อิหร่าน: ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเพิ่มขึ้น ท่ามกลางการปราบปรามการชุมนุมประท้วงครั้งใหม่จนนองเลือด

ทางการอิหร่านได้ทำการปราบปรามอย่างรุนแรงจนถึงชีวิตต่อผู้ประท้วงทั่วประเทศนับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2568 โดยกองกำลังความมั่นคงใช้กำลังและอาวุธปืนอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งยังจับกุมบุคคลจำนวนมากโดยพลการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลและฮิวแมนไรท์วอทช์ กล่าวในวันนี้ 

หน่วยงานทั้งสองแห่งพบว่ากองกำลังความมั่นคง รวมทั้งกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกองกำลังตำรวจของอิหร่าน ซึ่งมีตัวย่อในภาษาเปอร์เซียว่า FARAJA ได้ใช้อาวุธปืนไรเฟิล ปืนลูกซองบรรจุด้วยกระสุนโลหะ ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง แก๊สน้ำตา และการทุบตี เพื่อสลายการชุมนุม ข่มขู่ และลงโทษผู้ชุมนุมประท้วงที่ส่วนใหญ่ชุมนุมโดยสงบ 

ผลของการปราบปรามทำให้เกิดการสังหารผู้ชุมนุมประท้วงและผู้มุงดูอย่างน้อย 28 คน รวมทั้งเด็กใน 13 เมือง 8 จังหวัด ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ถึง 3 มกราคม 2569 ตามข้อมูลที่เชื่อถือได้ที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลและฮิวแมนไรท์วอทช์รวบรวมมาได้

ไดอาน่า เอลตาฮาวี รองผู้อำนวยการประจำภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวว่า ประชาชนในอิหร่านกล้าที่จะออกมาแสดงความโกรธ เพื่อต่อต้านการกดขี่มาหลายทศวรรษ และเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงในขั้นพื้นฐาน และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่กองกำลังความมั่นคงใช้ปฏิบัติการที่รุนแรงถึงชีวิตกับพวกเขา ทั้งการยิงปืนใส่ การไล่ล่า การจับกุม และการทุบตีพวกเขาอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้เกิดสภาพที่คล้ายคลึงกับการลุกฮือในประเด็น “สตรี ชีวิต และเสรีภาพ” เมื่อปี 2565 สภาความมั่นคงสูงสุดแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานความมั่นคงสูงสุดของอิหร่าน ต้องออกคำสั่งทันทีให้กองกำลังความมั่นคงยุติการใช้กำลังและอาวุธปืนอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย

การชุมนุมประท้วงเริ่มปะทุขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ภายหลังการล่มสลายของค่าเงิน การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้ออย่างมหาศาล การบริหารบริการขั้นพื้นฐานอย่างผิดพลาดของรัฐมาเป็นเวลานาน รวมทั้งการเข้าถึงน้ำ และสภาพชีวิตที่เลวร้ายลง เริ่มจากการที่ร้านค้าปิดตัวลง และมีการนัดหยุดงานและชุมนุมในแกรนด์บาซาร์ของกรุงเตหะราน ซึ่งต่อมาได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วประเทศ ขยายตัวเป็นการประท้วงในท้องถนน เพื่อเรียกร้องให้ยุติระบบของสาธารณรัฐอิสลาม และเรียกร้องสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรี และเสรีภาพ เจ้าหน้าที่ตอบโต้ด้วยการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรง และการจับกุมผู้คนจำนวนมาก เป็นเหตุให้มีผู้ถูกควบคุมตัวโดยพลการแล้วหลายร้อยคน และเสี่ยงจะตกเป็นเหยื่อของการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ

“กองกำลังความมั่นคงของอิหร่านได้ใช้กำลังอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งความรุนแรงถึงชีวิตกับผู้ชุมนุมประท้วง เป็นแบบแผนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและต่อเนื่อง รวมทั้งการลอยนวลพ้นผิดอย่างเป็นระบบของเจ้าหน้าที่ที่ทำการละเมิดอย่างร้ายแรง เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า การใช้อาวุธนี้เพื่อปราบปรามผู้ชุมนุมเช่นนี้ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญในนโยบายของรัฐ” ไมเคิล เพจ รองผู้อำนวยการประจำภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าว

ฮิวแมนไรท์วอทช์และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้สัมภาษณ์ประชาชน 26 คน รวมทั้งผู้ชุมนุมประท้วง ประจักษ์พยาน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้สื่อข่าว และเจ้าหน้าที่พยาบาล เราได้ตรวจสอบเอกสารของทางการ และวิเคราะห์คลิปวิดีโอที่ผ่านการตรวจสอบหลายสิบชิ้น ซึ่งมีการเผยแพร่ทางออนไลน์ หรือมีผู้นำมาให้กับหน่วยงานของเรา นักพยาธิวิทยาอิสระซึ่งเป็นที่ปรึกษาของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ตรวจสอบภาพถ่ายของผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บหรือถูกสังหาร 

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐได้ใส่ร้ายว่าผู้ชุมนุมประท้วงเป็น “ผู้ก่อจลาจล” และประกาศที่จะปราบปราม “อย่างแข็งขัน” 

ในวันที่ 3 มกราคม 2569 หลังจากกองกำลังความมั่นคงสังหารผู้ชุมนุมประท้วงไปอย่างน้อย 11 คน ผู้นำสูงสุด อาลี คาเมเนอีประกาศว่า “ผู้ก่อจลาจลจะต้องถูกจัดการ” ในวันเดียวกัน กองกำลังระดับจังหวัดของ IRGC ในจังหวัดโลเรสถานประกาศว่า ช่วงเวลาของ “การอดอดกลั้น” สิ้นสุดลงแล้ว และสัญญาว่าจะโจมตี “ผู้ก่อจลาจล นักจัดตั้ง และแกนนำของขบวนการต่อต้านความมั่นคง….โดยไม่มีความปราณี” 

ในวันที่ 5 มกราคม 2569 ประธานศาลฎีกายังสั่งให้พนักงานอัยการต้องไม่ “แสดงความปราณี” กับผู้ชุมนุมประท้วง และให้เร่งรัดการพิจารณาคดี 

รัฐภาคีสหประชาชาติและหน่วยงานระดับภูมิภาค รวมทั้งสหภาพยุโรป ควรออกแถลงการณ์เพื่อประณามอย่างเต็มที่ และดำเนินการทางการทูตอย่างเร่งด่วน เพื่อกดดันทางการอิหร่านให้ยุติการนองเลือด แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลและฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าว

เมื่อคำนึงถึงบรรยากาศของการลอยนวลพ้นผิดอย่างเป็นระบบ ซึ่งทำให้ทางการอิหร่านสามารถทำความผิดตามกฎหมายระหว่างประเทศได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ตามข้อมูลที่บันทึกโดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลและฮิวแมนไรท์วอทช์ รวมทั้งการสังหาร การทรมาน การข่มขืนกระทำชำเรา และการบังคับให้สูญหาย เพื่อขจัดและลงโทษผู้เห็นต่าง ทางหน่วยงานจึงเรียกร้องให้พนักงานอัยการของประเทศอื่นๆ ประกาศใช้เขตอำนาจศาลสากล เพื่อเริ่มกระบวนการสอบสวนทางอาญา โดยมีเป้าหมายเพื่อออกหมายจับผู้ที่ต้องสงสัยว่าเป็นผู้รับผิดชอบ 

การใช้กำลังและการสังหารอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย 

เหยื่อทั้ง 28 คนถูกยิงสังหารโดยกองกำลังความมั่นคง รวมทั้งกระสุนโลหะที่ถูกยิงจากปืนลูกซอง ทางการปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการสังหารครั้งนี้โดยสอดคล้องตามแบบแผนการปฏิเสธและการนิ่งเฉยของรัฐที่มีการบันทึกข้อมูลไว้อย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่ได้บังคับให้ครอบครัวของเหยื่อบางคนมาร่วมรายการบนสื่อของรัฐ เพื่อกล่าวโทษว่าเป็นการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือผู้ชุมนุมประท้วง และขู่จะตอบโต้และนำศพของญาติของพวกเขาไปฝังในที่ลับ หากพวกเขาไม่ยอมทำตาม 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลและฮิวแมนไรท์วอทช์พบว่าผู้ชุมนุมประท้วงส่วนใหญ่มาชุมนุมโดยสงบ โดยทางหน่วยงานได้ตรวจสอบคลิปวิดีโอและรายงานบางส่วน ซึ่งชี้ว่าผู้ชุมนุมบางส่วนก็มีการใช้ความรุนแรงเช่นกัน แต่จากวิดีโอที่บันทึกเหตุการณ์ใช้อาวุธปืนยิงของเจ้าหน้าที่ เราไม่พบว่ามีภัยคุกคามอันใกล้ที่อาจทำให้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส ซึ่งจะเป็นเหตุผลให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้อาวุธได้เลย

ตามหลักฐานซึ่งแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลและฮิวแมนไรท์วอทช์ได้มา จังหวัดโลเรสถานและอีแลม ซึ่งเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดและลูรี เป็นพื้นที่ที่มีการปราบปรามรุนแรงสุด โดยเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 คนในจังหวัดโลเรสถาน และอีก 5 คนที่ถูกสังหารในจังหวัดอีแลม ในจังหวัดอื่นๆ ที่มีการสังหารเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ถึง 3 มกราคม 2569 รวมทั้งจังหวัดชาฮาร์มาฮาลและบัคติอารี ฟารส์ และเคอร์มานชาห์ แต่ละจังหวัดมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน รวมทั้งอิสฟาฮาน, ฮัมดัน และกอม ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจังหวัดละ 1 คน 

ผู้ชุมนุมประท้วงคนหนึ่งในเมืองอัซนา จังหวัดโลเรสถาน บอกกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลว่าตอนค่ำวันที่ 1 มกราคม 2569 กองกำลังความมั่นคงได้ยิงปืนใส่ผู้ชุมนุมโดยสงบใกล้กับที่ทำการของผู้ว่าราชการจังหวัดที่จัตุรัสอาซาเดกัน เธอได้นำวิดีโอมาให้เราดู ซึ่งเราได้ทำการตรวจสอบ และพบว่าเป็นเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ IRGC ยิงปืนใส่ผู้ชุมนุม หลังประชาชนถอนตัวออกไปแล้ว ผู้ชุมนุมได้กลับมารวมตัวใหม่ด้านนอกใกล้กับสถานีตำรวจ เป็นจังหวะที่กองกำลังความมั่นคงเริ่มเปิดฉากยิงใส่อีกครั้ง 

จากคลิปวิดีโอที่ผ่านการตรวจสอบและมีการเผยแพร่ออนไลน์ในวันที่ 1 มกราคม 2569 ผู้ชุมนุมบางส่วนได้ร้องตะโกนอยู่ด้านนอกโรงพัก และเรายังได้ยินเสียงปืนในคลิปวิดีโออย่างน้อยหนึ่งชิ้นที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว 

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ผู้ชุมนุมประท้วงอย่างน้อย 6 คนถูกสังหารในอัซนา ประกอบด้วยวาฮับ มูซาวี, มอสตาฟา ฟัลลาฮี, ชายัน อาซาดอลลาฮี, อาห์มัดเรซา อามานี และเรซา โมราดี อับดุลวานด์ ทางการยังคงเก็บรักษาศพของทาฮา ซาฟารี อายุ 16 ปี ซึ่งตอนแรกมีรายงานว่าหายตัวไป แหล่งข่าวแจ้งกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลว่าในวันที่ 3 มกราคม 2569 ญาติของทาฮา ซาฟารีได้เดินทางไปที่โรงพัก เพื่อสอบถามว่าเขาอยู่ที่ไหน และเจ้าหน้าที่นำภาพของผู้เสียชีวิตหลายคนมาให้ดู ทำให้ครอบครัวสามารถยืนยันอัตลักษณ์ของทาฮา ซาฟารีได้จากภาพถ่ายเหล่านี้ เป็นภาพศพของเขาที่มีอาการบาดเจ็บสาหัสที่ศีรษะอย่างชัดเจน 

ผู้ชุมนุมประท้วงคนหนึ่งในมาเล็คชาฮี จังหวัดอีแลม บอกกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลว่าช่วงบ่ายของวันที่ 3 มกราคม 2569 ผู้ชุมนุมโดยสงบหลายร้อยคนเดินขบวนจากจัตุรัสโชฮาดา ไปยังฐานทัพบาซิจของกองพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน 

“เจ้าหน้าที่ IRGC ได้เปิดฉากยิงจากในฐานทัพของพวกเขา…พวกเขายิงปืน…โดยไม่คำนึงว่าจะยิงไปถูกใคร….ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 3 หรือ 4 คน และอีกหลายคนได้รับบาดเจ็บ ผู้ชุมนุมประท้วงไม่มีอาวุธอยู่ในมือเลย”

จากคลิปวิดีโอสองชิ้นที่ผ่านการตรวจสอบ ซึ่งถ่ายที่มาเล็คชาฮีในช่วงบ่าย เป็นภาพเหตุการณ์ขณะที่ผู้ชุมนุมประท้วงอยู่ด้านนอกฐานทัพบาซิจ ขณะที่กำลังหลบหนีพร้อมกับมีเสียงปืนดัง คลิปวิดีโออีกชิ้นหนึ่งที่มีผู้โพสต์ออนไลน์ เป็นภาพของเจ้าหน้าที่ 6 คนซึ่งอยู่ในฐานทัพ โดยมีเจ้าหน้าที่อย่างน้อยหนึ่งคนที่ยิงอาวุธปืนใส่ผู้ชุมนุม จากภาพวิดีโอสองชิ้น เหยื่อ 3 คนมีอาการบาดเจ็บที่เห็นชัดเจนและอยู่นิ่งไม่เคลื่อนไหว 

แหล่งข่าวบอกว่าผู้ชุมนุมประท้วง 3 คน ได้แก่เรซา อาซิมซาเดห์, ลาติฟ คาริมิ และ เมห์ดี เอมามิปูร์ เสียชีวิตทันที ส่วนอีก 2 คนคือ ฟาเรส (โมห์เซ่น) อาฆา โมฮัมมาดี และโมฮัมหมัด เรซา คารามี เสียชีวิตจากการบาดเจ็บในเวลาต่อมา 

ในพื้นที่จาฟาราบาด เมืองเคอร์มานชาห์ จังหวัดเคอร์มานชาห์ เรซา กันบารี และ ราโซล คาดิวาเรียน กับ เรซา คาดิวาเรียน ที่เป็นพี่น้องกัน ถูกยิงเสียชีวิตในวันที่ 3 มกราคม 2569 นักปกป้องสิทธิมนุษยชนบอกว่าเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบเดินทางมาด้วยรถสีขาว 3 คัน และได้ยิงกระสุนโลหะใส่พี่น้องทั้งสองคน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงที่กำลังปิดถนน 

ในจังหวัดชาฮาร์มาฮาลและบัคติอารี อาหมัด จาลิล และ ซาจัด วาลามาเนช ถูกเจ้าหน้าที่สังหารระหว่างการชุมนุมในลอร์เดแกนในวันที่ 1 มกราคม 2569 และโสรุช โซเลมานี ถูกสังหารในฮาฟเชจานในวันที่ 3 มกราคม 2569 ตามข้อมูลที่ได้รับมาจากนักปกป้องสิทธิมนุษยชน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลและฮิวแมนไรท์วอทช์ได้ตรวจสอบภาพถ่ายของศพ ซึ่งแสดงให้เห็นแผลที่เกิดจากการกระจายตัวของกระสุนโลหะอย่างเป็นแบบแผนบนลำตัวของพวกเขา 

ผู้ประท้วงได้รับบาดเจ็บสาหัส

หน่วยงานของเราได้บันทึกข้อมูลอันตรายที่เกิดขึ้นในวงกว้างจากการใช้ปืนลูกซองยิงกระสุนโลหะอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ศีรษะและตา รวมทั้งการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจากการทุบตีและการใช้ปืนไรเฟิลยิง 

ผู้ชุมนุมประท้วงจากจังหวัดเดห์ดาชต์, โคห์กิลูเยห์ และโบเยอร์-อาห์หมัดบอกว่า กองกำลังความมั่นคงยิงปืนใส่เขาระหว่างการชุมนุมในวันที่ 3 มกราคม 2569 ด้วยความกลัวว่าจะถูกจับ เขาจึงหลีกเลี่ยงไม่ไปโรงพยาบาล แม้มีความเสี่ยงว่าอาจจะต้องสูญเสียขาไปข้างหนึ่ง นักพยาธิวิทยาอิสระซึ่งให้คำปรึกษากับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และตรวจสอบภาพถ่ายของการบาดเจ็บของผู้ชุมนุมประท้วงมีข้อสังเกตว่าน่าจะเป็นบาดแผลที่เกิดจากกระสุนปืนลูกซอง

ในวันที่ 6 มกราคม 2569 ช่างภาพจากเมืองอีแลมได้โพสต์วิดีโอในโซเชียลมีเดีย เป็นภาพขณะที่ใบหน้าของเขาเปื้อนด้วยเลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผลเนื่องจากกระสุนโลหะ เขาได้ใช้กล้องเพื่อถ่ายภาพกระสุนโลหะ พร้อมกับกล่าวว่า กองกำลังความมั่นคงได้ใช้กระสุนปืนล่าสัตว์เพื่อยิงผู้ชุมนุมประท้วงการสังหารมนุษย์เป็นเหมือนเกมของพวกเขา พวกเขาคิดว่าเราเป็นเพียงเหยื่อ และเขาเป็นผู้ล่า” 

ผู้หญิงคนหนึ่งในเมืองอิสฟาฮานบอกกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลว่าเจ้าหน้าที่ผลักเธอล้มลงกับพื้น และใช้เท้าเหยียบที่หลังของเธอ ขณะที่เธอกำลังวิ่งหนีช่วงที่กองกำลังความมั่นคงใช้ความรุนแรงเพื่อสลายการชุมนุมประท้วง เธอได้นำภาพใบหน้าของเธอที่โชกด้วยเลือดและมีรอยแผลถลอกมาให้เราดู 

“ยิ่งฉันพยายามดิ้นมากเท่าไร เจ้าหน้าที่ก็ยิ่งกดเท้าลงแรงเท่านั้น” เธอกล่าว “ฉันไม่สามารถขยับตัวได้ ดิฉันได้แต่ร้องไห้ แต่เขาบอกให้ฉันหุบปาก” 

หน่วยงานเราพบว่าการที่มีกองกำลังความมั่นคงอยู่ในโรงพยาบาล ส่งผลให้ผู้ชุมนุมไม่กล้ามาเข้ารับการรักษาพยาบาล ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากขึ้น ตามข้อมูลของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนคนหนึ่ง โมห์เซน อาร์มัก เสียชีวิตในฮาฟชาจัน จังหวัดชาฮาร์มาฮาลและบัคติอารี โดยมีการนำตัวเขาไปที่ฟาร์มปศุสัตว์แทนที่จะไปโรงพยาบาล หลังเขาได้รับบาดเจ็บจากกระสุนโลหะเมื่อวันที่ 3 มกราคม 

ในวันที่ 4 มกราคม 2569 กองกำลังพิเศษของ FARAJA และ IRGC โจมตีโรงพยาบาลอิหม่าม โคมัยนีในจังหวัดอีแลม ระหว่างที่ยังมีผู้ชุมนุมเข้ารับการรักษาพยาบาล ตามข้อมูลของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนคนหนึ่งและจากคลิปวิดีโอที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว เจ้าหน้าที่ยิงปืนลูกซองที่บรรจุกระสุนโลหะและแก๊สน้ำตาเข้าไปในบริเวณโรงพยาบาล ทำลายประตูกระจก และได้ทุบตีคนไข้ ญาติ และบุคลากรทางการแพทย์ 

การจับกุมโดยพลการในวงกว้าง

กองกำลังความมั่นคงได้จับกุมผู้ชุมนุมประท้วงหลายร้อยคนโดยพลการ รวมทั้งเด็กอายุเพียง 14 ปี ระหว่างการสลายการชุมนุมประท้วงและการบุกตรวจค้นช่วงกลางคืนที่บ้าน บางส่วนถูกนำตัวออกมาจากโรงพยาบาล 

หลายคนถูกเจ้าหน้าที่บังคับให้สูญหาย และถูกควบคุมตัวโดยไม่ให้ติดกับโลกภายนอก ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ

ทางการได้เริ่มเผยแพร่วิดีโอ “การรับสารภาพ” ที่ผู้ถูกควบคุมตัวถูกบังคับให้พูด ในวันที่ 5 มกราคม 2569 สำนักข่าวทัสนิม ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้ IRGC ได้เผยแพร่วิดีโอ “การรับสารภาพ” ของผู้หญิงอายุ 18 ปี และเด็กผู้หญิงอายุ 16 ปี และกล่าวหาว่าพวกเธอเป็น “แกนนำก่อจลาจล”  

ทางการอิหร่านต้องปล่อยตัวทุกคนที่ถูกคุมขังเพียงเพราะเข้าร่วมในการชุมนุมประท้วงโดยสงบหรือเพียงเพราะแสดงความสนับสนุนผู้ชุมนุม โดยปล่อยตัวในทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข ผู้ถูกควบคุมตัวทุกคนต้องได้รับการคุ้มครองจากการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ และต้องอนุญาตให้พวกเขาเข้าถึงครอบครัว ทนายความ และการรักษาพยาบาลที่จำเป็นโดยทันที

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน