Amnesty International

เฮติ: เด็กจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงจากกลุ่มแก๊งท่ามกลางการลอยนวลพ้นผิด
สถานการณ์ในเฮติเต็มไปด้วยความรุนแรงที่เกิดจากแก๊งอาชญากร ซึ่งเด็กเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลรายงานว่าเด็กจำนวนมากถูกบังคับให้ทำงานภายใต้การข่มขู่จากแก๊งอาชญากรงานเหล่านี้มีตั้งแต่การส่งของ การเก็บข้อมูล ไปจนถึงการทำงานบ้าน นอกจากนี้เด็กหญิงยังต้องเผชิญกับความรุนแรงทางเพศและการข่มขืน การกระทำเหล่านี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงและทำให้เด็กจำนวนมากตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย การใช้เด็กเป็นเครื่องมือในกิจกรรมผิดกฎหมายทำให้เกิดผลกระทบทั้งทางกายและจิตใจอย่างรุนแรง
อนา พิเคอร์ ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคอเมริกา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่าการปกป้องสิทธิของเด็กในเฮติเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพที่แก๊งอาชญากรมีอิทธิพลเหนือกว่าภาครัฐ การฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กจึงเป็นสิ่งจำเป็น รวมถึงการดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำผิดที่ใช้เด็กเป็นเหยื่อในการละเมิดสิทธิมนุษยชน ความล้มเหลวของรัฐในการจัดการกับความรุนแรงเหล่านี้ได้ส่งผลให้ประชากรจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กที่ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนของตน
อ่านต่อ: https://bit.ly/3Y8j2Yf
—–

เลบานอน: คำเตือนการอพยพของอิสราเอลสำหรับพลเรือนนั้นเกิดขึ้นอย่างกระชั้นและหลายครั้งทำให้เข้าใจผิด
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การแจ้งเตือนการอพยพของอิสราเอลที่ส่งถึงพลเรือนในเลบานอนตอนใต้ โดยระบุว่าคำเตือนเหล่านี้ไม่เพียงพอในการเตรียมตัวและหลายครั้งเป็นการทำให้เข้าใจผิด แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ชี้ให้เห็นว่าคำเตือนหลายครั้งมีเวลาจำกัดเพียงไม่กี่นาทีก่อนที่การโจมตีจะเริ่มขึ้น ทำให้ประชาชนไม่สามารถเตรียมตัวได้ทัน การแจ้งเตือนผ่านโซเชียลมีเดียในช่วงกลางดึกยังส่งผลให้หลายคนไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง นอกจากนี้คำแนะนำที่ให้อพยพทั้งเมืองหรือหมู่บ้านในพื้นที่กว้าง ทำให้เกิดความสับสนและอาจถูกมองว่าเป็นการบีบบังคับให้พลเรือนต้องละทิ้งบ้านเรือนของตนเองอย่างไม่จำเป็น
แม้ว่าจะมีการแจ้งเตือนการอพยพ แต่พลเรือนที่ไม่สามารถอพยพได้เนื่องจากปัจจัยด้านสุขภาพหรืออายุ ยังคงต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ แอมเนสตี้ระบุว่าการแจ้งเตือนเหล่านี้ไม่ได้เป็นการปลดเปลื้องความรับผิดชอบของอิสราเอลในการปกป้องพลเรือนตามหลักมนุษยธรรมสากล พลเรือนที่ยังคงอยู่ในพื้นที่ควรได้รับการคุ้มครองจากการโจมตีอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นในช่วงเวลาใดหรือในสถานการณ์ใดก็ตาม
อ่านต่อ: https://bit.ly/3BNfymi
—–

เจนีวา: มติสภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเรื่องอัฟกานิสถานไม่เพียงพอต่อการตอบสนองวิกฤตสิทธิมนุษยชนที่ทวีความรุนแรงขึ้น
สภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN HRC) ได้ขยายอำนาจให้แก่ผู้รายงานพิเศษของ UN เกี่ยวกับอัฟกานิสถาน แต่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลวิจารณ์ว่ามติดังกล่าวยังขาดการจัดตั้งกลไกความรับผิดชอบระหว่างประเทศที่เป็นอิสระ
สมฤติ ซิงห์ ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียใต้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุว่าการไม่สร้างกลไกความรับผิดชอบนี้เป็นการพลาดโอกาสสำคัญในการสนับสนุนความยุติธรรมสำหรับประชาชนอัฟกานิสถาน การกระทำของตาลีบันที่เพิ่มข้อจำกัดอย่างรุนแรงต่อสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้หญิงและเด็กหญิง เป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องมีการจัดตั้งกลไกที่มีความเป็นอิสระและสามารถดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การมีเพียงแค่มติที่ขยายอำนาจให้ผู้รายงานพิเศษไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาวิกฤตที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นในอัฟกานิสถาน สมฤติยังเน้นว่าการเก็บรักษาหลักฐานและการสืบสวนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นเพียงขั้นตอนแรกเท่านั้น สิ่งที่จำเป็นจริงๆ คือการสร้างกลไกที่มีความสามารถในการนำผู้กระทำความผิดมารับโทษ และยุติการลอยนวลพ้นผิดที่เกิดขึ้นมากกว่า 40 ปีในอัฟกานิสถาน
อ่านต่อ: https://bit.ly/408IW0q
—–
ระดับโลก: สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติต้องเปิดการเจรจาอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับอนุสัญญาว่าด้วยอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) สนับสนุนการเจรจาเพื่อจัดทำอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่าอนุสัญญานี้จะเป็นก้าวสำคัญในการนำความยุติธรรมมาสู่เหยื่อและผู้รอดชีวิตจากอาชญากรรมที่รุนแรงที่สุดในโลก และจะช่วยเสริมสร้างกรอบกฎหมายระหว่างประเทศให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เป้าหมายหลักของอนุสัญญานี้คือการป้องกันการลอยนวลพ้นผิดของผู้กระทำความผิด และสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอาชญากรรมร้ายแรงเหล่านี้
การเจรจาเกี่ยวกับอนุสัญญานี้จะบังคับให้รัฐต่างๆ ต้องรับผิดชอบในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดและป้องกันอาชญากรรมต่อมนุษยชาติอย่างจริงจัง นอกจากนี้อนุสัญญายังเสริมสร้างความร่วมมือด้านกฎหมายระหว่างประเทศในการยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสร้างความมั่นใจว่าผู้กระทำผิดจะไม่สามารถหลบหนีการถูกลงโทษได้ เหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นทั่วโลกเป็นเครื่องย้ำเตือนถึงความจำเป็นในการนำเสนออนุสัญญานี้อย่างเร่งด่วน
อ่านต่อ: https://bit.ly/487DXPI
—–
ฟิลิปปินส์: รัฐใช้เฟซบุ๊กเพื่อปราบปรามสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกของนักกิจกรรมเยาวชน
ในฟิลิปปินส์ ทางการได้ใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือในการ “ตีตรา” นักกิจกรรมเยาวชน โดยเฉพาะผู้ที่มีบทบาทในการสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยทหารและหน่วยงานของรัฐ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ กำลังใช้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายอย่างคลุมเครือและข้อมูลเท็จในการโจมตีนักกิจกรรม การ “ตีตรา” เหล่านี้มักมุ่งโจมตีนักสิทธิมนุษยชนว่าเป็นกบฏคอมมิวนิสต์หรือผู้ก่อการร้าย ทำให้พวกเขากลายเป็นเป้าหมายของการโจมตีทั้งทางออนไลน์และในชีวิตจริง
รายงานล่าสุดของแอมเนสตี้ “I Turned My Fear Into Courage” เผยให้เห็นว่านักสิทธิมนุษยชนที่เป็นเยาวชนจำนวนมากต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและถูกข่มขู่ทางออนไลน์อย่างรุนแรง ทำให้พวกเขาต้องลดบทบาทการทำงานหรือยุติกิจกรรมทั้งหมดเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้การใช้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายเพื่อจับกุมและฟ้องร้องนักกิจกรรมเยาวชนยังทวีความรุนแรงขึ้น แอมเนสตี้เรียกร้องให้รัฐบาลฟิลิปปินส์ยุติการใช้ เฟซบุ๊กในการตีนักกิจกรรม และยังเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น
อ่านต่อ: https://bit.ly/3A3uPir
เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน ร่วมสมัครสมาชิกแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลและเปลี่ยนแปลงโลก


