นับจากวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ความหวังลงบนกระดาษด้วยเครื่องหมายกากบาทในหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศไทย วันนี้เรามีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ มีคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่ที่ขยับเข้าประจำการในทำเนียบรัฐบาลแล้ว แต่ในโมงยามที่เก้าอี้อำนาจผลัดเปลี่ยนใบหน้าผู้มีอำนาจในแต่ละยุครัฐบาล เสียงของผู้คนในหลายครั้งกลับคล้ายจะไม่ค่อยมีใครได้ยินเท่าไหร่นักในกระแสลมทางการเมือง
เพราะแม้ฉากหน้าของบ้านเมืองจะดูเหมือนสงบ แต่ในความเป็นจริงสถานการณ์สิทธิมนุษยชนยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ค้างคาและรอคอยคำตอบที่ชัดเจน โจทย์นี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รัฐพยายามนำเสนอแต่คือลมหายใจของผู้คน คือสิทธิที่ยังถูกจำกัดด้วยกรอบกฎหมายที่ล้าหลัง และคือเสรีภาพที่ยังขยับเขยื้อนได้ไม่เต็มที่ภายใต้บรรยากาศของความไม่มั่นใจ
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชวนฟังเสียงสะท้อนของประชาชนในเวทีเสวนา “Voice of Rights: เสียงของประชาชนหลังวันเลือกตั้ง” พื้นที่ที่รวบรวมความคิดเห็นปัจจุบันและอดีตที่บาดแผลยังไม่เย็บปิด รวมถึงข้อเสนอแนะที่พุ่งตรงถึงผู้มีอำนาจ และความหวังที่ถึงแม้จะส่องแสงริบหรี่แต่ความหวังนั้นยังไม่เคยดับลง เพราะเราอยากให้รัฐบาลใหม่รับรู้ รับฟัง และไม่ลืมเรื่องราวเหล่านี้ เพราะสิทธิมนุษยชน สันติภาพ และปากท้องจะมีความหมายได้ ก็ต่อเมื่อความเป็นคนของเราถูกนับรวมอยู่ในสมการของการพัฒนาทุกรูปแบบ
ศักดิ์ศรีที่หายไป: เมื่อกฎหมายมองไม่เห็น พนักงานบริการ Sex worker’
ทันตา เลาวิลาวัณยกุล จากมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ เริ่มต้นบทสนทนาด้วยการชี้ให้เห็นโครงสร้างกฎหมายไทยที่แช่แข็งกลุ่มพนักงานบริการ หรือ Sex Workers ไว้ภายใต้สถานะอาชญากรหรือคนกระทำความผิดมานานกว่า 6 ทศวรรษ เธออธิบายว่าปัญหาพื้นฐานของเรื่องนี้ เริ่มมาจากการที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการออกแบบกฎหมายที่กระทบต่อชีวิตของตนเองตั้งแต่แรก
“กฎหมายของบ้านเราถูกสร้างโดยที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม ทุกกฎหมายประชาชนที่เกี่ยวข้องไม่เคยร่วมร่าง คนที่อยู่ข้างบนพอมองลงมาแล้วคิดว่าต้องจัดการอย่างนั้นอย่างนี้มันก็เลยทำไม่ได้ ที่สำคัญคือว่ากฎหมายฉบับหนึ่งอาจจะใช้ที่ภาคเหนือได้ แต่ใช้ที่ภาคใต้ไม่ได้เพราะบริบทสังคมไม่เหมือนกัน การกระจายอำนาจเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องมี การที่ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเองก็สำคัญ”
ในมุมมองของทันตา กฎหมายของประเทศไทยมักถูกกำกับด้วยไม้บรรทัดที่เรียกว่า “ศีลธรรมอันดี” จากผู้มีอำนาจที่ทำงานอยู่ด้านบนแล้วมองเห็นปัญหาจากด้านล่าง โดยที่ไม่ได้มาสัมผัสหรือรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ซึ่งบ่อยครั้งกฎหมายถูกนำมาใช้แทนที่หลักการสิทธิมนุษยชน จนกลายเป็นเครื่องมือที่สร้างความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมาย

“กฎหมายต้องไมู่อยู่บนพื้นฐานของคำว่าศีลธรรมอันดี หรือความมั่นคงเท่านั้น ควรอยู่บนพื้นฐานของคำว่าสิทธิมนุษยชน ปัญหาทุกวันนี้ของกฎหมายคือเอามาจากคำว่าศีลธรรมอันดีและความมั่นคงทั้งหลายมาเป็นตัวชี้วัด อ้างอะไรก็ไม่รู้ บอกว่าเรา Sex worker ผิดกฎหมายเพราะผิดศีลธรรมอันดี ขอโทษนะ โกหกแม่ก็ผิดศีลธรรมอันดีก็ผิดกฎหมายไหมคะ ฉะนั้นการผิดศีลธรรมอันดีอาจไม่จำเป็นต้องผิดกฎหมายเสมอไป”
เธอยังให้ข้อมูลถึงผลกระทบจากการที่พนักงานบริการถูกตีตราเป็นผู้กระทำความผิดทางอาญาตามกฎหมายที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2503 ประวัติทางคดีอาญานี้กลายเป็นกงขังหรือชนักติดหลังที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนสายอาชีพใหม่ได้ แม้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจหรือโรคระบาดอย่างโรคโควิด-19 เมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา ทั้งที่ในความเป็นจริงพนักงานบริการจำนวนไม่น้อยนั้นคือหัวหน้าครอบครัวหรือเสาหลักของบ้านที่มีภาระต้องดูแลผู้อื่น
“รัฐบาลบอกว่า Sex Worker มีประมาณ 300,000 คนในประเทศไทย อันนี้เป็นตัวเลขของรัฐบาล 300,000 คนนี้ดูแลอีก 5 คนข้างหลังในบ้านของเรา รวมแล้วประมาณ 1,000,000 กว่าคนที่ไม่ต้องเป็นภาระของรัฐบาล แล้วทำไมจะไม่ให้งานของเราเป็นงานที่ถูกต้องไม่ได้”
“ถ้า พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศฉบับนี้ ทำให้เราไม่ต้องเป็นคนผิดกฎหมายอีกต่อไป สิ่งสำคัญที่จะตามมาคือการลดปัญหาการค้ามนุษย์ เพราะพวกเราคือคนในที่เห็นความเคลื่อนไหวในสถานบริการตลอดเวลา ทุกวันนี้เมื่อมีการจ่ายส่วย เจ้าหน้าที่มักจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ใครจะถูกพาเข้ามาหรือทำผิดกฎหมายอย่างไรเขาก็มองไม่เห็น แต่เพราะสถานะของเราที่ผิดกฎหมาย ทำให้เราพูดอะไรไม่ได้เลย แม้เห็นสิ่งไม่ดีและอยากจะแจ้งตำรวจ เราก็เป็นฝ่ายถูกจับกุมเสียก่อน นี่คือวงจรความจริงที่เกิดขึ้นในสังคม”
สิ่งที่เครือข่ายพนักงานบริการคาดหวังจากรัฐบาลใหม่คือการยอมรับเขาเหล่านี้ในสถานะแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมายคนหนึ่ง ผ่านร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ ซึ่งถ้าทำได้เชื่อว่าจะเปลี่ยนเม็ดเงินมหาศาลใต้ดินหรือธุรกิจสีเทาให้กลายเป็นภาษีดูแลประเทศไทย และสร้างระบบสวัสดิการที่คุ้มครองคนทำงานอย่างเท่าเทียมได้มากขึ้น
เพื่อให้ประโยคนี้สื่อสารพลังของ “การเปลี่ยนสถานะจากอาชญากรเป็นแรงงาน” ได้ชัดเจนและลื่นไหลขึ้น ตามสไตล์งานเขียนเชิงสารคดีที่เน้นความเข้าใจความเป็นมนุษย์ ผมปรับการเรียบเรียงดังนี้ครับ:
“หากวันหนึ่งกฎหมายเลิกมองว่าเราเป็นอาชญากร สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นคือประเทศไทยจะไม่มีคำว่า โสเภณีอีกต่อไป แต่เราจะมีแรงงานในธุรกิจบริการที่ได้รับสิทธิและการคุ้มครองเหมือนอาชีพอื่น มีระบบประกันสังคมคอยรองรับและได้รับศักดิ์ศรีในฐานะคนทำงานอย่างเท่าเทียมกัน”
ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าการใช้กฎหมายกดทับไม่ได้ช่วยอะไร เพราะแม้จะถูกทำให้ผิดกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2503 แต่จำนวนคนทำงานกลับเพิ่มขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจ การทำให้ผิดกฎหมายมากขึ้นจึงไม่ได้หมายความว่าเรื่องนี้จะหายไป แต่นี่คือการผลักให้พนักงานบริการไปอยู่ในจุดที่ไร้สวัสดิการและไร้การคุ้มครองมากกว่าเดิม
สันติภาพที่ไม่ได้สร้างด้วยความรุนแรง: เสียงของโหวตเตอร์จังหวัดชายแดนใต้
ซาฮารี เจ๊ะหลง จากกลุ่มพ่อบ้านใจกล้าได้พูดถึงบาดแผลที่ยืดเยื้อมานานกว่า 22 ปีในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ครั้งนี้เขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยการก่นด่านายกรัฐมนตรีคนใหม่แต่เลือกที่จะมองย้อนกลับมาที่พลังของประชาชนในฐานะกลไกเดียวที่เขายังเชื่อมั่นเสมอมาไม่ว่าจะเปลี่ยนผ่านไปกี่รัฐบาลก็ตาม
“ผมไม่ได้หวังอะไรกับรัฐบาลนี้ ผมหวังกับประชาชนมากกว่า ผมคิดว่าความพยายามของประชาชนไม่เคยทรยศกับผลลัพธ์เลย เราพยายามพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนมาจะ 30 ปีแล้ว มันก็เห็นความเปลี่ยนแปลงอยู่บ้างในการที่เราเป็นคนพยายาม มันชัดเจนว่ามันไม่เคยทรยศต่อผลลัพธ์แม้ว่าผลลัพธ์นั้นมันจะเกิดขึ้นเพียงน้อยนิด”
ซาฮารีชี้ให้เห็นว่าความสูญเสียจากเหตุการณ์ที่จังหวัดชายแดนใต้ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ตัวเลขสถิติที่ถูกสื่อสารผ่านสื่อต่างๆ แต่คือชีวิตที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เขายกตัวอย่างเด็กกำพร้ากว่า 6,000 คนในช่วง 22 ปีที่ผ่านมาในจังหวัดชายแดนใต้ที่พบว่าเด็กจำนวนมากไม่ได้อยู่แค่ในสามจังหวัดเท่านั้น แต่รวมถึงลูกหลานของทหาร ตำรวจ และข้าราชการจากทั่วทุกภาคของประเทศไทยไม่ว่าจะเหนือ ใต้ กลาง ตะวันออก ตะวันตก ที่ต้องมาเสียชีวิตในพื้นที่นี้ นั่นหมายความว่าผลกระทบจึงเป็นเรื่องของคนไทยทั้งประเทศที่ต้องแบกรับร่วมกันทั้งเรื่องสุขภาพจิตใจและภาษีของประชาชน

“เม็ดเงินภาษีมหาศาลที่ถูกใช้ไปกับการปราบปรามหรือแม้แต่ไอโอ ทุกอย่างที่กองทัพดำเนินการตลอด 22 ปีที่ผ่านมา คิดเป็นเงินกว่า 5 แสนล้านบาท ทั้งหมดล้วนมาจากหยาดเหงื่อของประชาชน แต่สิ่งที่น่าเจ็บปวดคือแม้แต่ สส. ในรัฐสภาที่ทำหน้าที่แทนเรา ก็ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบความโปร่งใสได้เลย เพียงเพราะเรื่องนี้ถูกตีตราว่าเป็นงบประมาณลับภายใต้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงของชาติ”
สิ่งที่ซาฮารีฝากถึงรัฐบาลใหม่คือการมีจุดยืนหรือความตั้งมั่นทางการเมืองที่ชัดเจน ในการดึงปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ออกจากการดูแลของกองทัพเพียงฝ่ายเดียว เขาเน้นย้ำว่าปัญหาที่มีรากเหง้าจากการเมืองต้องแก้ด้วยการเมืองและรัฐบาลพลเรือนต้องกล้าแสดงบทบาทเป็นผู้นำแทนให้มากขึ้น แทนที่จะปล่อยให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) หรือสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) บริหารจัดการแบบเดิมที่พิสูจน์แล้วว่าไม่นำไปสู่สันติภาพได้จริง
“รัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลของเศรษฐา ทวีสิน หรือรัฐบาลของแพทองธาร ชินวัตร เรากลับไม่เห็นนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับปัญหาไฟใต้เลย ปล่อยให้เรื่องนี้ตกอยู่ในมือของหน่วยงานด้านความมั่นคงที่ดูแลแบบเดิมมานานกว่า 20 ปี ทั้งที่ในความเป็นจริง หน่วยงานเหล่านั้นอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล ดังนั้นคนที่มีอำนาจสูงสุดและต้องรับผิดชอบคือรัฐบาลพลเรือน ตัวแทนที่เราเลือกเข้าไปต้องกล้านำปัญหาที่กระทบคนทั้งประเทศนี้ไปถกเถียงกันในสภา เพราะหากเรายังไม่ใช้กระบวนการทางการเมืองมาแก้ไข ปัญหาก็จะไม่มีวันจบ และมีแต่จะเพิ่มความรุนแรงให้มากขึ้นไปอีก”
เขายังสะท้อนถึงความอึดอัดของคนในพื้นที่ที่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายความมั่นคงซ้อนทับกันถึง 3 – 4 ฉบับ มานานนับทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นกฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่จนทำให้ความยุติธรรมกลายเป็นเรื่องของนโยบายความมั่นคงไปเสียหมด
“มันไม่ใช่ปัญหาของความยุติธรรม แต่มันเป็นปัญหาของกระบวนการยุติธรรมที่ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำจนถึงศาลมันผิดเพี้ยนไปหมด มันกลายเป็นเรื่องของความมั่นคง และการมีวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดหรือละเว้นผิดคนที่กระทำประชาชนจนเสียชีวิต อันนี้มันทำให้เกิดวัฒนธรรมอภิสิทธิ์ชน กระบวนการยุติธรรมตรงนี้มันเป็นปัญหามานานในจังหวัดชายแดนใต้”
SLAAP ฟ้องปิดปาก ความกลัวที่ถูกแจกจ่าย: สิทธิสื่อและเสรีภาพพลเมือง
พรทิพย์ โม่งใหญ่ ในฐานะสื่อมวลชนได้นำเสนอสถานการณ์ที่เธอมองว่าเป็นการใช้กฎหมายเป็นอาวุธเพื่อแจกจ่ายความกลัวให้แก่ประชาชน โดยพรทิพย์ฉายภาพความย้อนแย้งของการทำงานในยุคปัจจุบัน เมื่อหน่วยงานของรัฐที่ควรจะส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยกลับกลายเป็นผู้ใช้กฎหมายฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) เสียเอง โดยเฉพาะกรณีที่เธอและเพื่อนร่วมวิชาชีพเผชิญจากการเข้าไปสังเกตการณ์และตรวจสอบความโปร่งใสในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด
“ในฐานะสื่ออยากเห็น พ.ร.บ. Anti-SLAPP ผ่านบรรจุเป็นกฎหมายสักที เพราะว่าการมีกฎหมายนี้จะทำให้ประชาชนกล้าออกมาส่งเสียงยิ่งขึ้น”
“เราไม่ได้คาดหวังกับรัฐบาลชุดนี้เท่าไหร่ แต่เราคาดหวังกับประชาชนที่ตอนนี้เป็น Active Citizen มากขึ้น อยากให้ประชาชนเข้มแข็ง จำวันนี้ที่เราเคยเรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบตัวเองแม้ผลการตรวจสอบจะไม่เกิดขึ้น แต่ขอให้ทำหน้าที่ตรงนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อตัวเราเอง เพื่อเพื่อนๆ เพื่อลูกหลานของเราและเพื่อด้านต่างๆ จะได้แก้กฎหมายไปด้วยกัน”

เธอเล่าถึงเหตุการณ์ที่ดูจะใช้กฎหมายเกินกว่าเหตุว่า เมื่อสื่อมวลชนและพลเมืองที่เพียงแค่เข้าไปถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งเพื่อเป็นหลักฐานการทำงานและสื่อสารสู่สาธารณะ กลับถูกแจ้งข้อหารุนแรงไม่ว่าจะเป็นมาตรา 116 หรือแม้กระทั่งข้อหาอั้งยี่ซึ่งมีโทษจำคุกสูงถึง 7 ปี เพียงเพราะถูกมองว่ามีการแบ่งหน้าที่กันทำในการตรวจสอบรัฐ ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นการกระทำที่ชัดเจนในการฟ้องปิดปากกับผู้ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงหรือสื่อสารให้สังคม
“ถามว่าการที่สื่อมวลชนไปถ่ายรูปมันขัดขวางอย่างไรคะ เราก็ยืนอยู่นอกเส้นที่เขากำหนดไว้ แต่การฟ้องของ กกต. ในครั้งนี้คือการฟ้อง SLAPP เป็นการฟ้องปิดปาก เพราะข้อหาที่ กกต. ฟ้องค่อนข้างรุนแรงและเกินจริงมากเกินไป”
“การที่ กกต. แจ้งข้อหาเกี่ยวกับอั้งยี่หนักมากสำหรับสื่อมวลชน และถ้าสมมติว่าวันนึงอัยการสั่งไม่ฟ้อง เราสามารถฟ้องกลับ กกต. ได้หรือเปล่า ข้อหาแจ้งความเท็จทำได้หรือไม่ สิ่งที่ กกต. ทำก็คือการฟ้อง SLAPP ให้ประชาชน สื่อมวลชน นักกิจกรรมเกิดความหวาดกลัว ด้วยการใช้ข้อกฎหมายที่รุนแรงในการปิดปากเราไม่ให้มีการส่งเสียงตรวจสอบการทำหน้าที่ของหน่วยงานรัฐได้อีก”
สำหรับพรทิพย์ ความน่ากังวลที่สุดไม่ใช่แค่ความยุ่งยากในคดีความที่คนโดนฟ้องต้องเผชิญ แต่คือ ผลกระทบตามมาที่จะทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่ไร้เสียง ไร้การตรวจสอบ เพราะทุกคนจะเริ่มเซ็นเซอร์หรือปิดกั้นตัวเองด้วยความกลัวสิ่งที่จะตามมาในชีวิต
“มันเป็นเครื่องมือทำลายระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ทำให้ระบบชะงักงันด้วยความสับสนของบุคคลที่โดนฟ้อง ทำให้พลเมืองคนอื่นที่มีความคิดเห็นอยากจะร่วมตรวจสอบด้วยเกิดความกลัว ไม่กล้าที่จะส่งเสียง ไม่กล้าแม้กระทั่งที่จะคุยกับคนที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ไม่กล้าบอกว่าฉันคิดอะไร ไม่กล้าที่จะบอกว่าฉันเห็นแย้งอะไร”
“สิ่งที่ กกต. ควรจะทำมันคือหน้าที่ของเขา คือการส่งเสริมระบบการปกครองประชาธิปไตยให้ทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงเท่ากัน แต่สิ่งที่เขาทำคือการบั่นทอนระบบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ทำลายสิทธิเสรีภาพ ทำลายสิทธิความคิดเห็น ทำลายสิทธิพลเมืองที่ควรจะเป็น จนไม่เหลือความศรัทธาแล้ว”
ข้อความที่เธอฝากถึงรัฐบาลใหม่ในครั้งนี้คืออยากให้ผู้มีอำนาจหรือรัฐชุดใหม่ทุกคนกลับไปทบทวนบทบาทของตัวเองว่าการสร้างศัตรูกับประชาชนและสื่อมวลชนนั้นให้ผลดีกับใครกันแน่ พร้อมย้ำว่าความจริงใจและความโปร่งใสหรือไม่ที่จะเป็นทางออกของวิกฤตไม่ใช่การไล่ฟ้องคนที่ตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่ของรัฐบาลหรือองค์กรอิสระ
“เทคนิคในการสื่อสารในภาวะวิกฤติคือควรที่จะแก้ด้วยการแสดงความจริงใจ เปิดเผยความโปร่งใส แต่ถ้าวันนี้คุณปกปิดเท่าไหร่ ประชาชนยิ่งอยากรู้ สื่อมวลชนยิ่งจะจ้องเข้าไปเท่านั้น”
ภัยออนไลน์ละเมิดสิทธิ: ผลกระทบเหยื่อค้ามนุษย์ข้ามพรมแดน
กฤติญา จันทนะมาฬะกะ จากเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์เล่าถึงความโหดร้ายที่ซ่อนอยู่หลังหน้าจอคอมพิวเตอร์และอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มระดับโลก เธอฉายภาพให้เห็นว่าในโลกที่เทคโนโลยีไปไกลถึงอวกาศ แต่กลับพบว่าความเป็นคนกลับถูกลดทอนลงจนกลายเป็นเพียงฟันเฟืองในเครื่องจักรผลิตเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์
กฤติญาตั้งคำถามถึงความย้อนแย้งของมหาเศรษฐีเจ้าของเทคโนโลยีและผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่ดูเหมือนจะมุ่งเน้นแต่การสะสมกำไรและการพัฒนา AI แต่กลับไม่ได้คิดเรื่องการควบคุมการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ที่ตนเองเป็นเจ้าของ
“ลองนึกดูว่า Meta บอกจะสร้างศูนย์กลางที่ใหญ่ขนาดนี้ อีลอน มัสก์ จะปล่อยดาวเทียมล้านดวงไปทำ Data Center บนอวกาศ ถ้าคุณไม่มีแม้แต่ปัญญาในการควบคุมไม่ให้ยุติการละเมิดสิทธิ ยุติความเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์หรือหลอกให้มีเหยื่อในแก๊งสแกมเมอร์ ถ้าดูตรงๆ มันย้อนแย้งเกินไป ทุกวันนี้ผู้บังคับใช้กฎหมายยังรับเงินมาแก้ปัญหา คุณเชื่อเหรอว่าเขาทำจริง ถ้าจะทำจริงๆ”

สิ่งที่มากกว่าการถูกหลอกหรือการตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือสแกมเมอร์ กฤติญามองว่าคือการที่สังคมและรัฐผลักไสเหยื่อให้กลายเป็นผู้กระทำผิดเสียเองเพียงเพราะพวกเขาถูกบังคับให้ต้องหลอกลวงผู้อื่นต่อเพื่อเอาชีวิตรอด เธออธิบายว่าเหยื่อเหล่านี้ถูกตีตราว่าเป็นคนสีเทาจนทำให้เสียงขอความช่วยเหลือของพวกเขาแทบจะไม่มีใครได้ยินหรือก่อนจะได้รับการช่วยเหลือก็ต้องเจอกับอคติหรือถูกตั้งคำถามจำนวนมาก ซ้ำร้ายไปกว่านั้นพบว่าเหยื่อจำนวนไม่น้อยไม่มีใครอยากฟังเสียงของพวกเขาเลยสักนิด
“เหยื่อค้ามนุษย์คือมนุษย์คนหนึ่ง แต่เราถูกปลูกฝังให้คนไทยมองเขาเป็นคนทำงานสีเทา เป็นพวกสแกมเมอร์ทั้งหมด ไม่ได้รับแม้กระทั่งโอกาสที่จะได้รับความเข้าใจที่ถูกต้อง”
“เหยื่อค้ามนุษย์คือคนเหมือนกับเราและเขาไม่ได้รับการเหลียวแลเลย ช้างสี่ตัวที่เสียชีวิตเรายังสะเทือนใจ สุนัขที่ถูกเผาเราทนไม่ไหว แต่คนเหล่านี้กลับไม่มีคนสนใจ เป็นคนถูกทอดทิ้งทั้งที่เขาก็เป็นเหยื่อจากการถูกค้ามนุษย์ข้ามพรมแดน”
จากประสบการณ์การลงพื้นที่และประสานความช่วยเหลือข้ามพรมแดนตลอด 4 ปี กฤติญาเล่าสภาพความเป็นอยู่ที่เหมือนถูกฝังทั้งเป็นในคอมพาวด์ตามแนวชายแดนลาว กัมพูชา และเมียนมา ที่มีทั้งการทารุณกรรม ช็อตไฟฟ้า ข่มขืน และการเรียกค่าไถ่ซ้ำซ้อน แม้เหยื่อบางกลุ่มจะเป็นเพียงพนักงานเอนเตอร์เทนที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานสแกมเมอร์เลยก็ตามแต่เมื่อหลุดเข้าไปในวงจรนี้ ทุกคนถูกปฏิบัติเหมือนไม่ใช่คน เธอใช้คำว่า “หมูเหมือนหมา” ที่ไร้ค่าในสายตาผู้คุม
“ในพิกัดหนึ่งพบว่ามันมีการลงโทษเหยื่อสแกมเมอร์ที่ถูกหลอกมาจนกระทั่งเสียชีวิตประมาณ 5,000 – 6,000 คน และเมื่อต้นกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา มีผู้หญิงถูกข่มขืนด้วย เธอคือเป็นเหยื่อถูกทรมานถูกทารุณกรรมแล้วก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือ”
ความหวังที่เธอมีต่อรัฐบาลใหม่ 2569 คือการข้ามผ่านนโยบายแบบผักชีโรยหน้าที่ทำเพียงแค่กวาดต้อนคนกลับมาเพื่อโชว์ตัวเลขผลงานปราบปราม แต่ต้องลงลึกไปถึงต้นตอของขบวนการและผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จาก เงินเปื้อนเลือดเหล่านี้ โดยเฉพาะการกดดันไปยังเจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เป็นต้นทางของการล่อลวง
“ที่ผ่านมาสังคมไทยเราพูดถึงการปราบปรามสแกมเมอร์ คือการข้ามไปฝั่งกัมพูชาแล้วกวาดต้อนเอาคนไทยกลับมา เราบอกว่านี่ไงฉันปราบปรามแล้ว แต่มันไม่เคยไปถึงคนที่อยู่เบื้องหลัง ไม่เคยไปถึงตัวใหญ่ๆ ไม่เคยเลย ล้มเหลวสิ้นดี ผ่านมาสามรัฐบาลทำหนังสือถึงนายกทุกคน”
“ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหามาตรการเพื่อที่จะบีบให้โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มออกมาแสดงความรับผิดชอบมากกว่านี้ ทั้งการป้องกันและเอาเงินในกระเป๋าที่เขาได้กำไรมหาศาลไปใช้ในกระบวนการช่วยเหลือผู้เสียหาย”
กฤติญาย้ำเตือนทิ้งท้ายว่า ท่ามกลางตึกสูงและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ห่างออกไปเพียงแค่แม่น้ำกั้นยังมีมนุษย์อีกจำนวนมากที่กำลังถูกทรมานและแอบส่งข้อความขอความช่วยเหลือผ่านคอมพิวเตอร์ที่ใช้หลอกลวงลูกค้า เธอคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะมีความจริงใจพอที่จะมองเห็นคนมากกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ และกล้าที่จะชนกับยักษ์ใหญ่เพื่อปกป้องพลเมืองของตน
เรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ใช่ส่วนเกินในกฎหมายสูงสุดของประเทศ
เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย รวบรวมประเด็นทั้งหมดมาฉายภาพใหญ่ให้เห็นว่า ตลอด 30 ปีที่แอมเนสตี้ก่อตั้งทำงานในไทย พบว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนเปรียบเสมือนเปลวไฟดวงเล็กที่พยายามหยัดยืนท่ามกลางกระแสพายุที่พัดกรรโชกอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในโมงยามที่รัฐบาลทั่วโลกเริ่มมีแนวโน้มหันขวาหรือเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่อำนาจนิยมหรือตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจจนเผลอหลงลืมศักดิ์ศรีและสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขทางเศรษฐกิจ

เพชรรัตน์ตั้งคำถามถึงรัฐบาลชุดว่าต้องกลับไปทบทวนทิศทางของตัวเอง เพราะนโยบายที่มุ่งเน้นแต่เรื่องปากท้อง การอัดฉีดเม็ดเงินหมื่น หรือโครงการโครงสร้างพื้นฐานยักษ์ใหญ่อย่างแลนด์บริดจ์และสมาร์ทซิตี้ อาจฟังดูมีความหวังในเชิงธุรกิจและการพัฒนาเศรษฐกิจให้ดีขึ้น แต่คำถามสำคัญคือรัฐบาลได้มองเห็นความเป็นคนในโครงการเหล่านั้นบ้างหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการมีชีวิตอยู่ สิทธิในที่อยู่อาศัย หรือสิทธิอื่นๆ ที่อยู่ในหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน 30 ข้อ
“นโยบายรัฐบาลมีแต่เรื่องเงิน จะทำยังไงให้ประเทศไทยไม่ป่วย จะทำยังไงเมื่อก่อนเราเป็นเสือตัวที่ 5 ตอนนี้เราเป็นเสืออะไร สุดท้ายแล้วพูดถึงแต่เรื่องต้องเอาเม็ดเงินมาลงทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น คำถามคือคุณแก้ถูกจุดหรือเปล่า คุณแก้กับคนที่ต้องการรวยขึ้นให้รวยขึ้นอีกหรือเปล่า”
“ทุกคนตอนนี้ยินดีที่จะให้สังคมโตขึ้น มีเศรษฐกิจที่พัฒนามากขึ้น แต่ยินดีที่จะโดนละเมิดสิทธิด้วยหรอ ดังนั้น 2 ขานี้มันต้องไปด้วยกันไม่ใช่ทำขาใดขาหนึ่งแล้ว แต่มีขาของคนจำนวนมากต้องขาดหรือได้รับผลกระทบ”
ในสายตาของเพชรรัตน์ แน่นอนว่าสิทธิมนุษยชนไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือยที่ต้องรอให้เศรษฐกิจดีก่อนถึงจะหยิบยกขึ้นมาพูดได้ แต่เรื่องสิทธิคือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญไม่แพ้ถนนหรือไฟฟ้า เธอชี้ให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเท่าเทียมทางเพศหรือกฎหมายป้องกันการทรมาน ล้วนเกิดจากการที่ประชาชนตัวเล็กตัวน้อยลุกขึ้นมาส่องไฟและส่งเสียงประคองความหวังนี้ไว้ด้วยกัน
วาระสิทธิมนุษยชนที่แอมเนสตี้อยากส่งต่อไปยังรัฐบาลชุดใหม่ครั้งนี้จึงครอบคลุมตั้งแต่การคืนพื้นที่พลเมืองให้ปลอดภัยจากการถูกกฎหมายความมั่นคงปิดปาก การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้หลุดพ้นจากวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด ไปจนถึงการมองเห็นกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดในสังคม ทั้งพนักงานบริการทางเพศ พี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองชาติพันธุ์ และเหยื่อจากการละเมิดสิทธิข้ามพรมแดนที่มักถูกทอดทิ้งในโลกที่เทคโนโลยีไร้ความรับผิดชอบ
“เราอยากให้ 20 ล้านเสียงไม่เงียบ อยากให้มาช่วยกันผลักให้ประเด็นสิทธิมนุษยชนอยู่ในกฎหมายสูงสุดประเทศให้ได้ ต่อมาคือการนิรโทษกรรมประชาชน เรายังมีความหวัง เราเชื่อว่าเพื่อนในเรือนจำที่เป็นนักกิจกรรม นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกจะได้ออกมา. และอย่างน้อยให้พื้นที่ภาคประชาสังคมและเรื่องสิทธิมนุษยชนยังอยู่ต่อไปในประเทศไทยและทั่วโลก”
บรรยากาศในวงเสวนา “Voice of Rights” ที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดขึ้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความหวังหลังการเลือกตั้ง 2569 ของเครือข่ายภาคประชาสังคมเท่านั้น ขณะที่ รัฐบาลใหม่อาจจะได้คะแนนเสียงมหาศาลเพื่อเข้าสู่อำนาจบริหาร แต่พวกเขาจะได้หัวใจและความศรัทธาอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อพวกเขามองเห็นความเป็นคนในทุกมิติโดยเฉพาะเรื่องสิทธิมนุษยชนในรูปแบบต่างๆ เพื่อทำให้มั่นใจว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำให้ไม่มีใครต้องถูกทิ้งไว้ในสมการของการพัฒนาหรือบริหารบ้านเมืองเพียงเพราะเสียงของเขาเบากว่าเสียงของผู้มีอำนาจหรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ ร่วมผลักดันวาระสิทธิมนุษยชน์กับแอมเนสตี้ ประเทศไทยได้ที่ https://bit.ly/47jIeQR




