Amnesty International

ชาด: เรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวญาติของผู้นำฝ่ายค้านและประกันสิทธิในกระบวนการยุติธรรม
ทางการชาดยังคงควบคุมตัวญาติ 10 คนของ ยายา ดิลโล เจรู ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน Socialist Party without Borders (PSF) ที่ถูกสังหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 แม้ว่าพวกเขาจะได้รับการปล่อยตัวจากข้อกล่าวหาในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บุคคลเหล่านี้ถูกจับกุมหลังเหตุการณ์โจมตีสำนักงานใหญ่พรรคในกรุงเอ็นจาเมนา ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้นำสำคัญ พร้อมด้วยการจับกุมสมาชิกพรรคหลายคน
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลรายงานว่า ผู้ถูกคุมขังเหล่านี้ยังคงอยู่ในเรือนจำ โคโร โทโร ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองหลวงถึง 600 กิโลเมตร และสภาพความเป็นอยู่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชน มีเยาวชนอายุ 16-18 ปี รวมถึงบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรังซึ่งไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ทางการควรย้ายผู้ต้องขังไปยังเรือนจำในกรุงเอ็นจาเมนาเพื่อรับประกันสิทธิขั้นพื้นฐาน
แอมเนสตี้เน้นย้ำว่าการควบคุมตัวบุคคลที่ไม่มีความผิดเป็นการละเมิดสิทธิอย่างชัดเจน และสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการปราบปรามผู้สนับสนุนฝ่ายค้านในประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลชาดยุติการละเมิดสิทธิและรับประกันกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมโดยเร็วที่สุด
อ่านเพิ่มเติม: https://bit.ly/3OKPxaF
—–

ซีเรีย: หลังการเปลี่ยนอำนาจในซีเรีย โอกาสทางประวัติศาสตร์ในการแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนต้องไม่สูญเปล่า
หลังการเปลี่ยนอำนาจในซีเรีย แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นโอกาสทางประวัติศาสตร์ที่จะช่วยให้ประชาชนซีเรียหลุดพ้นจากความหวาดกลัวและการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นมานานกว่าห้าทศวรรษ ภายใต้การปกครองของตระกูลอัสซาด ประชาชนซีเรียต้องเผชิญกับความโหดร้ายอย่างต่อเนื่อง เช่น การทรมาน การใช้ระเบิดเคมี และการบังคับให้สูญหาย
แอมเนสตี้เรียกร้องให้ผู้มีอำนาจใหม่ในซีเรียยุติความรุนแรงในอดีต และมุ่งเน้นการสร้างความยุติธรรมโดยไม่มีการล้างแค้น พร้อมเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายในความขัดแย้งเคารพกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมถึงการสืบสวนและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในอดีตในกระบวนการที่ยุติธรรมและโปร่งใส
“ประชาคมโลกต้องให้การสนับสนุนในกระบวนการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ และช่วยให้ประชาชนซีเรียสามารถสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและมีความยุติธรรมอย่างแท้จริง” แอกเนส คาลามาร์ด กล่าว พร้อมชี้ว่าการสนับสนุนนี้จะช่วยให้ประเทศสามารถก้าวข้ามช่วงเวลาที่มืดมนในประวัติศาสตร์ได้
อ่านเพิ่มเติม: https://bit.ly/3ZIP670
—–

