คำถาม #MissUniverse2021 ตอบแบบนี้ ถ้ามงไม่ลง จะงงมาก!

18 พฤษภาคม 2564

Amnesty International Thailand

ภาพจาก: PPTV 36

ช่วงแอมเนสตี้ตอบคำถามนางงามกลับมาอีกแล้ว เวทีประกวดแห่งนี้มักมีคำถามที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางสังคม การเคลื่อนไหวทางสังคม และสิทธิมนุษยชนให้เราติดตามกันทุกปี สำหรับปีนี้แอมเนสตี้ขอเลือก 5 คำถามจากรอบ 5 คนสุดท้ายที่มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิมนุษยชน มาขยายความต่อจากคำตอบของเหล่านางงาม เผื่อว่าใครอยากหาข้อมูลไว้ลงประกวดปีหน้า! 

#MissUniverse2021 #MissUniverseThailand

หากเป็นผู้นำประเทศจะรับมือปัญหาโควิดอย่างไร

การตัดสินใจของรัฐบาลในช่วงที่มีการระบาดของไวรัส COVID – 19 จะส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนของผู้คนนับล้าน การตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ของรัฐบาลต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนเป็นที่ตั้ง  อันประกอบไปด้วย

  • สิทธิด้านสุขภาพ โดยรัฐบาลจะต้องรับรองสิทธิด้านสุขภาพ หนึ่งในนั้นคือจะต้องกระทำสิ่งจำเป็น

เพื่อให้เกิดการป้องกัน การรักษา และการควบคุมโรค เช่น การเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันเชื้อโรคอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม อย่างหน้ากากอนามัยและแอลกฮอล์ล้างมือ การเข้าถึงวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ และสิทธิในการเลือกใช้บริการทางการแพทย์ 

  • การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เพราะทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับข้อมูลว่าเชื้อไวรัส COVID-19 อันตรายต่อ

สุขภาพอย่างไร รวมถึงข้อมูลมาตรการลดความเสี่ยงและแก้ไขปัญหา อย่างรอบด้าน โดยไม่ถูกปิดบัง จำกัดการนำเสนอ ต้องนำเสนอข้อมูลอย่างเที่ยงตรงเพื่อให้ประชาชนตระหนักและรับมือกับวิกฤติโควิด 19 ตามหลักการที่ว่าทุกคนมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร 

  • สิทธิในการทำงาน ซึ่งรัฐบาลต้องรับรองว่าทุกคนมีสิทธิเข้าถึงระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นเงิน

ทดแทนการขาดรายได้ในกรณีที่ป่วย การดูแลด้านสุขภาพ และการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร รวมทั้งในกรณีที่ไม่สามารถไปทำงานได้เพราะไวรัส ทั้งนี้จะต้องครอบคลุมไปถึงแรงงานต่างชาติ พนักงานบริการทางเพศ ที่มักถูกมองข้ามทางกฎหมาย 

  • ต่อกลุ่มเสี่ยง เพราะเราทุกคนต่างเป็นกลุ่มเสี่ยง แต่มีกลุ่มคนเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุหรือ

ผู้ที่มีโรคประจำตัว นอกจากนี้ กลุ่มคนชายขอบและผู้ที่ถูกกักขัง รวมถึงผู้อพยพและผู้ลี้ภัยมีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาการป้องกันโรคหรือปัญหาการเข้าถึงการรักษามากกว่าคนทั่วไปรัฐต้องทำให้แน่ใจว่าความต้องการและปัญหาของบุคคลกลุ่มเสี่ยงได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ผ่านการวางแผนรับมือการระบาดของโควิด-19  

  • การถูกตีตราและการแบ่งแยก รัฐบาลต้องป้องกันสุขภาพของประชาชนทุกคน และต้องให้แน่ใจว่า

ทุกคนสามารถเข้าถึงการดูแลและความปลอดภัยโดยปราศจากการแบ่งแยก โดยชนชั้นทางเศรษฐกิจ  ฐานะ หรือโดยชาติพันธ์ เช่นชนเผ่าพื้นเมืองไร้สัญชาติ ซึ่งมักจะไม่มีบัตรประชาชนทำให้ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงมาตรการเยียวยาจากรัฐในหลายๆ นโยบาย  

 

ควรล็อกดาวน์กระทบเศรษฐกิจหรือเปิดประเทศเดินหน้า

ถึงแม้วิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 จะไม่ได้มีทางออกที่ง่ายดาย แต่ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาวิธีแก้ไขปัญหาที่หลากหลายและต้องอยู่ภายใต้สิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง การล็อคดาวน์มีความจำเป็นแต่จะต้องจัดการอย่างเหมาะสมและอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจที่ถูกต้อง  ข้อกังวลคือรัฐอาจใช้โควิด-19 เป็นข้ออ้างเพื่อละเมิดและจำกัดสิทธิผู้คน ทั้งยังมีการใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองบางอย่าง เช่น การเก็บข้อมูลมือถือจนล่วงละเมิดไปยังพรมแดนสิทธิส่วนบุคคล หรือใช้โควิด-19 เพื่อปิดกั้นการแสดงออกทางการเมือง จึงจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบมาตรการการใช้อำนาจของรัฐตั้งแต่การล็อคดาวน์ไปตลอดจนมาตรการอื่น ๆ ที่อาจละเมิดสิทธิมนุษยชนได้

การล็อคดาวน์เป็นเรื่องที่ต้องตระหนักเป็นอย่างมากเพราะมีมีส่วนในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของผู้คนในที่อยู่อาศัย หากประกาศใช้มาตรการก็ต้องไม่กักขังประชาชนไว้ในที่พักอาศัย โดยไร้ซึ่งการเข้าถึงอาหาร ยารักษาโรคและความช่วยเหลือ ในขณะเดียวกันต้องตระหนักถึงความรุนแรงในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กและผู้หญิงขณะกักตัวอยู่ในบ้าน ดังมีรายงานจากองค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติและองค์การยูนิเซฟประเมินว่า ทุก ๆ ทุก ๆ 3 เดือน ของการล็อกดาวน์ มีผู้หญิงทั่วโลกทุกข์ทรมานจากความรุนแรงในครอบครัวราว 15 ล้านคน

นอกจากนี้ยังต้องเพิ่มมาตรการปูพรมตรวจและแจกจ่ายวัคซีนแก่ผู้คนอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นประชาชนไร้บ้าน แม้กระทั่งนักโทษในเรือนจำโดยให้จัดสรรหน้ากากอนามัย สบู่และน้ำสะอาดอย่างเพียงพอให้แก่ผู้ต้องขังและนักโทษโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เเละให้ผู้ต้องขังและนักโทษได้รับการดูเเลจากแพทย์ มีสิทธิเข้ารับการตรวจหาเชื้อไวรัสอย่างเร่งด่วน ตลอดทั้งดำเนินการ ’ลดการคุมขังที่ไม่จำเป็นทุกขั้นตอน’ จะต้องไม่มีผู้ใดถูกแช่แข็งด้วยอำนาจที่ไม่ชอบธรรมและการถูกมองข้าม เพราะไม่มีเศรษฐกิจใดงอกงามได้จากการละเมิดสิทธิมนุษยชน

 

ในหลายประเทศยังเป็นเรื่องยากที่ผู้หญิงจะเป็นผู้นำ โน้มน้าวประเทศเหล่านี้ว่าทำไมพวกเขาถึงคิดผิด

เมื่อเพศชายสามารถทำสิ่งใดก็ได้ในสังคม ผู้หญิงก็ควรเข้าถึงสิทธิเหล่านั้น หากแต่หลาย ๆ พื้นที่บนโลกใบนี้ยังคงปิดกั้นเสรีภาพของผู้หญิงในการเข้าถึงการศึกษา รวมถึงการใช้ความรุนแรงกับเพศหญิง กักขังพวกเธอเป็นแรงงานไร้ค่าจ้างในบ้านและถูกทำร้ายร่างกาย ซึ่งละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง การถูกกีดกันนี้ทำให้ผู้หญิงไม่มีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเองและไม่สามารถเข้าถึงอาชีพได้ หากคนทุกคนปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนให้สิทธิและเสรีภาพในการใช้ชีวิต ได้เข้าถึงการศึกษาที่ถ้วนหน้าและเลือกทางเดินด้วยตัวเองแก่ผู้หญิง โลกก็จะก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันโดยไม่ทิ้งใครไว้เป็นช้างเท้าหลัง

ในวันที่ผู้หญิงยังคงต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติในหลายรูปแบบ ตกเป็นเป้าหมายเพียงเพราะเพศสภาพของตน หรือเพราะคุณลักษณะด้านอื่นๆ รวมทั้งจากการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนของตน ทว่ายังมีกลุ่มผู้หญิงอีกหลายคนจากทุกมุมโลกที่ไม่ยอมนิ่งเงียบอีกต่อไป และได้เป็นแนวหน้าขับเคลื่อนการต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชน พวกเธอเป็นผู้นำที่โลกควรมีมากขึ้น เช่น มารีเอลลี ฟรังโก จากประเทศบราซิล นักปกป้องสิทธิมนุษยชนหญิงที่ต่อสู้เพื่อผู้หญิงผิวสี ผู้มีความหลากหลายทางเพศ และคนหนุ่มสาว พร้อมกับ แต่แล้วเธอต้องถูกสังหารเพื่อปิดปาก ความตายของเธอกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบในบราซิล โดยในปี2560 มีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างน้อย 70 คนถูกสังหาร โดยไม่ได้รับความยุติธรรม ผู้หญิงเหล่านี้ไม่ได้ปกป้องสิทธิของผู้หญิงด้วยกันเอง แต่ยังปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนทุกคน ในช่วงที่โลกกำลังมุ่งสู่แนวทางสุดโต่งมากยิ่งขึ้น การสนับสนุนการเป็นผู้นำผู้หญิง เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามให้เกิดความสมดุลและความเท่าเทียม เสรีภาพ และความยุติธรรม เพราะสหประชาชาติกล่าวว่า “ความเท่าเทียมทางเพศและการสร้างอำนาจให้ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงไม่ใช่เป็นแค่เป้าหมายในตัวเอง แต่ยังเป็นกุญแจไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และเสรีภาพและความมั่นคง” 

 

มิสยูนิเวิร์ส 2019 พูดถึงความสำคัญในการสอนความเป็นผู้นำให้เด็กถ้าเป็นคุณจะทำอย่างไร

ไม่ใช่แต่ผู้ใหญ่เท่านั้นที่มี ‘สิทธิ’ หากแต่ “เด็ก” ก็มีสิทธิเช่นกัน เมื่อวันหนึ่งที่เด็กต้องการออกมาส่งเสียงเรียกร้อง แสดงภาวะผู้นำต่อโลก โลกจะต้องเคารพในเสรีภาพและการตัดสินใจของเด็ก ในฐานะพลเมืองของโลก ด้วยการอนุญาตให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตนเองและสามารถแสดงความคิดเห็นโดยไม่กระทบสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคลอื่น เช่นสิทธิและเสียงในการออกมาชุมนุม เรียกร้องสิทธิให้ตนเอง ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบของโรงเรียนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนไปจนถึงการเรียกร้องประชาธิปไตยและการใช้อำนาจของรัฐ

เด็กและเยาวชนไม่ควรถูกดำเนินคดีจากการแสดงความคิดเห็นของตนโดยสงบ เพื่อเรียกร้องการปฏิรูปการศึกษาและสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ได้เข้าร่วมการชุมนุมตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก สิทธินี้ต้องได้รับการคุ้มครองจากสังคมและรัฐบาล ผู้บังคับจะต้องใช้กฎหมายจะคุ้มครองเด็กและปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กอย่างเคร่งครัด

 

จะพูดกับผู้หญิงที่ชมตอนนี้ที่ถูกกระทำคุกคามทางเพศอย่างไร

ผู้หญิงทุกคนควรตัดสินใจได้ด้วยตนเองเกี่ยวกับร่างกายของตนผู้หญิงควรสามารถใช้ชีวิตได้ โดยไม่ต้องหวาดกลัวความรุนแรงจากเพศสภาพ รวมถึงการถูกข่มขืนและความรุนแรงทางเพศอื่นๆ เช่นการบังคับสมรส การถูกขลิบอวัยวะเพศ การถูกทำร้ายร่างกาย จากจำนวนผู้หญิงทั่วโลกที่เคยมีความสัมพันธ์ มี 30% ที่เคยประสบกับความรุนแรงทางร่างกายและ/หรือทางเพศจากคู่ของตน นอกจากนี้ ผู้หญิงยังมีความเป็นไปได้ที่จะตกเป็นเหยื่อการประทุษร้ายทางเพศรวมถึงการข่มขืนมากกว่า และมีความเป็นไปได้มากกว่าที่จะตกเป็นเหยื่อของ “อาชญากรรมเพื่อศักดิ์ศรี” 

ความรุนแรงต่อผู้หญิงนั้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ รัฐมีหน้าที่ในการคุ้มครองผู้หญิงจากความรุนแรงจากเพศสภาพ แม้แต่ทารุณกรรมภายในครอบครัวหลังประตูที่ปิดตาย ผู้หญิงมีสิทธิเหนือร่างกายของตนเอง หากคุณพบประสบมันคุณมีสิทธิที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างกล้าหาญ เพื่อก้าวผ่านการเยียวยาไปสู่การป้องกัน อีกทั้งสังคมเองก็ต้องให้คุณค่ากับสิทธิมนุษยชนโดยต้องปลูกฝังจิตสำนึกตั้งแต่สถาบันครอบครัวไปสู่ระดับที่ใหญ่กว่า  ไม่ว่าจะด้วยวิธีหยุดวาทกรรมผู้ชายมีอำนาจกว่าผู้หญิง การเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศสภาพ การศึกษาที่มุ่งทลายแนวคิดโทษเหยื่อ เพื่อมิใช่การป้องกันตัวของเหยื่อ แต่เป็นการป้องกันไม่ให้คนเราคิดว่ามีสิทธิคุกคามทางเพศผู้อื่น