นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 กัมพูชาได้กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ออนไลน์ระดับโลก จากจุดเริ่มต้นที่เชื่อมโยงกับบ่อนการพนันผิดกฎหมายและการฉ้อโกงที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย อาชญากรรมเหล่านี้ค่อยๆ ขยายตัวและพัฒนาเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ
เบื้องหลังอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ คือแรงงานจากทั่วโลกที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ หลายคนถูกล่อลวงด้วยประกาศรับสมัครงานปลอม ก่อนจะถูกกักขัง ทำร้ายร่างกาย และบังคับใช้แรงงานโดยเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ขณะที่กิจกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้กลับแฝงตัวอยู่ในธุรกิจที่ดูเหมือนถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งคาสิโน โรงแรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ บริษัทจดทะเบียน และบริษัทรักษาความปลอดภัย ทำให้เครือข่ายอาชญากรรมสามารถดำเนินกิจการได้อย่างแนบเนียนภายใต้ฉากหน้าของธุรกิจทั่วไป
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดตัวรายงาน ธุรกิจอย่างเป็นทางการ: บริษัทรักษาความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่รัฐในศูนย์สแกมเมอร์กัมพูชา (Official Business: Security companies and authorities at scamming compounds in Cambodia) ที่ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย
รายงานฉบับนี้เปิดเผยข้อค้นพบสำคัญเกี่ยวกับบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชน 5 แห่ง โดยพบว่าเจ้าหน้าที่ของบริษัทมีส่วนเป็นผู้กระทำหรือเอื้อประโยชน์ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมเผยให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างชนชั้นนำทางการเมือง ทหาร และตำรวจกับบริษัทรักษาความปลอดภัยที่ดูแลศูนย์สแกมเมอร์หลายแห่ง โดยสามารถระบุตัวตนของทหารและตำรวจหลายรายที่มีส่วนในการฝึกอบรมหรือกำกับดูแลเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในศูนย์สแกมเมอร์มากกว่า 20 แห่ง
ระเบียบวิจัยและข้อค้นพบเกี่ยวกับธุรกิจสแกมเมอร์ในกัมพูชา
มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ รองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแปซิฟิก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายกระบวนการสืบสวนและฐานข้อมูลที่ใช้ในการจัดทำรายงานฉบับนี้ ซึ่งครอบคลุมการลงพื้นที่สำรวจศูนย์สแกมเมอร์ 82 แห่ง จากทั้งหมด 86 แห่ง โดยนักวิจัยได้บันทึกภาพเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เพื่อนำมาใช้ระบุโลโก้และเครื่องแบบของบริษัทต่างๆ ก่อนนำภาพถ่ายไปให้ผู้รอดชีวิตจากศูนย์สแกมเมอร์ช่วยตรวจสอบและยืนยัน
นอกจากนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังได้สัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจากศูนย์สแกมเมอร์ 151 คน ระหว่างเดือนมกราคม 2566 ถึงกันยายน 2569 โดยผู้รอดชีวิตหลายคนสามารถจดจำโลโก้ของบริษัทรักษาความปลอดภัยได้ พร้อมบอกเล่าประสบการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเป็นผู้กระทำ

อีกส่วนหนึ่งของการสืบสวน คือการระบุพิกัดทางภูมิศาสตร์ของสถานที่ในวิดีโอจากบัญชีโซเชียลมีเดีย 222 บัญชี ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นบัญชีของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือมีการเผยแพร่ภาพเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขณะปฏิบัติงานในศูนย์สแกมเมอร์ โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ตรวจสอบวิดีโอและภาพถ่ายมากกว่า 25,000 รายการจากบัญชีเหล่านี้ ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม 2569
หลายคนโพสต์รูปของตัวเองว่าเป็นผู้รักษาความปลอดภัยในบัญชีโซเชียลมีเดียของตัวเอง ทำให้เราสามารถระบุตัวเจ้าหน้าที่ได้ 19 คน เป็นเจ้าหน้าที่ระดับกลางถึงระดับล่าง
มีภาพและวิดีโอเกี่ยวกับการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในศูนย์สแกมเมอร์ ซึ่งเป็นคนเดียวกับอีกภาพที่เขาใส่เครื่องแบบกองทัพกัมพูชา
นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบข้อมูลและเอกสารที่บริษัทหรือพนักงานเผยแพร่ รวมถึงวิเคราะห์ภาพถ่ายและวิดีโอจากศูนย์สแกมเมอร์ เพื่อประเมินความเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่กองทัพราชอาณาจักรกัมพูชาและตำรวจแห่งชาติกัมพูชา โดยพิจารณาจากเครื่องแบบ เครื่องหมายสังกัด เครื่องหมายยศ และลักษณะอื่น ๆ ที่ช่วยระบุตัวบุคคล ตลอดจนวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อระบุตำแหน่งที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำการอยู่ในศูนย์สแกมเมอร์ต่างๆ
“หลายคนอาจจะอยากจะถ่ายภาพหรือโชว์ภาพตัวเองตอนใส่เครื่องแบบทหารหรือตำรวจพร้อมอาวุธ พวกเขาโพสต์อย่างเปิดเผยทำให้เราคาดเดาหรือทราบได้ว่าคนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ ซึ่งเราเจอรูปพวกเขาในศูนย์สแกมเมอร์เช่นกัน จึงเชื่อได้ว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารปฏิบัติการในศูนย์สแกมเมอร์”
ใครอยู่เบื้องหลังศูนย์สแกมเมอร์กัมพูชา? เปิดความเชื่อมโยงบริษัทรักษาความปลอดภัย ธุรกิจ และเจ้าหน้าที่รัฐ
รายงานฉบับนี้เปิดเผยบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชน 5 แห่งที่ให้บริการแก่ศูนย์สแกมเมอร์ ซึ่งมีการบันทึกการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยในจำนวนนี้มี 3 บริษัทที่พบความเชื่อมโยงกับทางการกัมพูชา
เลียบ สมนาง ซีเคียวริตี้ (Leap Somnang Security) เป็นบริษัทที่พบว่ามีการให้บริการรักษาความปลอดภัยแก่ศูนย์สแกมเมอร์อย่างน้อย 15 แห่งใน 8 จังหวัด มากที่สุดในบรรดาบริษัทที่รายงานฉบับนี้ตรวจสอบพบ นอกจากนี้ ยังพบความเชื่อมโยงกับ บัน โสพัต (Ban Sophat) ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานบริษัทอย่างเปิดเผย ขณะเดียวกันก็รับราชการเป็นพันเอกในกองทัพราชอาณาจักรกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเขาเป็นทหารประจำการจริง หรือได้รับตำแหน่งดังกล่าวในฐานะนักธุรกิจ
ต่อข้อค้นพบนี้ บัน โสพัต ปฏิเสธว่าตนมีบทบาทในเลียบ สมนาง หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามข้อกล่าวหา โดยระบุว่าเคย “ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับเจ้าของบริษัท” และ “ไม่ได้อนุญาต สั่งการ หรือมีส่วนร่วมในการละเมิดบุคคลใดๆ” พร้อมทั้งประณามการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน การกักขัง และความรุนแรง
ซีเคียวริตี้ เรสปอนส์ (Security Response) ให้บริการรักษาความปลอดภัยแก่ศูนย์สแกมเมอร์อย่างน้อย 5 แห่ง โดยข้อมูลที่ตรวจสอบพบชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับธนาคารแพนด้า (Panda Bank) ทั้งจากการที่บริษัทตั้งอยู่ในอาคารเดียวกัน และกับกลุ่มฮุยวัน (Huione Group) ผ่านกรรมการที่ดำรงตำแหน่งร่วมกันและความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ขณะที่นิติบุคคลในเครือฮุยวันถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและปฏิบัติการสแกมทางไซเบอร์
ซีดี ซีเคียวริตี้ (ZD Security) ให้บริการรักษาความปลอดภัยแก่ศูนย์สแกมเมอร์อย่างน้อย 2 แห่ง บริษัทนี้เคยใช้ชื่อ BIC Security และพบความเชื่อมโยงกับกลุ่มเจิ้งเฮิง (ZhengHeng Group) เครือข่ายบริษัท BIC รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ยิม เลี้ยก (Yim Leak) ลูกชายของอดีตรองนายกรัฐมนตรี ยิม ไชลี (Yim Chhaily) ซึ่งทางการสหรัฐฯ ได้คว่ำบาตรและสอบสวนเครือข่ายกลุ่มเจิ้งเฮิง จากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับอาชญากรรมในศูนย์สแกมเมอร์และการฟอกเงิน
ดารา ซีเคียวริตี้ (Dara Security, DAS) ให้บริการรักษาความปลอดภัยแก่ศูนย์สแกมเมอร์อย่างน้อย 2 แห่งในสีหนุวิลล์ โดยทั้ง 2 แห่งมีรายงานการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน การจำกัดเสรีภาพ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
เบสต์ (แคมโบเดีย) ซีเคียวริตี้ เซอร์วิส (Best (Cambodia) Security Service) ให้บริการรักษาความปลอดภัยแก่ศูนย์สแกมเมอร์อย่างน้อย 1 แห่ง ซึ่งพบข้อมูลเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ที่มีเด็กเป็นเหยื่อและการจำกัดเสรีภาพ นอกจากนี้ หมายเลขโทรศัพท์ที่ปรากฏบนป้ายหน้าสำนักงานบริษัทยังเชื่อมโยงกับ เลชานนี (Lay Channy) รองผู้บัญชาการตำรวจ ซึ่งมีส่วนร่วมในปฏิบัติการกวาดล้างทั่วประเทศของกัมพูชา
การซ้อมทรมานและละเมิดสิทธิมนุษยชนผ่านเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
แอกเนส คาลามาร์ด (Agnès Callamard) เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า เหยื่อที่ถูกหลอกลวงมายังศูนย์เหล่านี้มีทั้งผู้ใหญ่และเด็ก พวกเขาต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นการลงโทษทางร่างกายอย่างโหดเหี้ยม เช่น การทุบตี ซ้อมทรมานต่อเนื่องหลายชั่วโมง การใช้ไฟฟ้าช็อต การขังเดี่ยว และการทรมานด้วยวิธีเอาหน้าจุ่มน้ำ ทั้งยังมีการล่วงละเมิดทางเพศโดยผู้รอดชีวิตผู้หญิงหลายรายถูกข่มขืน เหล่านี้สะท้อนบทบาทสำคัญของผู้รักษาความปลอดภัย ซึ่งบังคับให้ผู้คนยอมปฏิบัติตามผ่านการใช้ความกลัว
‘ความรุนแรง’ จึงกลายเป็นระบบที่จะทำให้เกิดการแสวงประโยชน์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้ คือ การค้ามนุษย์ การบังคับให้ทำงาน บังคับให้ปฏิบัติตามคำสั่ง และการลงโทษตามที่กล่าวไปข้างต้น

“มาตรการเหล่านี้เป็นการทำร้ายผู้เสียหายอย่างเป็นระบบ ผู้เสียหายเหล่านี้ถูกนำมาขายมาหรือถูกส่งต่อระหว่างศูนย์สแกมเมอร์ต่างๆ ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญาและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง“
แล้วใครต้องรับผิด? เครือข่ายศูนย์สแกมเมอร์กับความรับผิดที่ไม่อาจมองข้าม
ข้อค้นพบจากรายงานฉบับนี้เผยให้เห็นเครือข่ายความเชื่อมโยงที่ซับซ้อนภายในอุตสาหกรรมศูนย์สแกมเมอร์ ตั้งแต่บริษัทรักษาความปลอดภัยไปจนถึงผู้มีอำนาจและผู้มีอิทธิพลทางการเมือง คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ยังรวมถึง ใครบ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
หลังจากเราทำงานวิจัยนี้มาหลายปีพบว่า ยิ่งขนาดของอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ใหญ่เท่าไหร่ คนที่เข้าไปมีบทบาทและมีส่วนร่วมก็จะยิ่งเพิ่มตามไปด้วย
บริษัทรักษาความปลอดภัยต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน ทั้งภายใต้กฎหมายในเขตอำนาจศาลที่เกี่ยวข้องและกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ โดยการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบในลักษณะดังกล่าวอาจเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งอยู่ภายใต้ขอบเขตของธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) นอกจากนี้ หลักการจากการพิจารณาคดีนูเรมเบิร์ก (Nuremberg Trials) ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเอาผิดผู้ที่มีส่วนร่วมในอาชญากรรมร้ายแรง โดยความรับผิดอาจครอบคลุมทั้งทางอาญา ทางแพ่ง และทางปกครอง
ขณะเดียวกัน รัฐบาลกัมพูชาเองก็ไม่อาจปัดความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เพราะนอกจากจะล้มเหลวในการปกป้องประชาชนและผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์แล้ว ยังมีข้อค้นพบหลายประการที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการสมรู้ร่วมคิดกับธุรกิจเหล่านี้ ทั้งหลักฐานเกี่ยวกับบุคคลในเครื่องแบบทหารและตำรวจ รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างผู้มีอิทธิพลทางการเมืองและภาคธุรกิจกับบริษัทรักษาความปลอดภัย
ท่ามกลางเครือข่ายความเชื่อมโยงเหล่านี้ ผู้เสียหายจำนวนมากกลับไม่ได้รับการสอบสวน การคุ้มครอง หรือการเยียวยาที่เหมาะสม ประสบการณ์และเสียงของพวกเขาถูกมองข้าม ขณะที่บริษัทรักษาความปลอดภัยและผู้บริหารที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดยังคงไม่ได้รับการเอาผิดอย่างเหมาะสม
ผู้เสียหายที่หนีออกมาได้ ถูกซ้ำเติมจากกระบวนการยุติธรรม
จารุวัฒน์ จิณห์มรรคา รองประธานมูลนิธิอิมมานูเอล แบ่งปันประสบการณ์จากการทำงานให้ความช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์จากศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชา ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่รัฐตีตราว่าเป็น ‘อาชญากร’ โดยสมัครใจ บ้างก็ถูกมองเป็นผู้ลักลอบเข้าเมือง มากกว่าการมองว่าเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

“ผู้เสียหายที่หนีและกลับมาได้ พวกเขากำลังต่อสู้คดีในข้อกล่าวหา ‘สนับสนุนการฉ้อโกง’ พวกเขาไม่ได้สนับสนุน พวกเขาถูกบังคับให้ทำ ผู้เสียหายที่เราให้ความช่วยเหลือบางส่วนได้ต่อสู้ในชั้นศาลและถูกยกฟ้อง สะท้อนมุมมองของเจ้าหน้าที่ที่ตั้งข้อกล่าวหาเร็วเกินไป ทำให้หลายคนต้องเข้าเรือนจำ”

จารุวัฒน์เผยให้เห็นว่ากระบวนการคัดแยกเหยื่อจากการค้ามนุษย์ของรัฐยังมีข้อบกพร่อง โดยเจ้าหน้าที่มักปฏิเสธคำให้การของเหยื่อโดยอ้างว่า “คำพูดเชื่อถือไม่ได้” และเรียกร้องหลักฐานพยาน ทั้งที่เหยื่อส่วนใหญ่ถูกยึดโทรศัพท์และยึดเอกสาร จึงไม่มีหลักฐานอื่นนอกจากคำให้การที่สอดคล้องกัน
ผู้เสียหายที่หนีออกมาส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เข้ากระบวนการคัดแยก เพราะเขาไม่รู้ว่าตัวเองถูกค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่มองว่าเป็นผู้เสียหาย แต่มองเป็นลักลอบออกนอกเมือง เป็นคนทำผิดกฎหมาย
เหยื่อจากศูนย์สแกมเมอร์หลายคนถูกบังคับให้เปิดบัญชีธนาคาร หรือใช้บัญชีของตนเองในการโอนเงินเพื่อหลอกลวงผู้อื่น แต่เมื่อเดินทางกลับประเทศไทย กลับต้องเผชิญกับการถูกผู้เสียหายจากการฉ้อโกงแจ้งความดำเนินคดี จนบางคนถูกออกหมายเรียกหรือหมายจับ ขณะที่บางรายไม่มีเงินประกันตัวและต้องถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ
ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งดำเนินคดีตามเส้นทางการเงิน โดยไม่ได้สืบสวนให้ลึกลงไปว่า บุคคลเหล่านี้ถูกหลอกลวงหรือบังคับให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมได้อย่างไร ส่งผลให้คดีลักษณะนี้จำนวนมากเข้าสู่กระบวนการศาล ผู้เสียหายต้องแบกรับภาระเดินทางไปต่อสู้คดีในต่างพื้นที่ เช่น คนกรุงเทพฯ ที่ต้องเดินทางขึ้นไปดำเนินคดีในภาคเหนือ ขณะเดียวกัน มีการคาดการณ์ว่าในเรือนจำอาจมีผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการล่อลวงและต้องถูกจำคุกนับหมื่นคน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปีที่ผ่านมา มีผู้เสียหายอย่างน้อย 11 คนได้รับการยกฟ้องจากศาล โดยอาศัยพยานหลักฐานจากความร่วมมือขององค์กรภาคประชาสังคมและหน่วยงานรัฐ มูลนิธิอิมมานูเอลได้ขึ้นเบิกความและนำหลักฐานมายืนยันวันเวลาในการประสานงานช่วยเหลือ รวมถึงพฤติการณ์ที่ผู้เสียหายถูกล่อลวงและกักขัง ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามาช่วยยืนยันว่าบุคคลเหล่านี้ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงจริง
พยานหลักฐานเหล่านี้ช่วยให้ศาลเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ผู้เสียหายไม่ได้กระทำการด้วยความสมัครใจ แต่ถูกควบคุมและบังคับจนขาดอิสระในการตัดสินใจ และไม่ได้มีเจตนาฉ้อโกงผู้อื่นด้วยตนเอง
ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา กับความยากลำบากในการให้ความช่วยเหลือเหยื่อสแกมเมอร์
หลังสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียดขึ้นในปี 2568 การประสานงานเพื่อให้ความช่วยเหลือเหยื่อจากศูนย์สแกมเมอร์ก็ยากลำบากขึ้น นอกจากนั้น เหยื่อยังถูกดำเนินคดีในข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมายและการเข้าพื้นที่สงครามโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ถูกเพิ่มโทษจำคุกจาก 6 เดือนเป็น 1 ปี
“ผู้เสียหายบางคนถูกปล่อยตัวทิ้งไว้ข้างทางฝั่งประเทศกัมพูชา เมื่อไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจ กลับถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ โดยมีคนไทยราว 40 คนในเรือนจำอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา”
เมื่อถูกส่งตัวเข้าเรือนจำกัมพูชาก็ต้องเผชิญความยากลำบาก เช่น เจ้าหน้าที่ให้ใช้โทรศัพท์ติดต่อกับครอบครัวเพื่อขอเงินสำหรับค่าใช้จ่ายอาหารและเครื่องดื่ม หากอยากดื่มน้ำสะอาดก็ต้องจ่ายเงิน รวมแล้วประมาณ 8,000-15,000 บาทต่อเดือน
“บางคนโชคดีได้รับความช่วยเหลือจากชาวกัมพูชาท้องถิ่นหรือ NGO ก็พาหลบหนีกลับไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ”
หยุดสแกมเมอร์ ต้องช่วยเหยื่อ เอาผิดผู้เกี่ยวข้อง และทลายเครือข่ายข้ามชาติ
แอกเนส เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุข้อเสนอแนะและข้อเรียกร้องเพื่อยุติธุรกิจสแกมเมอร์ พร้อมคุ้มครองและเยียวยาผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ดังนี้
- คุ้มครองเหยื่อ ไม่ดำเนินคดีกับผู้ที่ถูกบังคับ
ผู้ที่ถูกหลอกลวงและบังคับให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจสแกมเมอร์ต้องได้รับการปฏิบัติในฐานะผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ พร้อมได้รับการคุ้มครอง เยียวยา และความช่วยเหลือทางกฎหมาย ไม่ใช่ถูกดำเนินคดีจากการกระทำที่เกิดขึ้นภายใต้การบังคับ - สืบสวนและเอาผิดผู้ที่อยู่เบื้องหลังการละเมิด
ต้องมีการสืบสวน ไต่สวน และดำเนินคดีอย่างมีประสิทธิภาพต่อเจ้าหน้าที่รัฐ บริษัทรักษาความปลอดภัย และผู้มีอิทธิพลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เพื่อให้ผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น - ทลายเส้นทางการเงินผิดกฎหมาย ด้วยความร่วมมือข้ามพรมแดน
รัฐบาลในภูมิภาคและประชาคมระหว่างประเทศต้องร่วมมือกันทลายเส้นทางการเงินผิดกฎหมาย พร้อมปรับปรุงกรอบกฎหมายให้เอื้อต่อการสืบสวนข้ามพรมแดน เพราะธุรกิจสแกมเมอร์ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในกัมพูชา แต่ยังมีศูนย์สแกมเมอร์บางแห่งตั้งอยู่บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา ตรงข้ามกับอำเภอในจังหวัดตาก โดยเหยื่อจำนวนมากถูกส่งผ่านประเทศไทยก่อนข้ามไปยังฝั่งเมียนมา
ประเทศไทยจึงมีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวัง คัดกรอง และให้ความช่วยเหลือผู้ที่อาจตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการคุ้มครองและเข้าถึงความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
ปัญหาเรื่องศูนย์สแกมเมอร์เป็นปัญหาระดับโลก เหยื่อไม่ใช่แค่คนที่ถูกค้ามนุษย์แต่ยังมีคนที่ถูกหลอกมาทำธุรกิจสแกมเมอร์ด้วย ฉะนั้น ปัญหาสำคัญ คือ เส้นทางการเงินที่ผิดกฎหมายและการค้าผิดกฎหมาย”
การที่เราทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนขนาดใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ หมายความว่าต้นไม้ที่ออกผลเป็นพิษยังอยู่ เราจำเป็นต้องหยุดผลกระทบจากต้นไม้ที่ออกผลไม้พิษนี้ และจำเป็นต้องเรียกร้องให้ประชาชนสนใจ ต้องมีการนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณะ เพื่อให้รับรู้ถึงความโหดร้ายที่กำลังเกิดขึ้น
แอกเนส คาลามาร์ด
อ่านรายงานทั้งหมด
- ภาษาไทย https://bit.ly/48gWny8
- ภาษาอังกฤษ https://bit.ly/3UlZZvo