โคลอมเบีย: เส้นทางอันยากลำบากของผู้หญิงในการตามหาญาติที่ถูกบังคับให้หายตัวไป
ในโคลอมเบีย การบังคับให้สูญหายยังคงเป็นปัญหาสำคัญ โดยตัวเลขผู้สูญหายอาจสูงถึง 200,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนที่ไม่มีปากเสียงในสังคม ผู้หญิงในฐานะมารดา ภรรยา และลูกสาว มีบทบาทสำคัญในการค้นหาญาติที่สูญหาย พร้อมทั้งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับประเด็นนี้ในระดับสาธารณะ องค์กรต่างๆ เช่น มูลนิธิ นีเดีย อีริกา บาวทิสตา (Nydia Erika Bautista Foundation) กลายเป็นตัวอย่างของความเสียสละและความมุ่งมั่น แม้ต้องเผชิญกับการข่มขู่และอันตราย
รายงานฉบับใหม่ของแอมเนสตี้เน้นถึงความสำคัญของกฎหมาย 2364 ที่ผ่านในปี 2567 ซึ่งให้การคุ้มครองผู้หญิงที่ทำงานค้นหาอย่างครอบคลุม และเสนอแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามกฎหมายนี้ กฎหมายดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้การค้นหาญาติที่สูญหายดำเนินไปได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี
แอมเนสตี้เชื่อว่าการดำเนินการตามกฎหมายนี้อย่างเต็มรูปแบบจะช่วยลดหนี้สินทางศีลธรรมของรัฐโคลอมเบียต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ และสามารถเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอเมริกาในประเด็นนี้
อ่านเพิ่มเติม: https://bit.ly/49tqh2a
—–
รวันดา: เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักข่าวและสมาชิกฝ่ายค้านทันที
เธโอเนสท์ เอ็นเซนกิมานา (Théoneste Nsengimana) นักข่าวและสมาชิกพรรคฝ่ายค้านอีก 8 คนในรวันดา ถูกจับกุมในปี 2564 และยังคงถูกคุมขังมานานถึง 3 ปีโดยไม่มีการพิจารณาคดี แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลชี้ว่าการจับกุมเหล่านี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน และการดำเนินคดีดังกล่าวขัดต่อหลักการความยุติธรรมพื้นฐาน
ข้อกล่าวหาที่เรียกว่า “การสมคบคิด” เพื่อกระทำความผิด เป็นข้อหาที่ไม่มีมูลเพื่อปิดปากผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่าง นักข่าว เธโอเนสท์ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีแผนรายงานกิจกรรมของกลุ่มฝ่ายค้านก็ถูกตั้งข้อหาเช่นเดียวกัน แอมเนสตี้เรียกร้องให้รัฐบาลรวันดาเคารพสิทธิในเสรีภาพการแสดงความเห็นและการสมาคม
“การพิจารณาคดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการปราบปรามผู้ที่แสดงความคิดเห็นแตกต่างในรวันดา เราเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการดำเนินคดีที่ไม่ยุติธรรมเหล่านี้ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เคารพเสรีภาพทางการเมืองในประเทศ” ไทเกอ ชากูทาห์ ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ภูมิภาคแอฟริกากล่าว
อ่านเพิ่มเติม: https://bit.ly/3ZnBfl4
—–
อิสราเอล: รายงานชี้การกระทำต่อชาวปาเลสไตน์ในกาซาอาจเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเผยแพร่รายงานระบุว่า การกระทำของอิสราเอลต่อชาวปาเลสไตน์ในกาซา อาจเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยมีลักษณะการสังหารหมู่ การทำให้ประชาชนขาดปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต และการจำกัดความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ที่ประสบวิกฤต
“ประชาคมโลกต้องหยุดนิ่งเฉยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงเช่นนี้ และดำเนินการในทุกช่องทางที่มีเพื่อยุติการกระทำที่เข้าข่ายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อกดดันให้อิสราเอลยุติการละเมิด และดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในความผิดนี้
รายงานยังชี้ว่า รัฐบาลที่สนับสนุนอิสราเอลมีหน้าที่ในการยุติการกระทำดังกล่าวและรับประกันว่าประชาชนในกาซาจะได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตอย่างปลอดภัย
อ่านเพิ่มเติม: https://bit.ly/3VqYb1t
เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน
ร่วมเปลี่ยนแปลงโลกกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล
สมัครสมาชิกได้ที่ https://bit.ly/3NX3WzG


