สิทธิเด็ก

มาตรา 4 ในพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ได้นิยามคำว่า “เด็ก” หมายความว่า บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ แต่ไม่รวมถึงผู้ที่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส ซึ่งสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ที่นิยามคำว่า “เด็ก” หมายถึง มนุษย์ทุกคนที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี เว้นแต่จะบรรลุนิติภาวะก่อนหน้านั้น ตามกฎหมายที่บังคับแก่เด็กนั้น เช่น ในกรณีของประเทศไทย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ว่าด้วยบุคคล มาตรา 19 กำหนดว่า บุคคลจะบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ แต่หากบุคคลนั้นได้ทำการสมรสก่อนอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ ตามมาตรา 20 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บุคคลนั้นเป็นผู้บรรลุนิติภาวะตามกฎหมาย 

สหประชาชาติได้ประกาศในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนว่า เด็กมีสิทธิที่จะได้รับการดูและและการช่วยเหลือเป็นพิเศษ และเพื่อให้เด็กสามารถพัฒนาบุคลิกภาพได้อย่างกลมกลืนและเต็มที่ เด็กควรเติบโตในสิ่งแวดล้อมของครอบครัว ในบรรยากาศแห่งความผาสุก ความรักและความเข้าใจ อีกทั้งควรเตรียมให้เด็กพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะดำรงชีวิตเป็นของตัวเองในสังคม และควรเลี้ยงดูเด็กตามเจตนารมณ์แห่งอุดมคติที่ประกาศไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ โดยเฉพาะตามเจตนารมณ์แห่งสันติภาพ ศักดิ์ศรี เสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นเอกภาพ 

อีกทั้งมาตรา 22 ในพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ได้กำหนดไว้ว่า ”การปฏิบัติต่อเด็กไม่ว่ากรณีใด ให้คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญและไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม”  ซึ่งสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่กล่าวถึงการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก จะต้องคำนึงถึงสิทธิเด็กและสำคัญที่สุดคือต้องยึดถือหลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก (the best interest of the child) เพราะเป็นการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการคุ้มครองเด็กที่ประเทศภาคีต้องยกมาตรฐานของตนเองขึ้นให้เท่ากับที่กำหนดในอนุสัญญาฯ หรือสูงกว่า ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญานี้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2535 และมีผลบังคับใช้กับประเทศไทยในฐานะที่เป็นกฎหมายระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2535 

สิทธิเด็กเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน เด็กเป็นกลุ่มที่ต้องการการปกป้องคุ้มครองมากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากความสามารถของสภาวะต่างๆ ทั้งร่างกาย สติปัญญาและจิตใจที่ไม่เท่ากับผู้ใหญ่ จึงต้องได้รับการคุ้มครองเป็นกรณีพิเศษเพื่อให้มีพัฒนาการและการเจริญเติบโตเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าต่อสังคม ประชาคมระหว่างประเทศเห็นความสำคัญในการปกป้องคุ้มครองสิทธิเด็กเป็นอย่างยิ่ง ส่งผลให้เกิดปฏิญญาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ดังนี้

  • ปฏิญญาว่าด้วยสิทธิเด็กหรือที่เรียกว่าปฏิญญาเจนีวา (The Declaration of Geneva 1924) ซึ่งองค์การสันนิบาติชาติได้ประกาศไว้ในปี 2467 

  • เมื่อมีการจัดตั้งองค์การสหประชาชาติ ได้มีการประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (The Universal Declaration of Human Rights 1948)

  • และองค์การสหประชาชาติได้พัฒนาและประกาศปฏิญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (The United Nation Declaration on the Rights of the Child, 1959) ในปี 2502 แต่ไม่มีผลผูกพันเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ

  • ในปี 2532 สหประชาชาติได้พัฒนาการคุ้มครองเด็กให้เป็นกฎหมายระหว่างประเทศในรูปของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child, 1989)

  • และในปี 2533 องค์การสหประชาชาติได้จัดทำตราสารทางกฎหมายระหว่างประเทศอีกสองฉบับ คือ พิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กเรื่องความเกี่ยวพันของเด็กในความขัดแย้งกันด้วยกำลังอาวุธ (Optional Protocol on the Involvement of Children in Armed Conflict) และ พิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กเรื่องการค้าเด็ก การค้าประเวณีเด็กและสื่อลามกที่เกี่ยวกับเด็ก (Optional Protocol on the Sale of Children, Child Prostitution and Child Pornography)

 

ในปัจจุบันถือว่าอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและพิธีสารต่อท้ายทั้งสองฉบับเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่มีผลสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิเด็ก ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กมีหลักการสำคัญอยู่ 2 ประการ

  1. สิทธิเด็กนั้นไม่ใช่เรื่องที่รัฐหรือใครให้กับเด็ก แต่เป็นสิทธิของเด็กทุกคนที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด ซึ่งอนุสัญญาใช้คำว่า “สิทธิติดตัว” (inherent rights) ดังนั้นเด็กจึงเป็นผู้มีสิทธิที่ไม่มีผู้ใดสามารถไปตัดทอนหรือจำกัดการใช้สิทธิอันชอบธรรมของเด็กหรือละเมิดสิทธิของเด็กได้

  2. ในการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวกับเด็ก จะต้องคำนึงถึงสิทธิเด็กและที่สำคัญที่สุดคือต้องยึดถือหลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก (the best interest of the child) 

 

อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กทุกคนในโลกโดยได้กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ (ประเทศอาจจะกำหนดสิทธิและการคุ้มครองสูงกว่าที่กำหนดไว้ในอนุสัญญานี้ได้ แต่จะต่ำกว่าที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาไม่ได้) อนุสัญญาฉบับนี้ได้กำหนดว่ารัฐภาคีสมาชิกต้องเคารพและคุ้มครองสิทธิเด็กทุกคนที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของตน ไม่ว่าจะเป็นคนสัญชาติของประเทศนั้นหรือไม่ และต้องไม่ถูกเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเหตุแห่งเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง ต้นกำเนิดทางชาติพันธุ์หรือสังคม ทรัพย์สิน ความทุพพลภาพ การเกิดหรือสถานะอื่นๆ ของเด็ก หรือบิดามารดา หรือผู้ปกครองตามกฎหมาย หากเด็กกลุ่มใดไม่สามารถใช้สิทธิเช่นเดียวกับเด็กคนอื่นๆ เพราะสภาวะทางร่างกาย จิตใจหรือสังคม เช่น เด็กที่พิการทางร่างกายหรือทางสมอง เด็กเร่ร่อน ยากจน เป็นต้น รัฐต้องจัดบริการให้เด็กเหล่านี้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อช่วยให้เด็กกลุ่มนี้ได้ใช้สิทธิที่เท่าเทียมกับเด็กคนอื่นๆ หลักการที่ได้กล่าวมาข้างต้นได้มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ. 2540 มาตรา 30 วรรคสาม ซึ่งกำหนดว่า “มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม”  

อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก กำหนดพันธกรณีให้ประเทศภาคีสมาชิกต้องคุ้มครองสิทธิเด็กโดยแยกเป็นประเภทใหญ่ๆ  ได้ 4 ประเภท

  1. สิทธิในชีวิตและการอยู่รอด: อนุสัญญาฯ กำหนดว่ารัฐภาคีต้องรับรองว่าเด็กทุกคนมีสิทธิติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดที่จะมีชีวิตและต้องประกันอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ให้เด็กสามารถอยู่รอด ปลอดภัยและมีการพัฒนาของเด็ก และเด็กมีสิทธิที่จะได้รับการเลี้ยงดูไม่ว่าโดยบิดา มารดา ญาติพี่น้องหรือรัฐ เพื่อให้อยู่รอดและเจริญเติบโต มีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีเพียงพอ ซึ่งหากครอบครัวไม่สามารถจะดำเนินการได้ตามมาตรฐานขั่นต่ำ รัฐต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือ

  2. สิทธิในการได้รับการปกป้องคุ้มครอง: เด็กมีสิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครองในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองจากการถูกทำร้ายทางร่างกาย จิตใจและทางเพศ ซึ่งรวมถึงการล่วงละเมิกทางเพศหรือการแสวงหาประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ จากเด็ก

  3. สิทธิในการพัฒนา: อนุสัญญาฯ เน้นการเลี้ยงดูเด็กโดยบิดามารดาหรือในบางกรณีโดยรัฐ ซึ่งเด็กมีสิทธิที่จะมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่เพียงพอต่อการพัฒนาและพัฒนาการของเด็กทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ศีลธรรมและทางสังคม อีกทั้งยังเน้นว่าเด็กมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาเพื่อให้เด็กได้พัฒนาบุคลิกภาพ ความสามารถพิเศษและความสามารถทางร่างกายและจิตใจของเด็กให้เต็มศักยภาพของเด็กแต่ละคน

  4. สิทธิในการมีส่วนร่วม: อนุสัญญาฯ เน้นถึงสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของเด็กโดยเสรีในทุกเรื่องที่มีผลกระทบต่อเด็ก รวมถึงอิสระในการแสวงหา ได้รับหรือส่งต่อข้อมูลและความคิดในทุกรูปแบบและในสื่อทุกประเภท เด็กมีสิทธิที่จะมีเสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและศาสนา สิทธิในการมีส่วนร่วมนี้หมายรวมถึงสิทธิของเด็กในการชุมนุม การสมาคมโดยสงบ

 

สิทธิในการมีส่วนร่วมของเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กตามข้อ 13 ได้ระบุไว้ว่า “เด็กมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก สิทธินี้จะรวมถึงเสรีภาพที่จะแสวงหา ได้รับหรือส่งต่อข้อมูลและความคิดในทุกรูปแบบ โดยไม่จำกัดเขตแดน ไม่ว่าจะโดยวาจา ลายลักษณ์อักษร หรือการตีพิมพ์ในรูปศิลปะหรือผ่านสื่อใดๆ ตามที่เด็กเลือก”

เพื่อเป็นการลดจุดอ่อนของเด็กที่ขาดอิทธิพลในกระบวนการตัดสินใจ ข้อที่ 12 ในอนุสัญญาฯ จึงระบุไว้ว่า “นอกจากรัฐภาคีจะประกันแก่เด็กให้สามารถมีความคิดเห็นเป็นของตนเองโดยเสรีในทุกๆ เรื่องที่มีผลกระทบต่อเด็ก ทั้งนี้ความคิดเห็นดังกล่าวของเด็กจะต้องได้รับการรับฟังอย่างสมเหตุสมผล” (ข้อที่ 12 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ได้ถูกปรับใช้ให้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรา 7 ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ) 

และในข้อที่ 14 ของอนุสัญญาฯ ระบุอีกไว้ว่า “รัฐภาคีจะต้องเคารพต่อสิทธิเด็กที่จะมีเสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและศาสนา” และการมีส่วนร่วมของเด็กตามข้อที่ 15 ของอนุสัญญาฯ ระบุไว้ว่า “รัฐภาคีต้องยอมรับสิทธิของเด็กที่จะมีเสรีภาพในการสมาคมและเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบ และไม่อาจมีการจำกัดสิทธิเหล่านี้ นอกเหนือจากข้อจำกัดที่กำหนดขึ้นโดยสอดคล้องกับกฎหมายและที่จำเป็นสำหรับสังคมประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์ของความมั่นคงแห่งชาติหรือความปลอดภัยของประชาชน ความสงบเรียบร้อย การคุ้มครองด้านสาธารณสุขหรือศีลธรรม หรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นๆ”

ดังนั้นตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ได้กล่าวไปข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าเด็กมีสิทธิต่างๆ รวมถึงสิทธิในการแสดงออกหรือแสดงความคิดเห็น ที่ต้องได้รับการรับฟังอย่างสมเหตุสมผล และการสมาคมหรือการชุมนุมอย่างสงบของเด็กที่เท่าเทียมกับผู้ใหญ่และสามารถใช้เสรีภาพของตนโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเด็กมีความเปราะบางและมีความเสี่ยงเฉพาะมากกว่าผู้ใหญ่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่ในการปกป้องเด็กจากการถูกทำร้ายหรือถูกคุกคามจากการใช้สิทธิในการมีส่วนร่วม เช่น เสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคมโดยสงบ

 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องรัฐบาลไทยในประเด็นเรื่องสิทธิเด็กให้

  • รัฐต้องประกันว่าเด็กสามารถใช้สิทธิในเสรีภาพการชุมนุมอย่างสงบ โดยปราศจากการแทรกแซงหรือมีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดอันตราย

  • รัฐควรดำเนินการฝึกอบรมการบังคับใช้กฎหมายและหลักการที่สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรฐานตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child – CRC) รวมถึงการวางแผนล่วงหน้าสำหรับการรับมือกับการที่เด็กเข้าร่วมการชุมนุม และการฝึกอบรมเกี่ยวกับวิธีการจัดการเมื่อมีเด็กอยู่ในพื้นที่การชุมนุม ทั้งการปกป้องคนที่มีความเสี่ยงและจำกัดการใช้กำลังกับพวกเขา

  • เหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่เกิดความรุนแรงจากการกระทำที่ไม่เหมาะสมอื่นๆ ของตำรวจต่อเด็ก ที่จะต้องได้รับการสอบสวนอย่างมีประสิทธิผล และให้ผู้กระทำผิดต้องถูกดำเนินคดีอย่างเป็นธรรม และเหยื่อต้องสามารถเข้าถึงการเยียวยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ



อ้างอิง

2013_5053.pdf (dla.go.th)

พรบ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 (dcy.go.th)