แอมเนสตี้ ประเทศไทย มอบรางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568 (Media Awards 2025) ย้ำ “การรายงานข่าวไม่ใช่อาชญากรรม” พร้อมยกบทบาทสื่อยืนอยู่กับข้อเท็จจริงและเสรีภาพสื่อ

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย มอบรางวัลผลงานสื่อมวลชนดีเด่นด้านสิทธิมนุษยชน พร้อมย้ำจุดยืนว่า “การนำเสนอข่าวไม่ใช่อาชญากรรม” และเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันคุ้มครองเสรีภาพสื่อ หยุดใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP ต่อสื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐอย่างสุจริตตามจรรยาบรรณวิชาชีพ

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดงานประกาศผลและพิธีมอบ “รางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชน” ประจำปี 2568 (Media Awards 2025) ณ โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ  โดยมอบรางวัลผลงานสื่อมวลชนดีเด่นด้านสิทธิมนุษยชนประเภทข่าวและสารคดีเชิงข่าวประเภทสื่อหนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์ ข่าวหรือสารคดีเชิงข่าวประเภทสื่อโทรทัศน์ ข่าวหรือสารคดีเชิงข่าวที่นำเสนอในรูปแบบคลิปวิดีโอออนไลน์ และประเภทภาพถ่ายในหัวข้อ “สิทธิมนุษยชน” เพื่อยกย่องผลงานข่าว สารคดีเชิงข่าว และภาพถ่ายที่นำเสนอประเด็นสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และมีส่วนช่วยให้สังคมเข้าถึงข้อเท็จจริง เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจและความเป็นธรรม  

พุทธณี กางกั้น ประธานกรรมการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวถึงกรณีช่างภาพข่าวถูกดำเนินคดีอาญาจากการปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวภายในหน่วยเลือกตั้งว่า แม้การจัดการเลือกตั้งจำเป็นต้องคำนึงถึงความลับของผู้ใช้สิทธิและความสุจริตเที่ยงธรรมของการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่การบังคับใช้กฎหมายต่อสื่อมวลชนต้องไม่ทำไปเพื่อจำกัดเสรีภาพสื่อและต้องตั้งอยู่บนหลักความจำเป็น ความได้สัดส่วน และข้อเท็จจริงที่รอบด้าน ขณะที่การเอาผิดทางกฎหมายไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือปิดกั้นการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่ตามจรรยาบรรณวิชาชีพ

ประธานกรรมการ แอมเนสตี้ ประเทศไทยยังแสดงความกังวลต่อแนวโน้มการใช้คดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ (SLAPP) หรือการฟ้องปิดปาก ซึ่งมักไม่ได้มุ่งหวังผลชนะทางคดี แต่เป็นการสร้างภาระและความหวาดกลัวให้กับผู้สื่อข่าวและองค์กรสื่อที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ที่ผ่านมาพบว่าการเผชิญคดีลักษณะนี้มีต้นทุนสูง ทั้งด้านค่าใช้จ่าย เวลา และผลกระทบต่อสุขภาพจิต ส่งผลให้บรรยากาศการทำงานของสื่อถูกบีบคั้น และประชาชนอาจไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ครบถ้วน

“เสรีภาพของสื่อในการลงพื้นที่ แสวงหาข้อเท็จจริง และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ไม่ได้เป็นเพียงสิทธิของสื่อมวลชนเท่านั้น แต่คือสิทธิของประชาชนทุกคนที่จะเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง รอบด้าน และเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ”

พุทธณี กล่าวอีกว่า สถานการณ์ในประเทศไทยสะท้อนภาพที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเช่นกัน โดยเฉพาะในเมียนมา ซึ่งปีนี้ครบรอบ 5 ปีหลังเกิดการรัฐประหารในเมียนมา และยังคงมีรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลพบว่ามีผู้สื่อข่าวมากกว่า 200 คนถูกจับกุม และอย่างน้อย 7 คนถูกสังหาร พร้อมยกกรณีของ ไซ ซอว์ แต็ก ช่างภาพข่าวที่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปีจากการรายงานข่าว เป็นตัวอย่างสะท้อนความเสี่ยงที่สื่อในภูมิภาคต้องเผชิญ

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงความเปราะบางของการสื่อสารในประเด็นพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา โดยเตือนว่าข่าวลวง ข้อมูลเท็จ และถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) อาจกลายเป็นชนวนเหตุให้ความขัดแย้งลุกลามและกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความปลอดภัย ตลอดจนชีวิตของประชาชนในพื้นที่

“เราไม่ได้เรียกร้องให้สื่อหยุดรายงานข่าว แต่ขอให้รายงานข่าวบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และใช้ความระมัดระวังในการนำเสนอ เพื่อไม่ให้การสื่อสารกลายเป็นเชื้อไฟแห่งความเกลียดชัง” 

พุทธณีปิดท้ายด้วยการขอบคุณสื่อมวลชนที่ยังคงทำหน้าที่ท่ามกลางความเสี่ยงและแรงกดดัน พร้อมย้ำว่า “การนำเสนอข่าวไม่ใช่อาชญากรรม (Journalism is not a crime. ) สื่อมวลชนทุกคนต้องมีเสรีภาพในการทำหน้าที่อย่างปลอดภัยและเป็นอิสระ”

ทั้งนี้ ประธานแอมเนสตี้ ประเทศไทย ระบุว่า คณะกรรมการตัดสินรางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568 ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากแวดวงสื่อและสิทธิมนุษยชน โดยได้พิจารณาและคัดสรรผลงานที่ส่งเข้าประกวดทั้งหมดอย่างรอบคอบ ก่อนประกาศผลการตัดสินในปีนี้ ดังนี้

รางวัลดีเด่นข่าวและสารคดีเชิงข่าวประเภทสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ 1 รางวัล ได้แก่

รางวัลชมเชยข่าวและสารคดีเชิงข่าวประเภทสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ 6 รางวัล ได้แก่

รางวัลดีเด่นข่าวหรือสารคดีเชิงข่าวประเภทสื่อโทรทัศน์ 1 รางวัล ได้แก่

รางวัลชมเชยข่าวหรือสารคดีเชิงข่าวประเภทสื่อโทรทัศน์ 3 รางวัล ได้แก่

รางวัลดีเด่นข่าวหรือสารคดีเชิงข่าวในรูปแบบคลิปวิดีโอออนไลน์ 1 รางวัล ได้แก่

รางวัลชมเชยข่าวหรือสารคดีเชิงข่าวในรูปแบบคลิปวิดีโอออนไลน์ 4 รางวัล ได้แก่

รางวัลที่ 1  ประเภทภาพถ่ายในหัวข้อ “สิทธิมนุษยชน” ได้แก่

ผลงานชุด “ชีวิตบนดินแดนที่ไม่รู้จักของ ‘แรงงานเมียนมา’ วันธรรมดาที่ต้องทำงานเติมฝัน เพื่อครอบครัวและประชาธิปไตย” ธเนศ แสงทองศรีกมล

รางวัลที่ 2 ประเภทภาพถ่ายในหัวข้อ “สิทธิมนุษยชน” ได้แก่

ผลงานชุด “พ้นพันธนาการ: การกลับคืนสู่สังคมของผู้พ้นโทษ LGBTQ+” วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์

รางวัลที่ 3 ประเภทภาพถ่ายในหัวข้อ “สิทธิมนุษยชน” ได้แก่

ผลงานชุด “Labor Day” ภรัณยู วรรณศรีพิศุทธิ์

รางวัลชมเชย ประเภทภาพถ่ายในหัวข้อ “สิทธิมนุษยชน” ได้แก่

ผลงานชุด “สิทธิในการศึกษาที่หายไปพร้อมความฝันของ ‘ปูแป้น’ ที่เธอเลือกพับเก็บไว้ตั้งแต่อายุ 17” สุภณัฐ รัตนธนาประสาน

ผลงานชุด “ภายในพริบตาเดียว พรากไปทั้งบ้านและคนที่เรารัก: เสียงสะท้อนของคนชายแดนจากเหตุปะทะ ไทย – กัมพูชา” ธนาภรณ์ วุฒิสนธิ์

ผลงานชุด “การศึกษาความหวังที่ชาวมานิฝากไว้กับคนรุ่นใหม่” ณฐาภพ สังเกตุ

ผลงานชุด “We will not be silenced, Together for the Salween” เมธิชัย เตียวนะ

ผลงานชุด “เรื่องราวของผู้บาดเจ็บจากสงครามในเมียนมา” ณภัทร กองจันทร์

ผลงานชุด “ประมงพื้นบ้านระยองในวันที่ระยองไม่แน่นอน” ปฏิภาณ ดำรงค์กิจมั่น

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยขอบคุณสื่อมวลชนที่เป็นบุคคลสำคัญที่สุดของงานในวันนี้ที่ได้ช่วยกันขับเคลื่อนและเป็นสื่อกลางในการต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนและให้ความเข้าใจที่ถูกต้องกับประชาชนทั้งที่ผ่านมาและที่จะทำต่อไป และย้ำรางวัลเหล่านี้ไม่เพียงแต่เชิดชูผลงานของสื่อมวลชน แต่ยังยืนยันให้เห็นบทบาทของสื่อในการปกป้องสิทธิมนุษยชนและสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกยังมีความสำคัญต่อสังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ขอขอบคุณทุกคนที่ร่วมขับเคลื่อนประเด็นสิทธิมนุษยชนไปกับเรา เพื่อทำให้เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน