การประหารชีวิตที่ล้มเหลว: คริสตา ไพก์ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ผู้หญิงคนแรกที่รัฐเทนเนสซีประหารชีวิตในรอบ 200 ปี

คริสตา ไพก์ หญิงที่ถูกตัดสินประหารชีวิตจากคดีฆาตกรรมเมื่อกว่า 30 ปีก่อน เธอก่ออาชญากรรมตอนอายุ 18 ปีพอดี จึงไม่อยู่ในข่ายที่จะงดใช้โทษประหาร เธอถูกตัดสินจำคุก 30 ปีพร้อมโทษประหาร วันนี้ (1 ตุลาคม) เธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล หลังเจ้าหน้าที่พยายามประหารชีวิตเธอด้วยการฉีดยาพิษ แต่ไม่สำเร็จและไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นได้ แม้จะได้รับยาฉีดเพื่อประหารชีวิตไปแล้ว 2 ครั้ง

ขณะที่บิล ลี ผู้ว่าการรัฐเทนเนสซี ได้สั่งระงับการประหารชีวิตที่เหลือทั้งหมดของรัฐตลอดช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ นี่ถือเป็นการประหารชีวิตผู้หญิงคนแรกในรอบ 200 ปีของรัฐเทนเนสซี ข้อมูลจากจากบีบีซีไทยระบุว่า นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา มีผู้หญิงเพียง 18 คนเท่านั้นที่ถูกประหารชีวิตในสหรัฐฯ ขณะที่มีการประหารชีวิตนักโทษผู้ชายไป 1,663 คน)

รายงานข่าวจากสื่อระบุว่า คริสตา วัย 50 ปี ยังคงมีชีวิตอยู่และกรนเสียงดัง หลังความพยายามประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษ และถูกนำตัวออกจากเรือนจำด้วยรถพยาบาล ตามคำกล่าวของทนายความของเธอซึ่งเป็นหนึ่งในพยานของการประหารชีวิตครั้งนี้ เธอได้รับการรักษาที่โรงพยาบาล แต่ทนายความระบุว่ายังไม่ได้รับแจ้งเกี่ยวกับอาการของเธอ

คริสตามีกำหนดถูกประหารชีวิตเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ในเวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกา จากคดีฆาตกรรมที่เธอก่อขึ้นเมื่ออายุ 18 ปี ก่อนหน้านี้ทนายความได้ยกประเด็นประวัติการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ปัญหาสุขภาพจิต และการถูกคุมขังเดี่ยวในแดนประหารเป็นเวลาหลายสิบปี รวมไปถึงการมีภาวะผิดปกติของเลือด ซึ่งอาจทำให้การประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษก่อให้เกิด “ความทุกข์ทรมานโดยไม่จำเป็น” เป็นเหตุผลในการขออภัยโทษ แต่ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้มีคำสั่งยกเลิกการระงับดังกล่าว และเปิดทางให้การประหารชีวิตดำเนินต่อไป

โทชิ คาซามะ (Toshi Kazama) ช่างภาพและนักเคลื่อนไหวต่อต้านโทษประหารชีวิต เคยเล่าเรื่องของกรณีของคริสตาไว้ว่า “ผมไปเจอคริสตาในปี 2542 ตอนนั้นเธอติดคุกมาสามปีแล้ว คริสตาก่ออาชญากรรมที่เลวร้ายมากและเธอสารภาพว่าตัวเองเป็นคนทำ ตอนแรกผมแค่สันนิษฐานว่าคริสตาเติบโตมาในครอบครัวที่ขาดความรักจึงก่อเหตุเช่นนั้น พอผมมีโอกาสได้ไปเจอแม่ของคริสตาจึงเข้าใจว่าคริสตาโตมาในสภาพแวดล้อมแบบไหน แม่อาศัยอยู่กับแฟน ในบ้านมียาเสพติดเต็มโต๊ะไปหมด บทสนทนาของแม่กับแฟนคือปรึกษากันว่าพรุ่งนี้จะหายามาเสพได้อย่างไร”

เมื่อตอนต้นปี 2569 มีการกำหนดวันประหารชีวิตเธอไว้แล้ว โทชิบอกว่า สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มีแนวโน้มว่าสังคมจะเอนเอียงไปทางกระแสการประหารชีวิต จึงมีการรณรงค์ระดมรายชื่อให้ผู้ว่าการรัฐสั่งยกเลิกหรือชะลอการประหารชีวิตที่เว็บไซต์ MERCY FOR CHRISTA PIKE” แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งการประหารชีวิตเธอไว้ได้ 

ก่อนหน้านี้ ทนายความของคริสตาได้เตือนถึงความเสี่ยงหลายประการ รวมถึงปัญหาในหาเส้นเลือด เส้นเลือดแตก ยาที่อาจเสื่อมสภาพ และการขาดความพร้อมด้านการแพทย์ฉุกเฉิน หากเกิดภาวะแทรกซ้อน ทนายความของเธอกล่าวว่า “รัฐเทนเนสซีล้มเหลวอีกครั้งในการดำเนินการประหารชีวิตตามกฎหมาย” ส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติได้เคยเรียกร้องให้ทางการสหรัฐฯ และรัฐเทนเนสซี ระงับการประหารชีวิตโดยทันที และเปลี่ยนโทษประหารชีวิตของเธอ

ด้านแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุว่า รัฐเทนเนสซีล้มเหลวในความพยายามประหารชีวิตคริสตา ไพก์ การประหารชีวิตครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าเหตุใด โทษประหารชีวิตจึงเป็นการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างถึงที่สุด แอมเนสตี้ย้ำว่า “ไม่มีวิธีการประหารชีวิตใดที่มีมนุษยธรรม” กล่าวคือ ไม่ว่าการประหารชีวิตจะใช้วิธีใด ล้วนไร้มนุษยธรรมและไม่อาจยอมรับได้

เมื่อครั้งที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เริ่มรณรงค์ต่อต้านโทษประหารชีวิตในปี 2520 มีเพียง 16 ประเทศ ที่ยกเลิกโทษดังกล่าว แต่ปัจจุบัน ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็น 113 ประเทศ หรือกว่าครึ่งหนึ่งของโลก โดยมี 2 ใน 3 ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก หรือ 145 ประเทศทั่วโลกที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตแล้ว (113 ประเทศยกเลิกสำหรับความผิดอาญาทุกประเภท, 9 ประเทศยกเลิกสำหรับความผิดอาญาทั่วไป, 23 ประเทศยกเลิกในทางปฏิบัติหรือไม่มีการประหารจริงติดต่อกันสิบปี)

การประหารชีวิตเป็นการละเมิดสิทธิในการมีชีวิต ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลคัดค้านโทษประหารชีวิตในทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นความผิดทางอาญาประเภทใด ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะมีบุคลิกลักษณะใด หรือไม่ว่าทางการจะใช้วิธีประหารชีวิตแบบใด รวมทั้งงานวิจัยมากมายจากนานาประเทศได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโทษประหารชีวิตไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ กับการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของอาชญากรรม

ปกป้องเสรีภาพการแสดงออก

สิทธิของบุคคลทุกคนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิในระดับสากลที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สนับสนุนความเท่าเทียม

เราทุกคนต้องได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งการแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศและเพศวิธี ภายใต้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน