อิสราเอล/ดินแดนของปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง: ชาวปาเลสไตน์ที่ถูกควบคุมตัวด้วยคำสั่งของฝ่ายบริหาร คว่ำบาตรศาลอิสราเอลจนครบ 100 วันแล้ว

30 มีนาคม 2565

Amnesty International

แถลงการณ์

ชาวปาเลสไตน์ที่ถูกควบคุมตัวด้วยคำสั่งของฝ่ายบริหารหลายร้อยคน รวมทั้งคนที่ถูกควบคุมตัวโดยยังไม่ได้ขึ้นศาลหรือตั้งข้อหา ได้คว่ำบาตรศาลทหารอิสราเอล เน้นให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องยุติการปฏิบัติที่โหดร้ายและไม่เป็นธรรม ซึ่งยังคงสนับสนุนระบบกดขี่และครอบงำทางเชื้อชาติของอิสราเอลต่อชาวปาเลสไตน์ต่อไป แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวในวันนี้ 

ปัจจุบัน ชาวปาเลสไตน์ที่ถูกควบคุมตัวด้วยคำสั่งของฝ่ายบริหาร 490 คนที่ถูกควบคุมตัวโดยอิสราเอล ได้ประกาศคว่ำบาตรหมู่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 โดยปฏิเสธไม่เข้าร่วมกระบวนการไต่สวนของศาลทหาร ซึ่งขาดกระบวนการอันควรตามกฎหมาย และถูกใช้เพียงเป็นตรายางให้ความชอบธรรมกับการควบคุมตัวโดยพลการ ปฏิบัติการดื้อแพ่งของพวกเขาเน้นให้เห็นว่า เป็นเวลานานมาแล้วที่ศาลทหารร่วมมือในการใช้การควบคุมตัวบุคคลด้วยคำสั่งของฝ่ายบริหารต่อชาวปาเลสไตน์ ทั้งนี้เพื่อควบคุมตัวบุคคลเป็นเวลาหลายเดือนโดยไม่มีข้อหา หรือไม่ได้เข้ารับการไต่สวน ส่วนใหญ่เป็นไปตามอำนาจสั่งการของเจ้าหน้าที่ทหาร หรือรัฐมนตรีกลาโหม และมีหลักฐานเป็นเพียงข้อมูลลับซึ่งได้มาจากหน่วยงานความมั่นคงของอิสราเอล 

“นักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวปาเลสไตน์ ผู้สื่อข่าว นักวิชาการ และบุคคลอื่น ๆ ต้องทนทุกข์ทรมานกับการปฏิบัติที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม และได้ประท้วงมาหลายทศวรรษ รวมทั้งการอดอาหารประท้วง การคว่ำบาตรครั้งนี้เป็นการเรียกร้องใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อบอกว่าพวกเขาไม่อาจทนได้อีกต่อไป” ซาเลห์ ฮิกาซี รองผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าว 

“การคว่ำบาตรที่กล้าหาญครั้งนี้ เน้นให้เห็นถึงการปฏิบัติและการลงโทษที่ไร้มนุษยธรรมของอิสราเอลต่อชาวปาเลสไตน์ ประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะรัฐซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิสราเอล ต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมและกดดันอิสราเอลให้ยุติการใช้การควบคุมตัวโดยพลการอย่างเป็นระบบ ถือเป็นขั้นตอนแรกซึ่งจะนำไปสู่การทำลายการกดขี่และครอบงำทางเชื้อชาติ”

ตามข้อมูลของ อัดดาเมียร์ กลุ่มสิทธิมนุษยชนปาเลสไตน์ ทางการอิสราเอลได้ออกคำสั่งควบคุมตัวบุคคลด้วยคำสั่งของฝ่ายบริหารต่อชาวปาเลสไตน์  5,728 ครั้งในทุกพื้นที่ของดินแดนของปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครองระหว่างปี 2560-2564 ในปี 2564 มีการออกคำสั่งเพิ่มอย่างมากถึง 1,695 ครั้ง โดยเป็นผลมาจากคำสั่งควบคุมตัวบุคคลจำนวนมากโดยทางการอิสราเอล ในช่วงหลายสัปดาห์ที่เกิดความรุนแรงในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 

หลายทศวรรษที่ผ่านมา อิสราเอลจงใจใช้การควบคุมตัวบุคคลด้วยคำสั่งของฝ่ายบริหาร เพื่อควบคุมตัวบุคคลรวมทั้งนักโทษด้านความคิด ซึ่งถูกขังเพียงเพราะการใช้สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุมและการสมาคม เป็นการลงโทษพวกเขาเพราะความคิดและการเคลื่อนไหวของพวกเขา 

ซาลาห์ ฮัมมูรี นักกฎหมายชาวปาเลสไตน์เชื้อสายฝรั่งเศส ถูกควบคุมตัวบุคคลด้วยคำสั่งของฝ่ายบริหาร ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2565 หลายปีที่ผ่านมา ทางการอิสราเอลได้คุกคามเขาครั้งแล้วครั้งเล่า บังคับให้เขาต้องเข้าสู่การควบคุมตัวบุคคลด้วยคำสั่งของฝ่ายบริหารหลายช่วงเวลาด้วยกัน รวมทั้งยังเพิกถอนสิทธิการพำนักอาศัยของเขาในเยรูซาเล็มตะวันออก 

ทางการอิสราเอลได้เพิ่มการใช้การควบคุมตัวบุคคลด้วยคำสั่งของฝ่ายบริหารอย่างสม่ำเสมอในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อควบคุมตัวชาวปาเลสไตน์ประมาณ 500 คน รวมทั้งเด็ก โดยในวันที่ 28 มีนาคม 2565 หนึ่งวันหลังจาก พลเมืองอิสราเอลเชื้อสายปาเลสไตน์สองคนใช้อาวุธยิงสังหารตำรวจอิสราเอลสองนาย นาฟตาลี เบนเนท นายกรัฐมนตรีอิสราเอล สั่งการ ให้หน่วยงานความมั่นคงจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุร้ายครั้งนี้ โดยใช้การควบคุมตัวบุคคลด้วยคำสั่งของฝ่ายบริหาร

อามัล นาเคลห์ ชาวปาเลสไตน์ อายุ 18 ปี ซึ่งเข้าร่วมการคว่ำบาตรครั้งนี้ ถูกควบคุมตัวบุคคลด้วยคำสั่งของฝ่ายบริหารตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2564 เขามีอาการผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อประสาท ซึ่งเป็นโรคที่พบได้ยาก ทำให้เกิดภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อลายตอนอายุ 17 ปี ขณะที่เพิ่งถูกควบคุมตัว ต่อมามีการขยายเวลาควบคุมตัวเขาอีกสามครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2565 โดยศาลทหารมีคำสั่งให้ขยายเวลาควบคุมตัวเขาไปอีกสี่เดือน 

“อามัล นาเคลห์ มีอายุ 18 ปี หลังจากต้องถูกควบคุมตัวเกือบหนึ่งปีโดยไม่มีข้อหา เป็นเรื่องที่ทุกข์ทรมานเพียงพอแล้วสำหรับครอบครัวหนึ่งที่ต้องกังวลกับสุขภาพที่อ่อนแอลงของลูกตนเอง แต่ครั้งนี้ยังต้องมาทนทุกข์ทรมานกับความโหดร้ายของการควบคุมตัวบุคคลด้วยคำสั่งของฝ่ายบริหารโดยไม่มีเวลากำหนดอีกด้วย เขาต้องได้รับการปล่อยตัวทันที” ซาเลห์ ฮิกาซีกล่าว 

อิสลาม อัล-ตาวีล ผู้ลงสมัครตำแหน่งนายกเทศมนตรี เมืองอัล-บิเรห์ ซึ่งอยู่ในเขตเวสต์แบงก์ ถูกเจ้าหน้าที่อิสราเอลจับกุมเมื่อวันที่ 21 มีนาคม หลังบุกค้นบ้านเขาตอนตีหนึ่งครึ่ง ในวันที่ 27 มีนาคม มีการออกคำสั่งให้ควบคุมตัวเขาโดยไม่มีข้อหาเป็นเวลาสี่เดือน เขาถูกจับกุมเพียงห้าวันก่อนการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีจะเริ่มขึ้น และปรากฏว่าผู้ลงสมัครในพรรคเดียวกันกับเขาได้รับชัยชนะเสียงข้างมากในสภาเทศบาลของเมืองอัล-บิเรห์

การใช้การจับกุมโดยพลการและเป็นระบบอย่างกว้างขวาง การควบคุมตัวบุคคลด้วยคำสั่งของฝ่ายบริหาร และการทรมานที่อิสราเอลกระทำต่อชาวปาเลสไตน์ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของรัฐ เพื่อการครอบงำและควบคุมเหนือประชากรชาวปาเลสไตน์ ปฏิบัติการเหล่านี้รุนแรงถึงขั้นเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติเนื่องจากการกดขี่และครอบงำทางเชื้อชาติ การคุมขัง และการทรมาน

 


 

ข้อมูลพื้นฐาน 

ทางการอิสราเอลได้ใช้คำสั่งควบคุมตัวบุคคลด้วยคำสั่งของฝ่ายบริหาร นับแต่เข้ามายึดครองเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซาตั้งแต่ปี 2510 

ผู้บัญชาการทหารอิสราเอล สามารถออกคำสั่งควบคุมตัวบุคคลด้วยคำสั่งของฝ่ายบริหารได้ไม่เกินหกเดือน เพื่อควบคุมตัวชาวปาเลสไตน์ กรณีซึ่งมี “เหตุอันควร” ที่เชื่อได้ว่าบุคคลดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อ “ความมั่นคงของพื้นที่” หรือต่อ “ความมั่นคงของสาธารณะ” 

ผู้บัญชาการทหารสามารถขยายเวลาการควบคุมตัวได้โดยไม่มีเวลากำหนด แต่ต้องมีการนำผู้ถูกควบคุมตัวมาขึ้นศาลทหารภายในแปดวัน นับแต่มีการออกคำสั่งควบคุมตัว หรือมีการขยายเวลาการควบคุมตัว หรือการปล่อยตัว 

แม้ว่าผู้ถูกควบคุมตัวตามคำสั่งของฝ่ายบริหาร มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่ง และสามารถเข้าถึงทนายความที่ตนเลือกได้ แต่ทั้งทนายความและตัวผู้ถูกควบคุมตัวจะไม่ได้รับแจ้งถึงรายละเอียดเกี่ยวกับพยานหลักฐานที่ใช้ดำเนินคดีพวกเขา ผู้พิพากษาทหารมีอำนาจออกคำสั่งรับรอง ผ่อนคลาย หรือยกเลิกคำสั่งควบคุมตัวได้ หากเป็นการรับรองคำสั่ง ผู้ถูกควบคุมตัวชาวปาเลสไตน์อาจอุทธรณ์คำตัดสินของผู้พิพากษาทหาร ด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาอิสราเอล 

ศาลฎีกาอิสราเอลได้ย้ำถึงความสำคัญของการอุทธรณ์ และระบุว่า การควบคุมตัวบุคคลด้วยคำสั่งของฝ่ายบริหาร ควรนำมาใช้เป็นมาตรการป้องกันต่อบุคคลที่อาจก่อให้เกิดอันตรายกับความมั่นคง และกรณีที่ไม่สามารถใช้วิธีอื่นป้องกันได้แล้ว 

อย่างไรก็ดี ศาลยังไม่เคยกำหนดระเบียบอย่างชัดเจน ให้มีการทบทวนการควบคุมตัวบุคคลด้วยคำสั่งของฝ่ายบริหาร ทั้งยังมักไม่ตั้งคำถามต่อข้อมูลที่ใช้สนับสนุนคำสั่งควบคุมตัวบุคคล และมักไม่มีการตรวจสอบคำสั่งของผู้พิพากษาศาลทหาร