรเป็นผู้คุ้มครองกลับมีส่วนเกี่ยวข้องในเกือบครึ่งหนึ่งของกรณีที่รายงาน ขณะที่ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยการกลั่นแกล้งและการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ 

สิทธิในสัญชาติและสถานะทางกฎหมาย ร้อยละ 22 ไม่แน่ใจสถานะเอกสารของตนเอง ร้อยละ 81 เจออุปสรรคในการเข้าถึงบริการสุขภาพ และร้อยละ 68 เคยถูกปฏิเสธการเข้าถึงการศึกษา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไม่มีกฎหมาย แต่อยู่ที่การบังคับใช้ กระบวนการพิสูจน์สัญชาติใช้เวลาเฉลี่ย 4.5 ปี ในกระบวนการเข้าถึงสัญชาติยังมีช่องว่างให้เจ้าหน้าที่ทุจริต และไม่มีล่ามภาษาชนเผ่าพื้นเมือง 

ข้อเสนอแนะ 

ข้อเสนอแนะหลักที่นำเสนอในเวที (1) การมีกฎหมายหรือกรอบนโยบายรับรองการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของเด็กภายในสองปี รวมถึงการรับฟังความเห็นนักเรียนภาคบังคับพร้อมรายงานผลประจำปีต่อสาธารณะ และการให้เด็กชนพื้นเมืองมีส่วนร่วมในกระบวนการโดยยึดหลักการยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน (FPIC) (2) การทบทวน แก้ไข หรือยกเลิกกฎหมายที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุม และการสมาคมภายในสองปี และกฎอัยการศึก พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรภายในสามปี การประกันว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กจะไม่ถูกใช้กีดกันเด็กออกจากการชุมนุม และการตรากฎหมายคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่มีบทบัญญัติเฉพาะสำหรับเด็กและเยาวชน พร้อมบทลงโทษต่อการคุกคามและการตอบโต้ 

รายงานฉบับที่ 2: สิทธิของเด็กและเยาวชนที่มีความหลากหลายทางอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศ การแสดงออก และลักษณะทางกายภาพ (SOGIESC) 

แนวร่วมภาคประชาสังคมเพื่อสิทธิเด็กที่มีความหลากหลาย (SOGIESC) ประกอบด้วยองค์กร 14 แห่ง ทำงานร่วมกับแกนนำเด็กและเยาวชนที่มีความหลากหลาย (SOGIESC) 12 คน ซึ่งร่วมออกแบบแบบสำรวจระดับประเทศและได้รับคำตอบ 171 ชุด  

การทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยรอบที่แล้ว 

ในรอบที่ 3 ประเทศไทยรับข้อเสนอแนะด้านนี้ 4 ข้อจากอาร์เจนตินา ฟิจิ ฟินแลนด์ และเม็กซิโก ครอบคลุมการอบรมบุคลากรทางการศึกษา  

พัฒนาการของประเทศไทยในรอบการทบทวนที่ 4 

การบรรจุสิทธิที่จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติบนฐานรสนิยมทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศไว้ในการศึกษา และการขจัดการเลือกปฏิบัติ นับจากนั้นมีพัฒนาการสำคัญ ได้แก่ พระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม การห้ามลงโทษเด็กทั้งทางร่างกายและจิตใจ และงบประมาณหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสำหรับฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศ 

ข้อค้นพบจากรายงานฉบับเด็กและเยาวชนนักปกป้องสิทธิฯ 

เด็กและเยาวชนที่มีความหลากหลาย (SOGIESC) ยังไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเท่าเทียม ในโรงเรียน สิทธิในการแสดงออกซึ่งอัตลักษณ์ทางเพศยังถูกจำกัด มีโรงเรียนเพียงร้อยละ 25.3 ที่เคารพสิทธิของนักเรียนในการแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศ ร้อยละ 47.1 ยังบังคับระเบียบทรงผมตามเพศที่ถูกกำหนดเมื่อแรกเกิด ร้อยละ 8.2 เท่านั้นที่มีห้องน้ำสำหรับนักเรียนทุกเพศ และร้อยละ 31.8 ที่มีการเรียนการสอนเรื่องความหลากหลาย (SOGIESC) ด้านสิทธิในสุขภาพ งานวิจัยระดับประเทศพบว่ากว่าร้อยละ 70 มีอาการซึมเศร้าหรือวิตกกังวลอย่างน้อยระดับเล็กน้อย ในครอบครัว ไม่ถึงร้อยละ 60 มีสภาพแวดล้อมที่ยอมรับและสนับสนุน และร้อยละ 61.2 กลัวไม่ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง ขณะที่กฎหมายไทยยังไม่รับรองสิทธิในการเปลี่ยนคำนำหน้านามตามอัตลักษณ์ทางเพศ ทำให้เด็กและเยาวชนข้ามเพศและนอนไบนารีไม่ได้รับการรับรองสถานะทางกฎหมายตามอัตลักษณ์ของตน 

ข้อเสนอแนะ 

(1) ตรากฎหมายรับรองเพศบนหลักการกำหนดเจตจำนงของตนเองที่ครอบคลุมเด็ก โดยปรึกษาหารือกับเด็ก 

(2) แก้ไขกฎหมายและนโยบายทั้งระดับชาติและระดับโรงเรียน รวมถึงระเบียบเครื่องแบบและทรงผม เพื่อประกันสิทธิของนักเรียนทุกคนในการแสดงออกซึ่งอัตลักษณ์ทางเพศ 

(3) อบรมครูภาคบังคับเรื่อง SOGIESC และสิทธิเด็กให้ครบทุกคนภายในสองปี 

(4) จัดโครงการเลี้ยงดูเชิงบวกระดับชาติที่ส่งเสริมการยอมรับความหลากหลาย 

(5) จัดบริการสุขภาพจิตที่เคารพและยืนยันอัตลักษณ์ ซึ่งเข้าถึงได้ผ่านโรงเรียนและชุมชน 

รายงานฉบับที่ 3: สิทธิเด็กในประเทศไทย โดยเครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย 

เครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทยประกอบด้วยองค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ 41 องค์กร เก็บข้อมูลโดยให้เด็กมีส่วนร่วมผ่านเครื่องมือวิจัยที่เด็กเข้าถึงได้ การลงพื้นที่ในชุมชนและโรงเรียน และเวทีตรวจสอบข้อมูลร่วมกับเครือข่าย 

การทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยรอบที่แล้ว 

ในรอบที่ 3 ประเทศไทย “รับ” (Supported) ข้อเสนอแนะด้านการป้องกันการแสวงประโยชน์ทางเพศจากเด็ก การขจัดการสมรสในเด็ก การห้ามลงโทษเด็กทางร่างกาย และสิทธิในสัญชาติและการจดทะเบียนการเกิด แต่ “รับทราบ” (Noted) ข้อเสนอของโครเอเชียให้ยกเลิกมาตรา 277 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเปิดช่องให้ผู้กระทำความผิดทางเพศสมรสกับเด็กผู้เสียหาย และข้อเสนอให้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานะของคนไร้สัญชาติ ค.ศ. 1954 ส่วนการคุ้มครองเด็กทางออนไลน์และการคุ้มครองโรงเรียนจากการโจมตี ยังไม่มีข้อเสนอแนะใดกล่าวถึงโดยตรงในรอบที่ผ่านมา 

พัฒนาการของประเทศไทยในรอบการทบทวนที่ 4 

นับจากรอบที่ 3 ไทยถอนข้อสงวนต่อข้อ 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กเพื่อคุ้มครองเด็กผู้ลี้ภัยและเด็กผู้แสวงหาที่พักพิง ห้ามลงโทษเด็กด้วยความรุนแรง และมีมติคณะรัฐมนตรีเร่งแก้ปัญหาสัญชาติของบุตรที่เกิดในไทย ขณะที่ร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยการล่อลวงและการกรรโชกทางเพศทางออนไลน์ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ไทยยังไม่รับรองปฏิญญาโรงเรียนปลอดภัย และกฎหมายยังมีข้อยกเว้นให้สมรสก่อนอายุ 18 ปีได้ 

ข้อค้นพบ 

เด็กจำนวนมากยังไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างทั่วถึง ในปี 2564 เด็กราว 400,000 คน หรือร้อยละ 9 ของเด็กอายุ 12–17 ปี ถูกแสวงประโยชน์ทางเพศทางออนไลน์ ยังมีผู้ไร้สัญชาติราว 600,000 คน และการปิดศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ 26 แห่งระหว่างปี 2562–2568 กระทบสิทธิในการศึกษาของเด็ก 7,532 คน ข้อมูลฐานก่อนกฎหมายห้ามลงโทษมีผลพบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปีร้อยละ 54 ถูกอบรมสั่งสอนด้วยความรุนแรง ร้อยละ 17 ของหญิงสาวสมรสก่อนอายุ 18 ปี และเด็กกว่า 135,000 คนอาศัยในสถานสงเคราะห์ ส่วนใหญ่เพราะความยากจนของครอบครัว 

ข้อเสนอแนะ 

ข้อเสนอแนะหลักที่นำเสนอในเวที ได้แก่ (1) ตรากฎหมายคุ้มครองเด็กจากการล่อลวงและการกรรโชกทางเพศทางออนไลน์ และจัดตั้งศูนย์คุ้มครองเด็กออนไลน์แห่งชาติ (2) ยกเลิกข้อยกเว้นการสมรสก่อนอายุ 18 ปีตามมาตรา 1448 (3) รับรองปฏิญญาโรงเรียนปลอดภัยและยุติการใช้โรงเรียนทางทหาร (4) ประกันสิทธิในสุขภาพและการศึกษาของเด็กไร้สัญชาติและเด็กข้ามชาติ รับรองศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ และเร่งออกเอกสารแสดงตน (5) ปรับจากการดูแลในสถานสงเคราะห์สู่การดูแลโดยครอบครัว และ (6) จัดตั้งกลไกระดับชาติตามความเห็นทั่วไปฉบับที่ 26 ของคณะกรรมการสิทธิเด็ก เพื่อคุ้มครองสิทธิของเด็กต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ 

วงสนทนา: เด็กและเยาวชนเล่าด้วยเสียงของตนเอง 

ช่วง Fireside Chat หรือวงสนทนาแบบไม่เป็นทางการ เปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนสะท้อนประสบการณ์ และเสนอการเปลี่ยนแปลงในเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและเพื่อนเด็กและเยาวชน ครอบคลุม 5 ประเด็น 

  • เด็กและเยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ แกนนำเยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองจากภาคเหนือเห็นว่ากฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 ตุลาคม 2567 เป็นความก้าวหน้า แต่เด็กและเยาวชนยังถูกเลือกปฏิบัติจากชาติพันธุ์ ภาษา และการแต่งกาย ขณะที่กระบวนการพิสูจน์สถานะยังล่าช้าและขาดความโปร่งใส จึงเสนอให้รับรองนิยาม “ชนเผ่าพื้นเมือง” ในกฎหมาย ทำให้กระบวนการขอสัญชาติชัดเจน เป็นธรรม และเข้าถึงได้ ประกันสิทธิในการศึกษา สุขภาพ และเสรีภาพในการเดินทางโดยไม่เลือกปฏิบัติ และรับรองการมีส่วนร่วมของเด็กตามหลักการยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน (FPIC) 
  • เสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุม และการสมาคม เยาวชนกลุ่ม The Sea Walk ซึ่งทำงานด้านชุมชนและทรัพยากรทางทะเล สะท้อนว่าเด็กจำนวนมากไม่กล้าแสดงความเห็นที่ต่างจากผู้ใหญ่เพราะกลัวถูกลงโทษหรือถูกตำหนิ และความเห็นของเด็กมักไม่ได้รับการรับฟังอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งยังมีกฎหมายความมั่นคงพิเศษบังคับใช้ เยาวชนจึงเสนอให้มีกลไกร้องเรียนในโรงเรียนที่เด็กใช้ได้อย่างปลอดภัย และทบทวนกฎหมายที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงออก 
  • เด็กและเยาวชนที่มีความหลากหลายทาง SOGIESC ผู้แทนแนวร่วมฯ ชี้ว่าระเบียบเครื่องแบบและทรงผมที่กำหนดเพียงสองเพศ และการไม่มีกฎหมายรับรองเพศ ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเด็กข้ามเพศอย่างรุนแรง จึงเสนอให้แก้ไขระเบียบดังกล่าวและตรากฎหมายรับรองเพศที่ครอบคลุมเด็ก 
  • การคุ้มครองเด็กจากการแสวงประโยชน์ทางเพศทางออนไลน์ เครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทยยกกรณี “ผัดกะเพรา” (2565) เพื่อชี้ว่าการล่วงละเมิดทางออนไลน์ขยายจากการกระทำรายบุคคลไปสู่เครือข่ายและธุรกิจ ขณะที่กระบวนการทางกฎหมายยังล่าช้า และแพลตฟอร์มยังไม่ต้องรับผิดชอบเพียงพอ จึงเสนอให้เร่งปฏิรูปกฎหมายพร้อมการบังคับใช้ที่คำนึงถึงบาดแผลทางจิตใจของเด็ก ส่งเสริมความรู้เท่าทันดิจิทัลแก่เด็กและผู้ดูแลโดยให้เด็กมีส่วนร่วม และเสริมความเข้มแข็งของศูนย์ COPAT ในฐานะศูนย์กลางการรับแจ้ง ข้อมูล และการช่วยเหลือ 
  • สุขภาวะของวัยรุ่น เด็กอายุ 6-14 ปีร้อยละ 13.2 มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน และวัยรุ่นอายุ 10-19 ปีราว 1 ใน 7 มีปัญหาสุขภาพจิต จึงเสนอมาตรการทางกฎหมายควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่กระทบสิทธิในสุขภาพของเด็ก และส่งเสริมกิจกรรมสุขภาพในโรงเรียนที่นักเรียนมีส่วนร่วมออกแบบ 

ช่วงเวลาสำคัญต่อจากนี้ คือการติดตามกระบวนการ UPR Review รอบที่ 4 ของประเทศไทย ที่จะเกิดขึ้นที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 และการรับรองรายงานผลอย่างเป็นทางการในต้นปี 2570 ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญว่า ประเทศไทยรับข้อเสนอแนะแล้วข้อเสนอจากคนรุ่นใหม่จะถูกนำไปขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ 

รายงานฉบับที่ 1 : Child and Youth-led UPR Report (รายงานสถานการณ์สิทธิเด็กและเยาวชนนักปกป้องสิทธิฯ)  

รายงานฉบับที่ 2 : Situations of Children and Youth with Diverse SOGIESC In Thailand: 4th Cycle Universal Periodic Review 

รายงานฉบับที่ 3: CRCCT Universal Periodic Review Thailand (4th cycle, April 2026) 

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน