แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวเตือนว่า การโจมตีเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 มกราคม เป็นการใช้กำลังอย่างมิชอบด้วยกฎหมายตามกฎบัตรสหประชาชาติ และยิ่งคุกคามระเบียบโลกบนหลักนิติธรรม ในเวลาเดียวกัน อาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่รัฐบาลมาดูโรกระทำต่อประชาชนเวเนซุเอลายังคงเกิดขึ้นต่อไป
แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวว่า ปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา ถือเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดเจน เป็นการรุกรานที่คุกคามพลเรือน และทำลายหลักการที่ใช้คุ้มครองของกฎหมายระหว่างประเทศ การใช้กำลังของรัฐบาลทรัมป์ไม่เพียงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสิทธิมนุษยชนของชาวเวเนซุเอลา เปิดช่องให้รัฐอื่นกระทำการที่มิชอบด้วยกฎหมาย และส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ของปฏิบัติการในลักษณะเดียวกันของสหรัฐฯ ในอนาคต
ดังที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ระบุเองว่า การควบคุมทรัพยากรและอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเป็นปัจจัยสำคัญซึ่งผลักดันให้เกิดการโจมตีในวันที่ 3 มกราคม เขายังได้อ้างอย่างเปิดเผยว่าตนมีอำนาจในการกำหนดนโยบายในเวเนซุเอลา แม้รักษาการประธานาธิบดีเดลซี โรดริเกซ จะใช้วาทกรรมที่ต่อต้าน แต่ในทางปฏิบัติกลับให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ท่ามกลางอนาคตที่ไม่แน่นอนที่เกิดจากสถานการณ์ภายในที่เปราะบาง และการดำรงอยู่ของกลไกการปราบปรามของรัฐ ประชาชนชาวเวเนซุเอลากำลังเผชิญกับความเสี่ยงเพิ่มเติม นั่นคือการแทรกแซงที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐฯ ซึ่งมิได้แก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน หากแต่กลับเสี่ยงก่อให้เกิดอันตรายเพิ่มเติมที่ไม่อาจแก้ไขได้ต่อสิทธิและความมั่นคงของประชาชน
“การลอยนวลพ้นผิดในอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่ทางการเวเนซุเอลาภายใต้นิโคลัส มาดูโรกระทำมานานกว่าทศวรรษยังคงเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลรักษาการของเดลซี โรดริเกซ ผู้เสียหายยังคงเฝ้ารอความยุติธรรมโดยยังไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อให้เกิดความยุติธรรม หรือหลักประกันว่าจะไม่เกิดกระทำผิดซ้ำ ในเวลาเดียวกัน พื้นที่ภาคประชาสังคมยังคงหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมถึงองค์กรของพวกเขาต้องเผชิญการประหัตประหารและการเอาผิดทางอาญาอย่างต่อเนื่อง”
“ขอย้ำให้ชัดเจนว่า แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลขอประณามอย่างถึงที่สุดต่อทั้งการใช้กำลังอย่างมิชอบด้วยกฎหมายของสหรัฐฯ และอาชญากรรมนานัปการของทางการเวเนซุเอลาที่กระทำต่อประชาชนชาวเวเนซุเอลา การประณามปฏิบัติการทางทหารที่มิชอบด้วยกฎหมายของสหรัฐฯ จะต้องไม่บดบังความจำเป็นเร่งด่วนในการเรียกร้องความรับผิดรับชอบและการเยียวยาสำหรับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลเวเนซุเอลา
“การกระทำผิดกฏหมายย่อมไม่อาจสร้างความชอบธรรมได้ จะต้องมีความรับผิดรับชอบและการเยียวยาอย่างรอบด้านสำหรับการโจมตีเวเนซุเอลาอย่างมิชอบด้วยกฎหมายของรัฐบาลทรัมป์ รวมถึงอาชญากรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศที่กระทำโดยทางการเวเนซุเอลา”
การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่จะยกระดับการใช้กำลังทางทหารเพียงฝ่ายเดียวในที่อื่นๆ ประกอบกับวาทกรรมเกี่ยวกับการ “ปกครอง” และการควบคุมน้ำมันของเวเนซุเอลา กำลังเร่งการบ่อนทำลายหลักการของกฏหมายระหว่างประเทศที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองพลเรือนและป้องกันความขัดแย้ง ซึ่งคุกคามสิทธิมนุษยชนทั่วโลก นับตั้งแต่แต่การโจมตีเวเนซุเอลา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ขู่จะใช้กำลังทหารกับโคลอมเบีย คิวบา กรีนแลนด์ อิหร่าน และเม็กซิโก ขณะเดียวกัน ประเทศจีนยังคงดำเนินการในลักษณะคุกคามต่อไต้หวันและประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะที่รัสเซียยังคงรุกรานยูเครน และมีการนำอากาศยานบินเข้าไปในน่านฟ้าของนาโต้
“แน่นอนว่ามีความพยายามอย่างจริงจังที่จะทำให้แนวทาง ‘อำนาจคือความถูกต้อง’ เป็นเรื่องปรกติในกิจการต่างประเทศ และการลดทอนบทบาทของกฎบัตรสหประชาชาติ อนุสัญญาเจนีวา สนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน และหลักการพื้นฐานอื่นๆ ของระเบียบระหว่างประเทศ รัฐอื่นๆ จะต้องยืนหยัดต่อต้านความพยายามที่เป็นอันตรายเหล่านี้ ซึ่งมุ่งทำลายกฏกติกาโลกที่ออกแบบมาเพื่อรักษาสันติภาพ คุ้มครองพลเรือนท่ามกลางความขัดแย้ง และรับประกันสิทธิมนุษยชนของทุกคนในทุกแห่งหน”
เหตุใดจึงถือว่าปฏิบัติการนี้เป็นการใช้กำลังอย่างมิชอบด้วยกฎหมายและการรุกราน
กฎหมายระหว่างประเทศระบุอย่างชัดเจน โดยมาตรา 2(4) ของกฎบัตรสหประชาชาติห้ามการขู่ว่าจะใช้หรือการใช้กำลังที่ละเมิดบูรณภาพของดินแดน หรือความเป็นอิสระทางการเมืองของรัฐใดๆ ขณะที่มาตรา 2(3) กำหนดให้รัฐต้องแสวงหาทางออกต่อข้อพิพาทด้วยวิธีการโดยสันติ คำประกาศความสัมพันธ์ฉันท์มิตร (Friendly Relations Declaration) (UNGA 2625) เป็นเอกสารที่กำหนดหลักการห้ามแทรกแซงด้วยกำลังอาวุธ และมติสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่ 3314 ได้นิยามการรุกราน โดยระบุการใช้กำลังทหารเป็นครั้งแรกของรัฐที่ละเมิดกฎบัตร ถือเป็นหลักฐานที่สนับสนุนว่าได้เกิดการรุกราน รวมถึงการโจมตีด้วยระเบิด หรือการโจมตีกองกำลังของรัฐอีกฝ่ายหนึ่ง โดยปฏิบัติการเมื่อวันที่ 3 มกราคมมีลักษณะที่สอดคล้องกับรูปแบบของการกระทำดังกล่าวอย่างชัดเจน
รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เพิ่มปฏิบัติการทางทหาร เริ่มจากการสังหารนอกกระบวนการกฎหมายในน่านน้ำสากล และการจับตัวนิโคลัส มาดูโรอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย โดยอ้างว่าเป็นการปราบปรามการค้ายาเสพติด ก่อนที่จะเปิดเผยอย่างชัดเจนถึงแรงจูงใจที่แท้จริง นั่นคืออการควบคุมทรัพยากรธรรมชาติของเวเนซุเอลา
แม้จะมีการให้เหตุผลสนับสนุนการกระทำของตนที่กลับไปกลับมา แต่ข้อเท็จจริงของการกระทำนี้เป็นสิ่งที่ชัดเจน และเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงต่อกฎหมายระหว่างประเทศ แม้เราจะยอมรับข้ออ้างของรัฐบาลสหรัฐฯ ว่าเป็นปฏิบัติการตอบโต้การค้ายาเสพติด แต่การดำเนินงานเช่นนี้ก็ยังมิชอบด้วยกฎหมายอยู่ดี เพราะเป็นการบังคับใช้กฎหมายเหนือดินแดนของรัฐอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม เป็นการละเมิดต่ออธิปไตยซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับมาอย่างยาวนานในกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อกล่าวหาว่ามีการค้ายาเสพติดไม่ถือว่าเป็น “การโจมตีด้วยอาวุธ” และไม่อาจเป็นเหตุให้มีการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 ของกฎบัตรได้
ในทำนองเดียวกัน คณะกรรมาธิการตุลาการแห่งทวีปอเมริกาได้ยืนยันว่า สำหรับรัฐภาคีขององค์การรัฐอเมริกัน ข้อยกเว้นเดียวสำหรับการห้ามใช้กำลังคือการป้องกันตนเอง และกรณีที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอนุญาต ซึ่งจำกัดเป้าประสงค์ของการใช้กำลังให้เหลือเพียงการคุ้มครองสันติภาพและสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคเท่านั้น
การโจมตีของสหรัฐฯ ตรงกับการกระทำ 3 จาก 7 ข้อตามมติที่ 3314 ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำรุกราน กล่าวคือ “การรุกรานหรือการโจมตีด้วยกองทัพของรัฐในดินแดนของรัฐอื่น” “การโจมตีด้วยระเบิดของกองทัพของรัฐต่อดินแดนของรัฐอื่น หรือการใช้อาวุธใดๆ ของรัฐต่อดินแดนของรัฐอื่น” และ “การโจมตีโดยกองทัพของรัฐต่อกองกำลังทางบก ทะเล หรืออากาศ หรือต่อฝูงเรือและเครื่องบินของรัฐอื่น”
กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศมีผลบังคับใช้ในทุกเวลา ความเห็นทั่วไปที่ 36 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติระบุอย่างชัดเจนว่า การรุกรานที่ทำให้เกิดการพรากชีวิตเป็นการละเมิดต่อมาตรา 6 ของกติกา ICCPR โดยตัวข้อเท็จจริงเอง และการไม่แก้ไขข้อพิพาทด้วยวิธีการอันสันติอาจเป็นการละเมิดต่อหน้าที่การคุ้มครองชีวิต
“ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร เราก็ไม่อาจเปลี่ยนให้การโจมตีด้วยระเบิดเป็น ‘การบังคับใช้กฎหมาย’ ได้ ข้อเท็จจริงต่างหาก ไม่ใช่วาทกรรมทางการเมือง ที่จะเป็นปัจจัยกำหนดว่ากฎหมายใดมีผลบังคับ หากไม่มีคำสั่งจากคณะมนตรีความมั่นคง หรือหากไม่ใช่กรณีการป้องกันตนเองอย่างแท้จริง การใช้กำลังเพียงฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลาย่อมเป็นสิ่งที่มิชอบด้วยกฎหมายและเป็นการรุกราน สิทธิในการมีชีวิตไม่สามารถถูกยกเลิกได้ แม้รัฐบาลเลือกที่จะเพิกเฉยต่อกฎบัตรสหประชาชาติ”
ภายในเวเนซุเอลา: กลไกการปราบปรามที่ยังไม่หยุดลงในวันที่ 3 มกราคม
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลและหน่วยงานสอบสวนระหว่างประเทศหลายแห่ง สามารถบันทึกข้อมูลนโยบายการปราบปรามอย่างเป็นระบบ รวมทั้งการควบคุมตัวโดยพลการ การบังคับให้สูญหาย การสังหารนอกกระบวนการกฎหมาย การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ โดยมีเป้าหมายเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักการเมืองฝ่ายค้าน ผู้ชุมนุมประท้วง ผู้สื่อข่าว และผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์จริงหรือผู้ถูกกล่าวหาก็ตาม
ในปี 2562 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล พิสูจน์ว่ามี การโจมตีอย่างกว้างขวางและเป็นระบบ ของทางการเวเนซุเอลาภายใต้นิโคลัส มาดูโร ที่กระทำต่อพลเรือน และพบว่ามีการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2557 ทางหน่วยงานยังได้ตีพิมพ์เผยแพร่หลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การประหัตประหาร และ การบังคับให้สูญหาย รวมทั้งอาชญากรรมต่อมนุษยชาติอื่นๆ ทั้งยังเรียกร้องให้มีและสนับสนุนการสอบสวนของ คณะทำงานสหประชาชาติเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงใน เวเนซุเอลา และ สำนักอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) รวมทั้งการสอบสวนทางอาญาอย่างอื่นตามหลักการ เขตอำนาจศาลสากลในอาร์เจนตินา
“อาชญากรรมต่อมนุษยชาติยังไม่จบลงหลังการกำจัดมาดูโรออกไป อาชญากรรมยังคงเกิดขึ้น และชาวเวเนซุเอลาที่เป็นผู้เสียหาย ผู้รอดชีวิต และครอบครัวของพวกเขายังคงมีบาดแผลทั้งทางกายและใจต่อไป และกลไกของรัฐที่ก่ออาชญากรรมเหล่านี้ยังคงมีอยู่ และเลวร้ายลงไปอีกจากการแทรกแซงของทางการสหรัฐฯ”
“แม้ว่าในช่วงไม่กี่วันหลังจากสหรัฐฯ จับตัวมาดูโรไป รัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศปล่อยตัวบุคคลจำนวนมากที่ถูกควบคุมตัวด้วยเหตุผลทางการเมือง แต่ในความเป็นจริง มีผู้ได้รับการปล่อยตัวออกมาเพียงไม่กี่คน ผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวออกมายังคงต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายโดยพลการ ทำให้ประกาศปล่อยนักโทษครั้งนี้ยังคงเป็นการปฏิบัติที่โหดร้ายต่อเหยื่อของการควบคุมตัวด้วยเหตุผลทางการเมืองและครอบครัวของพวกเขา ทั้งยังมีความเสี่ยงอย่างมากที่การรุกรานของสหรัฐฯ จะส่งผลให้ทางการเวเนซุเอลาจะยิ่งใช้มาตรการรุนแรงขึ้นต่อผู้ที่ถูกมองว่าเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือเป็นผู้สนับสนุนปฏิบัติการของสหรัฐฯ คาดว่าบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์หรือผู้สนับสนุนจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก และทำให้ผู้คนอีกจำนวนมากตกเป็นเป้าหมายของนโยบายที่กดขี่ของรัฐบาล”
ภายใต้รัฐบาลรักษาการของเดลซี โรดริเกซ กองกำลังความมั่นคงและหน่วยงานข่าวกรอง (สำนักข่าวกรองพลเรือนแห่งชาติโบลีวาเรียน หรือ SEBIN; และหน่วยข่าวกรองทางทหาร หรือ DGCIM) และกลุ่มติดอาวุธที่สนับสนุนรัฐบาลยังคงควบคุมตัวบุคคล สอดแนมข้อมูลในชุมชน และข่มขู่ผู้ที่ต้องสงสัยว่าให้การสนับสนุนการโจมตีในวันที่ 3 มกราคม โดยมีการตั้งจุดตรวจ และบังคับให้บุคคลต้องยอมปลดล็อกโทรศัพท์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจโดยพลการได้ รายงานจากในพื้นที่ยังยืนยันว่ามีการควบคุมตัวบุคคลโดยพลการเพิ่มเติม รวมทั้งการควบคุมตัวนักข่าว 14 คน ซึ่งมาทำข่าวในช่วงที่มีการแถลงข่าวของทางการ แต่ต่อมามีการปล่อยตัวพวกเขา ทั้งยังมีการข่มขู่และตอบโต้ ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับรูปแบบที่มีการเก็บข้อมูลในทศวรรษที่ผ่านมา
“ทางการเวเนซุเอลาต้องปล่อยตัวทุกคนที่ถูกควบคุมตัวโดยพลการทันที ต้องยุติการบังคับให้สูญหายและการทรมานโดยทันที และรับประกันสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุมประท้วงโดยสงบ หากไม่ทำเช่นนี้ย่อมจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดวงจรของการละเมิดมากขึ้น ทำให้เกิดการลอยนวลพ้นผิด และปฏิเสธสิทธิของผู้เสียหายในการเข้าถึงความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยา”
ในปี 2563 สำนักอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศระบุว่า พวกเขาเชื่อว่ามี “หลักฐานที่ชอบด้วยเหตุผลที่จะสรุปได้ว่า” ได้เกิดอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในเวเนซุเอลา อย่างน้อยตั้งแต่เดือนเมษายน 2560 และในเดือนพฤศจิกายน 2564 พนักงานอัยการจึงได้เริ่มการสอบสวนอย่างเป็นทางการ นับแต่นั้นมา องค์คณะตุลาการเพื่อไต่สวนมูลฟ้อง (Pre-Trial Chamber I) และองค์คณะตุลาการเพื่อรับพิจารณาคำอุทธรณ์ (Appeals Chamber) ของศาลอาญาระหว่างประเทศได้ให้อำนาจที่จะทำการสอบสวนต่อไป แม้เวเนซุเอลาพยายามจะยุติกระบวนการดังกล่าว โดยศาลมีข้อสังเกตว่าหน่วยงานในประเทศไม่ได้แสดงความจริงใจที่จะดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อเอาผิดกับผู้ก่อเหตุในประเภทเดียวกัน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงและเจ้าหน้าที่ในกองกำลังความมั่นคงของรัฐ
เมื่อคำนึงถึงรูปแบบของข้อค้นพบที่สอดคล้องกัน รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับสายการบังคับบัญชา บทบาทสำคัญของผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในเวเนซุเอลาที่มีต่อกลไกความมั่นคงและข่าวกรอง และขอบเขตและลักษณะของการละเมิดที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ มีแนวโน้มอย่างมากว่านิโคลัส มาดูโร เป็นหนึ่งในบุคคลที่จะต้องตกเป็นเป้าหมายของการสอบสวนและการฟ้องคดีของศาลอาญาระหว่างประเทศ หากพบว่ามีหลักฐานที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามธรรมนูญกรุงโรมสำหรับความรับผิดอาญาของบุคคล
“ผู้เสียหายชาวเวเนซุเอลามีสิทธิที่จะเข้าถึงความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยาต่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกิดขึ้นกับพวกเขา เราขอเรียกร้องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเร่งรัดการดำเนินงาน รวมทั้งการออกหมายจับเมื่อมีหลักฐานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือการปฏิเสธความยุติธรรม โดยเฉพาะสำหรับชาวเวเนซุเอลาซึ่งได้เฝ้ารอให้มีคนรับฟังพวกเขามาเป็นเวลาหลายปี อย่างไรก็ดี ปฏิบัติการของรัฐบาลสหรัฐฯ ทำให้โอกาสที่จะมีการเดินหน้าตามกระบวนการไต่สวนนิโคลัส มาดูโรเป็นเรื่องที่ท้าทายและซับซ้อนมากขึ้น”
ตัวอย่างที่อันตรายนอกเหนือจากเวเนซุเอลา
นับแต่มีปฏิบัติการครั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่าเขามองว่าไม่จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ และโลกซีกตะวันตกเป็นภูมิภาคที่สหรัฐฯ มีสิทธิเข้าไปครอบครอง แม้กระทั่งการใช้กำลังทหาร ตามที่เห็นว่าจำเป็น ซึ่งเป็นจุดยืนที่สอดคล้องมากยิ่งขึ้นกับสิ่งที่เรียกว่า “Don-roe Doctrine” ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ได้เป็นการใช้กำลังเพียงฝ่ายเดียวเป็นครั้งแรกของสหรัฐฯ แต่อาจเป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ ได้พยายามให้เหตุผลสนับสนุนปฏิบัติการของตนในลักษณะที่เบี่ยงเบนอย่างสิ้นเชิงจากหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ ในทางตรงกันข้าม ประธานาธิบดีทรัมป์และผู้ช่วยระดับสูงของเขาแสดงออกอย่างชัดเจนด้วยการประกาศว่าจะไม่ยอมถูกผูกมัดด้วยกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งในความจริงสหรัฐฯ เป็นผู้มีส่วนร่วมออกแบบภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
การโจมตีวันที่ 3 มกราคมเกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ โจมตีเรือที่ถูกกล่าวหาว่าขนยาเสพติดในทะเลแคริบเบียนและแปซิฟิกตะวันออกเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลและผู้เชี่ยวชาญกฎหมายจำนวนมากประณามว่าเป็น การสังหารนอกกระบวนการกฎหมาย โดยยังมีการโจมตีอีกหนึ่งครั้งหลังการรุกรานครั้งนี้ การนำเรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ มาเพิ่มในทะเลแคริบเบียน และการประกาศเจตนารมณ์ที่จะใช้กำลังกับกลุ่มอาชญากรรม ยิ่งทำให้เกิดการพร่าเลือนของเส้นแบ่งระหว่างการบังคับใช้กฎหมายกับสงคราม ทำให้เกิดความกลัวว่าจะเกิดความตึงเครียดในภูมิภาคมากยิ่งขึ้น
เราต้องทำอะไรในตอนนี้ ความต้องการของเราเพื่อการคุ้มครองและความยุติธรรม
รัฐทุกแห่งควรยืนยันความสำคัญสูงสุดของกฎบัตรสหประชาชาติ และฉันทามติระดับโลกเกี่ยวกับการห้ามใช้กำลังในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในเวทีพหุภาคีและในความตกลงทวิภาคี รัฐบาลต้องปฏิเสธการยอมรับว่าการใช้กำลังเพียงฝ่ายเดียวในฐานะเครื่องมือด้านนโยบายเป็นเรื่องปรกติ และจะต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับการคุ้มครองพลเรือนและสิทธิมนุษยชน
“การเงียบเฉยในวันนี้จะเป็นใบอนุญาตสำหรับวันพรุ่งนี้ รัฐต้องขีดเส้นอย่างชัดเจน ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ความทุกข์ยากของผู้ที่ได้รับอันตรายจากการใช้กำลังที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และความทุกข์ยากของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อความทารุณโหดร้ายของทางการ ไม่ได้เป็นโศกนาฎกรรมที่แข่งขันกัน หนทางเดียวที่จะแสดงความเคารพต่อศักดิ์ศรีของพวกเขามีอยู่ในกฎหมาย การปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ การคุ้มครองพลเรือน การสอบสวนการละเมิด และการประกันให้เกิดความยุติธรรม” แอกเนส คาลามาร์ด กล่าว
สหรัฐฯ ต้องยุติการใช้ หรือขู่ว่าจะใช้กำลังกับเวเนซุเอลาอีก หากมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าได้เกิดการสังหารพลเรือนหรือการสังหารโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องมีการสอบสวนโดยทันที เป็นอิสระ และเป็นกลาง และต้องจัดให้มีการเยียวยา ขั้นตอนเหล่านี้ไม่เพียงเป็นสิ่งที่จำเป็นตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังจะช่วยฟื้นฟูความไว้วางใจในขั้นต่ำว่าพลเรือนจะไม่เป็นเพียงเบี้ยที่ใช้ต่อรองในการแข่งขันช่วงชิงทางภูมิรัฐศาสตร์ ทางการเวเนซุเอลาต้องยุติอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ รับประกันสิทธิในการมีชีวิต และปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวโดยพลการทั้งหมด ยุติการบังคับให้สูญหาย การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ ยกเลิกกลุ่มติดอาวุธที่สนับสนุนรัฐบาล ซึ่งมีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และรับประกันสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุมประท้วงโดยสงบ ทางการควรยกเลิกนโยบายการปราบปรามโดยรวมและให้หลักประกันว่าจะไม่มีการกระทำผิดซ้ำ โดยเริ่มจากการส่งเสริมความเป็นอิสระของหน่วยงานตุลการและสถาบันอื่นๆ ภายในรัฐ ผู้ก่ออาชญากรรมเหล่านี้จะต้องถูกนำตัวมาไต่สวนเพื่อรับโทษ และต้องมีการปฏิบัติตามสิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรม การเยียวยา และหลักประกันว่าจะไม่เกิดการกระทำผิดซ้ำต่อผู้เสียหาย รัฐไม่สามารถอ้างสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นใหม่เป็นเหตุผลเพื่อสนับสนุนการใช้กลไกการปราบปรามต่อไปได้




