ลองนึกภาพตัวเองในอีก 3 ปีข้างหน้า เราอาจนึกถึงการวางแผนชีวิต การทำงาน การดูแลครอบครัว หรืออย่างน้อยก็หวังว่าจะมีสุขภาพที่ดีพอที่จะใช้ชีวิตเดินไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น แต่สำหรับ “พายุ บุญโสภณ”เมื่อมองย้อนกลับไป 3 ปีที่ผ่านมา ชีวิตของเขาต้องผูกติดอยู่กับวันที่เขาสูญเสียดวงตาข้างขวาไปตลอดกาลในทุกเดือนพฤศจิกายนที่หมุนเวียนมาบรรจบในทุกปี เพียงเพราะเขาเลือกออกไปยืนอยู่ข้างชุมชนของตัวเอง และใช้สิทธิในการชุมนุมประท้วงโดยสงบในม็อบราษฎรหยุด APEC 2022

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ พายุยังไม่เคยได้รับการเยียวยา ยังไม่รู้ว่าใครคือต้นตอของกระสุนยางที่พรากการมองเห็นไป และยังต้องต่อสู้ในฐานะจำเลยในคดีอาญา ทั้งที่ตัวเองคือผู้ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมโดยรัฐ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งของโลกในนามของความยุติธรรม คนอย่างเขาควรได้รับการปกป้องมากกว่าถูกผลักให้ไปยืนอยู่ในมุมมืดของกระบวนการยุติธรรม และเกิดวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐที่ยาวนานมาถึงทุกวันนี้
จากคนอีสานธรรมดา สู่การเป็น “เป้าหมาย” ของความรุนแรงโดยรัฐ
พายุเติบโตมาจากภาคอีสาน ชีวิตของเขามีจุดเริ่มต้นสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เรียนในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เพราะสมัครเข้าชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จากนั้นเริ่มขยับความสนใจมากขึ้นเมื่อเข้าเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มดาวดิน ปัจจุบันเขาเป็นนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและที่ปรึกษากฎหมายสิทธิมนุษยชน ที่เลือกใช้ความรู้ด้านกฎหมายมาปกป้องสิทธิในที่ดินทำกิน และคัดค้านนโยบายหรือกฎหมายที่กระทบชีวิตชาวบ้านในต่างจังหวัด และในแต่ละวันของเขา คือการใช้เวลากับการลงพื้นที่ไปพูดคุยกับชุมชน ติดตามสถานการณ์โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบต่อผืนดิน ผืนน้ำ และวิถีชีวิตของผู้คน หากมีโอกาสที่จะทำได้
จากการที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับพายุ สิ่งที่เขาย้ำเสมอคือเขาอยากเห็นคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือคนอีสาน บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง มีสิทธิที่จะกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองได้จริงๆ ในเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในที่ดินทำกิน สิทธิในที่อยู่อาศัยในการอยู่กับชุมชนของตัวเอง สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก และสิทธิที่จะไม่ถูกใช้ความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่รัฐ
สำหรับพายุ การทำงานของเขาไม่ใช่แค่ช่วยเหลือคดีความให้ชาวบ้านในชุมชนเท่านั้น แต่ชีวิตประจำวันของเขาส่วนใหญ่ คือการทำให้คนในพื้นที่บ้านเกิดของตัวเองรู้เท่าทันสิทธิของตัวเอง เข้าใจว่าตัวเองมีสิทธิอะไรบ้าง จะป้องกันการถูกละเมิดได้อย่างไร เพื่อที่ทุกคนจะได้ลุกขึ้นมาทวงถามความยุติธรรมได้แบบไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนตัวเล็กจนคิดว่าเสียงไม่ดังพอหากออกมาพูดให้สังคมรับรู้
ถ้าทำได้มากกว่านั้น เขายังหวังให้คนไทยและคนทั่วโลกมองเห็นและเข้าใจเรื่องการละเมิดสิทธิในบ้านเกิดของเขาว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การทำให้คนรับรู้เรื่องราวและเกิดขึ้นเพียงความสงสารชั่วคราว แต่ต้องการให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทำให้คนที่ผ่านมาเห็น รู้เท่าทันอำนาจของรัฐที่ทำให้ความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อที่วันหนึ่งคนธรรมดาจะได้ไม่ต้องมีราคาที่ต้องจ่ายจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมชนุมประท้วงโดยสงบ ด้วยการสูญเสียร่างกายหรือสูญเสียดวงตา เพียงเพราะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตัวเองและชุมชนอีกต่อไป
“เป้าหมายของการทำงานในทุกวันนี้ก็เพื่อที่จะได้เห็นคนอีสาน คนในบ้านเกิดของเรา สามารถกำหนดชะตาชีวิตและอนาคตของตัวเองได้ จากการใช้สิทธิเสรีภาพ”
นอกจากการทำงานเรื่องสิทธิในที่ดินทำกินและการกระจายอำนาจแล้ว พายุยังเป็นหนึ่งในคนที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับกระแสการฟอกเขียว (greenwashing) อย่างต่อเนื่อง ในสายตาของเขา คำว่าพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มักถูกหยิบมาใช้ในรูปแบบนโยบายของรัฐและบรรษัทขนาดใหญ่ ที่วาดภาพให้เป็นสิ่งที่ดูดีในสายตาของผู้พบเห็น แต่เมื่อมองลงไปถึงผลกระทบจริงที่เกิดขึ้นกับชุมชนในพื้นที่ กลับพบว่าคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือกลุ่มนายทุน มากกว่าชาวชุมชนหรือคนที่อาศัยอยู่กับผืนดิน ผืนน้ำ และป่าจริงๆ
พายุเล่าว่า หลายโครงการของรัฐมักถูกเสนอว่าเป็นโครงการสีเขียว อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ ผ่านการใช้คำศัพท์ที่ทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ดี เช่น พูดถึงการกักเก็บคาร์บอน การปลูกป่า การใช้พลังงานสะอาด หรือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ยั่งยืน แต่เบื้องหลังกลับตามมาด้วยการยึดพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน การจำกัดสิทธิในการใช้ทรัพยากร หรือการผลักให้คนท้องถิ่นต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตและวัฒนธรรม เพื่อรองรับโครงการที่ตัวเองไม่ได้มีส่วนร่วมตัดสินใจตั้งแต่เริ่มต้น
เขาจึงไม่ได้มองคำว่าฟอกเขียวเป็นคำศัพท์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีงาม แต่คำนี้เป็นเพียงวาทกรรมสวยหรูที่แอบแฝงไปด้วยโครงการต่างๆ ที่กระทบสิทธิของผู้คน ด้วยการห่อหุ้มผ่านภาพลักษณ์ที่ดูดีจนคนภายนอกเชื่อว่าทุกอย่างกำลังไปในทิศทางที่ถูกต้อง สำหรับพายุการออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน การฟอกเขียว หรือ greenwashing จึงไม่ใช่การคัดค้านความยั่งยืน แต่คือการตั้งคำถามให้ชัดว่า ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากคำว่ายั่งยืนผ่านคำนี้ และคนในพื้นที่มีสิทธิกำหนดอนาคตของตัวเองในนามของการพัฒนาผ่านคำนี้หรือไม่
ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่พายุยังคงยืนยันว่า เขาจะเลือกยืนข้างชุมชนและไม่ยอมจำนนที่จะปล่อยให้วาทกรรมคำว่าฟอกเขียว หรือ greenwashing ถูกสร้างขึ้นมาเป็นคำเชิงบวกที่ออกแบบมาเพื่อบดบังความจริงที่ทำให้คนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ต้องเป็นฝ่ายได้รับผลกระทบมากที่สุดจากโครงการพัมนาที่ไม่เคยได้มีโอกาสให้เขาเลือกเลยตั้งแต่ต้น
18 พฤศจิกายน 2022 ม็อบราษฎรหยุด APEC วันที่ดวงตาข้างหนึ่งมืดดับ
วันที่ 18 พฤศจิกายน 2565 ระหว่างการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย – แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation : APEC) APEC 2022 พายุคือหนึ่งในผู้ชุมนุมที่ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของรัฐบาล ด้วยความตั้งใจว่าประชาชนควรมีสิทธิตั้งคำถามกับนโยบายที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตผู้คนจำนวนมาก การชุมนุมในวันนั้นแม้จะเป็นการชุมนุมโดยสงบ แต่สิ่งที่ผู้เข้าร่วมได้รับกลับมาคือกระสุนยาง แรงปะทะ และการสลายการชุมนุมด้วยกำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ ในวันนั้นพายุถูกยิงด้วยกระสุนยางในระยะประชิด ความรุนแรงเพียงแค่ไม่กี่เสี้ยววินาทีที่เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้เขาต้องสูญเสียการมองเห็นในดวงตาข้างขวาไปตลอดชีวิต
ปัจจุบันปี 2568 ผ่านมา 3 ปีเต็ม นับจากวันที่พายุสูญเสียดวงตาข้างขวา พบว่าแทนที่รัฐจะก้าวเข้ามาพูดถึงคำว่าการเยียวยา หรือรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาอย่างไรได้บ้าง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นตรงกันข้าม พายุต้องกลายมาเป็นจำเลยในคดีอาญา ถูกตั้งข้อหาร่วมกับเพื่อนนักกิจกรรมอีก 25 คน ก่อนที่ศาลจะตัดสินให้เขาเป็นผู้กระทำผิดและต้องจ่ายค่าปรับ ขณะเดียวกัน คดีที่พายุเป็นฝ่ายยื่นฟ้องตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น เพื่อขอให้มีการสอบสวนอย่างเป็นธรรม และเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายที่เขาได้รับกลับแทบไม่ขยับไปไหนเลยมาถึงทุกวันนี้
3 ปีผ่านไป ดวงตาข้างขวาของพายุไม่มีวันกลับมา และต้องไปพบกับคุณหมอตามนัดในทุกปี แน่นอนว่าวิถีชีวิตของเขาต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล โดยที่ยังไม่มีใครต้องมารับผิดชอบ ผ่านวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดที่ยังเกิดขึ้นในประเทศไทย และสำหรับพายุ คำว่าความยุติธรรมก็ยังคงเป็นสิ่งที่รู้สึกว่า คำๆ นี้ยังอยู่ไกลเกินจะเอื้อมถึง ทั้งสำหรับเขาและเพื่อนร่วมอุดมการณ์ในวันนั้น
เมื่อการลอยนวลพ้นผิดกลายเป็น “วัฒนธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ”
ถ้ามองแค่เรื่องของพายุเพียงคนเดียว อาจเหมือนเป็นคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่ในมุมของเขา เรื่องนี้สะท้อนถึงปัญหาที่ฝังลึกกว่านั้น เพราะพายุเชื่อว่าการลอยนวลพ้นผิดกลายเป็นวัฒนธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐไปแล้ว เมื่อผู้มีอำนาจถือว่าตัวเองสามารถทำร้ายหรือจัดการกับประชาชนที่อยู่ภายใต้อำนาจได้ โดยไม่ต้องกลัวผลลัพธ์หรือไม่ต้องกลัวการถูกตรวจสอบเมื่อกระทำผิด
ทั้งที่เจ้าหน้าที่รัฐควรเป็นคนที่ใช้อำนาจเพื่อปกป้องประชาชน แต่ในหลายกรณีกลับพบว่าอำนาจเดียวกันกลับถูกนำมาใช้ทำร้าย ข่มขู่ คุกคาม และเมื่อความจริงเดินไปไม่สุดทาง ความเสียหายทั้งหมดจึงไปจบลงที่ตัวผู้ถูกละเมิดนั่นก็คือประชาชน สำหรับกรณีของพายุจึงไม่ได้เป็นเพียงบาดแผลส่วนตัวของเขาเพียงคนเดียว แต่อาจคือคำถามใหญ่ต่อระบบยุติธรรมในประเทศนี้ว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนคนธรรมดามีคุณค่ามากแค่ไหนในสายตาของเจ้าหน้าที่รัฐ
“เขียน เปลี่ยน โลก” เมื่อความคิดคืออาวุธ และจดหมายคือการต่อสู้
ในทุกๆ เดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ของแต่ละปี แคมเปญ “Write for Rights หรือ เขียน เปลี่ยน โลก” ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล จะชวนผู้คนทั่วโลกมาร่วมกันต่อสู้กับความอยุติธรรม คนจากหลายประเทศทั่วโลกจะพร้อมใจกันเขียนจดหมาย เขียนโปสการ์ด ส่งข้อความ ร่วมลงชื่อในแคมเปญออนไลน์ หรือใช้แฮชแท็กบนโลกโซเชียล เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ปีนี้ประเทศไทยได้นำเรื่องราวของ “พายุ บุญโสภณ” มาเป็นอีกกรณีหนึ่งที่หยิบยกเรื่องราวขึ้นมาเล่าให้โลกฟัง
การที่พายุเข้ามาเป็นหนึ่งในกรณีของแคมเปญ Write For Rights ปีนี้ เมื่อถามว่าเขารู้สึกอย่างไรบ้าง พายุพูดเสมอว่า เขาไม่ได้มองตัวเองแค่ในฐานะการเป็นเหยื่อของวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น แต่เขาหวังว่าประสบการณ์ของตัวเองที่พบเจอจะเป็นจุดสิ้นสุดของความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของเรื่องเล่าแบบนี้อีกต่อไป แต่ต้องเป็นตัวอย่างสุดท้ายที่สังคมยอมรับร่วมกันว่าพอแล้วกับการที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรง ละเมิดสิทธิ และไม่ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น

พายุหวังว่าคนที่ได้รับรู้เรื่องราวของเขาจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไป แต่จะทำอะไรบางอย่างไม่ว่าจะเป็นการเขียนจดหมาย ร่วมลงชื่อ ส่งข้อความ หรือเล่าเรื่องนี้ต่อๆ กันไป เพื่อให้รัฐต้องหันกลับมาทบทวนและตระหนักว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องปกติ และไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากลอย่างที่ควรจะเป็น และเมื่อพูดถึงการเขียน พายุไม่ได้มองว่าคือการเขียนอะไรไปเรื่อยๆ บนกระดาษหรือการพิมพ์ข้อความสื่อสารธรรมดาทั่วไปเท่านั้น สำหรับเขา การเขียนคือการส่งต่อวิธีคิด ประสบการณ์ และอุดมการณ์ของคนๆ หนึ่ง ผ่านการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกในแบบที่ตัวเองทำได้ เขาเชื่อว่าการเขียนมีพลังไม่แพ้การแสดงออกในรูปแบบอื่นๆ เพราะแต่ละคนมีวิธีคิด ความถนัด และมีบุคลิกในการต่อสู้ไม่เหมือนกัน
“บางคนอาจยืนอยู่แนวหน้าในการต่อสู้ บางคนอาจพูดออกมา บางคนอาจวาดรูป
และบางคนอาจเลือกเขียนเพื่อบอกกับโลกว่า เรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครอีกต่อไปแล้ว”
“จริงๆ ถ้าเปรียบเทียบ ความคิดคืออาวุธอย่างหนึ่งในการแสดงออก การเขียนก็เช่นกัน การเขียนคือการส่งต่อ ถ่ายทอดเรื่องราวหรือส่งต่อวิธีคิด ส่งต่อความคิด อุดมการณ์ต่างๆ ที่เราต้องการที่จะสื่อสารออกไป”
“การเขียนสำหรับผม ยังเชื่อว่ามันเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้ เราสามารถทำให้ผู้ที่ได้รับข้อความตรงนั้นเข้าใจ และอยากจะสื่อสารอะไรต่อไปเรื่อยๆ”
แม้จดหมายหนึ่งฉบับอาจไม่สามารถพาโลกหมุนกลับหรือหมุนทวนเข็มนาฬิกาไปแก้ไขบางสิ่งบางอย่างที่เคยเกิดขึ้นได้ แต่สำหรับแคมเปญ Write For Rights ของแอมเนสตี้ จดหมายหลายล้านฉบับที่ส่งถึงผู้มีอำนาจทั่วโลก เคยช่วยทำให้ผู้ต้องขัง ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ ผู้ที่ไม่ได้รับความยุติธรรม ได้รับการปล่อยตัวมาแล้ว และการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในแคมเปญ Write For Rights เคยช่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องออกมาชี้แจง และเคยช่วยให้ผู้ถูกละเมิดรู้ว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้ง
“ผมก็อยากให้ทุกคนมาร่วมแคมเปญ Write For Rights มาเขียน เปลี่ยน โลกไปด้วยกัน ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องราวของผม แต่เป็นเรื่องราวของทุกคนในปีนี้”
สิ่งที่พายุอยากฝากไว้ ไม่ใช่แค่เพื่อเขา แต่เพื่อทุกคน
พายุบอกว่าเขารู้สึกขอบคุณที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่เลือกหยิบเรื่องของเขาขึ้นมาพูดในแคมเปญ Write for Rights เขียน เปลี่ยน โลก ในปี 2025 นี้ เขาอยากชวนให้ทุกคนลองเปิดอ่านเรื่องราวของผู้ถูกละเมิดสิทธิในปีนี้ ทั้งคนที่ถูกคุกคาม ถูกทรมาน หรือถูกทำให้เงียบ ไม่กล้าใช้สิทธิ ไม่กล้าใช้เสรีภาพในรูปแบบต่างๆ และมาร่วมกันลองถามตัวเองว่า เราจะทำอะไรได้บ้างกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งบางทีคำตอบอาจเริ่มจากการเขียน
ไม่ว่าจะเป็นการเขียนเพื่อส่งกำลังใจให้พายุและคนอื่นๆ การเขียนเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยหยุดวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ การเขียนเพื่อให้สอบสวนผู้ใช้ความรุนแรงอย่างไม่เป็นธรรม การเขียนเพื่อให้ชดเชยเยียวยาความเสียหายอย่างเหมาะสม หรือการเขียนเพื่อยืนยันว่าเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ การเขียนเพื่อไม่ให้เกิดการถูกทรมาน และการเขียนเขียนเพื่อทำให้เกิดสิทธิที่จะไม่ถูกทำร้ายโดยผู้ใช้อำนาจ ไม่ว่าจะเขียนแบบไหน ประเด็นอะไร ทั้งหมดคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรมีและทำได้
สำหรับพายุ เขาไม่ได้คาดหวังให้ทุกคนออกมาแสดงจุดยืนหรืออุดมการณ์เรื่องสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกในรูปแบบเดียวกับที่เขาเคยทำ แต่เขาหวังว่าคนที่มาเห็นเรื่องราวของเขา หรือเรื่องราวของคนอื่นๆ ในแคมเปญ Write For Rights 2025 ปีนี้ จะไม่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมไทยจากนี้ไป
“จริงๆ ก็หวังว่าเรื่องราวของตัวเอง จะเป็นเรื่องราวสุดท้ายเกี่ยวกับการใช้สิทธิเสรีภาพแล้วถูกละเมิดสิทธิ หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมที่เกิดในประเทศ เราไม่อยากให้เกิดเคสแบบนี้เกิดขึ้น เรื่องแบบนี้ควรจะหยุดได้แล้ว”
หากใครกำลังมองหาวิธีเล็กๆ ที่จะใช้เสียงของตัวเองเพื่อต่อสู้หรือส่งเสียงให้กับความอยุติธรรม พายุชวนให้ลองเขียนไปพร้อมกับเขา เพื่อให้เรื่องของเขาเป็นหนึ่งในเรื่องสุดท้าย และเพื่อให้เรื่องต่อไปที่เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินประเทศนี้ ไม่ใช่มีแค่เรื่องของการสูญเสียจากการใช้สิทธิในเสรีภาพ แต่เป็นเรื่องของการได้รับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กลับคืนมาอีกครั้งในนามของคำว่าความยุติธรรม เพื่อมาทำให้พลังจากปลายปากกา คนธรรมดาสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ไปกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมติดแฮชแท็ก #W4R25 เพื่อร่วมแคมเปญนี้ไปกับเรา




