
โลก: การประชุมโดฮาในประเด็นอัฟกานิสถานที่สหประชาชาติเป็นเจ้าภาพกำลังเผชิญหน้ากับการทดสอบความน่าเชื่อถือ
21 มิถุนายน 2567
แอกเนส คัลลามาร์ด เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเผยว่า การประชุมครั้งนี้จะขาดความน่าเชื่อถือ หากไม่สามารถแก้ไขวิกฤตสิทธิมนุษยชนในอัฟกานิสถานได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งความล้มเหลวในการปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหญิงชาวอัฟกานิสถาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจากภาคประชาสังคมอัฟกานิสถาน
เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวก่อนการประชุมสหประชาชาติเรื่องอัฟกานิสถานครั้งที่ 3 จะเริ่มขึ้นซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ในวันที่ 30 มิถุนายน-1 กรกฎาคม 2567
“การกีดกันการอภิปรายวิพากษ์วิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และถือเป็นตัวอย่างที่สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง การยอมจำนนต่อเงื่อนไขของกลุ่มตอลิบานเพื่อประกันการมีส่วนร่วมในการเจรจาอาจเสี่ยงต่อการสร้างความชอบธรรมให้กับระบบการกดขี่ที่อิงตามเพศสภาพ ซึ่งเป็นระบบที่พยายามลบล้างผู้หญิงและเด็กผู้หญิงออกจากสังคมด้วยการตัดสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่สุดของพวกเขาอย่างไร้ความปรานี”
การประชุมโดฮาที่กำลังจะมีขึ้นครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ของการเจรจาเรื่องอัฟกานิสถานที่สหประชาชาติเป็นเจ้าภาพหลายรอบในปีที่แล้ว ทั้งนี้กลุ่มตอลิบานไม่รวมอยู่ในการเจรจาชุดแรกในเดือนพฤษภาคม 2566 และปฏิเสธคำเชิญเข้าร่วมรอบที่สองในเดือนกุมภาพันธ์ 2567
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2567 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลร่วมกับองค์กรอื่นอีก 10 องค์กรได้ส่งจดหมายถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและประเทศสมาชิกเรียกร้องให้ประกันว่าสิทธิผู้หญิงจะเป็นศูนย์กลางของการอภิปรายทั้งหมดในการประชุมที่จะจัดขึ้นที่โดฮา นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกหลีกเลี่ยงการสร้างความเป็นปกติหรือความชอบธรรมให้กับกลุ่มตอลิบาน จนกว่าจะมีการแสดงความคืบหน้าด้านสิทธิมนุษยชนทั้งหมดที่วัดผลได้และได้รับการตรวจสอบอย่างอิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิสตรี พร้อมทั้งนำผู้ต้องสงสัยที่รับผิดชอบสำหรับอาชญากรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและการละเมิดสิทธิมนุษยชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม
ทั้งนี้ ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านอัฟกานิสถานได้ระบุในรายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วโดยกล่าวถึงระบบการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงและเด็กหญิงของตอลิบานว่า “แพร่หลายและมีระเบียบวิธี” นอกจากนี้ยังมีการรณรงค์ระดับโลกที่กำลังเติบโตขึ้นซึ่งนำโดยผู้หญิงชาวอัฟกานิสถานเพื่อรวมการแบ่งแยกทางเพศไว้ในประมวลกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เข้าร่วมการรณรงค์นี้
อ่านต่อ: https://bit.ly/4c4oT6x
—–

คีร์กีซสถาน: การพ้นผิดใน “คดีเคมเปียร์-อาบัด” ถือเป็นชัยชนะเพื่อความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน
14 มิถุนายน 2567
จากกรณีที่มีจำเลยอย่างน้อย 22 คนพ้นผิดในคดีที่เรียกว่า “คดีเคมเปียร์-อาบัด”
มารี สตรูเทอร์ส ผู้อำนวยการภูมิภาคยุโรปตะวันออกและเอเชียกลาง แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า การพ้นผิดของจำเลยใน “คดีเคมเปียร์-อาบัด” ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ข้อกล่าวหาต่อพวกเขานั้นมีแรงจูงใจทางการเมือง คดีนี้ได้รับความเสียหายจากความไม่สอดคล้องกันและการละเมิดขั้นตอน และพวกเขาต้องทนรับการรักษาที่ไร้มนุษยธรรมเป็นเวลานานหลายเดือน รวมถึงการไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่เพียงพอ กล่าวโดยสรุป คนเหล่านี้ไม่ควรถูกตั้งข้อหาและถูกดำเนินคดีตั้งแต่แรกจากการใช้สิทธิมนุษยชนโดยสงบ
“เราร่วมมือกับภาคประชาสังคมของคีร์กีซสถาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหญิงที่ทำงานอย่างหนักในคดีนี้ เราขอชื่นชมคำตัดสินที่เป็นธรรมนี้ และหวังว่าคำตัดสินดังกล่าวจะเป็นแบบอย่างสำหรับการปล่อยตัวบุคคลทุกคนที่ขณะนี้กำลังเผชิญกับการดำเนินคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมืองในคีร์กีซสถาน”
ขณะที่ ริตา คาราซาร์โตวา นักปกป้องสิทธิมนุษยชน :ซึ่งเป็นหนึ่งในจำเลยและบุคคลสำคัญของในแคมเปญ “เขียน เปลี่ยน โลก” ประจำปี 2566 (Write for Rights 2023) ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวกับองค์กรว่า “พวกเราไม่คาดไม่ถึงเลย เราร้องไห้ด้วยความตื่นเต้น…เรารู้สึกขอบคุณมาก”
อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาต่อจำเลยใน “คดีเคมเปียร์-อาบัด” มีแรงจูงใจทางการเมืองและตั้งอยู่บนข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลว่าพวกเขากำลังวางแผนก่อจลาจลครั้งใหญ่ คดีนี้ได้เน้นย้ำถึงประเด็นที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมและการปราบปรามสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกในคีร์กีซสถาน ซึ่งก่อนที่จะมีการตัดสินของศาลในกรณีนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้ออกแถลงการณ์ให้สื่อมวลชนพร้อมรายละเอียดเรียบร้อยแล้ว
อ่านต่อ: https://bit.ly/3zgcrC6
—–

สาธารณรัฐคองโก: แอมเนสตี้เรียกร้องการสอบสวนอย่างเร่งด่วนต่อกรณีการระงับกิจกรรมของโรงงานรีไซเคิล Metssa Congo
19 มิถุนายน 2567
จากกรณีที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมคองโกระงับการดำเนินงานของ Metssa Congo โดยสิ้นเชิงจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม เนื่องจากโรงงานรีไซเคิลมีความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
ซามิรา ดาวูด ผู้อำนวยการภูมิภาคแอฟริกากลางและตะวันตก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า แอมเนสตี้ยินดีกับการตัดสินใจระงับการดำเนินงานของ Metssa Congo หลังจากการเผยแพร่รายงานเมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งมีรายละเอียดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนท้องถิ่น
อ่านรายงานของแอมเนสตี้เรื่อง “ในเงามืดของอุตสาหกรรมในสาธารณรัฐคองโก”
“ขณะนี้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการสอบสวนอย่างเร่งด่วนเกี่ยวกับผลกระทบที่โรงงานรีไซเคิล Metssa Congo ที่มีต่อสิทธิของชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับโรงงาน และเผยแพร่รายงานดังกล่าวต่อสาธารณะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลการสอบสวน มาตรการแก้ไขสำหรับผู้อยู่อาศัยและความเป็นไปได้ในการย้ายที่ตั้งโรงงานที่ต้องถูกนำมาพิจารณา
ขณะที่กลุ่มชาวบ้านในเมือง Vindoulou ในภูมิภาค Pointe-Noire ได้ร้องเรียนมานานหลายปีเกี่ยวกับควันที่เล็ดลอดออกมาจากโรงงานรีไซเคิล Metssa Congo ซึ่งผลิตแท่งตะกั่วเพื่อการส่งออก และอยู่ห่างจากโรงเรียนเพียง 50 เมตร
รายงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลซึ่งเน้นไปที่กิจกรรมของบริษัทอุตสาหกรรม 3 แห่ง แสดงให้เห็นว่า Metssa Congo ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท Metssa ของอินเดีย ไม่ได้ดำเนินการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมใดๆ ก่อนที่จะก่อตั้งในปี 2556 ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายของคองโก บริษัทอ้างว่าได้รับใบอนุญาตในปี 2561 และใบรับรองการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมในปี 2566 เป็นระยะเวลา 10 ปีหลังจากเริ่มดำเนินการ
โดยในปี 2566 ตัวอย่างเลือดที่เก็บมาจากชาวบ้าน 18 คนที่อาศัยอยู่ใกล้โรงงาน รวมถึงเด็ก ได้รับการวิเคราะห์โดยห้องปฏิบัติการอิสระที่ได้รับการสนับสนุนจากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล พบความเข้มข้นของสารตะกั่วที่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลก ขณะที่บริษัทอ้างว่าควันที่เล็ดลอดออกมาจากโรงงานไม่เป็นพิษ
อ่านต่อ: https://bit.ly/4bbksFO
—–
แองโกลา: แอมเนสตี้เรียกร้องตำรวจต้องเคารพสิทธิในการชุมนุมประท้วงตามที่กำหนดไว้ในวันที่ 22 มิถุนายน
19 มิถุนายน 2567
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า ตำรวจต้องเคารพสิทธิของผู้ชุมนุมประท้วงในลูอันดาในระหว่างการเดินขบวนตามที่กำหนดไว้ในวันที่ 22 มิถุนายน เพื่อประท้วงความถดถอยทางเศรษฐกิจและการปราบปรามทางการเมือง
แอมเนสตี้ได้บันทึกเหตุการณ์ที่ตำรวจแองโกลายิงผู้ชุมนุมประท้วงด้วยกระสุนจริงและแก๊สน้ำตาอย่างสม่ำเสมอและผิดกฎหมาย รวมทั้งจับกุมมวลชนและการละเมิดอื่นๆ ในระหว่างการประท้วงโดยสงบตั้งแต่ปี 2563
วงไก ชิกวานดา รองผู้อำนวยการภูมิภาคฝ่ายรณรงค์ระหว่างประเทศในแอฟริกาใต้และตะวันออก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า การชุมนุมประท้วงตามที่กำหนดไว้ในวันที่ 22 มิถุนายน ไม่ควรเป็นโอกาสให้ตำรวจแองโกลาจับกุมผู้คนโดยพลการ หรือการยิงใส่ผู้ชุมนุมประท้วงโดยสงบด้วยกระสุน แก๊สน้ำตา หรือปืนฉีดน้ำ ดังที่กองกำลังความมั่นคงเคยทำมาแล้วหลายครั้งในอดีต
“เจ้าหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่สลายผู้ชุมนุมประท้วงโดยสงบ พวกเขาควรปล่อยตัวนักโทษทั้งหมดที่เคยถูกตัดสินลงโทษเพียงเพราะใช้สิทธิในเสรีภาพการชุมนุมประท้วงโดยสงบด้วย”
ขบวนการเอกภาพแห่งชาติเพื่อการปฏิวัติแองโกลา (UNTRA Movement) เรียกร้องให้มีการชุมนุมประท้วงเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนในเมืองลูอันดา เพื่อต่อต้านค่าครองชีพและการคมนาคมขนส่งที่สูง ตลอดจนอาชญากรรมและการว่างงานในระดับสูง ขบวนการ UNTRA ระบุว่าการชุมนุมประท้วงตามแผนที่วางไว้ยังจัดขึ้นเพื่อต่อต้านการกักขังนักเคลื่อนไหวตามอำเภอใจ ที่ถูกตำรวจจับกุมก่อนการชุมนุมประท้วงในลูอันดาเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2566
อ่านต่อ: https://bit.ly/3KWuxM3
—–
ซิมบับเว: เจ้าหน้าที่ต้องปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวฝ่ายค้านที่ถูกควบคุมตัวโดยพลการทันที
19 มิถุนายน 2567
จากกรณีที่มีการควบคุมตัวโดยพลการและข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทรมานสมาชิกพรรค Citizens Coalition for Change (CCC) ซึ่งเป็นฝ่ายค้านมากกว่า 70 คน หลังจากการจับกุมครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2567
คานโย ฟาริเซ รองผู้อำนวยการภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า การจับกุมและควบคุมตัวสมาชิกฝ่ายค้าน 77 คนโดยพลการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมตัวกันอย่างสงบ ณ บ้านพักส่วนตัว เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการปราบปรามประชาชนที่ใช้สิทธิในเสรีภาพการชุมนุมและการแสดงออกโดยสงบที่น่ากังวล
“ทางการซิมบับเวจะต้องปล่อยตัวสมาชิกฝ่ายค้านเหล่านี้โดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข และถอนข้อกล่าวหาทั้งหมดต่อพวกเขา เจ้าหน้าที่ยังต้องสนับสนุนพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญและระหว่างประเทศของซิมบับเว รวมถึงสิทธิในการชุมนุมประท้วงโดยสงบ เสรีภาพ และการเป็นอิสระจากการถูกทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ”
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2567 ตำรวจได้จับกุมและควบคุมตัวสมาชิก CCC 78 คน รวมถึงเจมสัน ทิมบา รักษาการหัวหน้าพรรค ซึ่งรวมตัวกันที่บ้านของทิมบาเพื่อรำลึกถึงวันเด็กแอฟริกันสากล หนึ่งในบุคคลที่ถูกจับกุมเป็นแม่ลูกอ่อน และอีกคนหนึ่งเป็นผู้เยาว์วัย 17 ปี ซึ่งตั้งแต่นั้นมาได้รับการปล่อยตัวให้อยู่ในความดูแลของพ่อแม่
คนกลุ่มนี้ถูกควบคุมตัวนานกว่า 48 ชั่วโมงโดยไม่ปรากฏตัวต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายซิมบับเว ต่อมา วันที่ 17 มิถุนายน ตำรวจตั้งข้อหา “รวมตัวกันโดยมีเจตนาที่จะส่งเสริมความรุนแรงในที่สาธารณะและพฤติกรรมที่ไม่เป็นระเบียบ” ต่อนักเคลื่อนไหวทั้ง 77 คนซึ่งพวกเขายังคงถูกคุมขังระหว่างรอการพิจารณาคดีของศาลในวันที่ 20 มิถุนายน
อ่านต่อ: https://bit.ly/4cqhkHi


