เมียนมา: รัฐบาลทหารใช้ยุทธวิธีกดขี่ยิ่งขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ชี้แจงว่าการเตรียมตัวก่อนจะมีการเลือกตั้งระดับประเทศรอบแรกที่จัดโดยรัฐบาลทหารในเมียนมา ซึ่งจะเริ่มต้นตั้งแต่สุดสัปดาห์นี้ ได้ส่งผลให้มีการโจมตีอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพิ่มน้ำหนักข้อหาอาชญากรรมสงครามให้กับรัฐบาลทหาร รวมถึงการจับกุมบุคคลโดยพลการเพิ่มขึ้นอย่างมาก พร้อมกับเร่งปราบปรามเสรีภาพด้านการแสดงออก

กองทัพประกาศใช้กฎหมายคุ้มครองการเลือกตั้งทั่วไปแบบประชาธิปไตยหลายพรรค เมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งกำหนดโทษจำคุกสำหรับผู้ที่วิจารณ์ หรือยุยงให้เกิดความรุนแรงต่อการเลือกตั้ง หรือเจ้าหน้าที่เลือกตั้ง โดยกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่สามปีไปจนถึงโทษจำคุกตลอดชีวิต รวมไปถึงโทษประหารอีกด้วย

“การเลือกตั้งที่จัดโดยรัฐบาลทหารครั้งนี้ แตกต่างอย่างมากกับการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยทั่วประเทศเมียนมาในปี 2558 และ 2563 โดยในปี 2558 ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความหวังว่าจะเกิดสันติภาพและความเคารพต่อสิทธิมนุษยชน แต่ยุคปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่สิ้นหวัง และได้เกิดอาชญากรรมสงคราม การจับกุม และการสอดแนมข้อมูลขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้คน”

โจ ฟรีแมน นักวิจัยประเทศเมียนมา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

“คนจำนวนมากในเมียนมาต่อต้านการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะกลัวว่าจะเป็นการช่วยกระชับอำนาจของกลุ่มบุคคลที่สังหารพลเมืองชาวเมียนมาอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายมาเป็นเวลาห้าปี ทำให้พวกเขาอยู่ในอำนาจต่อไป รอดพ้นจากความรับผิด และรับการไต่สวนคดีเพื่อลงโทษ”

กฎหมายเลือกตั้งถูกใช้เป็นอาวุธโดยรัฐบาลทหาร

รัฐบาลทหารอ้างว่ากฎหมายเลือกตั้งของตน ถูกออกแบบมาเพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่ อุปกรณ์ และกระบวนการเลือกตั้ง แต่ในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนการลงคะแนนเสียงในรอบแรกในวันที่ 28 ธันวาคม รัฐบาลทหารได้ใช้กฎหมายนี้เป็นอาวุธเพื่อเร่งปราบปรามประชาชน โดยเฉพาะคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ไม่ว่าในรูปแบบใด รวมทั้งการแสดงความเห็น การส่งข้อความ หรือการโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดีย ช่วงหลายเดือนหลังประกาศใช้กฎหมายนี้ มีประชาชนอย่างน้อย 229 คนถูกดำเนินคดีตามกฎหมายนี้ฐาน “พยายามขัดขวางกระบวนการเลือกตั้ง” ทั้งนี้ตามรายงานของสื่อที่อยู่ใต้การควบคุมของกองทัพ ผู้ที่ถูกควบคุมตัวรวมถึงศิลปินและคนที่ติดสติ๊กเกอร์ต่อต้านการเลือกตั้ง

ในเดือนกันยายน ชายคนหนึ่งในรัฐฉานของเมียนมาถูกศาลสั่งจำคุกเป็นเวลาเจ็ดปี และต้องใช้แรงงานหนัก เนื่องจากวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้ง ช่วงต้นเดือนธันวาคม ชายอีกคนหนึ่งถูกจับใกล้กับกรุงย่างกุ้ง เนื่องจากโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กประณามการออกเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ ส่วนอีกคนหนึ่งถูกจับเนื่องจากไปทำลายป้ายเลือกตั้ง ทั้งยังมีรายงานว่าชาวบ้านซึ่งอยู่ในค่ายผู้พลัดถิ่นฐานในประเทศ ถูกกดดันให้ต้องไปลงคะแนนเสียง เพื่อแลกกับการที่จะไม่ถูกตัดความช่วยเหลือ

จากจำนวน 330 อำเภอทั่วประเทศ มีการประกาศกฎอัยการศึกประมาณ 56 อำเภอตลอดทั้งประเทศ ซึ่งจะไม่มีการลงคะแนนเสียงในพื้นที่ดังกล่าว ตามข้อมูลของสำนักงานสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ พรรคสันนิบาตเพื่อประชาธิปไตยซึ่งชนะในการเลือกตั้งทั้งในปี 2558 และในปี 2563 ได้ถูกสั่งยุบไปแล้ว และแกนนำของพรรครวมทั้งอองซานซูจี วิน มยินต์ และคนอื่น ๆ ก็ยังถูกควบคุมตัว

ในปี 2568 การโจมตีทางอากาศในเมียนมาได้เพิ่มขึ้นถึงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับแต่การทำรัฐประหารในปี 2564 ในพื้นที่ที่มีการขัดแย้งกันทางอาวุธ ซึ่งรัฐบาลทหารพยายามจะควบคุมพื้นที่เหล่านั้น เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นให้ได้ พวกเขาได้เพิ่มความรุนแรงในการโจมตีนับแต่การประกาศวันเลือกตั้ง เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา องค์การสหประชาชาติแถลงว่าการโจมตีเหล่านี้ “ดูเหมือนจะมีจุดมุ่งหมายเพื่อแย่งคืนพื้นที่ที่อยู่ระหว่างสู้รบที่สำคัญ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลประกาศจะจัดให้มีการเลือกตั้ง”

ในการโจมตีครั้งหนึ่ง แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลบันทึกข้อมูล การใช้เครื่องร่อนเพื่อทิ้งระเบิดระหว่างมีงานเทศบาลที่ภาคกลางของเมียนมา ซึ่งขณะนั้นประชาชนมารวมตัวกันเพื่อแสดงการประท้วงต่อต้านการเลือกตั้งด้วย เหตุการณ์ครั้งนั้นมีพลเรือนรวมทั้งเด็กถูกสังหาร หลังจากคนที่อยู่บนเครื่องร่อนได้ทิ้งลูกปืนครกลงมาตรงใจกลางฝูงชน ในวันที่ 10 ธันวาคม กองทัพทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาล ซึ่งอยู่ในพื้นที่ควบคุมของกองทัพอาระกัน หน่วยงานชาติพันธุ์ที่เป็นฝ่ายต่อต้าน ในอำเภอมาร็อก อู รัฐยะไข่ แบบแผนการโจมตีโรงพยาบาล โรงเรียน และโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนอย่างอื่นโดยต่อเนื่องเช่นนี้ เกิดขึ้นตลอดทั้งประเทศตั้งแต่มีการทำรัฐประหาร

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องประชาคมระหว่างประเทศให้ความสนใจต่อการปฏิบัติโดยมิชอบต่อสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ ซึ่งเกิดขึ้นโดยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเลือกตั้ง และให้การสนับสนุนมากขึ้นต่อความรับผิดในเมียนมา ทั้งยังควรกลับมาให้ความสนใจกับการระงับการจัดส่งเชื้อเพลิงอากาศยานให้แก่เมียนมา และการนำตัวผู้ต้องสงสัยว่ากระทำผิดมาเข้ารับการไต่สวน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังกระตุ้นให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เดินหน้าจับกุมมินอ่องหล่ายตามหมายศาล เขาเป็นพลเอกอาวุโสซึ่งพยายามเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้นำพลเรือนหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ รวมทั้งการจับกุมเจ้าหน้าที่รัฐบาลทหารเมียนมาคนอื่น ๆ เพื่อการสอบสวนของศาลอาญาระหว่างประเทศ

ข้อมูลพื้นฐาน

หลังจากยึดอำนาจได้จากการทำรัฐประหารเมื่อห้าปีที่แล้ว รัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็น คณะกรรมการความมั่นคงและสันติภาพแห่งรัฐ (State Security and Peace Commission: SSPC) ได้พยายามกระชับอำนาจปกครองของตนผ่านหีบบัตรเลือกตั้ง โดยจะจัดให้มีการลงคะแนนเสียงรอบแรกในวันที่ 28 ธันวาคม และจะมีการจัดเลือกตั้งรอบต่อไปอีก โดยเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไป

กระบวนการลงคะแนนเสียงต้องถูกแบ่งเป็นรอบ เป็นผลมาจากการรัฐประหาร เนื่องจากความพยายามของกองทัพที่จะยึดอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ถูกต่อต้านจากทั่วประเทศ ส่งผลให้พื้นที่จำนวนมากของประเทศตกอยู่ใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธและกองกำลังฝ่ายประชาธิปไตย กองทัพได้สังหารพลเรือนไปอย่างน้อย 7,000 คนนับแต่การทำรัฐประหาร แต่คาดว่าตัวเลขที่แท้จริงจะสูงกว่านี้มาก

ความเป็นปรปักษ์ที่เพิ่มขึ้นระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่อต้าน ส่งผลให้ชาวโรฮิงญาและกลุ่มชายขอบอื่น ๆ ต้องตกเป็นเป้าหมายระหว่างการปะทะ ซึ่งยิ่งเป็นการบั่นทอนสิทธิของพวกเขามากขึ้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม หรือการติดต่อเพื่อสัมภาษณ์ ติดต่อ: [email protected]

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน