1,825 results

เรียงตาม
  • “The Death and Life of Marsha P. Johnson” (2017) dir. David France – The price you pay is high

    สารคดีความยาวเกือบ 2 ชั่วโมงนี้กำลังส่งสารถึงผู้รับชมว่า “ความยุติธรรมนั้นเป็นสิ่งที่รัฐนั้นปรับใช้กับคนในสังคมอย่างต่างระดับ” ราคาของความเป็นธรรมไม่ว่าจะเป็นสิทธิ์การใช้ชีวิต การเป็นตัวเองแม้กระทั่งการตายนั้นต้องจ่ายสูงกว่าคนปกติมากนักของกลุ่ม LGBTQ โดยเฉพาะ Transgender หรือคนข้ามเพศ ไม่ว่าที่แห่งใดในโลกดูเหมือน LGBTQ มักจะต้องต่อสู้ไม่มีวันสิ้นสุดในสนามรบที่ชื่อว่า“อคติ” และ “ความเกลียดชัง” เนื่องจากเพศสภาพและเพศวิถีของพวกเขาไม่ได้เป็นไปตามมาตรวัดของสังคม  การทำให้สังคมตระหนักรู้ถึงการมีอยู่และสิทธิต่าง ๆ ของ LGBTQ นั้นไม่ได้มาจากการอ้อนวอนฟ้าดิน หากแต่มาจากการชุมนุมประท้วง การต่อสู้ทางกฎหมายอย่างไม่ลดละเพื่อทำให้ความยุติธรรมที่หยุดทำงานนั้นกลับมา

  • เดอะเธอร์ทีน The 13th ความอยุติธรรมตามกฎหมาย #Black Lives Matter

    เมื่อไม่นานมานี้ได้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกาและได้บานปลายไปสู่การก่อจลาจลครั้งสำคัญทั่วโลกเป็นเหตุการณ์ที่ตอกย้ำบาดแผลที่บาดลึกในหัวใจอเมริกันชนทุกคน เหตุการณ์นั้นคือการประท้วงเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับ จอร์จ ฟลอยด์ (George Floyd) ผู้ซึ่งเสียชีวิตจากการปฎิบัติไม่ชอบของตำรวจผิวขาวในเมืองมินนิอาโพลิส (Minneapolis) เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก แอฟริกันอเมริกันชนล้วนเผชิญกับเหตุการณ์อันเลวร้ายนี้มาตลอดเวลาที่ยาวนานกว่า 200 ปี จึงนำมาสู่คำถามที่ว่าเพราะอะไรที่ทำให้คน    แอฟริกันอเมริกันยังคงถูกเหยียด ถูกเลือกปฏิบัติ และพบกับความอยุติธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราจึงต้องหยิบยกสารคดีเรื่องเดอะเธอร์ทีนมาเป็นกุญแจไขข้อสงสัยนี้ด้วยกัน

  • บทวิเคราะห์ภาพยนตร์ The Purge : Social Injustice Is Indirect People’s Purging

    กระแส #BlackLivesMatter เป็นกระแสที่เริ่มต้นจากการลุกขึ้นเพื่อต่อต้านการปฏิบัติต่อผู้ที่ถูกกล่าวหา โดยตำรวจอย่างรุนแรงจนทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเสียชีวิต จนเกิดเป็นข้อกังขาในสังคมถึงการปฏิบัติระหว่างคนผิวขาวและคนผิวสีอย่างไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกที่มาจากเชื้อชาติและสีผิวจนนำไปสู่การปฏิบัติกันอย่างไม่เป็นธรรมของคนในสังคม ทำให้เกิดการประท้วงในหลายพื้นที่และบางรัฐของสหรัฐฯ บานปลายจนเกิดเป็นการจลาจลและการปล้นร้านค้าต่าง ๆ ซึ่งทำให้หลาย ๆ คนนึกถึงภาพยนตร์ที่เล่าถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในสหรัฐฯ อย่าง The Purge

  • Mississippi Burning : จะเป็นอย่างไร เมื่อ Black Lives ไม่ Matter?

    หากจะกล่าวถึงประเด็นสำคัญที่กำลังเป็นกระแสในโลกโซเชียลมีเดียขณะนี้ คงจะหนีไม่พ้น Black Lives Matter หรือ BLM ที่มีจุดเริ่มต้นจากการใช้กำลังเกินเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเข้าควบคุมตัวชายผิวสี จอร์จ ฟลอยด์ ด้วยการล็อคคอจนทำให้เขาถึงแก่ความตาย การตายของเขาได้ก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องในรูปของการประท้วงไปในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อแสดงให้เห็นว่าชีวิตคนผิวสีก็มีความสำคัญ และสมควรถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะจากผู้บังคับใช้กฎหมายที่ควรจะดำรงตนเป็นกลางและไม่ใช้อคติในการปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุกับผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยที่เป็นคนผิวสีอยู่หลายคดี และการรัดคอจนถึงแก่ความตายเช่นนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ที่น่าเศร้าไปกว่านั้นเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับคนผิวขาวที่กระทำความผิดที่ใกล้เคียงกันแล้ว การควบคุมตัวของพวกเขานั้นมีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดความรุนแรงเช่นนี้ เหตุการณ์นี้ได้จุดประกายให้ผู้ที่เห็นถึงการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมต่อคนผิวสีออกมาร่วมเรียกร้องเพื่อถามหาความยุติธรรม แม้ปัจจุบันกระแสการแบ่งแยกสีผิวไม่ได้รุนแรงเทียบเท่าในอดีตแล้ว แต่อาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังทางสีผิวยังคงเกิดขึ้นเรื่อยๆ และในหลายครั้งก็รุนแรงถึงชีวิต ทำให้เราสามารถมองเห็นอย่างชัดเจนว่าการเลือกปฏิบัตินั้นไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่ซ่อนตัวอยู่ในสังคมและรอเวลาในการปะทุออกมาเท่านั้นเอง

  • 12 Years a Slave กับปัญหา White Fragility ผ่านมุมมองเชิงวิพากษ์

    ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์ซึ่งแฝงประเด็น Social Justice ที่มีแนวโน้มจะชนะรางวัลออสการ์มากที่สุดก็คือภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องการเหยียดคนผิวสีที่เป็นปัญหาที่เห็นได้ชัดในสถานการณ์ปัจจุบัน ภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงเหล่านั้นได้แก่ Green Book, BlacKkKlansman, Hidden Figure, the Help, The Blind Side และ 12 Years a Slave โดยภาพยนตร์เหล่านี้ถ้าไม่ได้รับรางวัลสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมก็ต้องชนะสาขาเขียนบทหรือไม่ก็สาขาการแสดงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าวงการหนังหันมาใส่ใจประเด็นเหล่านี้มากยิ่งขึ้น ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีหลายคนลุกขึ้นมาเห็นแย้งความนิยมของหนัง Social Justice เหล่านี้ โดยพวกเขามองว่า หนังเหล่านี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อให้เราเห็นปัญหาการเหยียดสีผิวอย่างแท้จริง แต่สร้างขึ้นเพื่อให้คนดูผิวขาวรู้สึกดีกับตนเองว่าพวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วมในปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้น โดยย่อยให้การเหยียดกลายเป็นประเด็นของปัจเจกเท่านั้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมากที่สุดดูได้จากหนังเรื่อง 12 Years a Slave ที่ชนะรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปี 2014

  • ‘ความเป็นชายอันเป็นพิษ’ และการจัดสรรทรัพยากรที่อยุติธรรมใน Dallas Buyers Club

    Dallas Buyers Club เป็นภาพยนตร์แนวดรามาชีวประวัติที่กำกับโดยณอง-มาร์ค เวลเล จุดเด่นของภาพยนตร์คือการนำเสนอประเด็นความอยุติธรรมในสังคมอย่างความไม่เท่าเทียมทางเพศสภาพและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรทางการแพทย์ได้อย่างแยบยล ถึงแม้ว่าประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาจะเป็นเรื่องเคร่งเครียด จนบางคนอาจมองว่าเข้าถึงยาก แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็หาได้ละเลยหน้าที่หลักของมันไม่ นั่นคือดึงผู้ชมให้ติดตามเรื่องราวที่นำเสนอและตรึงความสนใจไว้ตลอดเรื่อง โดยต้องชื่นชมสองผู้เขียนบทอย่างเคลก โบร์เท็นและเมลิสา วอลแล็คที่วางปมของตัวละครหลักได้หนักแน่นในช่วงต้นเรื่อง และฝีมือการแสดงของสองแมทธิว แม็คคอนาเฮย์ในบทบาทรอน วูดรูฟ และจาเร็ด เลโตในบทบาทชารอนที่ถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละครได้อย่างสมจริง ซึ่งส่งพวกเขาทั้งสองเข้ารับรางวัลออสการ์ ด้วยเหตุนี้ Dallas Buyers Club จึงสามารถสอดประสานประเด็นความอยุติธรรมทั้งสองได้อย่างแนบเนียนและดึงผู้ชมให้คล้อยตามเหตุผลของเนื้อเรื่องโดยไม่ตะขิดตะขวงใจแต่อย่างใด

  • ทำไมต้องมีกฎหมายป้องกันและปรามปรามการทรมานและอุ้มหายในประเทศไทย

    ทำไมจึงมีกระแสเรียกร้องให้มีกฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการทรมานและอุ้มหายในประเทศไทย?แล้วกฎหมายที่มีอยู่ใช้ไม่ได้หรืออย่างไร ? แล้วมันเกี่ยวข้องกับตัวเราแค่ไหน ?  ผลกระทบจากการทรมานและถูกบังคับให้สูญหายสร้างความเจ็บปวดให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องมากมายหากไม่ได้รับการสืบสวน เยียวยา และรับผิดรับชอบอย่างเป็นธรรม การพยายามลบเลือนสิ่งที่เกิดขึ้น จึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรง  

  • แอมเนสตี้ห่วงใยกรณีมีการข่มขู่และคุกคามผู้จัดกิจกรรมรำลึก 24 มิถุนา

    จากการรายข่าวที่มีการระบุว่า นักกิจกรรมจำนวนหนึ่งถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากการชุมนุมรำลึกวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน ในหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวนักกิจกรรมถึงที่พักอาศัย โทรศัพท์ข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม เจรจาไม่ให้ผู้ชุมนุมใช้สถานที่ รวมถึงการขอข้อมูลส่วนตัวของผู้เข้าร่วมชุมนุมจากผู้จัด

  • 6 เดือนแห่งความสำเร็จด้านสิทธิมนุษยชนรอบโลก

    คงจะไม่มีใครคาดว่าจุดเริ่มต้นของปี 2020 จะนำมาซึ่งโรคระบาดอย่างโควิด 19 ในขณะที่โลกกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงสังคมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุคสมัย และหลายชีวิตกำลังหยุดชะงักพวกเราต้องยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนต่อไปเพื่ออนาคตที่มั่นคง ปลอดภัย และเป็นธรรม ท่ามกลางอุปสรรคมากมาย นี่คือความสำเร็จด้านสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในปลายปี 2019 และต้นปี 2020

  • ปฏิบัติการด่วน: แอมเนสตี้ชวนผู้สนับสนุนทั่วโลกส่งจดหมายถึงทางการกัมพูชากรณีการหายตัวไปของวันเฉลิม

    สำนักเลขาธิการใหญ่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ออกปฏิบัติการด่วน เชิญชวนสมาชิก นักกิจกกรม และผู้สนับสนุนกว่า 8 ล้านคนทั่วโลกร่วมกันส่งจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีฮุนเซน เรียกร้องทางการกัมพูชาสอบสวนอย่างเร่งด่วนต่อข้อกล่าวหาที่ว่ามีการลักพาตัววันเฉลิม และแจ้งให้ครอบครัวทราบทันทีว่าเขาอยู่ที่ใด และให้นำตัวผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนร่วมในการก่ออาชญากรรมครั้งนี้ เข้าสู่การพิจารณาคดีที่เป็นธรรมโดยศาลพลเรือน ทั้งยังเรียกร้องให้กัมพูชาปฏิบัติตามข้อกำหนดในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย ซึ่งกัมพูชาเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาฯ  และต้องไม่ส่งตัววันเฉลิมกลับประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีที่จะต้องไม่ส่งกลับบุคคลไปยังสถานที่ที่มีความเสี่ยงว่าจะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งการรณรงค์นี้จะมีไปถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2563  

  • ฟิลิปปินส์ควรยกเลิกคำตัดสินให้นักข่าวจากแรพเลอร์มีความผิด จากการทำหน้าที่นำเสนอข่าว

    สืบเนื่องจากรายงานข่าวว่า ศาลกรุงมะนิลาตัดสินให้มาเรีย เรสซา บรรณาธิการบริหารสำนักข่าวแรพเลอร์ และเรย์นัลโด ซานโตส จูเนียร์ อดีตผู้สื่อข่าว มีความผิดในข้อหา “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาทางไซเบอร์” จากบทความที่เขียนเมื่อปี 2555 นิโคลัส เบเคลัง ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวดังนี้