กฎหมายมาตรา 23 ของฮ่องกงคืออะไร? 10 เรื่องที่คุณควรรู้

ปี 2567 รัฐบาลฮ่องกงได้ผ่านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ที่เรียกว่า “มาตรา 23” ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิทธิมนุษยชนในเมือง ต่อไปนี้คือ 10 ประเด็นสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้:

1. กฎหมายนี้ใช้เวลาผลักดันยาวนานกว่า 25 ปี

เมื่อฮ่องกงถูกส่งมอบจากสหราชอาณาจักรให้จีนในปี 2540  ทั้งสองประเทศได้กำหนด “กฎหมายพื้นฐาน” (Basic Law) ให้ฮ่องกงใช้เป็นรัฐธรรมนูญขนาดย่อม โดยมาตรา 23 ระบุว่าฮ่องกง “ต้องออกกฎหมายด้วยตนเอง” เพื่อห้ามความผิดด้านความมั่นคง 7 ประเภท อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวไม่เคยผ่านมาก่อน เนื่องจากความพยายามในปี 2546ต้องยุติลงหลังจากการชุมนุมประท้วงโดยสงบขนาดใหญ่ 

ทว่าในครั้งนี้ กฎหมายอื่น ๆ เช่น กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ปี 2563 กลับทำให้การชุมนุมประท้วงถูกจำกัดอย่างมาก ทำให้รัฐบาลสามารถผ่านมาตรา 23 (ชื่อทางการคือ “กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองความมั่นคงแห่งชาติ”) ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังเพิ่มความผิดใหม่ เพิ่มโทษ และขยายอำนาจรัฐให้กว้างขึ้นกว่าเดิม

2. นิยาม “ความมั่นคงแห่งชาติ” และ “ความลับของรัฐ” แบบจีนถูกนำมาใช้

กฎหมายใหม่นำคำนิยาม “ความมั่นคงแห่งชาติ” จากจีน ซึ่งมีลักษณะกว้างขวางและคลุมเครือ เมื่อนิยามดังกล่าวได้ครอบคลุม “ผลประโยชน์สำคัญของรัฐ” ซึ่งในทางปฏิบัติอาจหมายถึงแทบทุกเรื่อง 

นอกจากนี้ยังนิยาม “ความลับของรัฐ” อย่างกว้าง ซึ่งสามารถตีความครอบคลุมข้อมูลด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี หรือวิทยาศาสตร์ แม้ไม่เคยถูกประกาศว่าเป็นความลับมาก่อน โดยผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงยังมีอำนาจตัดสินได้เองว่าอะไรคือ “ความลับของรัฐ” ทำให้แทบทุกอย่างอาจถูกตีความได้เช่นนั้น

3. การติดต่อกับต่างชาติกลายเป็นเรื่องเสี่ยงมากขึ้น

กฎหมายสร้างความผิดใหม่ชื่อ “การแทรกแซงจากภายนอก” ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือกับ “กองกำลังภายนอก” โดยมีโทษจำคุกสูงสุด 14 ปี โดยรายละเอียดของความผิดยังคลุมเครือ เช่น กฎหมายได้ระบุว่าความร่วมมือกับ “กองกำลังภายนอก” ต้องมี “เจตนาให้เกิดผลกระทบแทรกแซง” และใช้ “วิธีการที่ไม่เหมาะสม” 

ขณะนี้ตำรวจฮ่องกงมีอำนาจมากขึ้นในการปราบปรามผู้เห็นต่าง ©ISAAC LAWRENCE/AFP via Getty Images

นอกจากนี้ ยังขยายความผิดฐานจารกรรม เช่น การร่วมมือกับต่างชาติในการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ อาจทำให้คุณถูกลงโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี

4. “กองกำลังภายนอก” หมายถึงใคร?

กฎหมายมาตรา 23 ตีความคำว่า “กองกำลังภายนอก” กว้างมาก โดยอาจหมายถึงรัฐบาลต่างประเทศ พรรคการเมืองต่างชาติ องค์กรระหว่างประเทศ องค์กรต่างชาติ หรือแม้แต่บุคคลที่เกี่ยวข้อง จึงมีความเป็นไปได้ว่าความร่วมมือปกติ เช่น ด้านธุรกิจ วิชาการ ภาคประชาสังคม หรือแม้แต่กับองค์การสหประชาชาติ อาจถูกตีความเป็นความผิดได้ แม้แต่ชาวต่างชาติเองก็สามารถถูกดำเนินคดีได้หากกระทำความผิดในฮ่องกง

5. วิจารณ์รัฐบาลอาจติดคุกสูงสุด 10 ปี

แม้สหราชอาณาจักรจะยกเลิกกฎหมายยุยงปลุกปั่นไปแล้วตั้งแต่ปี 2552 โดยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมในเวลานั้นกล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวเป็น “กฎหมายลึกลับซับซ้อนจากยุคเก่า” แต่ฮ่องกงกลับนำกฎหมายยุคอาณานิคมนี้ ที่หลับใหลไปกว่า 50 ปี กลับมาใช้ในฐานะกฎหมายยุยงปลุกปั่ง  และขยายขอบเขตมากขึ้นภายใต้มาตรา 23 

นอกจากนี้ ยังมีโทษสูงสุดเพิ่มจาก 2 ปี เป็น 7 ปี หรือ 10 ปี หากเกี่ยวข้องกับ “กองกำลังภายนอก” ที่สำคัญ กฎหมายระบุว่า “ไม่จำเป็นต้องมีเจตนาปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง”  ก็สามารถมีความผิดได้ ซึ่งตรงข้ามกับหลักการกฎหมายทั่วไปที่ว่า คำพูดที่ไม่ยุยงให้เกิดความรุนแรงไม่ควรถูกลงโทษตามกฎหมาย  การนิยามเช่นนี้จึงทำให้การวิจารณ์รัฐบาลอาจถูกตีความเป็นความผิดได้

6. ไม่แจ้งความผู้อื่น อาจถูกจำคุก

กฎหมายกำหนดให้พลเมืองจีน (ซึ่งรวมถึงชาวฮ่องกงส่วนใหญ่) ต้องแจ้งตำรวจหากรู้ว่ามีการกระทำ หรือกำลังจะกระทำความผิดด้านความมั่นคง หรือเจตนากบฎ หากไม่แจ้งความอาจถูกจำคุกสูงสุด 14 ปี 

ผลที่ตามมาคือประชาชนถูกกดดันให้สอดส่องกันเอง และเพิ่มบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในสังคม รวมถึงทำให้พวกเขาหลีกเลี่ยงที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นอิสระ 

7. ตำรวจมีอำนาจมากขึ้น แต่ผู้ต้องหามีสิทธิน้อยลง

กฎหมายฉบับนี้ ได้มอบอำนาจใหม่ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อต้องรับมือกับกรณีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ตำรวจสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้นานสูงสุด 16 วันโดยไม่ตั้งข้อกล่าวหา (จากเดิม 2 วัน) และสามารถห้ามผู้ต้องหาพบทนายใน 48 ชั่วโมงแรกหลังการจับกุม หรือจำกัดทนายที่เลือกได้

8. ผู้นำฮ่องกงสามารถออกกฎหมายเพิ่มเติมได้เอง

ผู้บริหารสูงสุดสามารถออกกฎหมายย่อยได้เองในนาม “การคุ้มครองความมั่นคงแห่งชาติ” ซึ่งมีผลบังคับใช้ทันที และมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี แม้ในทางทฤษฎีต้องไม่เกินขอบเขตมาตรา 23 แต่เนื่องจากเนื้อหากฎหมายมีความคลุมเครือ จึงเปิดช่องให้ใช้อำนาจได้อย่างกว้างขวาง

การประท้วงแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในปี 2019 นั้น ปัจจุบันถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายในฮ่องกง © Getty Images

9. มีอำนาจใหม่ในการดำเนินการกับชาวฮ่องกงในต่างประเทศ

กฎหมายเปิดทางให้ลงโทษผู้ที่หลบหนีจากการถูกกล่าวหา (แม้ยังไม่ถูกตัดสินว่ามีความผิด) ว่ากระทำความผิดฐานความมั่นคงของชาติ โดยรัฐบาลสามารถใช้มาตรการต่าง ๆ เช่น เพิกถอนหนังสือเดินทาง หรือระงับใบอนุญาตวิชาชีพ (เช่น ใบอนุญาตให้เป็นทนายความ) โดยมาตรการนี้มุ่งเป้าไปยังนักกิจกรรมหรือผู้ลี้ภัยที่อยู่ต่างประเทศ

10. ความผิดใหม่เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่คลุมเครือมาก

กฎหมายเพิ่มความผิดเกี่ยวกับ “การกระทำที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงแห่งชาติผ่านระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบอิเล็คทรอนิกส์” มีโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี และบังคับใช้กับคนทั่วโลก แต่ไม่มีการนิยามชัดเจนว่า “การกระทำ” คืออะไร โดยในระหว่างช่วงการปรึกษาหารือ รัฐบาลยังกล่าวถึงการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและความเป็นไปได้ในการถูกแฮ็กข้อมูล การขาดความชัดเจนทางกฎหมายและคำจำกัดความที่กว้างเกินไปเช่นนี้ ทำให้ความผิดดังกล่าวเปิดช่องให้เกิดการละเมิดสิทธิโดยพลการได้  

11. กฎหมายผ่านในบริบทที่ไม่มีเสียงคัดค้าน

มาตรา 23 เป็นประเด็นถกเถียงเรื่องการจำกัดสิทธิมนุษยชนมายาวนาน โดยในปี 2546  มีผู้ชุมนุมประท้วงกว่า 500,000 คน ที่เข้าร่วมการประท้วงต่อต้านการออกกฎหมายดังกล่าว แต่ในปี 2567 สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก หลังจากผ่านกฎหมายความมั่นคงในปี 2563ทำให้เสียงฝ่ายต่อต้านแทบหายไป นักกิจกรรม นักข่าว และนักการเมืองจำนวนมากยังถูกจับกุมหรือหนีออกนอกประเทศ การชุมนุมประท้วงโดยสงบติถูกจำกัดอย่างเข้มงวด ทำให้รัฐบาลสามารถผ่านกฎหมายนี้ได้โดยแทบไม่มีแรงต้าน

กฎหมายมาตรา 23 ไม่ได้เป็นเพียงกฎหมายความมั่นคงธรรมดา แต่เป็นเครื่องมือที่ขยายอำนาจรัฐอย่างกว้างขวาง ในขณะที่ลดทอนเสรีภาพในการแสดงออก การรวมกลุ่ม และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในฮ่องกงอย่างมีนัยสำคัญ

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน