ไต้หวัน: ศาลรัฐธรรมนูญยอมรับความบกพร่องในขั้นพื้นฐานของโทษประหารชีวิต แต่ยังไม่ยกเลิกโทษดังกล่าว

สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไต้หวัน ซึ่งเห็นว่าโทษประหารชีวิตสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญเมื่อใช้กับความผิด อย่างเช่น การฆ่าคนตายโดยเจตนา อี้หลิงชู ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ไต้หวัน กล่าวว่า 

“คำวินิจฉัยในวันนี้ถือเป็นก้าวเล็ก ๆ สำหรับสิทธิมนุษยชนในไต้หวัน ศาลรัฐธรรมนูญได้ยอมรับข้อบกพร่องพื้นฐานของโทษประหารชีวิต และได้ส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสำหรับนักโทษประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม โทษประหารชีวิตยังคงถูกกำหนดไว้ในกฎหมายสำหรับความผิดบางประเภท นับเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางของไต้หวันเพื่อมุ่งสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิต แลเราต้องทำให้มั่นใจว่าการเดินทางนี้จะไม่ยุติลงเพียงเท่านี้ 

“นับเป็นเรื่องที่ดีอีกประการหนึีงคือศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าข้อบทกฎหมายปัจจุบันไม่คุ้มครองผู้ที่มีความบกพร่องทางจิตจากการถูกประหารชีวิต ซึ่งไม่มีสมรรถภาพมากเพียงพอที่จะเข้ารับการพิจารณาคดี หรือจะต้องถูกประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องน่าเสียดายที่คำวินิจฉัยไม่ได้สะท้อนถึงมาตรการคุ้มครองสิทธิอย่างเต็มที่ตามที่รับรองในกฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศ และไม่ได้ยกเว้นผู้ที่มีความบกพร่องทางจิตแลสติปัญญาจากโทษประหารชีวิตอย่างสิ้นเชิง

ข้อมูลพื้นฐาน

ในวันที่ 20 กันยายน 2567 ศาลรัฐธรรมนูญไต้หวันมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีที่มีผู้ร้องเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของโทษประหารชีวิต และมีความเห็นว่าโทษประหารชีวิตชอบด้วยรัฐธรรมนูญกรณีที่ใช้กับความผิดร้ายแรง อย่างเช่น การฆ่าคนตายโดยเจตนา ผู้ยื่นคำร้องต่อศาลครั้งนี้คือหวังซินฝู (คำร้องหมายเลข 2022) ซึ่งนับเป็นนักโทษประหารชีวิตอายุมากสุดของไต้หวัน โดยมีผู้ร่วมกันยื่นคำร้องอีก 37 คน  

ศาลรัฐธรรมนูญยังมีความเห็นว่าไม่ควรมีการใช้โทษประหารชีวิตกับบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางจิต

ศาลให้เวลาทางการสองปีเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายให้สอดคล้องตามคำวินิจฉัยนี้ และในระหว่างนั้นห้ามไม่ให้มีการกำหนดโทษประหารชีวิตต่อบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางจิต  

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ไต้หวัน และพันธมิตรโลกเพื่อต่อต้านโทษประหารชีวิต เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ยื่นคำให้การในคดีนี้ เพื่อสนับสนุนการยกเลิกโทษประหารชีวิตอย่างสิ้นเชิง 

ในคำให้การร่วมเมื่อวันที่ 8 เมษายน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ไต้หวัน และพันธมิตรโลกเพื่อต่อต้านโทษประหารชีวิต แย้งว่า การใช้โทษประหารชีวิตในไต้หวันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญของไต้หวัน (มาตรา 8 ว่าด้วยเสรีภาพส่วนบุคคลและความคุ้มครองในเชิงขั้นตอนปฏิบัติเกี่ยวกับการจับกุมและคำตัดสินของศาล และมาตรา 15 ว่าด้วยสิทธิในการดำรงอยู่) 

ทางหน่วยงานเห็นว่าโทษประหารชีวิตละเมิดสิทธิมนุษยชนที่จะมีชีวิตรอด และสิทธิที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อของการทรมานหรือการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่น ๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากพัฒนาการของกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ไต้หวัน พันธมิตรโลกเพื่อต่อต้านโทษประหารชีวิต และสมาชิกได้แสดงความกังวลมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับการใช้โทษประหารชีวิตในไต้หวัน รวมทั้งที่เกี่ยวกับกระบวนการในหลายคดี ซึ่งละเมิดมาตรฐานของรัฐธรรมนูญและมาตรฐานระหว่างประเทศที่คุ้มครองการพิจารณาที่เป็นธรรม และเป็นผลมาจากการกำหนดโทษประหารชีวิต

การประหารชีวิตครั้งสุดท้ายในไต้หวันเกิดขึ้นในปี 2563 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 นักโทษประหารชีวิต 37 จาก 45 คนได้คำพิพากษาอันเป็นที่สุดแล้ว และเสี่ยงจะถูกประหารชีวิต ขณะนี้ 112 ประเทศทั่วโลกได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดทางอาญาทั้งหมด และ 144 ประเทศได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตทั้งในทางกฎหมายหรือในทางปฏิบัติ ตามข้อมูลของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล พบว่า 16 ประเทศได้ประหารชีวิตบุคคลในปี 2566 ซึ่งเป็นจำนวนประเทศที่ประหารชีวิตต่ำสุดเท่าที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเคยบันทึกมา

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลคัดค้านโทษประหารชีวิตทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นความผิดทางอาญาประเภทใด ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะมีบุคลิกลักษณะใด หรือไม่ว่าทางการจะใช้วิธีประหารชีวิตแบบใด รวมทั้งงานวิจัยมากมายจากนานาประเทศได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโทษประหารชีวิตไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ กับการเพิ่มขึ้น หรือลดลงของอาชญากรรม หรือไม่ว่าทางการจะใช้วิธีประหารชีวิตแบบใด 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ: [email protected]

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแอมเนสตี้
บริจาคสนับสนุนแอมเนสตี้