Amnesty International
ในขณะที่ประเด็นหลักของวันที่อยู่อาศัยโลกในปีนี้ เน้นที่อนาคตของเยาวชนและเขตเมือง เราจึงไม่อาจมองข้ามปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง ได้แก่ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการปฏิบัติตามสิทธิในที่อยู่อาศัยทั้งในบริบทของชนบทและเขตเมือง รวมทั้งสำหรับเยาวชนในทุกวันนี้และในอนาคต
ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิที่จะมีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม ได้ย้ำว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศถือเป็นวิกฤตด้านที่อยู่อาศัยด้วย[1] สภาพอากาศรุนแรงสุดขั้วทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งในแง่ความถี่และความเข้มข้น อันเป็นผลมาจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิดภัยจากน้ำท่วม คลื่นความร้อน ภัยแล้ง และไฟป่า ซึ่งมักสร้างความเสียหายและทำลายบ้านเรือน ที่ดิน และโครงสร้างพื้นฐาน ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบช้า ๆ เช่น การกลายสภาพเป็นทะเลทรายและภาวะน้ำทะเลหนุนสูง อาจส่งผลคุกคามต่อการดำรงอยู่ของที่อยู่อาศัยและการตั้งถิ่นฐานของมนุษยชาติ ทำลายสุขภาพและการดำรงชีพ และมักส่งผลให้เกิดการพลัดถิ่น เนื่องจากพื้นนที่เดิมไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป อันตรายเหล่านี้ส่งผลกระทบเป็นพิเศษต่อประเทศซึ่งมีส่วนในการปล่อยคาร์บอนระดับโลกน้อยสุด และส่งผลกระทบต่อประชากรกลุ่มชายขอบซึ่งประเทศของพวกเขามักได้รับการคุ้มครองน้อยสุด เนื่องจากการเลือกปฏิบัติหรือการเพิกเฉยของทางการในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งยิ่งทำให้ความไม่เท่าเทียมรุนแรงขึ้น[2] การไม่สามารถรับมือได้อย่างรวดเร็วและหนักแน่น เพื่อคุ้มครองสิทธิในที่อยู่อาศัยให้ปลอดพ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะทำให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรงต่อชุมชนในเขตเมืองและชนบท ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
สภาพอากาศรุนแรงสุดขั้วและภัยพิบัติ เป็นสาเหตุให้เกิดการโยกย้ายถิ่นฐานของประชากรประมาณ 26.4 ล้านคนในปี 2566 นับเป็นตัวเลขสูงสุดอันดับสามในรอบทศวรรษที่ผ่านมา[3] แม้ว่าการโยกย้ายถิ่นฐานเนื่องจากภัยพิบัติทั้งหมดไม่ได้เป็นผลมาจากปัญหาสภาพภูมิอากาศ แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงทำให้ภัยพิบัติจากสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว เกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีความเข้มข้นมากขึ้น ทำให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้นที่ประชาชนจะต้องละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเอง[4] ในหลายกรณี ประชาชนอพยพไปสู่เขตเมือง และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องพึ่งพาการตั้งถิ่นฐานอย่างไม่เป็นทางการ ในสภาพที่ขาดแคลนโดยสามารถเข้าถึงบริการที่จำเป็นได้อย่างจำกัดหรือไม่มีเลย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงน้ำ สุขอนามัย และพลังงาน[5]
กรณีต่าง ๆ ต่อไปนี้ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของรัฐบาล ในแง่ของการดำเนินงานเพื่อแก้ไขผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อที่อยู่อาศัย การนำมาตรการมาใช้เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถปรับตัวเข้ากับผลกระทบเหล่านี้ และหากจำเป็นเพื่อรับมือกับความสูญเสียและความเสียหาย ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงด้านสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนทุกคน
อันที่จริงแล้ว แทนที่จะเป็นการคุ้มครองสิทธิในที่อยู่อาศัยในบางกรณี อย่างเช่น ในเม็กซิโกและเคนยาตามที่อธิบายด้านล่าง สิทธิในที่อยู่อาศัยกลับถูกละเมิดโดยมาตรการการปรับตัวและแก้ปัญหา ซึ่งอาจส่งผลให้คนในชุมชนทุกคนต้องถูกรัฐบาลบังคับให้โยกย้ายออกจากบ้านเรือนและที่ดินของตนเอง และ/หรือได้รับการจัดสรรที่อยู่อาศัยใหม่ที่ไม่เหมาะสม และไม่สามารถเข้าถึงบริการต่าง ๆ
ชุมชนเอลบอสเก, รัฐตาบัสโก, เม็กซิโก

ดังที่โครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN Habitat) จะจัดงานรำลึกวันที่อยู่อาศัยโลกประจำปีนี้ที่เมืองเกเรตาโร เม็กซิโก จึงเป็นโอกาสที่จะทำให้โลกเกิดความสนใจต่อชุมชนประมงเอลบอสเก ในรัฐตาบัสโก ตอนใต้ของเม็กซิโก
ชุมชนเอลบอสเกตั้งอยู่ที่ด่านหน้าที่จะต้องเผชิญกับผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศนับแต่ปี 2562 เนื่องจากต้องเผชิญกับคลื่นทะเลอย่างต่อเนื่อง และภัยพิบัติจากสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว แนวชายฝั่งของชุมชนเอลบอสเกถูกกัดเซาะเข้าไปประมาณ 200 เมตร (ประมาณ 656.17 ฟุต) ส่งผลให้เกิดการทำลายบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน รวมทั้งโรงเรียนประถม โรงเรียนอนุบาล และถนนสายหลัก[6] คนในชุมชนให้ข้อมูลกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลว่า บ่อน้ำที่พวกเขาใช้ดื่มกินและใช้อุปโภคบริโภค ต้องปนเปื้อนด้วยน้ำทะเล ไม่สามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้อย่างสม่ำเสมอ หรือมีคุณภาพไม่เหมาะสม มีการจ่ายไฟฟ้าให้เพียงบางช่วง และผลจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงเรียน เด็กจึงต้องเรียนหนังสือในสภาพการเรียนที่ไม่เหมาะสม[7] ประชาชนจำนวนมากต้องอาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวมาเป็นเวลานานแล้ว อย่างไรก็ดี ในเดือนพฤศจิกายน 2566 ประชาชนอย่างน้อย 69 คนซึ่งอาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวของเทศบาล ตัดสินใจออกจากที่พักพิง หลังมีการร้องเรียนว่าพวกเขาถูกเจ้าหน้าที่ปฏิบัติอย่างมิชอบ รวมทั้งไม่ได้รับอาหารและน้ำทั้งวัน นับแต่นั้นมา สมาชิกส่วนใหญ่ในชุมชนต้องเช่าที่พักอาศัย หรือไปอยู่กับญาติ อย่างไรก็ดี คนที่ไม่สามารถจ่ายค่าเช่าหรือไม่มีญาติที่จะไปอยู่ด้วย ต้องอยู่ในสภาพที่เป็นคนไร้บ้าน หรือต้องกลับไปที่ชุมชนของตนเอง แม้มีความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 สภาแห่งรัฐตาบัสโกให้ความเห็นชอบต่อการโยกย้ายชุมชนแห่งนี้ ในเดือนเมษายน 2566 ชุมชนเอลบอสเกเริ่มการเจรจากับกระทรวงการเกษตร ดินแดน และการพัฒนาเขตเมือง (Secretaría de Desarrollo Agrario, Territorial y Urbano) และคณะกรรมการที่อยู่อาศัยแห่งชาติ (Comisión Nacional de Vivienda) เกี่ยวกับการโยกย้ายที่อยู่อาศัยใหม่ อย่างไรก็ดี มีรายงานว่ากระบวนการนี้ต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากขั้นตอนที่ยืดเยื้อทางราชการ[8]หลังการเจรจาผ่านไปหนึ่งปีครึ่ง ประชาชนจากชุมชนเอลบอสเกยังไม่ได้รับการจัดสรรที่อยู่อาศัยใหม่ และยังคงเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติจากสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว
“ดิฉันเป็นแม่ สามีเป็นชาวประมง เราต้องออกจากชุมชนเพื่อไปเช่าบ้านอยู่ข้างนอก เพราะพื้นที่ชายฝั่งถูกกัดเซาะจนถึงบ้านเราแล้ว เพื่อนบ้านหลายคนต้องสูญเสียบ้านเรือนไป….ดิฉันต้องออกจากชุมชน เพราะเราไม่สามารถเข้าถึงบริการขนส่งได้แล้ว ไม่สามารถเข้าถึงถนน ไม่มีสถานีอนามัย ไม่มีน้ำประปา และเราไม่มีไฟฟ้าใช้ เนื่องจากหม้อแปลงระเบิดไปแล้ว มีเพียงไม่กี่คนที่ยังอาศัยอยู่ในชุมชนต่อไป พวกเขาต้องใช้วิธีระดมทุนเพื่อซื้อหม้อแปลงตัวใหม่ เพื่อให้มีการจ่ายไฟฟ้าอีกครั้ง ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายสำหรับดิฉัน ดิฉันต้องไปส่งลูกที่โรงเรียน พวกเขาเรียนตามเพื่อนไม่ทัน เพราะถนนอยู่ในสภาพที่แย่มาก และครูก็ไม่สามารถมาสอนได้ ดิฉันต้องประสบกับปัญหาเหล่านี้เช่นเดียวกับเพื่อนบ้านคนอื่น ๆ แผนการโยกย้ายไปที่อยู่ใหม่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินงาน และเรามีความกังวลเนื่องจากชุมชนของเราพึ่งพารายได้จากการทำประมง และการย้ายไปอยู่ที่อื่น จะทำให้เราสูญเสียช่องทางทำมาหากิน…หลายคนจึงสงสัยว่าเราจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร เราจะอยู่รอดได้อย่างไร….ก่อนหน้านี้ ถ้าเราไม่มีอะไรจะกิน ถ้าเราไม่มีอาหาร เราแค่ไปที่ชายฝั่ง เราก็สามารถจับสัตว์น้ำมากินได้แล้ว”
คริสตินา, สมาชิกชุมชนเอลบอสเก
ชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานอย่างไม่เป็นทางการในกรุงไนโรบี, เคนยา

เคนยาต้องเผชิญกับอุทกภัยครั้งใหญ่ในเดือนมีนาคม เมษายน และพฤษภาคม 2567 ตามข้อมูลของสภากาชาด มีครัวเรือนได้รับผลกระทบ 101,132 แห่ง ทำให้มีผู้ที่ต้องโยกย้ายถิ่นฐานกว่า 55,000 คน และทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 294 คน[9] ในกรุงไนโรบี ภาวะน้ำท่วมส่งผลกระทบต่อพื้นที่ต่าง ๆ รวมทั้งชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานอย่างไม่เป็นทางการ อย่างเช่น มูกูรู, มาทาเร, คีเบรา, โคโรโกโช และคาวังวาเร[10] เบนนา บูลูมา สิทธิมนุษยชนและผู้ก่อตั้งเครือข่ายแม่ของผู้เสียหายและผู้รอดชีวิต ภายหลังลูกชายสองคนถูกตำรวจสังหารอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในระหว่างความรุนแรงที่เกิดในช่วงเลือกตั้ง เป็นหนึ่งในผู้ที่เสียชีวิตจากน้ำท่วมที่เขตมาทาเร[11]
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้เก็บข้อมูล และในการทำวิจัยก่อนหน้านี้ ได้ประณามสภาพการดำรงชีวิตของประชาชนในชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานอย่างไม่เป็นทางการ เพราะพวกเขาถูกบังคับให้ต้องอยู่ในสภาพที่ขาดความเหมาะสม และแทบจะไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาด สุขอนามัย การดูแลสุขภาพ โรงเรียน และบริการสาธารณะที่จำเป็นอื่น ๆ ได้[12]
เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงบริการได้น้อย ชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานอย่างไม่เป็นทางการเหล่านี้จึงมักได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและดินถล่มที่เป็นผลตามมา ชาวบ้านในพื้นที่มักไม่มีทางเลือกอื่น แต่ต้องทนอาศัยอยู่ในสภาพที่เสี่ยงภัยต่อไป อุทกภัยล่าสุดในเคนยาเผยให้เห็นความเปราะบางอย่างต่อเนื่อง และชี้ให้เห็นว่ามาตรการรับมือที่อ่อนแอของรัฐยิ่งทำให้ประชาชนเกิดความทุกข์ยากมากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น ในมาตรการรับมือกับภัยพิบัติเมื่อวันที่ 30 เมษายน รัฐบาลได้ออกคำสั่ง รวมทั้งการใช้คำสั่งด้านความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะในวันที่ 2 และ 4 พฤษภาคม เพื่อขอให้มี ‘การโยกย้ายอย่างสมัครใจ’ หรือ ‘การโยกย้ายแบบบังคับ’ ของบ้านเรือนและธุรกิจ ซึ่งอยู่ในระยะ 30 เมตรของหุบเขาแม่น้ำ ส่งผลกระทบต่อประชาชนเฉพาะในกรุงไนโรบีกว่า 127,000 คน[13] อย่างไรก็ดี รัฐบาลไม่สามารถดำเนินงานให้มีการโยกย้าย โดยมีแผนจัดสรรที่อยู่ใหม่อย่างเหมาะสม การนับจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ หรือไม่มีมาตรการชดเชยและเยียวยาที่ชัดเจน แม้ทางการประกาศจ่ายค่าชดเชย 10,000 ชิลลิงเคนยา (78 เหรียญสหรัฐ) ต่อคนให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากการโยกย้าย แต่ผู้ได้รับผลกระทบบอกว่า เป็นเงินที่แทบจะไม่พอที่จะซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ได้ ประชาชนหลายพันคนซึ่งบางส่วนได้สูญเสียคนที่รักและทรัพย์สินไปกับภัยน้ำท่วม จึงกลายเป็นคนไร้บ้านเนื่องจากคำสั่งเหล่านี้ จากข้อมูลของผู้ได้รับผลกระทบจากการบังคับไล่รื้อ รัฐบาลไม่ได้สั่งการให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ใกล้กับแม่น้ำอพยพ แต่ดูเหมือนจงใจให้มีการโยกย้ายเฉพาะชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานอย่างไม่เป็นทางการ[14]
วันที่14 พฤษภาคม คณะกรรมการด้านเพศสภาพและความเท่าเทียมแห่งชาติมีข้อสรุปว่า “อุทกภัยที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งมีสภาพเลวร้ายมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการวางแผนที่อ่อนแอ ทำให้หลายครอบครัวต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ ส่งผลกระทบต่อบริการที่จำเป็น และทำให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้นที่ผู้หญิงและเด็กผู้หญิง จะตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศสภาพ (GBV)” เนื่องจากที่พักอาศัยที่แออัด โดยเฉพาะในชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานอย่างไม่เป็นทางการ ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะตกเป็นเหยื่อของการแสวงหาประโยชน์และความรุนแรง[15] ตามรายงานข่าวของสื่อ ทางการประกาศจะสร้างบ้านใหม่ 40,000 หลังเพื่อรองรับคนที่โยกย้ายมาจากริมฝั่งน้ำในกรุงไนโรบี แต่จนถึงเดือนกันยายนปีนี้ เพิ่งจะเริ่มมีการก่อสร้างบ้านเพียง 4,050 หลัง[16]
กานาดา รีอัล ชุมชนในกรุงมาดริด สเปน
กานาดา รีอัล ชุมชนในกรุงมาดริด สเปน

รัฐบาลอาจคุ้มครองประชาชนให้ปลอดพ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศต่าง ๆ ที่มีรายได้แตกต่างกัน รวมทั้งในประเทศรายได้สูง หลายครั้งแล้วที่ครัวเรือนที่ยากจนมักได้รับผลกระทบมากสุด เพราะพวกเขาสามารถเข้าถึงการปรับอุณหภูมิให้ร้อนหรือเย็นในบ้านอย่างเหมาะสมได้น้อยสุด[17]
ตัวอย่างหนึ่งคือชุมชนกานาดา รีอัลในกรุงมาดริด ซึ่งเป็นชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานอย่างไม่เป็นทางการใหญ่สุดในยุโรป[18] เขต 5 และ 6 ยังคงไม่มีไฟฟ้าใช้ตั้งแต่ปี 2563 ส่งผลให้ประชาชนประมาณ 4,000 คน รวมทั้งเด็ก 1,800 คนต้องทนอาศัยอยู่ท่ามกลางคลื่นความร้อนและความหนาวเย็นจัด โดยไม่สามารถเข้าถึงเครื่องทำความเย็นหรือความร้อนได้ ประชาชนในเขตเหล่านี้มักเป็นผู้เข้าเมือง ส่วนใหญ่มาจากแอฟริกาเหนือ คนที่เป็นพลเมืองสเปนมักจะมีเชื้อสายเป็นชาวโรมา[19]
ในภาวะที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นในสเปนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความบกพร่องของรัฐที่จะช่วยเหลือให้ประชาชนสามารถปกป้องตนเองจากความร้อนสุดขั้วได้ จึงส่งผลกระทบต่อสิทธิในที่อยู่อาศัยของประชาชน รวมทั้งสิทธิด้านสุขภาพ และในบางกรณีอาจกระทบต่อสิทธิที่จะมีชีวิตรอด ดังที่มีการเน้นย้ำโดยองค์การอนามัยโลก การขาดสุขอนามัย การขาดเครื่องปรับอากาศร้อน หรือการขาดการระบายอากาศในที่อยู่อาศัย ยิ่งทำให้ผลกระทบจากความสุดขั้วด้านภูมิอากาศร้ายแรงขึ้น[20]
ในชุมชนกานาดา รีอัล ดังที่ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยความยากจนสุดโต่งและสิทธิมนุษยชนได้ชี้ให้เห็นในระหว่างการเยือนประเทศเมื่อปี 2563 ว่า ประชาชนเหล่านี้ดำรงชีพโดยไม่มีสถานีอนามัย และไม่มีศูนย์ช่วยเหลือการจ้างงาน ไม่มีโรงเรียน และต้องใช้ถนนที่ไม่ลาดยาง[21]การถูกตัดไฟอย่างต่อเนื่องทำให้สภาพที่อยู่อาศัยเปราะบางมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดความยากจนที่ยืดเยื้อ ถูกกีดกันทางสังคม และถูกเลือกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านในเขต 5 และ 6[22]
คณะกรรมการยุโรปว่าด้วยสิทธิทางสังคมเน้นในปี 2565 ว่า การถูกตัดไฟอย่างต่อเนื่องและบ่อยครั้ง ส่งผลกระทบด้านลบที่ร้ายแรงต่อสภาพการดำรงชีวิตของประชาชนในชุมชนกานาดา รีอัล และพวกเขามีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับอันตรายร้ายแรงที่ไม่อาจแก้ไขได้ต่อชีวิตของตนเอง คณะกรรมการขอให้รัฐบาลดำเนินงานเพื่อช่วยให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สามารถเข้าถึงไฟฟ้า และการจัดสรรที่อยู่ใหม่ให้กับคนที่รัฐบาลไม่สามารถดำเนินงานให้เข้าถึงไฟฟ้าได้อย่างปลอดภัย[23] ทั้งนี้เป็นผลมาจากเสียงเรียกร้องของผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติต่อรัฐบาลสเปนให้เริ่มจ่ายไฟฟ้าให้กับชุมชนกานาดา รีอัลในปี 2563[24]
แม้จะมีการลงนามในความตกลงหลายฉบับระหว่างหน่วยงานที่มีอำนาจ โดยการลงนามล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2567 ในการโยกย้าย 1,600 ครอบครัว[25]แต่นับจากปี 2560 จนถึงปัจจุบัน ได้เกิดการโยกย้ายครอบครัวเพียง 239 แห่ง[26]โดยคนที่เหลือยังคงต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีไฟฟ้า
ดิฉันอาศัยอยู่ในชุมชนกานาดา รีอัล ในเขต 6 ซึ่งเป็นพื้นที่ชายขอบที่ถูกสร้างตราบาป และถูกเพิกเฉยอย่างสิ้นเชิงจากหน่วยงานเทศบาลของกรุงมาดริด ตั้งแต่ปี 2563 มีการตัดไฟฟ้าในเขตที่เราอยู่อาศัย และเราไม่มีไฟฟ้าใช้ที่บ้านตั้งแต่นั้นมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน 4,000 คน รวมทั้งเด็กเกือบ 2,000 คน จนถึงทุกวันนี้ เรายังไม่มีไฟฟ้าใช้ เราต้องทนอาศัยอยู่ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นในหน้าหนาวโดยไม่มีเครื่องทำความร้อน หรือไม่มีน้ำร้อน และต้องทนอาศัยอยู่ท่ามกลางคลื่นความร้อนโดยไม่มีเครื่องปรับอากาศ ไม่มีพัดลม หรือไม่มีตู้เย็นเพื่อเก็บน้ำเย็น สำหรับผู้หญิง ปัญหานี้ทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้น เราต้องซักผ้าด้วยมือ เอาไปตาก ต้องปรุงอาหารด้วยฟืน และต้องใช้ไม้ฟืนเพื่อทำความร้อนให้กับบ้าน การขาดไฟฟ้าทำให้ลูกของเราเสี่ยงที่จะเจ็บป่วย ทั้งยังทำให้เกิดปัญหามากขึ้นสำหรับผู้หญิงที่จะสร้างความสมดุลระหว่างการทำงานกับการเรียนหนังสือ เรายังคงเรียกร้องให้เทศบาลกรุงมาดริดและรัฐบาลสเปนจ่ายไฟฟ้าให้กับชุมชนของเรา จัดทำสัญญา และแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขสถานการณ์เหล่านี้”
ถึงเวลาต้องดำเนินงาน
ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อสิทธิที่จะมีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม กำลังเกิดขึ้นกับทุกประเทศทั่วโลกที่มีระดับรายได้แตกต่างกัน อย่างไรก็ดี ในทุกประเทศ คนที่อยู่ชายขอบมากสุดและเสี่ยงจะต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติในหลากหลายรูปแบบและทับซ้อนกัน มักเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากสุด ในโอกาสวันที่อยู่อาศัยโลกปีนี้ ซึ่งนักกิจกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และผู้นำระดับโลกต่างมาสำรวจ ‘อนาคตของเขตเมือง’ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกระตุ้นให้มีความใส่ใจมากขึ้นต่อปัญหาทับซ้อนระหว่างสิทธิในที่อยู่อาศัย วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และการเลือกปฏิบัติ อนาคตของเมือง อำเภอ หมู่บ้าน และการตั้งถิ่นฐานอื่น ๆ มีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติจากสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว อันเป็นผลมาจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ หากไม่แก้ปัญหานี้ อนาคตของเราก็จะมีความไม่แน่นอนอย่างมาก รวมทั้งสำหรับเยาวชนและคนรุ่นใหม่
นอกจากการยกเลิกการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องประชาคมของผู้กำหนดนโยบายและผู้ปฏิบัติในระดับโลก ให้ดำเนินการเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับภัยพิบัติที่ดีขึ้น และเพื่อประกันให้มีแผนการปรับตัวและแก้ไขปัญหา ที่สอดคล้องอย่างจริงจังตามกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมทั้งสิทธิที่จะมีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม เรายังเรียกร้องให้รัฐทุกแห่งที่สามารถดำเนินงานได้เช่นนี้ ให้สนับสนุนทุนอย่างเพียงพอสำหรับกองทุนตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อรับมือกับความสูญเสียและความเสียหาย ดังที่เน้นโดยผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิที่จะมีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม รวมถึงการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่มากสุดเพื่อจัดทำและดำเนินงานตามนโยบายระดับภูมิภาคและ/หรือระดับท้องถิ่น โดยมีการปรึกษาหารือกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อจำแนกและรับมือกับความเสี่ยงและอันตรายด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้มีการรับฟังความเห็นและเพื่อให้มีมาตรการพิเศษในการรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ชายขอบและถูกเลือกปฏิบัติ[27]
นอกจากนั้น เรายังต้องดูแลให้มีการโยกย้ายตามแผนการที่วางไว้ เฉพาะเมื่อมีการพิสูจน์แล้วว่าเป็นแนวทางแก้ปัญหาอย่างเดียวที่มีอยู่ เพื่อคุ้มครองชีวิตและสิทธิมนุษยชนของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ภายหลังการปรึกษาหารืออย่างจริงจังกับพวกเขา และมีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
[1] ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิที่จะมีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบของสิทธิด้านมาตรฐานการดำรงชีพที่เหมาะสม และสิทธิที่จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติในบริบทนี้ (ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิที่จะมีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม), รายงาน: มุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม: วิกฤตสภาพภูมิอากาศและสิทธิในที่อยู่อาศัย, 23 ธันวาคม 2565, UN Doc. A/HRC/52/28, วรรค 1
[2] ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิที่จะมีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม, รายงาน, 23 ธันวาคม 2566 (อ้างแล้ว), วรรค 1
[3] Internal Displacement Monitoring Centre (IDMC), รายงานระดับโลกว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานในประเทศ ปี 2567, 14 พฤษภาคม 2567, https://www.internal-displacement.org/global-report/grid2024/
[4] IDMC, รายงานระดับโลกว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานในประเทศ ปี 2567, 14 พฤษภาคม 2567 (อ้างแล้ว)
[5] ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิที่จะมีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม, รายงาน, 23 ธันวาคม 2566 (อ้างแล้ว), วรรค 11
[6] Guardian, “ถึงเวลาที่เราต้องย้าย’: หมู่บ้านประมงเม็กซิโกที่ถูกกลืนหายไปในทะเล”, 20 ตุลาคม 2566, https://www.theguardian.com/world/2023/oct/20/its-time-for-us-to-go-the-mexican-fishing-village-swallowed-by-the-sea
[7] แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล, “ชุมชนที่ต้องโยกย้ายถิ่นฐานเพราะสภาพอากาศต้องได้รับการโยกย้ายอย่างเร่งด่วน” (Index: AMR 41/7387/2023), 8 พฤศจิกายน 2566, https://www.amnesty.org/en/documents/amr41/7387/2023/en/
[8] Juan Manuel Orozco Moreno และ Claudia Fry, “รายงานนำเสนอจากข้อเรียกร้องให้เสนอข้อมูลต่อรายงานตามประเด็นหลักที่ HRC56 ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการโยกย้ายถิ่นฐานในประเทศ”, 1 เมษายน 2567, Conexiones Climáticas and Department of Geography, University of Exeter, https://www.ohchr.org/sites/default/files/documents/issues/internaldisplacement/cfis/hrc56-climate-change/subm-hrc56-climate-change-ind-juan-manuel-orozco-moreno-claudia-fr-fry.docx
[9] สภากาชาดเคนยา , “ปฏิบัติการช่วงน้ำท่วม”, 18 มิถุนายน 2567, https://www.redcross.or.ke/floods
[10] Institute of Development Studies, “ภัยพิบัติซ้ำซ้อน: ผลกระทบจากน้ำท่วมและการไล่รื้อโดยรัฐในกรุงไนโรบีและการาจี”, 23 พฤษภาคม 2567, https://www.ids.ac.uk/opinions/double-disaster-flood-fallout-and-state-eviction-in-nairobi-karachi/
[11] แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล, “การลอยนวลพ้นผิดจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง เสี่ยงจะทำลายความก้าวหน้าระดับโลกและความมั่นคงของมนุษย์”, 28 เมษายน 2567, https://www.amnestykenya.org/mass-rights-violations-risk-global-gains-human-rights-security/
[12] แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล, เคนยา: ชนส่วนใหญ่ที่ถูกมองข้าม: ประชากรสลัมสองล้านคนในไนโรบี (Index: AFR 32/005/2009), 12 มิถุนายน 2552, https://www.amnesty.org/en/documents/afr32/005/2009/en/
[13] แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล, “แถลงการณ์สนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบจากการบังคับไล่รื้อในการตั้งถิ่นฐานอย่างไม่เป็นทางการในกรุงไนโรบีเมื่อเร็ว ๆ นี้”, 15 พฤษภาคม 2567, https://www.amnestykenya.org/solidarity-statement-on-the-recent-evictions-in-nairobi-informal-settlements/
[14] แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล, “แถลงการณ์สนับสนุนต่อผู้ได้รับผลกระทบจากการบังคับไล่รื้อในการตั้งถิ่นฐานอย่างไม่เป็นทางการในกรุงไนโรบีเมื่อเร็ว ๆ นี้”, 15 พฤษภาคม 2567 (อ้างแล้ว)
[15] คณะกรรมการด้านเพศสภาพและความเท่าเทียมแห่งชาติ (NGEC), “น้ำท่วมในเคนยา: ภาระที่ไม่เท่าเทียมต่อกลุ่มเปราะบางและการดำเนินงานอย่างเร่งด่วนที่จำเป็น”, 14 พฤษภาคม 2567, https://www.ngeckenya.org/news/10288/kenya-floods–unequal-burden-on-vulnerable-groups-and-urgent-action-needed
[16] Capital news, “รูโตบอกว่าจะมีการสร้างบ้าน 40,000 หลังเพื่อรองรับประชาชนที่โยกย้ายมาจากพื้นที่ติดแม่น้ำในกรุงไนโรบี”, 9 กันยายน 2567, https://www.capitalfm.co.ke/news/2024/09/ruto-says-40000-housing-units-to-be-built-for-people-relocated-from-riparian-land-in-nairobi/
[17] องค์การอนามัยโลก, “ความเสี่ยงต่อสุขภาพ”, สิ่งแวดล้อม, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสุขภาพ, https://www.who.int/teams/environment-climate-change-and-health/healthy-urban-environments/housing/health-risks (เข้าถึงเมื่อ 15 สิงหาคม 2567)
[18] El País, “จะทำอย่างไรดีกับชุมชนกานาดา รีอัล?”, 8 กุมภาพันธ์ 2555,
https://english.elpais.com/elpais/2012/02/07/inenglish/1328627886_929407.html
[19] Legal Clinic of the Master in Fundamental Rights of University Carlos III ในกรุงมาดริด,
Light for the Cañada. ผลกระทบของการตัดไฟฟ้าต่อชุมชนกานาดา รีอัล กาลิอานาในด้านของสิทธิเด็กและเยาวชน (บทแปล), 2564, https://clinicajuridicaidhbc.com/wp-content/uploads/2021/06/luz-para-la-canada.pdf, ภาคผนวก 8, น. 19
[20] องค์การอนามัยโลก สิ่งแวดล้อม, “ความเสี่ยงจากความร้อนและความเย็นจัด” สิ่งแวดล้อม, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ, https://www.who.int/teams/environment-climate-change-and-health/healthy-urban-environments/housing/health-risks (เข้าถึงเมื่อ 15 สิงหาคม 2567)
[21] ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยความยากจนสุดโต่งและสิทธิมนุษยชน (ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยความยากจน), รายงาน: การเดินทางไปประเทศสเปน, 21 เมษายน 2563, UN Doc. A/HRC/44/40/Add.2, วรรค 67
[22] “Luz Ya para la Cañada Real” (ติดตั้งไฟฟ้าให้กับชุมชนกานาดา รีอัลเดี๋ยวนี้), คำร้องเลขที่ 206/2022 ที่เสนอต่อคณะกรรมการยุโรปว่าด้วยสิทธิทางสังคม, 21 มีนาคม 2564, https://rm.coe.int/cc206-casedoc1-en/1680a5e8aa
[23] คณะกรรมการยุโรปว่าด้วยสิทธิทางสังคม. คำวินิจฉัยว่าด้วยการรับคำร้องและมาตรการเร่งด่วน คำร้องเลขที่ 206/2022, 19 ตุลาคม 2565, https://rm.coe.int/cc-206-2022-dadmissandimmed-en/1680a8c283
[24] ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิที่จะมีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม, ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของคนพิการ; ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิด้านการศึกษา, ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิด้านอาหาร, ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิบุคคลทุกคนจะเข้าถึงมาตรฐานด้านสุขภาพทางกายและใจสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้, ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วย สิทธิมนุษยชนของผู้เข้าเมือง, ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยปัญหาของชนกลุ่มน้อย, ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยความยากจน และผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่จะเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดและสุขอนามัย, “สเปน: การตัดไฟทำให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิตของเด็กในระหว่างการตั้งถิ่นฐานอย่างไม่เป็นทางการ”, 22 ธันวาคม 2563, https://www.ohchr.org/en/press-releases/2020/12/spain-power-outages-put-childrens-lives-risk-informal-settlement-un-experts
[25] Community of Madrid, “ชุมชนมาดริดเริ่มการโยกย้ายครัวเรือนกว่า 1,600 แห่งจากชุมชนกานาดา รีอัล ด้วยเงินทุน 110 ล้านยูโร”, 15 เมษายน 2567, https://www.comunidad.madrid/noticias/2024/04/15/comunidad-madrid-inicia-realojo-1600-familias-canada-real-inversion-110-millones
[26] Madrid 365, “การดำเนินงานในเบื้องต้นเพื่อการจัดสรรที่อยู่ใหม่ให้ 1,600 ครอบครัวในชุมชนกานาดา รีอัล”, 16 เมษายน 2567, https://madrid365.es/urbanismo/primeros-pasos-para-el-realojo-de-1-600-familias-en-la-canada-real-20240416-0855/
[27] ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิที่จะมีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม, รายงาน, 23 ธันวาคม 2566 (อ้างแล้ว), วรรค 64


