Resist With Pride คือแคมเปญรณรงค์ระดับโลกของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ในช่วงเทศกาลไพร์ดประจำปี 2569 ภายใต้ธีม ‘มนุษยชาติต้องชนะ (Humanity Must Win)’ ที่ชวนทุกคนร่วมกันโต้กลับอำนาจนิยมที่มุ่งลิดรอนสิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTI) ด้วยความภาคภูมิใจ
แคมเปญนี้ยืนหยัดบน 3 หลักการ ได้แก่ การใช้ความจริงต่อต้านข่าวปลอม (Truth Still Matters) การผนึกกำลังของทุกกลุ่มเพื่อยืนยันว่าสิทธิมนุษยชนเป็นของทุกคน (Resistance is Intersectional / Human Rights for All) และการยืนยันว่าพื้นที่ปลอดภัยและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันคือสิ่งที่เรานิยามเอง ไม่ใช่สิ่งที่รัฐกำหนดให้ (Family is Belonging และBelonging is Ours to Define)
ในปีนี้ แคมเปญมุ่งเรียกร้องความยุติธรรมให้กับ 3 เรื่องราวของผู้ยืนหยัดต่อสู้กับอำนาจนิยม การกดขี่ และการเลือกปฏิบัติ ได้แก่ การตั้งคำถามต่อสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโกในฐานะเจ้าภาพฟุตบอลโลก ประจำปี พ.ศ.2569 (FIFA World Cup 2026) ที่กระทำตรงข้ามกับคำมั่นสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่ให้ไว้ตอนเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ เรื่องราวของ เกซา บูซาช-ฮาเบล (Géza Buzás-Hábel ) ในฮังการี ผู้จัดงาน Pécs Pride ถูกดำเนินคดีอาญาเพียงเพราะจัดการชุมนุมเฉลิมฉลองสิทธิ LGBTI อย่างสันติ และเรื่องราวของสมาชิก เกนช์ LGBTI+ (Genç LGBTI+) ในตุรกี ที่ถูกฟ้องคดีและเผชิญกับคำสั่งยุบองค์กร เพียงเพราะรณรงค์เพื่อสิทธิและการมีอยู่ของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ
โดยทั้งสองเรื่องราวสะท้อนรูปแบบเดียวกันที่อ้างกฎหมาย “คุ้มครองเด็ก” และ “ศีลธรรมของสังคม” เป็นเครื่องมือปิดปากและทำให้ลบเลือนอัตลักษณ์ของผู้มีความหลากหลายทางเพศในพื้นที่สาธารณะ ในขณะที่เกิดการเลือกปฏิบัติแก่ผู้มีความหลากหลายทางเพศในปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยในประเทศเจ้าภาพบอลโลก
———————————————————————————————————-
เกซา บูซาช-ฮาเบล (Géza Buzás-Hábel) ทำอะไร และเราเรียกร้องอะไร?
เกซา คือครูชาวโรมา นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน และผู้จัดงาน Pécs Pride ในฮังการี เขาจัดงานเดินขบวนเฉลิมฉลองสิทธิ LGBTI อย่างสันติมาต่อเนื่องหลายปี แต่ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2568 รัฐสภาฮังการีผ่านกฎหมายห้ามการชุมนุมสาธารณะของ LGBTI โดยอ้างว่าเป็นการ “คุ้มครองเด็ก” และสั่งห้ามงาน Pécs Pride ครั้งที่ 5 ที่มีกำหนดจัดในเดือนตุลาคม พ.ศ.2568
เกซา ไม่ยอมแพ้ เขายังคงจัดงานต่อไปอย่างสันติ ภายใต้สโลแกน “เราจะไม่ยอมก้มหัวให้กับความกลัว (We will not bow to fear)” และมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 อัยการเขต Pécs ได้แจ้งข้อหาทางอาญาต่อเขา ส่งคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล ซึ่งอาจมีโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี
นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์สหภาพยุโรปที่ผู้จัดงาน ไพร์ด ถูกดำเนินคดีอาญา และแม้ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรปจะตัดสินในเดือนเมษายน พ.ศ.2569 กฎหมายต่อต้าน LGBTI ของฮังการีละเมิดกฎหมาย EU แต่ เกซา ยังคงถูกดำเนินคดีอยู่
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเชิญชวนให้คุณร่วมส่งอีเมลหรือข้อความบนโซเชียลมีเดียผ่าน X ถึงอัยการและรัฐบาลฮังการี เพื่อเรียกร้องให้ยุติกระบวนการพิจารณาคดีและยกเลิกข้อกล่าวหาทั้งหมดต่อ เกซา ทันที
รายละเอียดสิ่งที่คุณทำได้:
เขียนอีเมล
- คำขึ้นต้น: Dear Chief Prosecutor,
- เขียนอีเมลส่งไปที่: [email protected]
- และสำเนาถึง: His Excellency Miklos LENGYEL Ambassador Embassy of Hungary
- สำเนาถึง: [email protected]
เขียนข้อความบนโซเชียลมีเดีย: ผ่านX เมนชั่นถึง @ProsecutionHu
———————————————————————————————————-
เกนช์ LGBTI+ (Genç LGBTI+) ทำอะไร และเราเรียกร้องอะไร?
เกนช์ LGBTI+ (Genç LGBTI+) คือองค์กรสิทธิ LGBTQI เยาวชนในเมือง อิซเมียร์ (Izmir) ประเทศตุรกี ที่ทำงานรณรงค์และสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในปี พ.ศ.2567 กระทรวงมหาดไทยตุรกีสั่งตรวจสอบองค์กร โดยอ้างว่าภาพประกอบ 5 ภาพที่โพสต์บนโซเชียลมีเดียระหว่างปีพ.ศ. 2562 – 2565 เป็นการ “ลามกอนาจาร” และ “ละเมิดการคุ้มครองครอบครัวและเด็ก” ภาพเหล่านั้นคือภาพวาดคู่รักเพศเดียวกัน ที่โพสต์เพื่อฉลอง วันตระหนักรู้ถึงการมีตัวตนของเลสเบี้ยน (Lesbian Visibility Day)
แม้คณะผู้เชี่ยวชาญอิสระจะตรวจสอบและยืนยันในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 ว่าภาพดังกล่าวไม่มีความผิดปกติใด อัยการก็เดินหน้าฟ้องคดีต่อ ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2567 ศาลสั่งยุบองค์กร และในเดือนเมษายนพ.ศ.2569 สมาชิกคณะกรรมการ 11 คน รวมถึง เคเรม ดิกเมน (Kerem Dikmen) อดีตประธานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล สาขาตุรกี ถูกนำขึ้นศาลอาญา หากถูกตัดสินว่ามีความผิด อาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี
แอมเนสตี้ระบุชัดว่านี่คือ “กลยุทธ์การคุกคามที่ออกแบบมาอย่างรอบคอบ” เพื่อปิดปากองค์กร LGBTI และผู้สนับสนุนในตุรกี
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเชิญชวนให้คุณร่วมส่งอีเมล ถึงอัยการสูงสุดและรัฐบาลตุรกี เพื่อเรียกร้องให้ยุติกระบวนการพิจารณาคดีและยกเลิกข้อกล่าวหาทางอาญาทั้งหมดต่อสมาชิกคณะกรรมการ เกนช์ LGBTI+ ทันที และปฏิบัติตามพันธกรณีของตุรกีภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
เขียนอีเมล
- คำขึ้นต้น: Dear Chief Public Prosecutor,
- เขียนอีเมลส่งไปที่: [email protected]
- และสำเนาถึง: His Excellency Can DIZDAR Ambassador Embassy of the Republic of Türkiye
- สำเนาถึง: [email protected]
————————————————————————————————————–
บอลโลกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไร? และเราเรียกร้องอะไร?
ในปี พ.ศ.2561 สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ร่วมกันเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ ฟุตบอลโลกประจำปี พ.ศ.2569 (FIFA World Cup 2026) พร้อมคำมั่นสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน 90 หน้า และ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า (FIFA – Fédération Internationale de Football Association) เองก็สัญญาว่าทุกคนจะ “ปลอดภัย มีส่วนร่วม และใช้สิทธิ์ได้เต็มที่” แต่วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2569 ใกล้เข้ามา สิ่งเกิดขึ้น ณ ขณะนี้กลับไม่เป็นเหมือนกับสิ่งที่สัญญาไว้
รัฐบาลสหรัฐฯ เปลี่ยนสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (U.S. Immigration and Customs Enforcement) หรือ ICE ให้กลายเป็นกองกำลังกึ่งทหาร บุกเข้าบ้านเรือน จับกุมเด็ก และเนรเทศผู้คนกว่า 500,000 คน ในปี พ.ศ.2568 เพียงปีเดียว นอกจากนี้ ICE ยังประกาศต่อรัฐสภาว่าจะทำหน้าที่เป็น “ส่วนหนึ่งของระบบรักษาความปลอดภัยของฟุตบอลโลก” ทั้งที่มีผู้เสียชีวิตในห้องกักกันโดย ICE แล้ว 43 คนนับตั้งแต่มกราคม พ.ศ.2568 และแฟนบอลจาก 4 ชาติที่ผ่านรอบคัดเลือก ได้แก่ ไฮติ อิหร่าน ไอวอรีโคสต์ และเซเนกัล แทบไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศได้เพราะการแบนวีซ่า อีกทั้งกลุ่มแฟนบอลผู้มีความหลากหลายทางเพศจากอังกฤษและยุโรปประกาศไม่เดินทางไปเข้าร่วมชมฟุตบอลโลกเพราะ “ไม่ปลอดภัย” และไม่มีเมืองเจ้าภาพแม้แต่เมืองเดียวที่ระบุในแผนสิทธิมนุษยชนว่าจะปกป้องผู้คนจากปฏิบัติการของ ICE
ในเม็กซิโก รัฐบาลระดมทหารและตำรวจกว่า 100,000 นายดูแลความปลอดภัยการแข่งขัน ทั้งที่กองทัพมีประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนมาอย่างต่อเนื่อง และในแคนาดา ศูนย์พักพิงคนไร้บ้านถูกปิดก่อนกำหนดเพราะ ฟีฟ่าจองสถานที่ไว้ก่อนแล้ว
ฟีฟ่ารับเงินจากการแข่งขันครั้งนี้ถึง 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังไม่มีหลักประกันใดที่เป็นรูปธรรมว่าแฟนบอล นักเตะ นักข่าว และชุมชนในเมืองเจ้าภาพจะได้รับการคุ้มครอง
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้ ฟีฟ่าและรัฐบาลเจ้าภาพ ยุติการจับกุมและเนรเทศผู้คนระหว่างการแข่งขัน ยกเลิกการแบนวีซ่าที่เลือกปฏิบัติ คุ้มครองสิทธิ์ของแฟนบอลผู้มีความหลากหลายทางเพศ และเผยแพร่แผนสิทธิมนุษยชนที่เป็นรูปธรรมสำหรับทุกเมืองเจ้าภาพ
อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ https://www.amnesty.org/en/documents/ior10/0837/2026/en/
และร่วมลงชื่อ ที่นี่ https://www.amnesty.org/en/petition/tell-fifa-world-cup-hosts-no-fear-no-crackdowns-no-excuses/
เพื่อเรียกร้องไปยังเจ้าภาพ #FIFAWORLDCUP2026 ให้ทำตามสัญญาในการปกป้องสิทธิมนุษยชนตามที่เคยให้ไว้
โปรดรับทราบว่า
ชื่อที่ลงในเว็บไซต์จะถูกส่งโดยตรงไปที่ อีเมลตามหน่วยงานของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีไชน์บาวม์ และนายกรัฐมนตรีคาร์นีย์ ในฐานะรัฐบาลเจ้าภาพ และนายอินฟานติโน ในฐานะประธานฟีฟ่า เพื่อยืนยันให้พวกเขาต้องรับผิดชอบต่อคำมั่นสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่ให้ไว้ตอนเสนอตัวเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2026




