
บังกลาเทศ: ยุติการจับกุมและควบคุมตัวโดยพลการเพื่อลงโทษผู้นํานักศึกษาและผู้ชุมนุมประท้วงจำนวนมาก
29 กรกฎาคม 2567
สืบเนื่องจากรายงานการจับกุมและควบคุมตัวผู้นำนักศึกษา ผู้เข้าร่วมการชุมนุมประท้วง รวมทั้งสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน หลังการชุมนุมประท้วงปฏิรูปโควต้า โดยมีการจับกุมมากกว่า 9,000 ครั้งในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาในบังกลาเทศ
สมิตตี้ สิงห์ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียใต้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า การจับกุมและควบคุมตัวผู้ชุมนุมประท้วงที่เป็นนักศึกษาจำนวนมากโดยพลการเป็นการล่าแม่มดของทางการ เพื่อปิดปากใครก็ตามที่กล้าออกมาท้าทายรัฐบาลและเป็นเครื่องมือในการสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว รายงานชี้ให้เห็นว่าการจับกุมเหล่านี้มีแรงจูงใจทางการเมืองทั้งหมด เพื่อตอบโต้การใช้สิทธิมนุษยชน ซึ่งจําเป็นอย่างยิ่งที่ทางการบังกลาเทศจะต้องเคารพสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบของประชาชน
ทางการต้องประกันว่าการจับกุมใดๆ เป็นไปตามมาตรการคุ้มครอง กฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ รวมถึงแต่ไม่จํากัดเพียงสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเสรีและเป็นธรรม สิทธิในการได้รับแจ้งเหตุผลในการจับกุมและสถานที่กักขัง รวมทั้งสิทธิในเข้าถึงทั้งที่ปรึกษากฎหมายและครอบครัวของพวกเขา
“ทางการต้องประกันว่านักกิจกรรมจะไม่ถูกดําเนินคดีในข้อหาอันเป็นเท็จเพื่อเป็นการลงโทษจากการเข้าร่วมการชุมนุมประท้วง การชุมนุมประท้วงโดยสงบไม่ใช่อาชญากรรม และการล่าแม่มดนี้ต้องยุติลง”
จากการรายงานของสื่อพบว่ามีประชาชนมากกว่า 2.13 แสนราย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ปรากฏชื่อ ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับความรุนแรงในการชุมนุมประท้วงเมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีประมาณ 200 คดีที่ได้ยื่นต่อสถานีตํารวจในเมืองหลวง
รายงานยังได้เน้นย้ำว่ามีผู้นําและนักกิจกรรมของพรรคฝ่ายค้านจํานวนมากถูกจับกุมเช่นกัน ซึ่งยุทธวิธีการปล่อยผู้ถูกกล่าวหาที่ไม่ปรากฏชื่อไว้ในคดีที่ยังค้างอยู่ ทำให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายสามารถจับกุมใครก็ได้ตามที่ต้องการ ซึ่งแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้บันทึกข้อมูลไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
อ่านต่อ: https://bit.ly/3WCrJJD
—–

รัสเซีย : การปล่อยตัวนักกิจกรรมที่ถูกคุมขังจะต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการหันกลับไปสู่สิทธิมนุษยชน
1 สิงหาคม 2567
จากกรณีที่มีการปล่อยตัวผู้ถูกคุมขัง 16 รายจากเรือนจำรัสเซียและเบลารุส รวมทั้งนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวรัสเซียซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงแลกเปลี่ยนนักโทษ
มารี สตรูเทอร์สผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำยุโรปตะวันออกและเอเชียกลาง เผยว่า วันนี้เราได้แบ่งปันความโล่งใจและความปลื้มปิติสำหรับการปล่อยตัวนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมทั้งนักกิจกรรมและนักข่าวที่ถูกคุมขัง แอมเนสตี้รู้สึกขอบคุณที่มีการรับฟังเสียงของชุมชนนักสิทธิมนุษยชนชาวรัสเซียและทั่วโลก และเสรีภาพของพวกเขาได้รับการต่อรอง พวกเขาไม่ควรถูกจองจำ การตัดสินลงโทษพวกเขาเป็นความอยุติธรรมอย่างร้ายแรง
“แม้ว่าการปล่อยตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญ แต่ก็ไม่ควรเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว หนทางที่ถูกต้องคือการรื้อระบบปราบปรามทางการเมืองของรัสเซีย นี่ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนมนุษย์ ทางการรัสเซียต้องปล่อยตัวผู้ต้องขังรายอื่นทั้งหมดที่ยังถูกควบคุมตัวโดยพลการด้วยเหตุผลทางการเมืองโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าจะเป็น นาตาเลีย ฟิโลโนวา อเล็กเซีย โกรินอฟ มาเรีย โปโนมาเรนโก วลาดิเมียร์ รูมยานต์เซฟและอีกหลายๆ คน นอกจากนี้ยังต้องเยียวยาให้พวกเขาสำหรับการคุมขังที่ไม่เป็นธรรม รวมทั้งยังต้องยกเลิกกฎหมายปราบปรามที่เปิดทางให้มีการดำเนินคดีเหล่านี้ด้วย”
ข้อมูลพื้นฐาน
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ในข้อตกลงแลกเปลี่ยนระหว่างรัสเซียและเบลารุส และอีกฝ่ายหนึ่งคือเยอรมนี นอร์เวย์ โปแลนด์ สโลวีเนีย และสหรัฐอเมริกา ซึ่งทางการในมอสโกและมินสค์ได้อภัยโทษ ปล่อยตัว และเนรเทศนักโทษ 16 ราย รวมถึงนักกิจกรรมชาวรัสเซียและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างโอเลก ออร์ลอฟ, อเล็กซานดรา (ซาชา) สโคชีเลนโก, ลีเลีย ชานิเชวา, เคเซเนีย ฟาเดเยวา, วลาดิเมียร์ คารา-มูร์ซา, อันเดรย์ ปิโววาโรฟ และอิเลีย ยาชิน รวมถึงเอวาน เกอร์ชโควิช และอัลซู คูร์มาเชวา ซึ่งเป็นนักข่าว รวมทั้งผู้ต้องขังรายอื่น ๆ
บุคคลเหล่านี้และบางส่วนที่ถูกปล่อยตัว ได้ถูกจำคุกหลังจากการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม ภายใต้ข้อหาที่มีแรงจูงใจทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการวิพากษ์วิจารณ์ทางการ การต่อต้านสงคราม และงานด้านสื่อสารมวลชน โดยแลกเปลี่ยนกับบุคคล 8 รายที่ถูกตัดสินว่าผิดหรือถูกควบคุมตัวในเยอรมนี นอร์เวย์ โปแลนด์ สโลวีเนีย และสหรัฐอเมริกา ภายใต้ข้อหาจารกรรมและข้อหาอื่นๆ ได้ถูกส่งตัวให้รัสเซีย
อ่านต่อ: https://bit.ly/3WxxtUJ
—–

ไนจีเรีย: ทางการต้องเคารพสิทธิมนุษยชนก่อนการชุมนุมประท้วงทั่วประเทศที่วางแผนไว้
1 สิงหาคม 2567
ก่อนการชุมนุมทั่วประเทศที่วางแผนไว้เพื่อประท้วงการขาดแคลนอาหารและวิกฤตค่าครองชีพ อีซา ซานูซีผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไนจีเรีย เผยว่า ทางการไนจีเรียต้องประกันว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงเคารพและอำนวยความสะดวกต่อสิทธิในการชุมนุมประท้วงโดยสงบ ตามที่รับรองไว้ทั้งในรัฐธรรมนูญของประเทศและสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชน รวมถึงกฎบัตรแอฟริกันว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิของประชาชน และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองซึ่งไนจีเรียเป็นรัฐภาคี ทั้งนี้เจ้าหน้าที่รัฐต้องงดเว้นการใช้ถ้อยคำเพื่อกล่าวหาผู้ชุมนุมประท้วงและกีดกันผู้แสดงความเห็นต่างโดยสงบ
“ทางการต้องไม่ใช้การชุมนุมประท้วงทั่วประเทศที่วางแผนไว้เป็นข้ออ้างในการปราบปรามสิทธิมนุษยชน รวมถึงสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ ประชาชนต้องได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในการชุมนุมประท้วงโดยสงบได้อย่างเสรี การจับกุมผู้คนอย่างน้อย 3 รายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในข้อหาสนับสนุนการชุมนุมประท้วงบนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นว่าทางการไม่ยอมรับผู้แสดงความเห็นต่างโดยสงบ”
ราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นกำลังผลักดันผู้คนนับล้านในไนจีเรียให้ตกอยู่ในความยากจน ขณะที่หลายครอบครัวไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลและการศึกษาได้ ทางไนจีเรียต้องเริ่มจริงจังในการแก้ไขปัญหาที่จำเป็นนี้ซึ่งกำลังผลักดันให้เกิดการชุมนุมประท้วง แทนที่จะเพิ่มการปราบปรามและปิดกั้นผู้แสดงความเห็นต่างโดยสงบ
ทางการต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเคารพพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนในรัฐธรรมนูญของประเทศและระหว่างประเทศโดยอนุญาตให้ประชาชนใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุมประท้วงโดยสงบ
อ่านต่อ: https://bit.ly/3SDM3ZN
—–
ปากีสถาน: การปราบปรามซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อการชุมนุมประท้วงของชาวบาลอชต้องยุติลง
25 กรกฎาคม 2567
จากกรณีการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมประท้วงชาวบาลอชอย่างน้อย 3 รายและการจับกุมผู้ชุมนุมประท้วงจำนวนมากที่เข้าร่วมการชุมนุมบาลอช ราจิ มาชิ ในบาโลจิสถาน
บาบู ราม ปันต์ รองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียใต้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า ทุกครั้งที่มีการชุมนุมประท้วงของชาวบาลอช ข้อเรียกร้องของพวกเขามักถูกตอบโต้ด้วยความรุนแรงจากกองกำลังความมั่นคงและการจับกุมแบบเหมารวม แอมเนสตี้ได้ประจักษ์กับสิ่งนี้มาแล้วเมื่อเดือนธันวาคมในปีที่แล้วในการเดินขบวนของชาวบาลอช (Baloch Long March) และก็ได้เห็นสิ่งนี้อีกครั้งในการประท้วงบาลอช ราจิ มาชิ ซึ่งเป็นความพยายามลงโทษของทางการปากีสถานอย่างเห็นได้ชัดเพื่อข่มขู่ กล่าวหา และทำให้ผู้ชุมนุมประท้วงโดยสงบกลายเป็นอาชญากร
รายงานการเสียชีวิต 3 รายและการจับกุมผู้จัดการชุมนุมประท้วง รวมถึงซัมมี ดิน บาลอช ซาบกาตุลลาห์ ชาห์ และดร. ซาบิฮา บาลอช เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งและบ่งชี้ถึงการเสื่อมถอยอย่างต่อเนื่องของสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในปากีสถาน
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้ยุติการปราบปรามอย่างโหดร้ายต่อการชุมนุมประท้วงของชาวบาลอชและปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมทั้งหมดที่ใช้สิทธิในการชุมนุมประท้วงโดยสงบในทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข
ยิ่งไปกว่านั้น การปิดกั้นถนนและการตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและเครือข่ายมือถือในหลายเขตของจังหวัดบาโลจิสถานเป็นการจำกัดการเคลื่อนไหวและการหลั่งไหลของข้อมูลข่าวสารที่ทันเวลา ซึ่งรัฐบาลปากีสถานมีหน้าที่ภายใต้รัฐธรรมนูญของปากีสถานและตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในการคุ้มครองสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก การเข้าถึงข้อมูล การเดินทาง และการชุมนุมโดยสงบ
การชุมนุมแห่งชาติบาลอช (บาลอช ราจิ มาชิ) จัดโดยคณะกรรมการบาลอช ยากเจห์ติ (BYC) เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 ที่เมืองกวาดาร์ ในจังหวัดบาโลจิสถาน ประเทศปากีสถาน
การชุมนุมดังกล่าวเรียกร้องให้มีการคุ้มครองสิทธิพลเรือน สิทธิทางการเมืองและเศรษฐกิจ รวมถึงการยุติการบังคับบุคคลให้สูญหายและการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมต่อชาวบาลอช
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม หน่วยป้องกันพรมแดน (Frontier Corps) ซึ่งเป็นกองกำลังกึ่งทหารของปากีสถาน ได้ยิงใส่ผู้คนที่มาเข้าร่วมการชุมนุมประท้วงของชาวบาลอช ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 14 คน นอกจากนี้มีการสร้างจุดปิดกั้นทั่วทั้งจังหวัดเพื่อจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง และมีการบังคับใช้คำสั่งภายใต้มาตรา 144 ของประมวลกฎหมายอาญา สั่งห้ามการชุมนุมในที่สาธารณะตั้งแต่ 4 คนขึ้นไปในเมืองหลวงควัตตา
อ่านต่อ: https://bit.ly/3SFbIBf
—–
กัวเตมาลา: แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลประกาศให้โฆเซ รูเบน ซาโมราเป็นนักโทษทางความคิดและเรียกร้องให้ปล่อยตัวโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข
1 สิงหาคม 2567
1 สิงหาคม 2567 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประกาศให้นักข่าว โฆเซ รูเบน ซาโมรา เป็นนักโทษทางความความคิด และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานอัยการและศาลปล่อยตัวเขาโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข
อานา ปิคเก้ ผู้อํานวยการภูมิภาคอเมริกา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเผยว่า โฆเซ รูเบน ซาโมรา กําลังถูกประหัตประหารเนื่องจากใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกในบริบทการทำงานของเขาในฐานะนักข่าวที่สืบสวนและประณามการทุจริต น่าเสียดายที่ โฆเซ รูเบน ซาโมราเป็นเหยื่ออีกรายของการประหัตประหารทางการเมืองที่ดําเนินการโดยสํานักงานอัยการและศาล เขาไม่ควรต้องอยู่คุกอีกแม้แต่วันเดียว การทรมานเขาต้องสิ้นสุดลงทันที
ทั้งนี้ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา นักข่าวสืบสวนสอบสวนวัย 67 ปีซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ เอล เปริโอดิโก (El Periódico) ได้ถูกจำคุกในเรือนจําทหารมาริสคอล ซาวาลา (Mariscal Zavala) เป็นเวลา 2 ปีแล้ว โดยเขาถูกจับกุมเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2565 ที่บ้านของเขาในกัวเตมาลาซิตี้ และถูกควบคุมตัวก่อนการพิจารณาคดี ซึ่งถูกกล่าวหาว่าฟอกเงินโดยสํานักงานอัยการและเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2566 ศาลตัดสินว่าเขามีความผิดและตัดสินจําคุก 6 ปี อย่างไรก็ตาม ในเดือนตุลาคมของปีเดียวกันนั้น ศาลอุทธรณ์ได้กลับคำพิพากษาและสั่งให้มีการพิจารณาคดีใหม่ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการดำเนินการใดๆ นอกจากนี้สํานักงานอัยการได้ดําเนินคดีอาญากับเขาอีก 2 ข้อหา รวมถึงข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรมและการใช้เอกสารปลอม
ในเดือนมีนาคม 2567 คณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการ (UNWGAD) ได้ประกาศให้โฆเซ รูเบน ซาโมราเป็นผู้ถูกควบคุมตัวโดยพลการและเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขา
ในเดือนกรกฎาคม ทนายความของเขาได้ติดต่อไปยังผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยการทรมานอย่างเร่งด่วน โดยดึงความสนใจของเธอไปที่สภาพการคุมขังของเขา รวมถึงเหตุการณ์ที่อาจเป็นการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้บันทึกการละเมิดสิทธิมนุษยชนของโฆเซ รูเบน ซาโมราหลายครั้ง รวมถึงสิทธิในเสรีภาพส่วนบุคคลเนื่องจากการคุมขังโดยพลการและสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม นอกจากนี้ยังมีการบันทึกการละเมิดสิทธิในการต่อสู้คดี รวมถึงการคุกคามทนายความของเขา สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีโดยศาลที่เป็นอิสระและเป็นกลาง ตลอดจนความล่าช้าเกินควรและการประวิงเวลา รวมถึงอื่นๆ
โฆเซ รูเบน ซาโมรา เป็นนักข่าวชาวกัวเตมาลาที่มีชื่อเสียงซึ่งได้รับรางวัลระดับนานาชาติหลายรางวัล ทั้งนี้ตามที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้บันทึกไว้ การดําเนินคดีอาญาที่ไม่มีมูลต่อเขาเป็นส่วนหนึ่งของการดําเนินคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมืองในวงกว้างต่อผู้ที่ทำงานด้านความยุติธรรมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ต่อสู้กับการทุจริตและการลอยนวลพ้นผิด
“การคุมขังโดยพลการเป็นเวลานานและการดําเนินคดีอาญาที่ที่ไม่มีมูลซึ่งโฆเซ รูเบน ซาโมรากําลังเผชิญอยู่ไม่ได้เป็นเพียงการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์ที่จงใจเพื่อจำกัดสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกของทุกคนในกัวเตมาลา ทั้งนี้มีความจําเป็นที่ทางการกัวเตมาลาจะต้องปล่อยโฆเซ รูเบน ซาโมราทันทีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน”
ข้อมูลพื้นฐาน
การกําหนดนักโทษทางความคิดของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลขึ้นอยู่กับข้อมูลที่มีให้กับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลและเกี่ยวกับสถานการณ์ที่นําไปสู่การคุมขังบุคคลนั้น
เมื่อได้มีการระบุชื่อบุคคลให้เป็นนักโทษทางความคิด แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยืนยันว่าบุคคลนั้นจะต้องได้รับการปล่อยตัวทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ไม่ได้รับรองมุมมองหรือพฤติกรรมในอดีตหรือปัจจุบันของพวกเขา
อ่านต่อ: https://bit.ly/3SFbJoN


