ย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อน เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 กองทัพเมียนมาได้กระทำการรัฐประหาร และส่งประเทศเมียนมาที่กำลังฟื้นตัวกลับไปยังความมืดมนอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ประชาชนชาวเมียนมากลับไม่ยอมจำนนต่อการรัฐประหารครั้งนี้ ที่พรากความหวังและความฝันของพวกเขา หลายคนลุกขึ้นเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อต่อต้านรัฐบาลทหาร และเรียกร้องประชาธิปไตยให้กลับคืนมา ทว่าในที่สุด ผู้คนเหล่านี้กลับถูกปราบปรามอย่างรุนแรงโดยรัฐบาลทหาร ทั้งการจับกุม สังหาร และบังคับสูญหาย หลายคนตัดสินใจลี้ภัยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน หนึ่งในนั้นก็คือประเทศไทย
กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เสมสิกขาลัย ร่วมกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และ Asia Justice and Rights (AJAR) ได้จัดนิทรรศการ Blooming in Crisis and Uncomfortable Truth in Myanmar ที่จัดแสดงผลงานศิลปะหลายแขนงจากฝีมือของศิลปินเมียนมา เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความทุกข์ยาก แต่ขณะเดียวกัน ความหวัง ความแข็งแกร่ง และการยืนหยัดของผู้คนเหล่านี้ก็ยังคงเบ่งบานท่ามกลางวิกฤตหลายระลอกที่โถมซัด
ทั้งความขัดแย้งทางอาวุธภายในประเทศ การโจมตีชุมชนพลเรือนบริเวณชายแดน ซึ่งผลักให้ผู้คนต้องอพยพข้ามพรมแดนมายังประเทศไทย เพื่อความปลอดภัยในชีวิต ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความหวังว่าจะมีชีวิตรอดต่อไปในอนาคต
แรงงานอพยพชาวเมียนมา: ไร้เอกสาร-ไร้ตัวตน-ไร้สิทธิ
ในเวทีเสวนา “การโยกย้ายถิ่น การปราบปรามข้ามชาติ และความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างเมียนมาและไทย หลังปี 2021” เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นิน ชเว ซิน ไลน์ (Hnin Shwe Zin Hlaing) หัวหน้าฝ่ายนโยบายและการรณรงค์ เครือข่ายความร่วมมือเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ประเด็นผู้อพยพชาวเมียนมาในประเทศไทยไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ แต่การโยกย้ายถิ่นฐานข้ามพรมแดนระหว่างไทยกับเมียนมาเกิดขึ้นมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ เช่นเดียวกับการแลกเปลี่ยนสินค้า วัฒนธรรม ภาษา ทว่าในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา การโยกย้ายถิ่นฐานข้ามพรมแดนของชาวเมียนมามีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากปัจจัยที่ผลักให้พวกเขาย้ายถิ่นคือวิกฤตการเมืองและภัยธรรมชาติ
“หลังจากการลุกฮือเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในปี 2531 (หรือที่รู้จักกันในชื่อ เหตุการณ์ปฏิวัติเมียนมาปี 1988 หรือ “การลุกฮือ 8888” (8-8-88) ประชาชนชาวเมียนมาหลายพันคนต้องหนีออกจากประเทศ เนื่องจากการปราบปรามโดยรัฐบาลทหารและการล่มสลายทางเศรษฐกิจ รูปแบบเช่นนี้เกิดขึ้นอีกครั้งหลังการปฏิวัติผ้ากาสาวพัสตร์ (Saffron Revolution) ในปี 2550 และเหตุการณ์พายุไซโคลนนาร์กิส ในปี 2551 และดำเนินต่อไปตลอดทศวรรษจากความขัดแย้งทางอาวุธกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ เพราะฉะนั้น วิกฤตแต่ละครั้งผลักให้ประชาชนต้องหนีออกจากประเทศ การปราบปรามแต่ละครั้งก่อให้เกิดการอพยพ นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย”
ปัจจุบัน จำนวนผู้อพยพชาวเมียนมาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยยังไม่สามารถประเมินได้อย่างแน่ชัด มีการคาดการณ์ว่าอยู่ที่ประมาณ 6 – 7 ล้านคน และส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไม่มีเอกสารทางการ (undocumented) และเมื่อไม่มีเอกสารทางการที่ยืนยันตัวตน ทำให้ผู้คนเหล่านี้ต้องเผชิญกับปัญหาและความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะผู้หญิง
“เราไม่สามารถระบุจำนวนของแรงงานอพยพชาวเมียนมาที่เป็นผู้หญิงในประเทศไทยได้อย่างชัดเจน เนื่องจากหลายคนไม่มีเอกสารทางการ หลายคนถูกกีดกันออกจากระบบขึ้นทะเบียน หลายคนทำงานอยู่ในภาคแรงงานที่ไม่เป็นทางการ จึงไม่ได้มีข้อมูลอยู่ในระบบสถิติของทางการ พวกเขาเป็นประชากรที่มองไม่เห็น และการมองไม่เห็นทำให้พวกเขาหลุดจากระบบคุ้มครองแรงงาน” นิน ชเว ซิน ไลน์ กล่าว
นิน ชเว ซิน ไลน์ อธิบายว่า ก่อนปี 2564 การอพยพย้ายถิ่นฐานจะเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจ แต่การรัฐประหารในปี 2564 ได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง เนื่องจากการปราบปรามทางการเมืองในประเทศ ความขัดแย้งทางอาวุธที่ทวีความตึงเครียดไปทั่วประเทศ การล่มสลายทางเศรษฐกิจ ค่าเงินเฟ้อสูง วิถีชีวิตที่ถูกทำลายในชั่วข้ามคืน ความหวาดกลัวเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ดังนั้น การอพยพย้ายถิ่นหลังปี 2564 จึงเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญในแง่ของทักษะแรงงานและความเร่งด่วน
นอกจากนี้ ในปี 2567 การบังคับเกณฑ์ทหารกลายเป็นภัยชนิดใหม่สำหรับผู้หญิงและสมาชิกในครอบครัว เนื่องจากช่วงแรก การบังคับเกณฑ์ทหารจะพุ่งเป้าไปที่ผู้ชายวัยหนุ่ม แต่ภายหลังขยายไปยังผู้หญิงสาว ดังนั้น ครอบครัวที่เผชิญปัญหาทางด้านความมั่นคงอยู่แล้ว ก็ต้องเผชิญกับการที่ลูกหรือสมาชิกในครอบครัวถูกบังคับให้เข้าสู่ความขัดแย้งด้านอาวุธ ตามมาด้วยคลื่นการย้ายถิ่นฐานระลอกใหม่
“ดังนั้น หลังปี 2564 ชาวเมียนมาเป็นร้อยเป็นพันคนได้อพยพข้ามแดนอย่างไม่ปกติมายังประเทศไทย โดยไม่มีเอกสารทางการ เหนื่อยล้า เผชิญอันตราย และเต็มไปด้วยบาดแผลทางจิตใจ แต่ประเทศไทยก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดสำหรับผู้อพยพ โดยเฉพาะผู้หญิง ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ เครือข่ายแรงงานอพยพที่แข็งแรง ซึ่งถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด” นิน ชเว ซิน ไลน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การย้ายถิ่นฐานข้ามพรมแดนไม่ได้หมายความว่าชาวเมียนมาได้ผ่านพ้นปัญหาต่าง ๆ แต่การข้ามพรมแดนสำหรับผู้หญิงเมียนมาหมายถึงการต่อสู้ดิ้นรนครั้งใหม่ เพราะการที่ไม่มีเอกสารหรือไม่ได้ขึ้นทะเบียนแรงงาน หมายความว่าพวกเธอต้องหลบหนีออกจากประเทศอย่างเร่งด่วน เมื่อไม่มีเอกสารทางการ พวกเธอจึงไม่มีตัวตนในระบบกฎหมาย แต่กลับตกเป็นเป้าของการแสวงหาผลประโยชน์ในระดับสูง แรงงานและผู้หญิงจำนวนมากมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความเสี่ยง ถูกกีดกันออกจากการคุ้มครอง บางคนถูกจำกัดการเคลื่อนย้ายจากการที่รัฐไม่ออกเอกสารจากทางการให้
“ปัญหาหลักที่พบและทำให้ผู้หญิงกลุ่มนี้ตกอยู่ในความเสี่ยงคือเรื่องเพศ มีรายงานเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศในที่ทำงาน พวกเธอยังต้องเผชิญความเสี่ยงเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศและการค้ามนุษย์ รวมทั้งการแสวงหาประโยชน์จากการรับสมัครงาน บางคนมีลูกที่พากันอพยพมาจากประเทศต้นทาง บางคนมีลูกในประเทศที่พักพิง ทว่าไม่สามารถบอกใครได้ ต้องเก็บเป็นความลับ เนื่องจากกลัวจะสูญเสียงาน สูญเสียที่อยู่อาศัย ถูกแบล็กลิสต์ หรือถูกส่งตัวกลับ ดังนั้น คนกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มเปราะบางและมีความเสี่ยงในหลายระดับ พวกเธอเป็นชาวต่างชาติ เป็นแรงงานอพยพ และไม่มีเอกสารทางการ การอยู่โดยปราศจากเอกสารจากทางการนำไปสู่ความรู้สึกหวาดกลัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลัวถูกจับกุม กลัวถูกส่งกลับ และกลัวการแก้แค้นเอาคืน” นิน ชเว ซิน ไลน์ อธิบาย
นอกเหนือจากปัญหาและอุปสรรคจากการไร้เอกสารทางการ และความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีหรือส่งตัวกลับประเทศ ความไม่เท่าเทียมทางเพศยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้หญิงชาวเมียนมาที่เป็นผู้อพยพ นิน ชเว ซิน ไลน์ กล่าวว่า มีรายงานเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวและการล่วงละเมิดทางเพศต่อหญิงชาวเมียนมา โดยที่ผู้ละเมิดเป็นชาวเมียนมาด้วยกัน ทว่าผู้ถูกละเมิดกลับไม่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือจากภาครัฐหรือภาคประชาสังคมได้ เนื่องจากผู้หญิงเหล่านี้อาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่าง “ผิดกฎหมาย” แม้ว่าจะต้องการแจ้งความ แต่ก็พบกับอุปสรรคมากมาย เช่น กำแพงภาษา การขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบกฎหมายไทย และการเลือกปฏิบัติ เนื่องจากทั้งผู้ละเมิดและผู้ถูกละเมิดต่างเป็นชาวเมียนมา ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงมองว่าเป็นปัญหาของทั้งสองฝ่าย ต้องหาทางแก้ไขเอง เจ้าหน้าที่ทำอะไรไม่ได้
“สิ่งที่ฉันอยากจะเน้นย้ำก็คือ เราจำเป็นต้องมองเห็นความไม่เท่าเทียมกัน แม้กระทั่งภายในชุมชนแรงงานอพยพ โดยเฉพาะผู้หญิง กลุ่มที่มีทรัพยากร เช่น เงิน การศึกษา และเครือข่ายทางสังคม มักจะรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ได้ดีกว่านิดหน่อย ในขณะที่ผู้หญิงที่อายุน้อย ไม่มีเอกสารทางการ ไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ หรือไม่มีเส้นสาย กลับตกอยู่ในความเสี่ยงมากกว่าอย่างไม่น่าเชื่อ”
การปราบปรามข้ามชาติ (Transnational Repression) ภัยคุกคามผู้ลี้ภัยเมียนมา
ไม่เฉพาะภาวะไร้ตัวตน-ไร้สิทธิ จากการเป็นผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารทางการเท่านั้น แต่ผู้อพยพชาวเมียนมาหลายคนยังต้องเผชิญกับ “การปราบปรามข้ามชาติ” หรือ Transnational Repression ซึ่งหมายถึงการที่รัฐบาลประเทศหนึ่งใช้อำนาจปราบปรามผู้เห็นต่างจากรัฐ ที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ โดยหลายครั้งเป็นการร่วมมือกับรัฐบาลประเทศปลายทางในการปราบปรามผู้ลี้ภัยเหล่านี้
ดร. สไล วานนิ บาวี (Dr. Salai Vanni Bawi) นักวิจัยจากรัฐชิน ประเทศเมียนมา ได้ทำการศึกษาการปราบปรามข้ามชาติที่รัฐบาลทหารเมียนมากระทำต่อประชาชนที่อพยพไปยังต่างประเทศ โดยศึกษากลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม ได้แก่ นักการเมืองที่หลบหนีจากการประหัตประหารในเมียนมา นักกิจกรรมที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และสื่อมวลชน และพบว่า
“ในประเด็นการปราบปรามข้ามชาติ เราจะเห็นลักษณะสำคัญ 4 ประการ ที่รัฐบาลอำนาจนิยมมักจะใช้ ไม่เพียงแต่ในประเทศ แต่ยังใช้ในนอกประเทศด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่การปราบปรามข้ามชาติไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภายในประเทศเท่านั้น แต่เกิดขึ้นข้ามพรมแดน และคุณจะเห็นว่ามีการบังคับบุคคลให้สูญหายเกิดขึ้น ลักษณะอย่างที่สอง คือการชักจูงให้สถาบันทางการเมืองต่าง ๆ จับกุมผู้คนจากประเทศอื่น และส่งตัวกลับมายังประเทศต้นทาง รวมทั้งการจำกัดการเดินทางเคลื่อนที่ ผู้คนจำนวนมากถูกระงับพาสปอร์ต นักการเมืองที่ลี้ภัยไปยังต่างประเทศไม่สามารถเดินทางต่อไปยังประเทศอื่ นๆ ได้ ลักษณะประการที่สี่คือ การคุกคามจากระยะไกล ชาวเมียนมาบางคน โดยเฉพาะนักกิจกรรม นักการเมือง และสื่อมวลชน ที่แม้จะไม่ได้อาศัยอยู่ในเมียนมา แต่ครอบครัวของพวกเขากลับถูกติดตาม หากคนไหนแสดงความคิดเห็นในพื้นที่สาธารณะ ครอบครัวของพวกเขาจะถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่” สไลอธิบาย
สไลกล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และปฏิเสธที่จะทำงานรับใช้รัฐบาลทหาร (Civil Disobedience Movement – CDM) เช่น แพทย์ ครู ที่หนีจากเมียนมามายังประเทศไทยยังต้องเผชิญความยากลำบากในการขอเอกสารยืนยันตัวตนจากทางการ เนื่องจากรัฐบาลทหารสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของบุคคลเหล่านี้ ส่งผลให้พวกเขาต้องเผชิญความยากลำบากในการเดินทางและลี้ภัยในต่างประเทศ แม้กระทั่งแรงงานอพยพเองก็ต้องเผชิญกับการปราบปรามโดยจำกัดการเคลื่อนย้าย ผ่านกระบวนการเอกสารยืนยันตัวตนเช่นกัน โดยสไลกล่าวว่า พาสปอร์ตที่ออกโดยรัฐบาลทหารมักจะระบุว่า “เฉพาะเดินทางไปยังประเทศไทยเท่านั้น” ทำให้ผู้อพยพชาวเมียนมาไม่สามารถเดินทางออกไปยังประเทศอื่นได้
“เมื่อมีการรัฐประหารในปี 2564 แรงงานอพยพจำนวนมาก รวมทั้งนักการเมืองที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศล้วนมีส่วนร่วมอย่างมากในการสนับสนุนการต่อต้านรัฐบาลทหารในประเทศบ้านเกิด แต่หลังจากที่รัฐบาลทหารมีมาตรการเข้มงวดในการออกพาสปอร์ต โดยใช้อำนาจในการพูดคุยกับรัฐบาลต่างประเทศให้มีมาตรการเข้มงวดในการออกพาสปอร์ตให้กับชาวเมียนมาที่อาศัยอยู่ในประเทศนั้น ๆ แม้กระทั่งการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมยังเกรงกลัวที่จะมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้คนเหล่านี้”
บทบาทของรัฐไทยในความสัมพันธ์กับเมียนมา
แม้ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาความมั่นคงชายแดนในความขัดแย้งกับประเทศกัมพูชา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเด็นปัญหาบริเวณชายแดนเมียนมาและผู้อพยพชาวเมียนมาก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน และเรียกร้องการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน
ดร. ลลิตา หาญวงษ์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์สมัยใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศเมียนมา กล่าวว่า ประเด็นความมั่นคงกำลังกลายเป็นมิติที่สำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในการรับมือกับเมียนมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรงงาน และความมั่นคงชายแดน รวมทั้งประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและการค้า ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเมียนมายังคงเป็นแบบรัฐต่อรัฐ (G2G)
ในมุมมองของลลิตา แม้ประเด็นของเมียนมายังไม่ได้ถูกจัดลำดับความสำคัญไว้เหนือกว่ากัมพูชา แต่ก็ยังมีสัญญาณบางอย่างที่สะท้อนถึงความก้าวหน้าทางการทูตของไทยกับเมียนมา และหากความขัดแย้งกับกัมพูชาลดลง เมียนมาจะกลับมามีความสำคัญ โดยลลิตาตั้งข้อสังเกตว่า
“ราว 6 – 8 เดือนที่ผ่านมานี้ เราอาจจะเห็นสิ่งที่ฉันมักจะเรียกว่าความก้าวหน้าทางการทูตในเมียนมา แต่นี่เป็นเพียงข้อสังเกตของฉัน ฉันเข้าใจว่าคุณสีหศักดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนปัจจุบันให้ความสนใจเกี่ยวกับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และฉันเชื่อว่าเขาให้ความสนใจและกล่าวได้ว่าความเชี่ยวชาญของเขาคือประเด็นเกี่ยวกับเมียนมา เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นเจ้าหน้าที่คนสำคัญของรัฐเดินทางไปพบรัฐบาลเมียนมา ทั้งคุณสีหศักดิ์เอง เมื่อไม่กี่วันมานี้ หรือผู้บัญชาการกองทัพอากาศที่เดินทางไปยังกรุงเนปิดอว์ รวมทั้งข่าวคราวที่ประเทศไทยพยายามวางกรอบทางการทูต โดยเฉพาะเมื่อคุณสีหศักดิ์ประกาศว่าเขาต้องการให้ประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการในกระบวนการสันติภาพในเมียนมา เพราะฉะนั้น เมียนมาไม่ได้มีความสำคัญลำดับแรกๆ ในขณะนี้ แต่ก็ยังคงมีความสำคัญมาก ๆ”
นอกจากนี้ ลลิตายังสังเกตว่า การที่ผู้บัญชาการทหารอากาศของไทยเดินทางไปยังกรุงเนปิดอว์ ซึ่งเป็นการเยี่ยมเยียนอย่างเป็นทางการ นับเป็นวาระที่สำคัญในการกลับไปเชื่อมความสัมพันธ์กับรัฐบาลเมียนมา และพยายามให้ทางรัฐบาลเมียนมาช่วยรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมา และบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา อย่างการโจมตีทางอากาศของกองทัพอากาศเมียนมาในรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนชายแดนของไทย
“การจัดลำดับความสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เมียนมา และมันยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากที่คุณสีหศักดิ์เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ธุรกิจและความมั่นคงชายแดนต้องมาด้วยกัน ฉันเชื่อว่านี่เป็นสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศและสภาความมั่นคงแห่งชาติพยายามจะโฟกัส” ลลิตากล่าว พร้อมย้ำว่า
“สิ่งที่ฉันไม่เคยเห็นมาเป็นเวลานานแล้ว คือการพัฒนาที่เกิดขึ้นจากทางฝั่งไทยไปสู่เมียนมา แหล่งข้อมูลของฉันคนหนึ่งกล่าวว่า นี่เป็นเวลาที่เขารู้สึกดีมากขึ้นกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ใช่เกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเมียนมา เพราะฉะนั้น ฉันคิดว่าคุณอาจจะเห็นการพัฒนามากขึ้นจากหน่วยงานรัฐของไทย และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยที่เดินทางไปยังเมียนมา ฉันคิดว่ามันเป็นแนวทางที่ดี หากประเทศไทยจะพบทางออกในการพูดคุยกับทุกฝ่าย”
“ความร่วมมืออย่างเป็นหนึ่งเดียว” ทางออกที่ยั่งยืนระหว่างไทย-เมียนมา
จากการศึกษาเรื่องการปราบปรามข้ามชาติ สไลมองว่า แม้รัฐบาลไทยจะไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรงในการปราบปรามข้ามชาติ แต่การส่งกลับผู้อพยพชาวเมียนมาก็ส่งผลกระทบต่อผู้คนเหล่านี้ไม่น้อย เนื่องจากผู้ที่ถูกส่งตัวกลับเหล่านี้มักจะถูกสังหารบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา เพราะฉะนั้น รัฐบาลไทยต้องทำความเข้าใจเรื่องการปราบปรามข้ามชาติ และมีมาตรการเกี่ยวกับการออกเอกสารยืนยันตัวตนให้กับผู้อพยพชาวเมียนมา รวมทั้งต้องมีปฏิบัติการร่วม (Collective Actions) เพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน เกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้อพยพชาวเมียนมา
ด้านลลิตาให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมายังไม่มีภาคประชาสังคมที่เป็นตัวแทนของชาวพม่าโดยตรง เมื่อเทียบกับกลุ่มชาติพันธุ์อย่างชาวกะเหรี่ยง ที่มีองค์กรภาคประชาสังคมอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ที่สามารถให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ ได้ ดังนั้น ลลิตามองว่า รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมา (NUG) อาจจะต้องเข้ามามีบทบาทนำในการเป็นตัวแทนให้กับชาวพม่าและแรงงานอพยพในประเทศไทย รวมทั้งต้องพูดคุยกับองค์กรภาคประชาสังคมเกี่ยวกับวาระทางการเมืองโดยเฉพาะ
ความก้าวหน้าประการหนึ่งในการจัดการปัญหาผู้อพยพชาวเมียนมา คือการอนุญาตให้ผู้อพยพเหล่านี้ได้ทำงาน ซึ่งลลิตามองว่าขั้นตอนแรกอาจจะไม่ง่าย แต่หากมีการเริ่มต้นแล้ว ขั้นตอนต่อๆ ไปก็อาจจะราบรื่นขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีบางประเด็นที่ต้องคำนึงถึง นั่นคือการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ
“สำหรับรัฐบาลไทย คือเมื่อเกิดปัญหาขึ้น หรือพวกเขาต้องการความร่วมมือจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย คำถามสำคัญก็คือ ใครจะเป็น ‘เจ้าภาพ’ ใครจะเป็นผู้นำเรื่องนี้ คุณคิดว่าผู้อพยพต้องเป็นเรื่องของกระทรวงมหาดไทย แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น เพราะฉันมีโอกาสได้ทำงานในรัฐสภาไทย โดยเฉพาะในคณะกรรมาธิการด้านความมั่นคงและกิจการชายแดน ฉันเข้าใจว่าก่อนที่กฎหมายนี้จะออกมา ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในอดีต ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน แม้แต่กองทัพไทย รวมทั้งบุคคลอีกมากมายจำเป็นต้องเดินไปข้างหน้าด้วยกัน และบอกว่า ‘นี่คือเส้นทางที่เราจะก้าวไป และเราต้องทำงานร่วมกัน’ เรื่องนี้มักจะเป็นเรื่องยากเสมอในประเทศไทย ฉันก็หวังว่าในอนาคตเราจะไม่ต้องมานั่งคิดว่าใครจะเป็นเจ้าภาพเรื่องนั้นเรื่องนี้อีกต่อไป ทุกคนต้องร่วมมือกันและร่วมกันเป็นเจ้าภาพเรื่องนี้ด้วยกัน” ลลิตากล่าว
นอกจากนี้ อุปสรรคอย่างหนึ่งที่แรงงานอพยพชาวเมียนมายังต้องเผชิญ คือแนวคิดชาตินิยม ที่กำลังแพร่หลายอยู่ในประเทศไทยในรูปแบบวาทกรรมต่างๆ ซึ่งลลิตามองว่าไม่อาจมองข้ามได้ เช่น การอ้างว่าแรงงานอพยพชาวเมียนมาจะมาแย่งงานคนไทย หรือการสร้างประเด็นว่าแรงงานอพยพชาวเมียนมานั้นเป็นผู้สนับสนุนความรุนแรง เป็นต้น ขณะที่ นิน ชเว ซิน ไลน์ มองว่า รัฐบาลไทยต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของการอพยพและเหตุผลของการอพยพ เพื่อนำไปสู่การสร้างมาตรการรับรองสถานะแรงงานอพยพชาวเมียนมาที่ไม่มีเอกสาร เพราะที่ผ่านมา ผู้อพยพชาวเมียนมามักจะมี “บัตรสีชมพู” เพื่อแสดงตัวตน โดยเป็นเอกสารที่ทำผ่านนายหน้า ซึ่งมักจะนำไปสู่การแสวงหาประโยชน์
“ฉันอยากจะเน้นเรื่องการสร้างระบบช่วยเหลือแรงงานอพยพที่ไม่มีเอกสาร โดยเฉพาะผู้ที่ประสบกับความรุนแรงมาก่อน เพราะบุคคลเหล่านี้ เมื่อไม่มีเอกสารก็จะต้องเผชิญกับความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการถูกจับกุม การถูกส่งกลับ และไม่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือได้” นิน ชเว ซิน ไลน์ กล่าว
สำหรับสไล ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับประเด็นแรงงานอพยพชาวเมียนมา มี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับรัฐบาล ภาคประชาสังคม และระดับปัจเจก
“รัฐบาลไทยต้องรับรองความปลอดภัยของชาวเมียนมา โดยยึดถือหลักการไม่ส่งกลับ (non-refoulement) ต่อชาวเมียนมาที่พยายามขอความช่วยเหลือจากไทย เพราะเราไม่ได้มาเพื่อสร้างปัญหา แต่เราขอความช่วยเหลือจากประชาชนชาวไทยและรัฐบาลไทย ผมไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้จะเป็นไปได้ในเชิงนโยบายหรือไม่ แต่ผู้คนเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองในทางมนุษยธรรม ผ่านโครงการต่างๆ หรือกระบวนการทำเอกสารแสดงตัวตน รัฐบาลไทยสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในการออกเอกสารยืนยันตัวตนได้”
“บางครั้งเราก็ไม่ได้เผชิญปัญหาเกี่ยวกับการเป็นผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารเท่านั้น แต่เรายังเผชิญกับแรงกดดันจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง การบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือในการกดดันพวกเราเช่นกัน”
สำหรับภาคประชาสังคม สไลเสนอว่า องค์กรภาคประชาสังคมทั้งของไทยและเมียนมาจะต้องร่วมมือกันในการปกป้องคุ้มครองผู้อพยพ โดยเฉพาะผู้ที่พยายามเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กับนักการเมืองและนักกิจกรรม แต่กลับถูกคุกคาม นอกจากนี้ องค์กรภาคประชาสังคมของทั้งสองประเทศควรช่วยเหลือให้ผู้อพยพชาวเมียนมาได้สามารถเข้าถึงสิทธิในการศึกษาและการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับระบบกฎหมายและวัฒนธรรมไทย
ส่วนในระดับปัจเจก คนทั่วไปอาจมีบทบาทในแง่การยุติการเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความเกลียดชังต่อชาวเมียนมา และเผยแพร่ข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่าชาวไทยและชาวเมียนมาสามารถทำงานร่วมกันได้
“กรณีที่เกิดขึ้นภายในชุมชนในขณะนี้ ระหว่างกลุ่มชาตินิยมกับแรงงานอพยพชาวเมียนมา เนื่องจากมีการเผยแพร่ข้อมูลผิด ๆ ในโซเชียลมีเดีย จึงต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่าชาวไทยและชาวเมียนมาสามารถทำงานร่วมกันได้ เราจะให้การศึกษาเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างไร หรือแบ่งปันข้อมูลกันอย่างไร เพื่อยุติการเผยแพร่ข้อมูลผิด ๆ หรือข้อมูลที่บิดเบือนในโซเชียลมีเดีย ในเชิงปัจเจก เราต้องไม่เชื่อข่าวลือ รวมทั้งข้อมูลผิด ๆ ในโลกออนไลน์ ผมเชื่อว่าสังคมไทยและชุมชนชาวเมียนมาสามารถร่วมมือกันได้ในการพูดคุยหาทางออก” สไลกล่าว
“คำถามที่ว่าเราจะสร้างความเป็นหนึ่ง สร้างความร่วมมือระหว่างผู้คนได้อย่างไร มันเป็นวิธีการที่ถูกต้องในการรับมือกับปัญหาในประเทศไทย เพราะผลกระทบมันเกิดขึ้นจริง คนถูกจับจริง ถูกส่งกลับไปยังเมียนมาจริง เราจำเป็นต้องพูดถึงทางออกที่เป็นรูปธรรมเดี๋ยวนี้” ลลิตาสรุป




