Free Ratsadon on the Road x Amnesty People เมื่อเสรีภาพในการพูดคือลมหายใจของประเทศ

ณธกร นิธิศจรูญเดช

เจ้าหน้าที่อาวุโส ฝ่ายรณรงค์เชิงสาธารณะ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย 

“ไม่มีใครที่จะเป็นอิสระได้อย่างแท้จริง ถ้ายังมีคนถูกจองจำ เพียงเพราะวิพากษ์วิจารณ์”

พูนสุข พูนสุขเจริญ 

ทนายความแห่งศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

“ปลาหมอคางดำไม่เกี่ยวกับเราเหรอ เสรีภาพในการพูดเป็นเรื่องเดียวกับคุณภาพชีวิต เป็นเรื่องเดียวกับขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศ มันแยกกันไม่ออก”

สมชาย ปรีชาศิลปกุล 

อาจารย์และหัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

“หลายประเทศมีสถาบันกษัตริย์ ขณะเดียวกันก็มีเสรีภาพในการแสดงความเห็น ไม่จำเป็นที่เราต้องใช้คุณค่าใดคุณค่าหนึ่งทำลายคุณค่าใดคุณค่าหนึ่ง”

นับจากเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นต้นมา มีผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองอย่างน้อย 1,956 คน จากคดีทั้งหมดกว่า 1,300 คดี ในปัจจุบันมีผู้ถูกขังจากคดีที่มีที่มาจากการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง 42 คน เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 29 คน ในจำนวนนี้มีผู้ถูกคุมขัง 21 คนที่คดีของพวกเขายังไม่ถึงที่สุด แต่กระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว

No One Free Until We All Free

แนวโน้มของการดำเนินคดีแก่ประชาชนผู้ออกมาใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกทำให้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ทำกิจกรรมรณรงค์และเรียกร้องให้รัฐปล่อยตัวผู้ต้องหาคดีที่เกี่ยวกับการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ผ่านแคมเปญที่ชื่อว่า ‘ปล่อยเพื่อนเรา’ เรียกร้องให้คืนสิทธิในการประกันตัว รวมถึงปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำ หมายรวมไปถึงพวกเขาจะไม่ถูกปฏิบัติเยี่ยงนักโทษคดีร้ายแรง เพราะคดียังไม่ถึงที่สิ้นสุด

ณธกร นิธิศจรูญเดช เจ้าหน้าที่อาวุโส ฝ่ายรณรงค์เชิงสาธารณะ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า ช่วงแรกของแคมเปญ ‘ปล่อยเพื่อนเรา’ แอมเนสตี้ฯเชิญชวนให้ประชาชนร่วมเขียนจดหมายและโปสการ์ด ให้กำลังใจนักกิจกรรมและครอบครัวที่ถูกดำเนินคดีหรือถูกควบคุมตัวในช่วงเวลานั้น

“เรามองว่าการเขียนเป็นการแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นการบอกกับนักกิจกรรมหรือคนที่ถูกละเมิดสิทธิ ว่ามีคนเห็นด้วยกับการแสดงออกของคุณนะ การแสดงออกของคุณไม่ได้เป็นการกระทำที่ร้ายแรง คุณกำลังใช้สิทธิขั้นพื้นฐานในการพูด” ณธกร กล่าว

ในเดือนแห่งความรัก, กุมภาพันธ์ 2567  ‘เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน’ ซึ่งประกอบด้วยองค์กรภาคประชาชนและนักกิจกรรม 23 กลุ่ม เดินหน้าเริ่มแคมเปญ ‘นิรโทษกรรมประชาชน’ เสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมประชาชน เพื่อยุติการดำเนินคดีจากการแสดงออกและการชุมนุมทางการเมืองตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาและออกบังคับใช้เป็นกฎหมาย

“ตอนนั้นเราได้รายชื่อ 35,000 กว่ารายชื่อ” ณธกร ย้อนถึงกระบวนการเข้าชื่อเสนอกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 133 (3) และพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564

ตลอดเดือนกันยายน 2567 แคมเปญ ‘Free Ratsadon on the Road x Amnesty People’ ได้ออกเดินทางไปทั่วภูมิภาคของประเทศไทย โดยเริ่มจากจังหวัดเชียงใหม่ อุบลราชธานี ขอนแก่น และหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

แคมเปญ Free Ratsadon on the Road ในแต่ละจังหวัดมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น นิทรรศการ การเขียนจดหมายถึงเพื่อนในเรือนจำผ่านเว็บไซต์ https://freeratsadon.amnesty.or.th/ รวมทั้งเวทีเสวนาที่มีทั้งตัวแทนนักวิชาการ องค์สิทธิมนุษยชน ทนายความและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ ตลอดจนการเรียนรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เพื่อทำให้เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน

ความพยายามโต้กลับและขัดขวางการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานอย่างการเขียนจดหมายของประชาชนก็ทำให้แอมเนสตี้ฯดำเนินการเชิงรุกด้วยการสร้างเว็บไซต์ Freeratsadon ขึ้นมา เป็นช่องทางหลักในการส่งกำลังใจและส่งต่อเรื่องราวของผู้ที่ถูกคุมขัง

“เรือนจำต่างๆ ก็เริ่มไม่ให้ใช้ปากกา ก็เลยเป็นคำถามใหญ่ว่า เราจะสื่อสารกับพวกเขาอย่างไร เป็นอีกหนึ่งเหตุผลให้เราดำเนินการเชิงรุกให้เพื่อนๆ มองเห็นข้อจำกัดเหล่านี้ ในเว็บไซต์  https://freeratsadon.amnesty.or.th/ ทุกคนจะเห็นใบหน้าค่าตาของทั้ง 42 คน ได้อ่านเรื่องราวของพวกเขาด้วย และสามารถเขียนจดหมายไปถึงพวกเขา” ณธกร กล่าว

ในจำนวนคดีของผู้ที่ใช้เสรีภาพในการแสดงออก โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับ 112 จะเห็นว่าหลายคนล้วนเป็นคนธรรมดา พวกเขารู้สึกว่าสถานการณ์ทางการเมืองอยู่ในจุดที่ควรปฏิรูปเปลี่ยนแปลง แล้วพวกเขาเพียงใช้สิทธิขั้นพื้นฐานในการพูด

“เราอาจจะเห็นเคสที่เป็นที่จดจำอย่างทนายอานนท์ ป้าอัญชัน หรือคนอื่นๆ ที่คุ้นหน้าคุ้นตา แต่เรามีอีกกว่า 40 กว่าคนที่ถูกจองจำในเรือนจำ กระจายในเรือนจำทั่วประเทศ การที่เรารณรงค์เริ่มจากเชียงใหม่ ขอนแก่น อุบลราชธานี และหาดใหญ่ เราต้องการให้ทุกคนเห็นใบหน้าและเรื่องราวของคนอื่นๆ ยังมีคนอื่นๆ ที่รอกำลังใจอยู่” ณธกร กล่าว

จดหมายเป็นเหมือนแสงสว่างในความมืด ไม่ว่าจะเป็นจดหมายเพียงฉบับเดียวหรือข้อความเพียงบรรทัดเดียว ณธกรเชื่อว่า มันสามารถเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งที่ถูกคุมขังในห้องสี่เหลี่ยม

“บางคนเก็บจดหมายที่ได้รับเอาไว้ใต้หมอนที่นอนในเรือนจำ บางคนอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะมันเป็นเครืองยึดเหนี่ยวจิตใจให้เขาก้าวผ่านวันเวลาอันยาวนานในเรือนจำได้ แอมเนสตี้ฯสัญญาว่าจะส่งให้ถึงพวกเขาแน่นอน” ณธกร กล่าวชวนให้ประชาชนร่วมกันเขียนจดหมายถึงเพื่อนในเรือนจำ

No One’s Free Until Everybody’s Free. คือวลีที่ณธกรมองว่าสามารถสะท้อนสถานการณ์ที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกในเวลานี้

“ไม่มีใครที่จะเป็นอิสระได้อย่างแท้จริง ถ้ายังมีแค่เพียงคนคนหนึ่งยังถูกจองจำ ถ้ามีคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลแล้วถูกจับ แล้วทุกคนนิ่งเฉย เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าในอนาคต ถ้าเราลุกขึ้นมาวิพากษ์ณ์วิจารณ์รัฐ แล้วเราจะไม่ถูกดำเนินคดี ฉะนั้นการเพิกเฉยต่อใครสักคน ในอนาคตเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า เราจะเป็นรายต่อไป”

เมื่อเสรีภาพในการพูดคือลมหายใจของประเทศ

พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความแห่งศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า การนิรโทษกรรมประชาชน เป็นความจำเป็นของสังคมไทย เพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ทิ้งบาดแผลไว้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด

ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมประชาชน ไม่เลือกฝ่ายหรือประเภทของคดีความ ทุกการกระทำที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 จะเข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมทั้งหมด โดยแบ่งการนิรโทษกรรมออกเป็นสองประเภท คือคดีที่ได้รับการนิรโทษกรรมในทันทีหลังจากที่กฎหมายได้รับการรับรอง และคดีที่ให้คณะกรรมการนิรโทษกรรมประชาชนที่จัดตั้งตามกฎหมายพิจารณาว่าจะได้รับการนิรโทษกรรมหรือไม่

คดีที่ได้รับการนิรโทษกรรมทันทีมีดังนี้

  • คดีความผิดตามประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 
  • คดีพลเรือนที่ถูกดำเนินคดีในศาลทหารตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 37/2557 และประกาศคณะรักษาความสงบฉบับที่ 38/2557
  • คดีตามฐานความผิดในมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา
  • คดีตามฐานความผิดในพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548
  • คดีตามฐานความผิดในพระราชบัญญัติออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559
  • คดีตามฐานความผิดที่เกี่ยวโยงกับข้อดังกล่าวด้านบน

หากจะมีข้อยกเว้นในร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมประชาชน ก็จะอยู่ที่การไม่ให้นิรโทษกรรมกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมหรือกระทำเกินแก่เหตุ รวมถึงความผิดตามมาตรา 113 แห่งประมวลกฎหมายอาญาหรือความผิดฐานเป็นกบฏ ซึ่งได้แก่ความผิดฐานล้มล้างรัฐธรรมนูญ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการ แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครอง

หมายความว่าผู้ที่ใช้กำลังยึดอำนาจรัฐหรือผู้ที่ทำรัฐประหารจะไม่ได้อานิสงค์จากกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชน

“เหตุที่เรายกเว้น 113 เราไม่ต้องการให้เกิดรัฐประหารซ้ำอีกแล้ว แม้ว่าในความเป็นจริง เขาจะนิรโทษกรรมตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ตาม” พูนสุข กล่าว

ที่ผ่านมามีการนิรโทษกรรม 23 ครั้ง ซึ่ง 11 ครั้งเป็นการนิรโทษกรรมของคณะรัฐประการที่นิรโทษกรรมให้ตัวเอง มีไม่กี่ครั้งที่มีประชาชนรวมอยู่ในนั้น เช่น เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 และพฤษภาทมิฬ

“ความขัดแย้งทางการเมืองดำเนินมายาวนานตั้งแต่ปี 48 เราสู้กันโดยไม่มีใครแพ้ใครชนะ สู้กันโดยความแตกต่างทางควมคิด แต่คนที่จ่ายต้นทุนแพงที่สุดคือประชาชน ทั้งในเชิงปัจเจกและสังคมโดยรวม”

ต้นทุนที่ พูนสุข หมายถึงก็คือ การที่ประชาชนต้องไปศาล ถูกจองจำ หรือเสียชีวิต ดังนั้นถึงเวลาที่จะคลี่คลายความขัดแย้งนี้ได้แล้ว

ขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมประชาชน อยู่ในขั้นตอนรอการพิจารณาในรัฐสภา หลังจากในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนได้รวบรวมรายชื่อประชาชนกว่า 36,000 รายชื่อเสนอกฎหมายเข้าสภา และผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเป็นที่เรียบร้อย

ภายหลังจากที่ร่างกฎหมายได้รับการรับรอง ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมประชาชนกำหนดให้มีคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งชื่อ “คณะกรรมการนิรโทษกรรมประชาชน” ซึ่งอำนาจหน้าที่หลักคือพิจารณาคดีอื่นใดที่ไม่ได้รวมอยู่ในประเภทคดีที่ได้รับการระบุไว้ในร่างกฎหมาย แต่อาจจะเกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมือง ให้คณะกรรมการพิจารณานิรโทษกรรมได้ โดยนอกจากผู้ต้องหาหรือจำเลยผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการได้แล้ว ร่างกฎหมายยังเปิดช่องให้คู่สมรสหรือญาติสามารถยื่นเรื่องแทนได้ด้วย มากไปกว่านั้น คณะกรรมการยังมีหน้าที่จัดทำรายงานข้อเสนอการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอีกด้วย

คณะกรรมการนิรโทษกรรมมีทั้งหมด 19 คน ประกอบไปด้วย

  • ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานคณะกรรรมการ
  • ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
  • ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล
  • ส.ส. 10 คนตามสัดส่วนของพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร
  • ตัวแทนจากประชาชนผู้ถูกดำเนินคดีจาก 4 เหตุการณ์ คือ การรัฐประหาร 2549 จากการชุมนุมช่วงปี 2552 – 2553 จากช่วงการรัฐประหาร 2557 – 2562 และจากการชุมนุมช่วงปี 2563 – 2566 เหตุการณ์ละ 1 คน
  • องค์กรภาคประชาชนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการค้นหาความจริงและอำนวยความยุติธรรม 2 คน

“เราคิดว่าสถานการณ์ในคดีการเมืองมันดำเนินมาถึงจุดที่ทุกฝ่ายได้รับบาดเจ็บจากการออกมาใช้เสรีภาพในการแสดงออก เรียกร้องเพื่อให้การเมืองดีขึ้น แต่คนที่ต้องถูกจองจำจริงๆ คือคนที่ออกมาเรียกร้องในปี 63 เครื่องมือที่จะครอบคลุมคดีทั้งหมดคือนิรโทษกรรม”

พูนสุข มองว่าการนิรโทษกรรมอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยตรง แต่นี่คือจุดเริ่มต้นในการหาวิธีอยู่ร่วมกันของคนในสังคม

“ถามว่านิรโทษกรรมแล้วเราจะกลับมารักกันหรือเปล่า ก็ต้องบอกว่ามันไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่บรรยากาศมันจะดีขึ้น เราจะกลับมาคุยกันได้ดีขึ้นท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายของสังคม เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร”

ยิ่งไปกว่านั้น พูนสุขมองว่าเสรีภาพในการแสดงออกสัมพันธ์กับขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศอย่างแยกไม่ออก

“การถูกห้ามพูดมันสัมพันธ์กับทุนผูกขาด สัมพันธ์กับผู้มีอำนาจทางการเมือง ปลาหมอคางดำไม่เกี่ยวกับเราเหรอ แต่ปลาหมอคางดำทำลายระบบนิเวศอย่างร้ายแรงเลยนะ หรือคุณคิดว่าเรื่องไฟฟ้ามันไม่กระทบกับคุณเลย เราพูดไม่ได้เพราะเอกชนจะฟ้องเรา สิ่งนี้สัมพันธ์กันหมด การใช้เสรีภาพในการแสดงออกสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของคน และพัฒนาการของประชาธิปไตย มันแยกกันไม่ออก” พูนสข กล่าว

การนิรโทษกรรมคือเครื่องมือทางกฎหมายในการยุติความขัดแย้ง

สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์และหัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การนิรโทษกรรมเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่จะทำให้สังคมก้าวผ่านความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ โดยเฉพาะความขัดแย้งที่ดึงผู้คนจำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้อง

นักวิชาการผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้ยกตัวอย่างนโยบาย 66/2523 ที่ถูกนำมาใช้ในการคลี่คลายความขัดแย้งในยุคสงครามเย็น

สังคมไทยใช้กฎหมายนิรโทษกรรมหลายครั้ง แต่โดยส่วนมากมักนิรโทษกรรมผู้มีอำนาจ นิรโทษกรรมให้ตัวเองพ้นจากความผิด แต่หลายครั้งก็มีนิรโทษกรรมเชิงพฤตินัยที่ทำให้ผู้คนที่เคยมีความขัดแย้งและอาจจะกระทำสิ่งที่ผิดกฎหมายกลับคืนมาสู่สังคมได้ เช่น 66/2523

“ผมคิดว่านโยบายนี้เป็นการนิรโทษกรรมเชิงพฤตินัย กล่าวคือโดยตัวมันเองไม่ได้เป็นกฎหมายนิรโทษกรรม แต่เป็นนโยบายที่ดึงเอาคนที่เคยเข้าป่าไปร่วมมือกับพคท.กลับเข้าเมือง และไม่มีการดำเนินคดีกับคนที่จับอาวุธสู้กับรัฐบาลไทย ก็ทำให้คนจำนวนมากกลับมาจากป่า เข้ามาอยูในเมือง หลายคนที่เราเห็นก็เป็นครูบาอาจารย์ นักการเมือง สื่อมวลชน ก็ล้วนแต่เป็นคนที่เคยเข้าป่า แต่ก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตและยังประโยน์ให้สังคมไทยได้ โดยใช้การนิรโทษกรรมเป็นเครื่องมือ”

สำหรับ ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมประชาชน ที่เกิดขึ้นจากประชาชนในครั้งนี้ อาจารย์สมชายมองว่า ผู้ต้องหาและผู้ถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่เป็นนักโทษทางความคิด หลายคนถูกดำเนินคดีเพียงเพราะแสดงความคิดเห็นหรือแชร์ข้อความในโซเชียลมีเดีย ซึ่งควรที่จะนำพวกเขากลับคืนสู่สังคม

“หลายประเทศก็มีสถาบันกษัตริย์ ขณะเดียวกันก็มีเสรีภาพในการแสดงความเห็นควบคู่กันไป มันไม่จำเป็นที่เราต้องใช้คุณค่าใดคุณค่าหนึ่งทำลายคุณค่าใดคุณค่าหนึ่ง ใครที่แสดงความคิดเห็นเลยเถิด ก็อาจจะโดนสังคมประนาม หรือเป็นการแสดงความเห็นที่ไม่เข้าท่า มันก็จะเงียบหายไป สถาบันกษัตริย์ก็ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง ฉะนั้นแทนที่เราจะปิดปากคนอย่างสิ้นเชิง เราน่าจะทำให้ทั้งสองส่วนดำรงอยู่ควบคู่กันได้ ผมคิดว่าสิ่งนี้น่าจะส่งผลดีต่อสถาบันกษัตริย์ในอนาคตด้วย”

ขณะที่สิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลับยิ่งถอยห่างจากหลักวิชาการ และได้ทำให้ข้อเท็จจริงทางสังคมบิดเบี้ยว อาจารย์สมชายมองว่าการนิรโทษกรรมประชาชนอาจเป็นการตั้นต้นเริ่มนับหนึ่้งใหม่อีกครั้ง เพื่อคืนความยุติธรรมให้สังคม และเปิดพื้นที่ให้เกิดการถกเถียงและร่วมกันหาชุดคุณค่าในการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างทางความคิด

“กลายเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่สู้จะตรงไปตรงมา ไม่ตรงตามหลักวิชาการกฎหมาย ซึ่งมันยิ่งจะเป็นผลร้ายต่อสังคมไทย กระบวนการยุติธรรมก็ถูกสั่นคลอนมากขึ้น ความน่าเชื่อถือก็น้อยลง เป็นการซ้ำเติมเรื่องนี้ให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งผมคิดว่าเราสามารถหลีกเลี่ยงมันได้”

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแอมเนสตี้
บริจาคสนับสนุนแอมเนสตี้