ฟรีราษฎร: ทำไมจดหมายถึงสำคัญ? เสียงยืนยันจากผู้ต้องขังทางการเมืองถึงโลกภายนอก

ในแต่ละวันที่ผู้คนยังโต้เถียงกันถึงเรื่องราวสารพัด สถานที่ท่องเที่ยวคลาคล่ำไปด้วยผู้มาเยือนและร้านกาแฟที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและบทสนทนาในพื้นที่สาธารณะอย่างเสรี ชีวิตแสนปกติของผู้คนยังดำเนินไปราวกับอยู่ในโลกเสรีที่เพียบพร้อมไปด้วยพื้นที่ในการแสดงความเห็นของตน

แต่ที่อีกฟากหนึ่งของกำแพงสูง ยังมีผู้คนธรรมดาจากหลากปูมหลังอีกหลายชีวิต ถูกแยกออกจากโลกนี้ให้ต้องใช้ชีวิตที่พรากจากครอบครัว เพื่อน งานที่รัก และสังคม ไม่ใช่เพราะพวกเขาก่ออาชญากรรม หากเพียงเพราะพวกเขาใช้สิทธิพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนพึงมีโดยกำเนิด นั่นคือ เสรีภาพในการแสดงออก สิทธิที่ได้รับการรับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights – UDHR) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR) เพื่อกำหนดให้รัฐต้องปกป้องคุ้มครององค์ประกอบสำคัญของความเป็นมนุษย์

เรือนจำคือพื้นที่ที่สิทธิถูกจำกัด มีไว้เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้ปรับตัวและกลับคืนสู่สังคม แต่เมื่อยังมีผู้คนเกือบ 60 ชีวิต ต้องอยู่หลังกำแพงนั้น เพียงเพราะใช้เสรีภาพของตนเอง เราจึงต้องตั้งคำถามว่า เราจะทำอย่างไรให้การรอคอยของพวกเขาไม่เดียวดายเกินไป และจะต้องทำอย่างไรให้ “ความยุติธรรม” เกิดขึ้นจริงเสียที

จดหมาย: หน้าต่างของความหวัง

ระหว่างการรอให้วันแห่งความยุติธรรมมาถึง วันเวลาที่เคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้าในเรือนจำยังมีช่วงเวลาเล็กๆ ของความสุขเกิดขึ้นได้ ธี ถิรนัย อดีตผู้ต้องขังทางการเมือง เล่าว่า หนึ่งในช่วงเวลานั้นคือการรอรับ “จดหมาย” จากผู้คนข้างนอก ทั้งจากคนรู้จักและคนแปลกหน้า

“เสียงเจ้าหน้าที่ประกาศให้ไปรับจดหมาย

คือสิ่งที่ทำให้วันธรรมดากลายเป็นวันพิเศษที่สุดวันหนึ่ง”

สำหรับเพื่อนผู้ต้องขังทางการเมืองในเรือนจำ จดหมายคือแรงผลักดันให้พวกเขามีชีวิตอยู่ต่อไป คือเสียงยืนยันจากโลกภายนอกว่า การต่อสู้เพื่อเสรีภาพยังไม่สิ้นสุด

จดหมาย: ช่องทางสื่อสาร ความผูกพัน และการยืนยันตัวตน

สำหรับผู้ต้องขังทางการเมือง จดหมายคือหน้าต่างที่เปิดออกให้เห็นโลกใบเดิม โลกที่เขาเคยมีส่วนร่วม โลกที่ยังคงมีคนคิดถึงพวกเขาอยู่

“การเสพกำลังใจมันคือสิ่งที่ดีที่สุด…ขอบคุณ ที่เข้าใจเราและมองว่าสิ่งที่เราทำไม่สูญเปล่า” – อาย กันต์ฤทัยเขียนจดหมายถึงผู้คนที่เขียนจดหมายให้เธอผ่านทางแอมเนสตี้ ประเทศไทย

ในยุคที่ทุกอย่างถูกย่นย่อด้วยความรวดเร็วของเทคโนโลยี การส่ง “จดหมาย” อาจดูเชื่องช้าและล้าสมัย แต่สำหรับคนที่ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีอิสระในการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร หรือเสียงของครอบครัว จดหมายคือไม่กี่สิ่งที่ยังหล่อเลี้ยงหัวใจ

เก็ท โสภณ เล่าไว้ว่า จดหมายที่เขาเขียนถึงแอมเนสตี้ทำให้เขาได้ย้อนนึกถึง “หมา คนรัก ครอบครัว” และความฝันที่ยังไม่สิ้นสุดว่า

นอกจากนั้นแม็กกี้ หนึ่งในผู้ต้องขังทางการเมืองยังพูดถึงการได้รับจดหมายของแอมเนสตี้ ผ่านศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนไว้ว่า

“ขอบคุณทุกคนที่ยังนึกถึงกัน ถึงจะไม่รู้จักกันแต่ขอบคุณที่ไม่ด้อยค่าหนู ตามอ่านบันทึกเยี่ยมของหนู มันดีใจมากเลยที่รู้สึกว่าเรายังมีตัวตนอยู่ข้างนอก”

จดหมาย: การส่งต่อพลังใจและการต่อสู้

“การต่อสู้คือการย่ำดิน มันต้องย่ำไปเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องต่อสู้ให้เป็นมนุษย์ พัก กินดื่มบ้าง ต่อเติมกำลังใจให้กันและกัน… ส่วนสำหรับจดหมายนั้น การแค่ได้รู้ว่าเพื่อน ๆ ยกปากกาขึ้นมาเขียนถึงผมและผู้ต้องขังทางการเมือง มันก็ต่อเติมพลังใจในการต่อสู้ของผมได้” – อานนท์ นำภา

เสียงที่ส่งผ่านตัวอักษรจึงไม่ใช่เพียงคำปลอบโยน แต่คือแรงผลักดันให้ยังคงยืนหยัดกับอุดมการณ์ และไม่ยอมแพ้ต่อกำแพงสูงรอบตัว

“พวกเราจะยืนหยัดและสู้ในอุดมการณ์จนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง… เรารู้ดีว่าเสรีภาพและอิสรภาพมีคุณค่าและความหมายต่อชีวิตของประชาชนเพียงใด” – เก็ท โสภณ

จดหมาย: การยืนยันต่อผู้มีอำนาจว่า ‘พวกเขายังไม่ถูกลืม’

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 ถึงเมษายน 2568 มีจดหมายกว่า 5000 ฉบับ ถูกส่งตรงเข้าเรือนจำเพื่อเพื่อนผู้ต้องขังทางการเมือง ทั้งหมดนี้เป็นมากกว่าการติดต่อสื่อสาร แต่เป็นหลักฐานว่ายังมีผู้คนมากมายยืนยันสิทธิเสรีภาพของพวกเขา แม้จะต้องเผชิญกับกระบวนการที่ไม่ยุติธรรม การตัดสิทธิในการประกันตัว หรือการตัดสินว่ามีความผิดโดยยังไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมขั้นสุดท้าย

นอกจากนั้นจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2568 จดหมายกว่าอีก 15,000 ฉบับ ยังคงถูกส่ง และจะถูกส่งผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผ่านผู้ต้องขังการเมืองที่พ้นโทษแล้ว ผ่านทนาย ผ่านญาติ และช่องทางอื่นๆ เพื่อเป็นการรับประกันว่าจดหมายจะถูกส่งไปให้กำลังใจผู้ต้องขังทางการเมืองต่อไป

เมื่อประตูหนึ่งปิดลง ความหวังยังคงเดินต่อ

ในวันที่ 21 ตุลาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎรมีมติ ไม่รวมคดีมาตรา 112 และ 110 ในร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข วาระที่ 3

หลายคนอาจมองว่านี่คือทางตัน

แต่ตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน สังคมยังคงยืนยันว่าเสรีภาพของผู้ต้องขังจากการแสดงออกทางการเมือง “ทุกคน” “ทุกคดี” ต้องได้รับการนิรโทษกรรม และพวกเขาไม่ควรถูกคุมขังอีกต่อไป

  • 35,000 รายชื่อ ร่วมลงชื่อสนับสนุนนิรโทษกรรมประชาชน
  • 500 แอ็กชันออนไลน์ แสดงพลังเรียกร้องสิทธิกับแอมเนสตี้ ประเทศไทย
  • 20,000 จดหมาย ถูกส่งผ่านเว็บไซต์ freeratsadon.amnesty.or.th
  • 300 คนร่วมวิ่ง ในกิจกรรม Run2Free วันที่ 23 ตุลาคม 2568
  • 1,450 คน ร่วมชมนิทรรศการ และกิจกรรมภายใต้นิทรรศการจดหมายถึงผู้ต้องขังในเรือนจำอย่างงาน Freedom Beyond Walls

ทั้งหมดนี้คือ คำยืนยันร่วมกันว่าเราต้อง

  • เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากคดีการเมือง
  • สะสางความขัดแย้งที่ยังคงค้างคา
  • ปกป้องเสรีภาพในการแสดงออก อย่างไม่มีข้อยกเว้น

“เมื่อประตูหนึ่งปิดลง ประตูอื่นจะเปิดขึ้น”

เก็ท โสภณ

บทความนี้จึงต้องการยืนยันว่า แม้ประตูทางกฎหมายฉบับหนึ่งจะปิดไป เราทุกคนคือผู้ที่ต้องสร้างและรักษาพลังเพื่อผลักประตูสู่เสรีภาพบานอื่นให้เปิดอยู่เสมอ

ส่งเสียงของคุณ: เขียนจดหมายเพื่อให้กำลังใจผู้ต้องขังทางการเมือง

เพราะจดหมายคือกำลังใจ และสิ่งที่ยืนยันว่าพวกเรายังไม่ลืม

📨 เขียนจดหมายถึงผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านแคมเปญ “ฟรีราษฎร” ได้ที่ freeratsadon.amnesty.or.th

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน