
กัมพูชา: แอมเนสตี้เรียกร้องให้ทางการกัมพูชาต้องปล่อยตัวนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมทั้ง 10 คนโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข
2 กรกฎาคม 2567
จากกรณี 10 นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมกัมพูชา กลุ่ม Mother Nature ถูกศาลสั่งจำคุก 6 และ 8 ปี ข้อหา ‘หมิ่นประมาทกษัตริย์’ และ ‘วางแผนต่อต้านรัฐบาล’ ปมบันทึกปัญหาสิ่งแวดล้อมในโตนเลสาบ ใกล้พระราชวัง แอมเนสตี้เรียกร้องให้ทางการกัมพูชาต้องปล่อยตัวนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมทั้ง 10 คนโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข
สืบเนื่องจากข่าวที่มีนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม 10 คนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Mother Nature Cambodia ถูกศาลกรุงพนมเปญตัดสินว่ามีความผิดฐาน “วางแผนต่อต้านรัฐบาล” และ “หมิ่นประมาทกษัตริย์”
มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ รองผู้อำนวยการภูมิภาคฝ่ายวิจัย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่าการตัดสินคดีนี้ถือเป็นการโจมตีภาคประชาสังคมของกัมพูชาอีกครั้ง เพราะกลุ่ม Mother Nature Cambodia เป็นกลุ่มนักกิจกรรมที่มีชื่อเสียงที่ให้ความสนใจกับความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการทุจริตในประเทศที่มีมาอย่างยาวนาน
“แทนที่จะรับฟังเสียงของผู้นำเยาวชนที่เป็นแนวหน้าของการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลกัมพูชากลับเลือกจำคุกผู้ที่กล้าออกมาส่งเสียงเรียกร้อง
ข้อมูลพื้นฐาน
การพิจารณาคดีนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมกัมพูชากลุ่ม Mother Nature ทั้ง10 รายเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2567 ที่ศาลกรุงพนมเปญ
โดย Yim Leanghy ,Sun Ratha และ Alejandro Gonzalez-Davidson ชาวสเปน ถูกจับกุมในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์และวางแผนต่อต้านรัฐบาลตามมาตรา 437 และ 453 ของกฎหมายอาญา
ขณะที่นักกิจกรรมรายอื่น ๆ ได้แก่ Thun Ratha, Long Kunthea, Phuon Keoraksmey, Ly Chandaravuth, Binh Piseth, Rai Raksa และ Pork Khoeuy ถูกจับกุมในข้อหาวางแผนต่อต้านรัฐบาล โดยข้อหาทั้งหมดมาจากกิจกรรมสาธารณะของกลุ่ม Mother Nature ตั้งแต่ปี 2555
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2567 นักกิจกรรมกลุ่ม Mother Nature ทั้ง 5 รายปฏิเสธที่จะเข้าห้องพิจารณาคดี เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนและผู้สนับสนุนติดตามการพิจารณาคดีซึ่งดำเนินการไปโดยไม่มีนักเคลื่อนไหวที่ถูกกล่าวหาเลยในวันนั้น
ทั้งนี้ศาลกรุงพนมเปญได้ตัดสินลงโทษนักกิจกรรมกัมพูชากลุ่ม Mother Nature 10 ราย โดย Chandaravuth, Thun Ratha, Kunthea, Keoraksmey, Piseth, Raksa และ Khoeuy ถูกตัดสินจำคุก 6 ปีในข้อหาวางแผนล้มล้างรัฐบาลตามมาตรา 453
ขณะที่ Sun Ratha, Gonzalez-Davidson และ Leanghy ถูกตัดสินจำคุก 8 ปีและปรับ 10,000,000 เรียลกัมพูชาหรือประมาณ 89,663 บาทในข้อหาวางแผนล้มล้างรัฐบาลและหมิ่นประมาทกษัตริย์ตามมาตรา 453 และ 437 ขณะที่ Gonzalez-Davidson ถูกห้ามพำนักในกัมพูชาถาวรหลังจากได้รับโทษจำคุกแล้ว
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีนักกิจกรรมหลายคนถูกจำคุกเนื่องกิจกรรมทางสิ่งแวดล้อมที่สันติของพวกเขา โดย Sun Ratha, Leanghy และ Chandaravuth ได้อยู่ในเรือนจำมาแล้ว 5 เดือนก่อนการพิจารณาคดีในช่วงปี 2564 ด้วยข้อหาเดียวกัน
ขณะที่ Thun Ratha, Kunthea และ Keoraksmey ถูกจับกุมในเดือนกันยายนปี 2563 ในข้อหายุยงปลุกปั่น หลังจากที่พวกเขาเดินขบวนประท้วงอย่างสันติเพื่อต่อต้านการถมทะเลสาบในเมือง โดยพวกเขาต้องอยู่ในเรือนจำเป็นเวลา 14 เดือน
ทั้งนี้การเคลื่อนไหวของกลุ่ม Mother Nature กัมพูชามุ่งเน้นไปที่การดึงความสนใจไปที่ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมซึ่งกิจกรรมของกลุ่มได้สะท้อนเสียงของเยาวชนกัมพูชาที่พบว่าตนเองมีอิทธิพลเพียงเล็กน้อยต่อการตัดสินใจที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม
กลุ่ม Mother Nature ได้ประสบความสำเร็จในการดึงความสนใจไปที่ปัญหาการขุดลอกทราย การถมทะเลสาบ และมลพิษ
กลุ่มนี้ได้รับรางวัล Right Livelihood ประจำปี 2566 ของสวีเดนจากการเคลื่อนไหวของพวกเขา แต่สมาชิกไม่สามารถเดินทางไปรับรางวัลนี้ที่กรุงสตอกโฮล์มได้ด้วยตนเองเนื่องจากมีข้อกล่าวหาต่าง ๆ
อ่านต่อ: https://bit.ly/3XPf48g
—–

อิสราเอล-ดินแดนของชาวปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง : นักลงทุนชาวดัตช์ผลักดันให้มีการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเพื่อหยุดการใช้เทคโนโลยีสอดแนมชาวปาเลสไตน์
4 กรกฎาคม 2567
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยินดีกับข้อเรียกร้องจากนักลงทุนรายใหญ่ในบริษัทผู้ผลิตกล้องสัญชาติดัตช์ที่ติดตั้งกล้องในกรุงเยรูซาเล็มตะวันออกให้คุ้มครองสิทธิมนุษยชน
ทั้งนี้ ASN Impact Investors ระบุว่า TKH Group บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำต้องใช้นโยบายการตรวจสอบสถานะด้านสิทธิมนุษยชนภายใน 1 ปี มิฉะนั้นการลงทุนจะถูกยกเลิก ซึ่งถือว่าเป็นการจัดวางแนวทางที่ถูกต้องในการผลักดันให้นักลงทุนรับผิดชอบการกระทำของผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการลงทุนของพวกเขา
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งปีกว่า หลังจากที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลตีพิมพ์รายงานเรื่อง Automated Apartheid: How facial recognition fragments, segregates and controls Palestinians in the OPT ซึ่งระบุว่าเครือข่ายกล้องวงจรปิดที่ใช้การจดจำใบหน้าจำนวนมากของอิสราเอลละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวปาเลสไตน์ที่อยู่เวสต์แบงก์ซึ่งถูกยึดครองและทำให้ระบบการแบ่งแยกเชื้อชาติของอิสราเอลฝังรากลึก
แมทท์ มาห์มูดี รักษาการหัวหน้าโครงการ Silicon Valley Initiative แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และนักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์และสิทธิมนุษยชน เผยว่า นักลงทุนจัดเตรียมเงื่อนไขและทรัพยากรที่เอื้ออำนวยให้กับหน่วยงาน เช่น TKH Security ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ TKH Group เพื่อพัฒนาและขายเทคโนโลยีเฝ้าระวังที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ การสอดส่องดูแลของพวกเขาเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เพิ่มสูงขึ้น
สืบเนื่องจากสิ่งที่ค้นพบในรายงาน Automated Apartheid ที่จัดทำโดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล นักลงทุนได้กล่าวกับแอมเนสตี้ว่า ASN Impact Investors ได้ตัดสินใจมีส่วนร่วมอย่างจริงจังกับ TKH Group เพื่อพัฒนานโยบายการตรวจสอบสถานะที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งหมายความว่า TKH Group มีเวลา 1 ปีในการตอบสนองความต้องการของ ASN Impact Investors มิฉะนั้นการลงทุนจะสิ้นสุดลง ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่หนักที่สุดของ ASN Impact Investors
รายงาน Automated Apartheid ของแอมเนสตี้ระบุถึงการใช้กล้องที่ผลิตโดย TKH Group ในกรุงเยรูซาเล็มตะวันออกที่ถูกยึดครอง ซึ่งน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของระบบจดจำใบหน้าแบบเครือข่าย Mabat 2000 ระบบนี้เปิดตัวในปี 2543 และได้รับการอัปเกรดอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2560 เพื่อบูรณาการความสามารถในการจดจำใบหน้า ทำให้ทางการอิสราเอลมีอำนาจในการควบคุมและสอดแนมชีวิตประจำวันของชาวปาเลสไตน์ในกรุงเยรูซาเล็มตะวันออกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยอำนวยความสะดวกในการจำกัดสิทธิในเสรีภาพการเคลื่อนไหวและสิทธิในเสรีภาพของการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุมโดยสงบ
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลพบว่ามีกล้องวงจรปิดหนึ่งถึงสองตัวในทุกๆ ห้าเมตรทั่วบริเวณเมืองเก่าของกรุงเยรูซาเล็มและชีคจาร์ราห์ การสอดแนมที่อยู่ทุกหนทุกแห่งโดยกล้องเหล่านี้ ได้สร้างบรรยากาศของความหวาดกลัว ความวิตกกังวล และการกดขี่ในหมู่ชาวปาเลสไตน์ ทำให้ระบบการแบ่งแยกเชื้อชาติของอิสราเอลฝังรากลึก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเยรูซาเล็มตะวันออก การใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า (FRT) ได้เพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับความพยายามของอิสราเอลในการบังคับขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากพื้นที่ยุทธศาสตร์ ส่งผลต่อความสามารถของชาวปาเลสไตน์ในการรวมตัวกันในที่สาธารณะ
ทางการอิสราเอลใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าเพื่อติดตามและจำกัดการเคลื่อนไหวของชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ในดินแดนที่ปาเลสไตน์ครอบครองและเพื่อบีบบังคับชาวปาเลสไตน์ออกจากพื้นที่ที่มีผลประโยชน์เชิงยุทธ์ศาสตร์ต่อทางการอิสราเอลและผู้ตั้งถิ่นฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ระบบการสอดแนมมวลชนและการเลือกปฏิบัติเหล่านี้ละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว ความเสมอภาค การไม่เลือกปฏิบัติและเสรีภาพในการเคลื่อนไหว
ในเดือนเมษายน 2564 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลพบผลิตภัณฑ์กล้องวงจรปิดของ TKH หลายรายการ ซึ่งอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานที่ดำเนินการโดยตำรวจอิสราเอลในกรุงเยรูซาเล็มตะวันออกที่ถูกยึดครอง จนถึงขณะนี้ TKH ยังไม่ได้ตอบคำถามของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเกี่ยวกับลักษณะผลิตภัณฑ์ของ TKH Security ที่ใช้โดยกองกำลังความมั่นคงของอิสราเอล รวมถึงความสัมพันธ์ทางอ้อม กระบวนการตรวจสอบสถานะด้านสิทธิมนุษยชน และว่าได้มีการให้หรือตั้งใจที่จะให้คำมั่นสัญญาต่อสาธารณะว่าจะไม่พัฒนาหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์จดจำใบหน้าหรือไม่
เนื่องจากการขาดความชัดเจนและความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการตรวจสอบสถานะด้านสิทธิมนุษยชนที่เข้มข้นขึ้น การตัดสินใจของ ASN จึงเป็นสิ่งสำคัญในการประกันความรับผิดชอบขององค์กร
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนภาคธุรกิจควรมีความรับผิดชอบในการดำเนินขั้นตอนเชิงรุกและดำเนินการต่อเนื่องเพื่อระบุและตอบสนองต่อผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นแล้วของปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำเนินการตรวจสอบสถานะด้านสิทธิมนุษยชนที่เข้มข้นขึ้นเพื่อระบุ ป้องกัน บรรเทา และรับผิดชอบสำหรับการจัดการกับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน นักลงทุนและผู้ให้บริการเฝ้าระวังไม่ควรมีส่วนร่วมในการพัฒนาหรือจำหน่ายเทคโนโลยีจดจำใบหน้า และหยุดการส่งออกให้กับทางการอิสราเอลเพื่อใช้กับชาวปาเลสไตน์ทันที
ทั้งนี้แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้ทั่วโลกห้ามการพัฒนา จำหน่าย ส่งออก และการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า เพื่อวัตถุประสงค์ในการสอดแนม
อ่านต่อ: https://bit.ly/3VXKuXg
—–

ไนจีเรีย: หน่วยงานกำกับดูแลต้องช่วยปกป้องสิทธิมนุษยชนโดยประกันว่าไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในการประเมินข้อเสนอการขายของเชลล์
5 กรกฎาคม 2567
สืบเนื่องจากหน่วยงานกำกับดูแลน้ำมันของไนจีเรียได้จ้าง Boston Consulting Group (BCG) และ S&P Global เพื่อช่วยกลั่นกรองการขายสินทรัพย์บนชายฝั่งของบริษัทเชลล์ในประเทศไนจีเรีย
อีซา ซานูซี ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ไนจีเรีย เผยว่า หน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาลที่ดูแลการขายสินทรัพย์บนชายฝั่งของเชลล์ในไนจีเรียจะต้องหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ใดๆ ด้วยการรับรองและรับประกันความเป็นอิสระอย่างเต็มที่ของที่ปรึกษารายใดก็ตามที่ใช้ในการตรวจสอบข้อเสนอการขายสินทรัพย์ของเชลล์ในไนจีเรีย
“การตัดสินใจโดยคณะกรรมการ Nigerian Upstream Petroleum Regulatory Commission ที่จะจ้าง BCG ซึ่งทำงานด้านอื่นๆ จำนวนมากให้กับเชลล์อยู่แล้ว เพื่อช่วยประเมินการขายครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวล นอกจากยังมีความกังวลในทำนองเดียวกันว่า S&P Global ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจัดอันดับหนี้และความน่าเชื่อถือทางเครดิตของเชลล์ ตลอดจนการให้บริการอื่นๆ แก่บริษัทน้ำมันรายดังกล่าว ก็มีส่วนเกี่ยวข้องเช่นกัน”
เมื่อคำนึงถึงความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างมหาศาล การตรวจสอบการขายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่เพียงแต่เป็นอิสระเท่านั้น แต่ยังต้องถูกมองว่าเป็นอิสระอีกด้วย เชลล์ต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อการรั่วไหลของน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ขาย ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ปนเปื้อนน้ำดื่ม และเป็นพิษต่อพื้นที่เกษตรกรรม การประมง และประชาชนมานานหลายทศวรรษ
การรับประกันใดๆ จากกลุ่มที่ปรึกษาเหล่านี้ว่า การตรวจสอบของพวกเขาจะถูกแยกออกจากผลประโยชน์ทางการค้าในวงกว้างกับเชลล์ ไม่น่าจะบรรเทาความกังวลที่ว่าพวกเขาอาจลดมาตรการเยียวยาที่จำเป็นเพื่อจัดการกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของเชลล์ได้
“อีกสิ่งที่สำคัญคือผู้ที่จะซื้อธุรกิจนี้จะต้องมีความสามารถและความมั่นคงทางการเงินในการจัดการการดำเนินงานอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเพื่อประกันว่าชุมชนท้องถิ่นจะไม่ได้รับอันตรายเพิ่มเติม ข้อตกลงดังกล่าวไม่ควรได้รับอนุญาตให้ดำเนินการต่อจนกว่าจะมีมาตรการป้องกันต่างๆ เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนอย่างเต็มที่”
อ่านต่อ: https://bit.ly/4czr42m
—–
รัสเซีย: นักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกจับกุมฐานแสดงโลโก้เฟซบุ๊ก “กลุ่มหัวรุนแรง” จะต้องได้รับการปล่อยตัวทันที
5 กรกฎาคม 2567
จากกรณีที่มีการจับกุม อเล็กเซ โซโคลอฟ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวรัสเซียโดยพลการในเมืองเยคาเตรินเบิร์ก เทือกเขาอูราล ฐานแสดงโลโก้เฟซบุ๊กทางออนไลน์ซึ่งถือเป็น “สัญลักษณ์ของกลุ่มหัวรุนแรง” ในรัสเซีย
นาตาเลีย ซเวียจินา ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล รัสเซีย กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้ ทางการรัสเซียกำลังพยายามแก้แค้นอเล็กเซ โซโคลอฟ ที่เขาปกป้องสิทธิของนักโทษอย่างไม่หยุดยั้ง และการเปิดโปงการทรมานในเรือนจำรัสเซียตลอดเกือบ 2 ทศวรรษ
ในส่วนการแสดงโลโก้ในเฟซบุ๊กนั้น เขาถูกตั้งข้อหาด้วยข้ออ้างซึ่งคงเป็นเรื่องน่าหัวเราะหากไม่ได้เกิดขึ้นจริง และต้องสูญเสียอิสรภาพและความปลอดภัยส่วนบุคคลของเขา
คดีของอเล็กเซ โซโคลอฟ เป็นสัญลักษณ์ของทางการรัสเซียที่พร้อมจะปราบปรามผู้เห็นต่างและปิดปากนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
อ่านต่อ: https://bit.ly/3zuzWro
—–
โลก: ข้อตกลงประเทศเจ้าภาพ COP29 กับอาเซอร์ไบจานต้องรับประกันสิทธิมนุษยชนและเปิดเผยต่อสาธารณะ
4 กรกฎาคม 2567
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุว่าผู้จัดงานการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ COP29 ของสหประชาชาติในเดือนพฤศจิกายนจะต้องประกันว่าข้อตกลงประเทศเจ้าภาพ (HCA) กับทางการอาเซอร์ไบจานต้องมีการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และจะต้องเปิดเผยต่อสาธารณะทันทีหลังจากลงนาม เพื่อให้ผู้ที่จะเข้าร่วมสามารถประเมินความเสี่ยงที่พวกเขาจะต้องเผชิญในงานนี้ได้
แม้จะมีความพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเพิ่งได้รับข้อตกลงประเทศเจ้าภาพ (HCA) สำหรับ COP เมื่อปีที่แล้วระหว่างกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
HCA นี้มีข้อบกพร่องและความคลุมเครือที่สำคัญในการคุ้มครองสิทธิสำหรับผู้เข้าร่วมในดูไบ ทำให้เกิดความกังวลมากขึ้นว่าข้อตกลงกับรัฐบาลอาเซอร์ไบจานจะขาดการปกป้องสิทธิมนุษยชนและพื้นที่พลเมืองอย่างเต็มที่ในการประชุม COP29 และจะไม่เปิดเผยต่อสาธารณะก่อนการประชุมสุดยอดในทำนองเดียวกัน
แอนน์ แฮร์ริสัน ที่ปรึกษานโยบายสภาพภูมิอากาศของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวว่า ข้อตกลงประเทศเจ้าภาพระหว่าง UNFCCC และทางอาเซอร์ไบจานจะต้องมีการรับประกันว่าสิทธิมนุษยชนทั้งหมดจะได้รับการเคารพและคุ้มครอง ทั้งภายในและภายนอกพื้นที่จัดงาน ซึ่งรวมถึงสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากทางการอาเซอร์ไบจานได้ควบคุมการวิพากษ์วิจารณ์อยู่เป็นประจำ และเมื่อเร็วๆ นี้ ได้เพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามผู้เห็นต่างโดยการควบคุมตัวนักข่าว นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมด้านสิทธิสภาพภูมิอากาศ เช่น อานาร์ มัมมัดลี ที่เรากำลังเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขา รวมถึงปล่อยตัวคนอื่นๆ ทั้งหมดที่ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวอย่างไม่ยุติธรรม
“เนื่องจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่กระทำโดยรัฐบาลอาเซอร์ไบจาน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ข้อตกลงประเทศเจ้าภาพที่ทำกับ UNFCCC จะต้องถูกเปิดเผยต่อสาธารณะทันทีหลังจากการลงนาม ซึ่งจะได้พิจารณาอย่างละเอียดเพื่อประเมินขอบเขตพื้นที่พลเมืองในการประชุม COP29 ที่ได้รับการคุ้มครอง”
ขณะเดียวกันสำนักเลขาธิการ UNFCCC ควรเผยแพร่ HCA ในอดีตและในอนาคตทั้งหมดบนเว็บไซต์ของตนเพื่อความโปร่งใสและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเอกสารในวงกว้าง อาเซอร์ไบจานในฐานะภาคีของอนุสัญญาอาร์ฮุสว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะก็ควรเผยแพร่ข้อตกลงดังกล่าวด้วย
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้บันทึกว่าการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ COP ครั้งก่อนๆ ซึ่งรวมถึงการประชุมในโปแลนด์ สเปน สหราชอาณาจักร อียิปต์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พบว่ามีการจำกัดสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ
นอกจากนี้แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังบันทึกการละเมิดสิทธิเหล่านี้และสิทธิอื่นๆ อย่างร้ายแรงในอาเซอร์ไบจาน ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและความมั่นคงของผู้เข้าร่วมการประชุม COP ปีนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นที่บากูระหว่างวันที่ 11 ถึง 22 พฤศจิกายนนี้
อ่านต่อ: https://bit.ly/3VTlbWy


