สิทธิเด็กของไทยเดินแค่ไหน?
พลังของการเปลี่ยนแปลงของคนธรรมดา จุดเริ่มต้นของอนุสัญญาสิทธิเด็ก
จุดเริ่มต้นก่อนจะมาเป็นอนุสัญญาสิทธิเด็กนั้น เริ่มต้นจากพลังของคนธรรมดาและความเชื่อในการเปลี่ยนแปลง ภายหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็นใน ปี ค.ศ. 1918 เอเกลินธีน เจบบ์ (Eglantyne Jebb) นักกิจกรรมเพื่อสังคม ผู้ก่อตั้ง Save the Children Fund ได้ร่างปฏิญญาที่พูดถึงสิทธิของเด็ก ฉบับร่างของเธอนี้เองที่ถูกนำเสนอและรับรองโดยสันนิบาตชาติ (League of Nations) ในปี ค.ศ. 1959 ในนาม “ปฏิญญาเจนีวาว่าด้วยสิทธิเด็ก” ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การจัดทำ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child – CRC) ในวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989
ในโอกาสวันเด็กสากล 20 พฤศจิกายน นี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จึงใช้โอกาสนี้สะท้อนบทบาทการทำงานเพื่อส่งเสริมสิทธิเด็กผ่านกลไกระหว่างประเทศที่รัฐไทยมีต่อเด็กทุกคน รวมไปถึงชวนเด็กนักปกป้องสิทธิสะท้อนการทำงานผ่านกลไกระหว่างประเทศนี้ด้วย
สิทธิเด็กในประเทศไทย: พันธสัญญาที่ต้องทบทวน
เป็นเวลากว่าเกือบ 30 ปีที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสิทธิเด็ก ปี ค.ศ. 1992 แม้ในปี ค.ศ. 2024 ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการรับรองสิทธิเด็ก เช่น การถอนข้อสงวนข้อที่ 22 ของอนุสัญญาฯ ว่าด้วยการคุ้มครองเด็กผู้ลี้ภัย หรือการแก้กฎหมายภายในประเทศ เช่น พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2568 ในมาตรา 1567 (2)ที่เกี่ยวข้องกับการลงโทษเด็ก จากกำหนดให้พ่อแม่มีสิทธิลงโทษเด็กได้ “ตามสมควร” เป็น การระบุว่า ทำโทษโดย “ต้องไม่เป็นการกระทำทารุณหรือทำร้ายด้วยความรุนแรงต่อร่างกายหรือจิตใจ”
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล วางกรอบการทำงานกับเด็กและเยาวชนภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘รวมพลังปฏิบัติการเยาวชน! (Youth Power in Action!)’ ซึ่งมีเป้าหมายให้มุมมองของเด็กและเยาวชนเป็นศูนย์กลางการทำงาน เสริมสร้างเยาวชนในทุกความหลากหลายให้มีส่วนร่วมและมีบทบาทสำคัญในการทำงานทุกระดับ
ฝ่ายรณรงค์เชิงนโยบายของแอมเนสตี้ ประเทศไทย จึงทำงานส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็กนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกับกลไกตามอนุสัญญาฯ เพื่อผลักดันให้รัฐบาลทำตามพันธกรณี
การทบทวนผ่านความเห็นทั่วไปฉบับที่ 27 ว่าด้วยสิทธิเด็กในการเข้าถึงความยุติธรรมและการเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพ
ความคิดเห็นทั่วไปฉบับที่ 27 ว่าด้วยสิทธิเด็กในการเข้าถึงความยุติธรรมและการเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพ (Children’s Right to access to justice and to an effective remedy) เป็นขั้นตอนสำคัญที่คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติกำลังดำเนินอยู่ เอกสารฉบับนี้จะขยายความจากอนุสัญญาฯ และกำหนดมาตรฐานให้รัฐสร้างกลไกการร้องเรียนที่เด็กเข้าถึงได้จริงและตอบสนองต่อบริบทของแต่ละประเทศ
ประเด็นนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย แม้ว่ารัฐบาลไทยจะได้รับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน (Human Rights Council) วาระปี ค.ศ. 2025-2027 และได้ให้คำมั่นว่าจะส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในฐานะ “ผู้สร้างสะพาน”ทั้งในระดับประเทศและระดับสากลแต่การทำให้คำมั่นสัญญาเหล่านี้เกิดขึ้นจริงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงกฎหมายและนโยบายภายในประเทศ และการนำข้อเสนอแนะจากกลไก UN เช่น UPR และคณะกรรมการตามสนธิสัญญาต่างๆ ไปใช้ในทางปฏิบัติ ขณะเดียวกัน สถานการณ์เด็กอย่างน้อย 286 คนถูกดำเนินคดีจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออกระหว่างปี 2020–2023 และผลการศึกษาจาหรายงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังชี้ให้เห็นว่าเด็กขาดความไว้วางใจและไม่ตระหนักรู้ถึงกลไกการร้องเรียนที่มีอยู่ ทำให้หลายกรณี “ไม่ได้รับการเยียวยาอย่างทันท่วงที”
ด้วยเหตุนี้ แอมเนสตี้ ประเทศไทย และองค์กรเครือข่าย จึงได้จัด “การประชุมรับฟังความเห็น” (Consultations) กับเด็กและเยาวชนสองครั้ง ในเดือนธันวาคม 2567 (เพื่อส่งข้อมูลร่างแรก) และในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 (เพื่อส่งความเห็นต่อร่างแรก) โดยทั้งหมดนี้จะถูกรวบรวมส่งไปยังคณะกรรมการฯ ก่อนที่จะมีการประกาศใช้ความคิดเห็นทั่วไป ฉบับที่ 27 อย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม 2569
ในระหว่างการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นกับเด็กและเยาวชนในเดือนธันวาคม 2567 และพฤษภาคม 2568 เด็กสะท้อนปัญหาร่วมกันว่ากระบวนการร้องเรียนที่มีอยู่ซับซ้อน เข้าถึงยาก และสร้างบาดแผลซ้ำ โดยเฉพาะสำหรับเด็กชาติพันธุ์และเด็กนักกิจกรรม หลายคนต้องเผชิญคดีอาญา เดินทางไกลเพื่อยื่นเรื่อง และไม่ได้รับข้อมูลความคืบหน้าจากหน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานอิสระ อีกทั้งไม่พบกรณีที่เด็กได้รับการเยียวยา เช่น คำขอโทษหรือค่าชดเชย
เสียงสะท้อนเหล่านี้จะถูกส่งให้คณะกรรมการฯ เพื่อประกอบการจัดทำความคิดเห็นทั่วไปฉบับที่ 27 ซึ่งประเทศไทยมีพันธกรณีตามอนุสัญญาฯ การนำประสบการณ์จริงของเด็กเข้าสู่กระบวนการทบทวนระดับสากลนี้ เป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบคุ้มครองสิทธิเด็กที่ตอบสนองต่อความจริงในประเทศไทย และเป็นพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของระบบความยุติธรรมเด็กอย่างแท้จริง.
ประสบการณ์ของเด็กนักปกป้องสิทธิ: ความท้าทายในการเข้าถึงกลไก UN
แอมเนสตี้ ประเทศไทยชวนอันนา อันนานนท์ เยาวชนนักปกป้องสิทธิมนุษยชน วัย 20 ปี มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำงานกับกลไกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ อันนาเคยถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวระหว่างการชุมนุมโดยสงบในปี 2565 ขณะอายุเพียง 16 ปี และต่อมาได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนการสนทนาระดับนานาชาติ ณ กรุงเวียนนาและเจนีวา (เนื่องในโอกาสครบรอบ 75 ปี UDHR และ 30 ปีปฏิญญาเวียนนา)
เธอยังได้ให้ข้อมูลสถานการณ์นักปกป้องสิทธิมนุษยชนเด็กทั่วโลกแก่ แมรี ลอว์เลอร์ ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์นักปกป้องสิทธิมนุษยชน เพื่อประกอบรายงานเสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC 55) ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมกราคม 2567
ต่อมาในวันที่ 8 มกราคม 2567 ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และ คณะทำงานว่าด้วยการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงและเด็กหญิง พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญของสหประชาติ อื่น ๆ ได้ส่งหนังสือสื่อสารไปยังรัฐบาลไทย เนื่องจากอันนาได้ส่งข้อร้องเรียนผ่านกลไกพิเศษของสหประชาชาติ (communication) ซึ่งรัฐบาลได้รับทราบในวันที่ 9 มกราคม 2567 และตอบกลับเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2567 ทว่า น่าเสียดายที่รัฐบาล ไม่ได้กล่าวถึงคำถามและข้อกังวลที่ระบุไว้ในหนังสือสื่อสาร
การทบทวนความหมายของอนุสัญญาและวันเด็กสากล
ในขณะที่ทั่วโลกเฉลิมฉลองวันเด็กสากล (20 พฤศจิกายน) และวาระครบรอบของอนุสัญญาสิทธิเด็ก สำหรับ “อันนา” นักกิจกรรมเยาวชนไทยผู้ใช้กลไกของสหประชาชาติ ในการรายงานการละเมิดสิทธิ วันพิเศษนี้ไม่ได้ต่างจากวันอื่นมากนัก เพราะในมุมมองของอันนา
“ไม่มีความหมายพิเศษอะไรขนาดนั้น
เพราะว่าเราก็ต่อสู้ทั้ง 365 วันน่ะ”
อันนาตั้งคำถามถึงความหมายของการเฉลิมฉลอง โดยเห็นว่าหลังผ่านไป 30 ปี ปัญหามากมายยังคงอยู่ จึงควรใช้ช่วงเวลานี้เพื่อ “ทบทวน” และ “วางแผนอนาคต” มากกว่าการรำลึกเพียงอย่างเดียว อันนายังชี้ว่าความหมายของสิทธิเด็กในยุคปัจจุบันขยายกว้างกว่าสิทธิพื้นฐานในอดีต วันนี้เด็กนักปกป้องสิทธิกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ และเป็นบริบทใหม่ที่ผู้ออกแบบอนุสัญญาเมื่อสามทศวรรษก่อนอาจไม่เคยคาดคิดมาก่อน
เมื่อกลไก UN ไม่ได้ออกแบบมาให้เป็นมิตรกับเด็ก
การใช้กลไกสหประชาชาติของอันนาเริ่มต้นจากการเข้าประชุมกับ ผู้รายงานพิเศษว่าด้วยสถานการณ์ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (Special Rapporteur on Human Rights Defenders) แม้ขณะนั้นเธอจะยังไม่เข้าใจบทบาทอย่างชัดเจน แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการทำงานกับกลไกของสหประชาชาติ อย่างไรก็ตามเมื่อต้องใช้กลไกที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นในการร้องเรียน เธอพบว่ากลไกส่วนใหญ่ “ไม่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน” และไม่ได้ออกแบบมาให้เด็กเข้าถึงได้ง่าย
อุปสรรคสำคัญที่อันนาพบ ได้แก่:
- ภาษาระบบที่ซับซ้อน: อันนาเล่าถึงกลไกการร้องเรียนของสหประชาชาติใช้ภาษาหลักเพียง 4-5 ภาษา ทำให้การแปลเอกสารเป็นภาระหนักและใช้เวลานาน เช่น เอกสารราว 20 ฉบับอาจต้องใช้เวลาถึงสองสัปดาห์ และตัวระบบเองก็ให้ข้อมูลไม่ชัดเจนว่าหลังยื่นเรื่องแล้วต้องทำอะไรต่อ
- ไม่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสิทธิเด็ก: ไม่มีผู้เชี่ยวชาญพิเศษ (Special Rapporteur) หรือคณะทำงาน (Working Group) ที่มุ่งเน้นที่ “สิทธิเด็ก” โดยเฉพาะ ทำให้เด็กต้องนำประเด็น ของตนไปไปส่งผ่านกลไกที่กว้างกว่า เช่น ผู้รายงานพิเศษด้านนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
- ข้อจำกัดของกลไกตามอนุสัญญา: พิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาสิทธิเด็กมีกระบวนการซับซ้อน ต้องผ่านกลไกภายในประเทศก่อน และขั้นตอนการพิจารณาขาดความยืดหยุ่น ซึ่งอาจไม่เหมาะกับสถานการณ์ของเด็ก
อุปสรรคเหล่านี้ทำให้เสียงของเด็กมักไปไม่ถึงกลไกระหว่างประเทศ หรือถูกสะท้อนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งที่เด็กเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาหลายประเด็น
ทางเลือกและคำแนะนำ: การเลือกกลไกและการเตรียมตัว
การเลือกใช้กลไกสหประชาชาติครั้งแรกของอันนาเริ่มจากการส่งข้อมูลผ่านเว็บไซต์ร้องเรียนโดยตรง เพราะ ปกติกลไกส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องระหว่างรัฐต่อรัฐ ซึ่งกลไกที่เปิดให้บุคคลธรรมดาร้องเรียนมีจำกัด และประเด็นของเด็กมักทับซ้อนหลายด้าน ทำให้เลือกส่งแบบเจาะจงได้ยาก
สำหรับเด็กที่ต้องการส่งข้อมูลไป สหประชาชาติ เป็นครั้งแรก อันนามีข้อแนะนำคือ “อย่าท้อแท้ หายใจลึก ๆ” และตระหนักว่า:
- ให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูล: การส่งข้อมูลไม่จำเป็นต้องเป็นในรูปแบบของการร้องเรียน (Individual Complaint หรือ Communication) เพียงอย่างเดียว
- ใช้กลไกที่เข้าถึงง่ายกว่า: ควรลองพิจารณากลไกอื่น ๆ เช่น การส่งข้อมูลเพื่อประกอบ รายงาน (Report) หรือ ความเห็นทั่วไป (General Comment) ซึ่งทำได้ง่ายกว่าและไม่เป็นทางการเท่าการร้องเรียน
- ทบทวนวัตถุประสงค์: เข้าใจวัตถุประสงค์ของการส่งข้อมูลคืออะไร และข้อมูลจะถูกนำไปใช้อย่างไร
ในกรณีของอันนา เธอย้ำว่าจำเป็นต้องทบทวนการตีความหลักการของกลไกภายในประเทศอย่างจริงจัง เพื่อกำหนดให้ชัดว่ากระบวนการยุติธรรมเยาวชนควรถูกใช้เพื่อคุ้มครองเด็กจากอันตราย ไม่ใช่นำไปใช้เป็นเครื่องมือจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกของเด็ก
บทเรียนและพลังของข้อมูลเด็ก: การตีความใหม่เพื่อความเปลี่ยนแปลง
เมื่อถามว่าการส่งข้อมูลช่วยให้รัฐถูกจับตามองมากขึ้นหรือไม่ อันนายอมรับว่ามีความหวังเพียงเล็กน้อยว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง แม้ไม่แน่ใจว่ารัฐรู้สึกอย่างไร แต่สำหรับผู้ร้อง การที่รัฐตอบกลับถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นช่องทางเดียวที่จะได้รับข้อมูลจากรัฐ แม้ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายอย่างเป็นทางการ แต่เธอพบว่าการคุกคามในชีวิตประจำวันลดลง และข้อมูลที่ส่งยังทำให้รัฐต้องแสดงความมุ่งมั่นต่อการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิฯ
ผลกระทบของการส่งข้อมูลที่เห็นผลจริง
ในระยะยาว ข้อมูลจากเด็กช่วยให้ประเด็นปัญหาของไทยถูกบันทึกในเวทีสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ เปิดทางให้เกิดการตีความอนุสัญญาที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากขึ้น รวมถึงเป็นพื้นที่ที่รัฐจะแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจในการปกป้องสิทธิอย่างไร และกรณีของอันนายังนำไปสู่แถลงการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ UN ที่ระบุว่ารัฐไทย “ยังไม่ตอบคำถามที่ผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถามและแสดงความกังวล” ซึ่งสะท้อนว่ากลไกสหประชาชาติติดตามและตรวจสอบอย่างจริงจัง
ข้อเสนอแนะ: สร้างกลไกที่ “เป็นมิตรต่อเด็ก” และมองเห็นรากเหง้าของปัญหา
อันนาเสนอว่ากลไกของสหประชาชาติควรเข้าถึงง่ายและ “เป็นมิตรต่อเด็ก” มากขึ้น ทั้งในด้านภาษา ขั้นตอน และการใช้ภาษาท้องถิ่น ผู้ใหญ่ควรมองเห็นอุปสรรคที่เด็กเผชิญตั้งแต่แรก และเปิดโอกาสให้เด็กมีบทบาทมากกว่าแค่ผู้รายงาน แต่สามารถร่วมกำหนดนโยบายได้
ส่วนเด็กที่อยากมีส่วนร่วมกับ UN อันนาแนะนำว่าไม่ควรท้อ เพราะการมีส่วนร่วมไม่ได้จำกัดอยู่แค่การร้องเรียน ยังรวมถึงการส่งข้อมูลประกอบรายงานหรือความคิดเห็นทั่วไป ซึ่งเข้าถึงง่ายกว่า
อนาคตสิทธิเด็กในประเทศไทย
ในตอนท้ายอันนาสะท้อนว่าสิทธิเด็กในไทยเป็นเรื่องที่ทุกคนอยากพูดถึง แต่เมื่อต้องลงลึกถึง “รากเหง้า” ของปัญหา หลายคนกลับเลือกมองข้าม โดยเฉพาะประเด็น “การมีส่วนร่วมของเด็ก” (Youth Participation) ที่มักถูกพูดถึงอย่างผิวเผิน เช่น งบประมาณ กลไกที่เป็นมิตรต่อเด็ก และมาตรการที่คำนึงถึงความปลอดภัยต่อเด็กในการมีส่วนร่วม เมื่อเผชิญการคุกคามจากรัฐ
การทบทวนวันเด็กสากลและอนุสัญญาสิทธิเด็กจึงควรเป็นช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายร่วมกันทวงถามพันธกรณีของรัฐ และผลักดันให้สิทธิเด็กทั้ง 54 ข้อถูกขับเคลื่อนไปด้วยกัน เพื่อให้กลไกทั้งในประเทศและระดับโลกสร้างพื้นที่ที่เด็กเป็นศูนย์กลาง และรับรองการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายอย่างแท้จริง




