สำหรับหลายๆ คน การรู้จักหรือเรียนรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนอาจเริ่มจากการศึกษาในชั้นเรียนของมหาวิทยาลัย หรือบางคนเรียนรู้จากการสัมผัสกับประสบการณ์ตรงจากการทำงานในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนประเด็นสิทธิต่างๆ แต่ก็ยังมีอีกหลาย ๆ คน ที่มองข้ามเรื่องราวของสิทธิมนุษยชนไป
สิทธิมนุษยชนคือสิทธิขั้นพื้นฐาน แม้จะมีสิทธิที่ถูกแยกย่อยต่างกันออกไปอีก ไม่ว่าจะเป็น สิทธิเด็ก สิทธิสตรี สิทธิผู้พิการ สิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ แต่สิทธิเหล่านั้นก็เป็นสิทธิสำหรับทุกคน ไม่ใช่เพียงปัจเจก
หลาย ๆ สิทธิถูกพูดถึงในสังคมมาเป็นระยะเวลานาน นั่นเพราะไม่เพียงแค่ต้องการให้ผู้คนตระหนักรับรู้ แต่รวมไปถึงเพื่อให้สิทธิมนุษยชนบางประการไม่ถูกทำให้ลืมหายจนถูกละเมิดสิทธินั้นไปจากฝีมือใครบางคน
นี่คือสิ่งที่ ‘ปู’ เยาวลักษณ์ หอมคง นักศึกษาคณะสังคมศึกษา จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่าถึงมุมมองด้านสิทธิมนุษยชนในมุมมองของเธอ

เธอได้รับอิทธิพลมาจากการเรียนรู้เรื่องของสิทธิมนุษยชนในชั้นเรียนจากสาขาอาเซียนศึกษาที่มักสอดแทรกประเด็นปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องของความยากจนและปัญหาที่หลายครอบครัวยังเข้าไม่ถึงในสิทธิการมีที่อยู่อาศัยที่ดีในประเทศฟิลิปปินส์ สิทธิผู้ลี้ภัยในประเทศเมียนมาและสิทธิในการแสดงออกทางความคิดเห็นในภาวะรัฐบาลซึ่งมาจากการรัฐประหาร
แต่เรื่องเหล่านี้ก็เป็นเพียงเรื่องที่เธอได้เรียนรู้จากในห้องเรียนเพียงเท่านั้น ความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิทธิมนุษยชนส่วนใหญ่ของเธอล้วนเป็นเชิงทฤษฎี แต่ในชีวิตประวันของเธอไม่ค่อยได้สัมผัสกับประเด็นเหล่านั้นในทางปฏิบัติมากนัก ในจุดนี้จึงยังทำให้เธอรู้สึกถึงช่องว่างบางอย่างระหว่างสิ่งที่ได้เรียนรู้และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคม
เธอแนะนำตัวเองคร่าวๆ ว่าเป็นคนที่ไม่กล้าแสดงออก พูดไม่เก่ง และขาดความกล้าแสดงออกในพื้นที่สาธารณะ ถึงกระนั้นทักษะแฝงที่ติดตัวเธอมาคือมุมมองการสร้างสรรค์การทำสื่อประชาสัมพันธ์ นั่นจึงยังเป็นเหตุผลหนึ่งที่ยังทำให้เธอมีความมั่นใจในการตัดสินใจเข้ามาฝึกงานกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ในฝ่ายสื่อสารและรณรงค์ (Communication and Campaign) ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญให้เธอได้สัมผัสการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในเชิงปฏิบัติมากยิ่งขึ้น
แม้จะเคยมีประสบการณ์การลงพื้นที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในด้านปัญหาผู้ลี้ภัยในชายแดนประเทศเมียนมา แต่ช่วงเริ่มต้นของการฝึกงานนั้นเธอยังรู้สึกเต็มไปด้วยความกังวล เมื่อ ต้องเผชิญหน้ากับงานเอกสารที่ต้องคัดกรองข้อมูลจากเอกสารหลายสิบหน้า รวมไปถึงการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ในสไตล์ที่ตัวเองไม่ถนัด
“ความท้าทายอยู่ตรงที่ สไตล์การทำงานของเราต้องปรับตัวให้เข้ากับสไตล์การทำงานของแอมเนสตี้ ที่มีทั้งข้อจำกัดและมาตรฐานของตัวเอง เช่น ฟอนต์ สี และเทมเพลตต่าง ๆ ที่องค์กรกำหนด แต่ถ้าถามว่าภูมิใจหรือไม่ ขอตอบว่าภูมิใจมากๆ” เธอกล่าว
แต่หากให้นึกถึงความประทับใจในการทำงานของเธอ คำตอบของเธอคือโปรเจกต์จบของนักศึกษาฝึกงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย โดยสิ่งที่เธอเลือกทำคือการสร้างสรรค์ Webtoon (เว็บตูน) ที่จะสอดแทรกเนื้อหาสิทธิมนุษยชนให้เข้าถึงผู้อ่านด้วยในรูปแบบที่เข้าถึงผู้คนได้ง่าย ซึ่งแน่นอนว่าในเส้นทางการทำงานให้ลุล่วงของเธอย่อมเต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ๆ เพราะเป็นสิ่งที่เธอเองยังไม่เคยมีโอกาสลงมือทำมาก่อน
ด้วยบทบาทของฝ่ายสื่อสารและรณรงค์ โจทย์ของเรื่องราวคือต้องเกี่ยวเนื่องกับการทำงานในชแคมเปญขององค์กร โดยเธอได้เลือกโครงการ ‘Write for Rights หรือ เขียน เปลี่ยน โลก’ ซึ่งผูกพันกับเธอตลอดช่วงเวลาในการฝึกงาน ที่เธอได้เป็นส่วนหนึ่งในการประชาสัมพันธ์แคมเปญทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์
การทำงานในโปรเจกต์นี้ เธอเริ่มต้นด้วยการคิดอย่างลึกซึ้งถึงประเด็นที่ต้องการนำเสนอ รวมถึงวางแผนเนื้อเรื่องอย่างระมัดระวัง เพราะในเนื้อหาค่อนข้างอิงกับประวัติศาสตร์ความเป็นจริง ซึ่งแตกต่างจากการวางแผนของเธอในครั้งแรก ที่คิดว่ามันเป็นงานที่ไม่ยาก อย่างการเขียนเนื้อเรื่อง ออกแบบตัวละคร และวาดภาพออกมาให้ตรงตามต้องการ
แต่ในความเป็นจริงเธอกับต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ความแม่นยำในเนื้อหา ขนาดไฟล์ของภาพ การออกแบบหน้าปก บทสนทนาของตัวละคร การใช้ฟอนต์การออกแบบเส้นเรื่อง จำนวนช่องของการ์ตูนแต่ละหน้า และอื่น ๆ อีกมากมาย
“เราได้รู้ว่า ทุกอย่างต้องถูกคิดไว้แต่เนิ่น ๆ ด้วย ทั้งการวางแผนการเริ่มต้นการทำงาน รวมถึงขั้นตอนระหว่างการดำเนินงานว่าจะต้องทำอย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ไม่ใช่คิดแต่เพียงแต่ว่าอยากที่จะทำอะไรแล้วเดี๋ยวสิ่งนั้นมันจะเสร็จแล้วเลย มันคือการเรียนรู้การวางขั้นตอนระหว่างทางว่ามันควรจะเริ่มและดำเนินการต่อไปอย่างไร” เธอกล่าว
เป้าหมายหลักของโปรเจกต์นี้คือการทำผลงานให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายและน่าสนใจกับผู้อ่านในยุคสมัยใหม่ เธอหวังไว้เป็นอย่างน้อยว่า แม้ผู้ที่อาจจะไม่คุ้นเคยกับประเด็นสิทธิมนุษยชนหรืออาจจะไม่แม้แต่ให้ความสำคัญกับมันมากนัก หากได้หลงกดเข้ามาอ่าน ก็อยากที่จะคาดหวังว่าพวกเขาจะได้เห็นภาพของการ์ตูนที่น่ารัก เนื้อหาที่สนุกสนาน เข้าใจง่าย แฝงไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ ซึ่งมันจะทำให้ผู้อ่านได้รู้จักและเข้าใจสิทธิมนุษยชนได้ไม่มากก็น้อย
เป้าหมายของเธอจึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้างการ์ตูนที่มีเนื้อหาสาระ แต่ยังอยากสร้างความเป็นมิตรกับผู้อ่านและดึงดูดให้พวกเขาเหล่านั้นเข้ามาสนใจในประเด็นที่เธอต้องการจะสื่อสาร
การทำงานโปรเจกต์นี้จึงแตกต่างจากการทำงานในมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิง เพราะต้องมีการประสานงานและการระดมสมองและความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่ายไม่ว่าจะเป็นพี่ ๆ จากในฝ่ายเดียวกัน หรือเหล่าเพื่อนนักศึกษาฝึกงานในฝ่ายอื่นๆ ที่เคยให้คำแนะนำในการปรับปรุงคุณภาพของชิ้นงานออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และนอกจากนี้ยังแฝงประสบการณ์การทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่น และเรียนรู้การพัฒนาและปรับปรุงผลงานให้ดีขึ้น
เธอยังได้เรียนรู้เรื่องการสื่อสารให้สอดคล้องกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมายนั่นจึงเป็นเหตุทำให้เธอต้องกลับไปวางแผนการทำงานอีกครั้งเพื่อให้เนื้อหาเหมาะสมกับกลุ่มผู้อ่านที่เธอต้องการ นั่นทำให้เธอได้รับประสบการณ์ในการบริหารจัดการชิ้นงานด้วยตัวเอง รวมถึงจัดการงบประมาณที่จำเป็นในการทำโปรเจกต์ให้ลุล่วง ทั้งหมดนี้นับเป็นประสบการณ์ทำงานใหม่ที่เธอไม่เคยลองหรือแม้แต่คิดถึงมันก่อน การได้มีส่วนร่วมในทุกๆ กระบวนการเหล่านี้ทำให้เธอได้เข้าใจลึกซึ้งถึงความซับซ้อนและท้าทายในการทำงานเพื่อสิทธิมนุษยชนในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน
เธอเล่าถึงความรู้สึกในตลอดระยะเวลาการฝึกงานว่า แม้การทำงานด้านการขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนจะยังพูดถึงประเด็นปัญหาเก่าๆ ดังนั้น ข้อท้าทายในการทำงานของการขับเคลื่อนสิทธิเหล่านั้นคือการค้นหาวิธีการนำเสนอที่แตกต่างกันออกไปในทุกๆ ครั้ง ไม่เพียงแต่ทำให้ประเด็นสิทธิมนุษยชนในทุกด้านๆ ไม่ถูกหลงลืมจากสังคม แต่ยังเป็นการพัฒนารูปแบบการนำเสนอให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายและเปลี่ยนไปตลอดเวลา

สำหรับช่วงวัยของเธอ การติดตามข่าวสารด้านสิทธิมนุษยชนบางครั้งกลายเป็นเรื่องของกลุ่มคนเฉพาะกลุ่ม ดังนั้น การทำให้ประเด็นสิทธิมนุษยชนกลายเป็นเรื่องที่หลายคนสนใจ จึงจะกลายเป็นเรื่องยากหากไม่สามารถทำให้ผู้คนรู้สึกยึดโยง สนใจ และร่วมกันเคลื่อนไหวผ่านการแสดงออกด้วยวิธีต่างๆ
ท้ายที่สุด ทั้งหมดทั้งมวลที่เธอได้กล่าวมา ทำให้เธอสามารถได้พูดได้อย่างภูมิใจกับชิ้นงานของเธอว่าจะกลายเป็นจุดยืนใหม่ของเธอที่อยากจะเป็นคนที่ริเริ่มที่จะหาวิธีการนำเสนอที่แปลกใหม่และเข้าใจง่ายผ่านสื่อที่ผู้คนสามารถเข้าถึงได้โดยทั่วไปโดยง่าย ภายใต้เป้าหมายที่ไม่อยากให้มีสิทธิมนุษยชนเรื่องใดต้องถูกลืม
“ในวันแรกที่ได้เข้ามาฝึกงาน บทบาทของแอมเนสตี้ในฐานะองค์กรระดับนานาชาติ ได้สร้างความกดดันและความห่างเหินจากประสบการณ์ทำงานที่เคยทำมา เปรียบเสมือนยอดภูเขาสูงที่อยู่ห่างไกลไปจากตัวเรา แต่ในวันนี้โปรเจกต์การ์ตูนที่เราทำกำลังกลายเป็นวิธีการนำเสนองานในรูปแบบใหม่ในการสื่อสารถึงแคมเปญของที่องค์กรกำลังขับเคลื่อน มันพิสูจน์ให้เห็นว่าแม้แต่คนตัวเล็กๆ อย่างเราก็เป็นส่วนหนึ่งในการทำงานเพื่อปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้อย่างน่าภูมิใจแล้ว” เธอทิ้งท้าย