สิทธิมนุษยชนรอบโลกประจำสัปดาห์ 13-19 พฤษภาคม 2567

23 พฤษภาคม 2567

Amnesty International

จีน: นักศึกษาในต่างแดนถูกคุกคามและสอดแนมจากการปราบปรามข้ามชาติ

13 พฤษภาคม  2567

 

  • สมาชิกครอบครัวที่อยู่ในจีนของนักศึกษาชาวจีนในยุโรปและอเมริกาเหนือตกเป็นเป้าของการตอบโต้การเคลื่อนไหวในต่างประเทศของนักศึกษาเหล่านั้น
  • นักศึกษาต้องเผชิญกับ 'การสอดแนม' ทั้งในการชุมนุมประท้วงและทางออนไลน์
  • มหาวิทยาลัยต่างๆ เรียกร้องให้มีการต่อสู้กับภัยคุกคามเสรีภาพทางวิชาการและสิทธิมนุษยชน

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเผยในรายงานฉบับใหม่ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า นักศึกษาชาวจีนและฮ่องกงที่กำลังศึกษาอยู่ในต่างประเทศใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัวการข่มขู่ การคุกคาม และการสอดแนม เนื่องจากทางการจีนพยายามป้องกันไม่ให้พวกเขาเข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นที่ “ละเอียดอ่อน” หรือประเด็นทางการเมืองขณะอยู่ต่างประเทศ

นักศึกษาจีนที่อยู่ในยุโรปและอเมริกาเหนือให้สัมภาษณ์ในรายงานเรื่อง  ‘On my campus, I am afraid’ โดยเล่าว่าถูกถ่ายรูปและติดตามไปในที่ชุมนุมประท้วงที่จัดขึ้นเมืองที่อาศัยอยู่ ในขณะที่หลายคนกล่าวว่าครอบครัวของพวกเขาในจีนตกเป็นเป้าหมายและถูกตำรวจคุกคาม ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของนักศึกษาจีนในต่างประเทศ

ซาราห์ บรูคส์ รองผู้อำนวยการะดับภูมิภาค ฝ่ายกิจการเกี่ยวกับประเทศจีน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า คำให้การที่รวบรวมไว้ในรายงานนี้แสดงภาพที่น่าหวาดกลัวของความพยายามในการปิดปากนักศึกษาของรัฐบาลจีนและฮ่องกง แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ห่างจากบ้านหลายพันไมล์ ทำให้นักศึกษาจำนวนมากต้องมีชีวิตอยู่ในความหวาดกลัว

“การโจมตีของทางการจีนต่อการเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนกำลังเกิดขึ้นตามทางเดินและห้องเรียนของมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่มีนักศึกษาชาวจีนและฮ่องกง ผลกระทบของการปราบปรามข้ามชาติของจีนก่อให้เกิดภัยคุกคามร้ายแรงต่อการแลกเปลี่ยนความคิดอย่างเสรีซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเสรีภาพทางวิชาการ ซึ่งรัฐบาลและมหาวิทยาลัยจะต้องดำเนินการมากกว่านี้เพื่อตอบโต้การคุกคามนี้”

 

อ่านต่อ: https://bit.ly/4bPpxnT

 

----- 

 

 

ศรีลังกา: 15 ปีหลังจากสิ้นสุดสงคราม เหยื่อยังคงรอความยุติธรรมที่มุลลิไวคาล

18 พฤษภาคม  2567

 

ในงานรำลึกครบรอบ 15 ปีการสิ้นสุดการขัดแย้งกันด้วยอาวุธในประเทศศรีลังกาเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2552 ซึ่งจบลงด้วยการโจมตีอย่างโหดเหี้ยมที่มุลลิไวคาล ซึ่งทำให้พลเรือนเสียชีวิตจำนวนมาก

แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า ในวาระวันครบรอบปีนี้ ถือเป็นเครื่องเตือนใจอันน่าเศร้าถึงความล้มเหลวร่วมกันของทางการศรีลังกาและประชาคมโลกในการมอบความยุติธรรมให้กับเหยื่อจำนวนมากจากการขัดแย้งกันด้วยอาวุธในประเทศศรีลังกาที่ยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ เป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจในการยืนอยู่ในจุดเดียวกันนี้ ซึ่งเมื่อ 15 ปีที่แล้ว พลเรือนเสียชีวิตจำนวนในช่วงวันสุดท้ายของสงคราม

“ก่อนการจัดงานนี้ เราได้เห็นการปราบปรามกิจกรรมรำลึกที่จะจัดขึ้น ซึ่งรวมถึงการจับกุม การควบคุมตัวโดยพลการ และจงใจบิดเบือนการตีความความพยายามของชุมชนชาวทมิฬในการรำลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตในสงคราม ทางการต้องเคารพพื้นที่เพื่อให้ผู้เสียหายได้ไว้อาลัย รำลึกถึงผู้คนอันเป็นที่รัก และเคารพสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ

“การสืบสวนของสหประชาชาติพบหลักฐานที่น่าเชื่อถือของอาชญากรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรมระหว่างประเทศอื่นๆ โดยเกิดขึ้นทั้งสองฝั่งของความขัดแย้ง แต่การสอบสวนระดับชาติที่เป็นอิสระหรือเป็นกลางในอาชกรรมร้ายแรงดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย ในขณะเดียวกัน ครอบครัวของผู้ที่ถูกบังคับให้หายตัวไปในช่วงความขัดแย้งถูกทิ้งให้ตามหาบุคคลอันเป็นที่รักของพวกเขาอย่างสิ้นหวัง เป็นเรื่องน่าเศร้าใจอย่างยิ่งที่ได้ฟังจากผู้เสียหายว่าการเรียกร้องความยุติธรรมของพวกเขาไร้ผลมานานแค่ไหนแล้ว

“รัฐบาลศรีลังกาอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดในการให้คำตอบกับผู้เสียหาย อย่างไรก็ตาม กลไกภายในประเทศจำนวนมากในการสร้างความรับผิดชอบในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาเป็นเพียงผักชีโรยหน้าเท่านั้น รายงานของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติที่เผยแพร่เมื่อต้นสัปดาห์นี้ได้ตอกย้ำถึงการขาดความรับผิดชอบของทางการศรีลังกา ซึ่งมีส่วนทำให้การลอยนวลพ้นผิดยังคงฝังรากลึกอยู่

“ผู้เสียหายหลายหมื่นคนและครอบครัวของพวกเขายังคงต้องเจ็บปวดในขณะที่รอคอยความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยา เราจึงยืนหยัดร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับพวกเขาที่มุลลิไวคาลในวันนี้”

 

อ่านต่อ: https://bit.ly/3QV8sRv

 

-----

 

 

ตุรกี: ข้อจำกัดที่เลือกปฏิบัติและความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมประท้วงในงานไพรด์จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก

17 พฤษภาคม  2567

 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลแนลเผยเนื่องในวันสากลเพื่อยุติการเกลียดกลัวเพศเดียวกัน หรือ IDAHOTB ว่า การเลือกปฏิบัติและความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้เข้าร่วมงานไพรด์ในตุรกีเมื่อปีที่แล้วจะต้องไม่เกิดขึ้นอีก

ก่อนเทศกาลไพรด์ งานวิจัยใหม่ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเปิดเผยว่าในปี 2566 ทางการตุรกีออกคำสั่งห้ามแบบครอบคลุมและข้อจำกัดที่เลือกปฏิบัติอื่นๆ เกี่ยวกับการเดินขบวนไพรด์ มีใช้กำลังโดยไม่จำเป็นและโดยพลการ ซึ่งในบางกรณีอาจเข้าข่ายการทรมาน วาทกรรมต่อต้านผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศจากบุคคลสำคัญในรัฐบาลเพิ่มอคติและทำให้กลุ่มต่อต้านผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเข้มแข็งขึ้น

ดินูชิกา ดิสสานายาเค รองผู้อำนวยการภูมิภาคยุโรป แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า ในขณะเดือนไพรด์กำลังใกล้เข้ามา ข้อจำกัดที่เข้มงวด ความรุนแรงอย่างไม่ได้สัดส่วน และวาทกรรมอย่างเป็นทางการที่สร้างความเกลียดชังที่เราได้เห็นเมื่อปีที่แล้วจะต้องไม่เกิดขึ้นอีก

“แต่ทางการควรประกันว่าการเดินขบวนไพรด์ของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศในตุรกีจะดำเนินไปอย่างปลอดภัยและปราศจากการแทรกแซงและการข่มขู่เหมือนปีก่อนๆ”

จากเอกสารเผยแพร่ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลDiscriminatory restrictions and abuse during Türkiye Prides ได้วิเคราะห์การตอบสนองของรัฐต่อการชุมนุมประท้วงโดยสบในช่วงเทศกาลไพรด์ปี 2566 (7 มิถุนายนถึง 9 กรกฎาคม) ทางการออกคำสั่งห้ามแบบครอบคลุมสำหรับการเดินขบวนและกิจกรรมสาธารณะต่างๆ และถึงแม้จะไม่มีคำสั่งห้ามอย่างเป็นทางการ แต่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้ขัดขวางการรวมตัวกันโดยสงบของกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ

มีการใช้กำลังโดยไม่จำเป็นและโดยพลการต่อผู้ชุมนุมประท้วงโดยสงบอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้มีผู้ถูกควบคุมตัวโดยพลการอย่างน้อย 224 คนทั่วประเทศ ผู้ที่ถูกควบคุมตัว ได้แก่ ทนายความ นักข่าว และบุคคลที่ไม่ได้เข้าร่วมงานไพรด์ ในบางกรณี การใช้กำลังอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการทุบตีและเตะผู้ชุมนุม ถือเป็นการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี คำสั่งห้ามแบบครอบคลุม ข้อจำกัด และความรุนแรงส่งผลกระทบที่สร้างความหวาดกลัวในการขัดขวางไม่ให้กลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเข้าร่วมในการชุมนุมประท้วงโดยสงบอื่นๆ

นักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐบาลระดับสูงใช้วาทกรรมที่เลือกปฏิบัติและตีตราต่อกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว โดยประธานาธิบดีเออร์โดอันได้กล่าวในการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ว่า “ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นพิษที่ฉีดเข้าไปในสถาบันครอบครัว” ในปี 2566 รัฐบาลเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญของตุรกีเพื่อนิยามคำว่า "ครอบครัว" หมายถึง "การอยู่ร่วมกันของผู้ชายกับผู้หญิง"

“แม้จะมีข้อจำกัดและความรุนแรง แต่ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศและพันธมิตรทั่วตุรกีกำลังเตรียมที่จะเฉลิมฉลองไพรด์และเดินขบวนโดยสงบเพื่อต่อต้านการเลือกปฏิบัติ”

“คำสั่งห้ามเดินขบวนไพรด์อย่างเป็นระบบจะต้องไม่เกิดขึ้นในปีนี้ และจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อจัดการกับความเกลียดชังคนรักเพศเดียวกันและบุคคลข้ามเพศในสถาบัน และประกันการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายสำหรับการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ”

 

อ่านต่อ: https://bit.ly/3wM2nQn

 

----- 

 

การบังคับให้พลัดถิ่นครั้งใหญ่ในฉนวนกาซาเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับอิสราเอลในการคุ้มครองสิทธิในการเดินทางกลับถิ่นฐานของชาวปาเลสไตน์

15 พฤษภาคม  2567

 

การบังคับให้ชาวปาเลสไตน์ต้องพลัดถิ่นเกือบ 2 ล้านคนในปัจจุบัน และการทำลายล้างทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนในฉนวนกาซาที่ถูกยึดครองทำให้เกิดความสนใจไปที่ประวัติการขับไล่ชาวปาเลสไตน์โดยอิสราเอลและปฏิเสธที่จะเคารพสิทธิในการเดินทางกลับถิ่นฐานในช่วง 76 ปีที่ผ่านมา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวเนื่องในวันนักบา ซึ่งเป็นวันรำลึกถึงการพลัดถิ่นของชาวปาเลสไตน์มากกว่า 800,000 คน หลังจากการสถาปนารัฐอิสราเอลในปี 2491

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ชาวปาเลสไตน์มากกว่า 150,000 คนถูกบังคับให้พลัดถิ่นจากเมืองราฟาห์ ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา ในขณะที่อิสราเอลเพิ่มความเข้มข้นในปฏิบัติการภาคพื้นดินและทางอากาศในพื้นที่ดังกล่าว ส่งผลให้หลายพันชีวิตตกอยู่ในความเสี่ยง และขัดขวางการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่สำคัญ ผู้ที่หลบหนีส่วนใหญ่ต้องพลัดถิ่นมาหลายครั้งแล้ว เนื่องจากอิสราเอลโจมตีฉนวนกาซาอย่างไม่หยุดยั้งตลอดเวลา 7 เดือน

เอริกา เกบารา-โรซาส ผู้อำนวยการอาวุโสด้านงานวิจัย การผลักดันเชิงนโยบาย และการรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเผยว่า ชาวปาเลสไตน์หลายชั่วอายุคน (ซึ่งยาวนานเท่ากับจำนวนปีของดินแดนที่ถูกยึดครอง) ต่างมีบาดแผลลึกในจิตใจจากการถูกขับไล่หลายครั้งและไม่มีโอกาสที่จะได้กลับบ้าน เป็นเรื่องน่าสะเทือนใจอย่างยิ่งที่เหตุการณ์ในปี 2491 ซึ่งชาวปาเลสไตน์เรียกว่านักบา (หายนะ) เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งเมื่อชาวปาเลสไตน์จำนวนมากในฉนวนกาซาถูกบังคับให้ต้องหลบหนีออกจากบ้านของตนด้วยการเดินเท้าเพื่อค้นหาความปลอดภัยซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยที่กองทัพอิสราเอล และผู้ตั้งถิ่นฐานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐขับไล่ชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์ออกจากบ้านของพวกเขา

ผลจากความขัดแย้งในปี 2490-2492 ชาวปาเลสไตน์ถูกบังคับให้ออกจากบ้านและถูกยึดที่ดิน พวกเขาถูกขับไล่และเนรเทศโดยพวกเขาหรือลูกหลานของพวกเขามองไม่เห็นโอกาสที่จะได้กลับบ้าน ชะตากรรมเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับชาวปาเลสไตน์กว่า 350,000 คนที่หลบหนีเนื่องจากสงครามในเดือนมิถุนายน 2510 และการยึดครองฉนวนกาซาและเวสต์แบงก์ของอิสราเอล รวมถึงเยรูซาเลมตะวันออก รายงานประจำปี 2565 ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลพบว่าการเลือกปฏิบัติในการยึดที่ดินและทรัพย์สินของชาวปาเลสไตน์ทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงสิทธิของตน รวมถึงสิทธิในการเดินทางกลับ และเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบการแบ่งแยกเชื้อชาติของอิสราเอล

“ในวันนักบาครั้งนี้ ชะตากรรมของชาวปาเลสไตน์ตกอยู่ในอันตรายยิ่งกว่าที่เคย จากการขับไล่และตกอยู่ภายใต้การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบภายใต้การยึดครองที่โหดร้าย โดยชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซายังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และต่อสู้กับความอดอยาก นั่นเป็นเหตุผลว่าวันนี้จึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคยเพื่อเรียกร้องสิทธิในการเดินทางกลับของชาวปาเลสไตน์ และเพื่อเตือนให้โลกตระหนักว่าอิสราเอลได้ปฏิเสธสิทธิอันชอบธรรมของพวกเขา ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจนมานานกว่า 76 ปี”

“การที่อิสราเอลปฏิเสธสิทธิในการเดินทางกลับถิ่นฐานของชาวปาเลสไตน์มานานหลายทศวรรษเป็นหนึ่งในสาเหตุที่แท้จริงของความขัดแย้ง และความรุนแรงที่ทวีขึ้นในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้จะต้องไม่ถูกมองข้ามอีกต่อไป การแก้ปัญหาความขัดแย้งนี้อย่างยั่งยืนและยุติธรรมจะต้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมถึงสิทธิในการเดินทางกลับถิ่นฐานของชาวปาเลสไตน์ และให้ความยุติธรรมและการเยียวยากับเหยื่อของการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ”

 

อ่านต่อ: https://bit.ly/3yE2iyI

 

-----

 

สหราชอาณาจักร/สหรัฐอเมริกา: การกลับขึ้นศาลในสหราชอาณาจักรก่อนถูกส่งตัวข้ามแดนไปยังสหรัฐอเมริกาของจูเลียน อาสซานจ์สร้างความเสียหายให้กับเสรีภาพของสื่อทั่วโลก

15 พฤษภาคม  2567


ไซมอน โครว์เธอร์ ที่ปรึกษากฎหมาย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลจะเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีครั้งต่อไปของจูเลียน อาสซานจ์ที่ศาลสูงในวันที่ 20 พฤษภาคม เพื่อติดตามคดีในฐานะผู้สังเกตการณ์ที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ผลการพิจารณาคดีจะเป็นตัวกำหนดว่าจูเลียน อาสซานจ์จะมีโอกาสโต้แย้งคดีของเขาต่อศาลสหราชอาณาจักรต่อไป หรือการอุทธรณ์ทั้งหมดในสหราชอาณาจักรของเขาจะสิ้นสุดลง ซึ่งนำไปสู่การส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือการยื่นคำร้องต่อศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป

“ในขณะที่ศาลนัดอีกครั้งเพื่อตัดสินชะตากรรมของจูเลียน อาสซานจ์ เราจะย้ำถึงผลสะท้อนมหาศาลที่เป็นเดิมพันหากเขาถูกส่งตัวข้ามแดนไปยังสหรัฐอเมริกาคือ ความเสี่ยงที่เขาจะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและความเสียหายระยะยาวที่จะเกิดขึ้นกับเสรีภาพสื่อทั่วโลก”

“หากถูกส่งตัวข้ามแดน อาสซานจ์อาจถูกคุมขังเป็นเวลาหลายสิบปี และเสี่ยงต่อการถูกขังเดี่ยวเป็นเวลานานในเรือนจำความมั่นคงสูงสุดที่มีบริการด้านสุขภาพไม่ดี ซึ่งความปลอดภัยและสุขภาพของเขาไม่สามารถรับประกันได้ เช่นเดียวกับที่สหรัฐฯ ล้มเหลวในการเคารพสิทธิของคนหลายหมื่นคนที่ถูกคุมขังอยู่ในสหรัฐฯ ในปัจจุบัน อาสซานจ์ได้ใช้เวลา 5 ปีในเรือนจำในสหราชอาณาจักรแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปโดยพลการ

“เจ้าหน้าที่ในสหรัฐฯ ดูเหมือนตั้งใจที่ลงโทษอาสซานจ์เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับการเปิดโปงข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงคราม แทนที่จะคุ้มครองคุณค่าของสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก การได้รับข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของรัฐบาลจากแหล่งภายนอกและเผยแพร่เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะไม่ถือเป็นอาชญากรรม กิจกรรมเหล่านี้เป็นพื้นฐานในการทำงานของนักข่าวและผู้จัดพิมพ์หนังสือ ประชาชนมีสิทธิเด็ดขาดที่จะทราบว่ารัฐบาลของตนกำลังละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ สหรัฐอเมริกาจะต้องยกเลิกข้อกล่าวหาทั้งหมดของอาสซานจ์ และสหราชอาณาจักรจะต้องหยุดกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งจะช่วยให้เขาได้รับการปล่อยตัวจากการควบคุมตัวของสหราชอาณาจักรโดยทันที”

 

อ่านต่อ: https://bit.ly/4bNKdga