
โลก: เทคโนโลยีใหม่และ AI ที่ใช้แถบชายแดนเพิ่มความไม่เท่าเทียมและบ่อนทำลายสิทธิมนุษยชนของผู้อพยพ
21 พฤษภาคม 2567
ในข้อมูลสรุปการวิจัยใหม่ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้บันทึกข้อมูลอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับวิธีการที่เทคโนโลยีมีส่วนทำให้เกิดแนวโน้มการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ชายแดนเพิ่มขึ้น และเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ หยุดใช้เทคโนโลยีดังกล่าวจนกว่าจะสามารถประกันได้ว่าการใช้งานเหล่านั้นจะไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน
ข้อมูลสรุปของ The Digital Border: Migration, Technology, and Inequality ระบุว่าการใช้เทคโนโลยีใหม่โดยผู้มีบทบาททั้งที่เป็นรัฐและไม่ใช่รัฐในระบบการย้ายถิ่นทั่วโลกเพิ่มโอกาสที่จะละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้พลัดถิ่น รวมถึงสิทธิในความเป็นส่วนตัว การไม่เลือกปฏิบัติ ความเสมอภาค และการขอลี้ภัย
เอลิซา เอสเพน เจ้าหน้าที่ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า ต้องไม่มีการเสียสละการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเพื่อผลประโยชน์ของเอกชน รัฐไม่มีพันธกรณีต่อบริษัทเอกชน แต่มีพันธกรณีในการประกันว่าผู้มีบทบาททั้งที่เป็นรัฐและไม่ใช่รัฐจะต้องเคารพสิทธิมนุษยชนของผู้พลัดถิ่น
เทคโนโลยียังทำให้ความไม่เท่าเทียมทางเชื้อชาติ เศรษฐกิจ และสังคมที่ชายแดนและที่อื่นๆ รุนแรงขึ้น แรงงานข้ามชาติและบุคคลอื่นๆ ที่มีสถานะความเป็นพลเมืองที่ไม่มั่นคงมักจะถูกสอดแนม ติดตาม และแสวงหาผลประโยชน์ในทางดิจิทัลในรูปแบบเดียวกับผู้ขอลี้ภัยและผู้ลี้ภัย และตกเป็นเป้าหมายของเทคโนโลยีเหล่านี้เช่นเดียวกันเพราะพวกเขาไม่สามารถเลือกปฏิเสธหรือแสวงหาการเยียวยาจากความเสียหายได้
ลักษณะที่ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวของเทคโนโลยีเหล่านี้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความเป็นอยู่ของผู้คนที่ข้ามพรมแดนเพื่อแสวงหาความปลอดภัยและความสามารถในการใช้สิทธิในการขอลี้ภัย การใช้เทคโนโลยีที่ใช้ข้อมูลจำนวนมากที่บริเวณชายแดนและรอบๆ เช่น การเซ็นเซอร์ทางชีวภาพและโดรนสอดแนมระดับที่ใช้ในกองทัพ ยิ่งสร้างความเสียหายให้กับประชากรผู้พลัดถิ่น ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแสวงหาผลประโยชน์และผลักให้อยู่ชายขอบเนื่องจากการข้ามพรมแดนเพื่อหลบหนีสถานการณ์อันตรายที่บ้านเกิด
“รัฐบาลทั่วโลกต้องทำงานเพื่อควบคุมการพัฒนาและการใช้เทคโนโลยีที่เป็นอันตราย และปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเพื่อปกป้องสิทธิของผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ”
“บริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้จะต้องมีมาตรการป้องกันในการใช้งาน และดำเนินการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนและการประเมินผลกระทบต่อข้อมูลล่วงหน้าก่อนการใช้งาน ไม่ใช่หลังจากที่มีการละเมิดเกิดขึ้นแล้ว”
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้ประเทศและบริษัทต่างๆ จัดการกับการเหยียดเชื้อชาติอย่างเป็นระบบในการบริหารจัดการชายแดน และหยุดการพัฒนาเทคโนโลยีที่ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวซึ่งทำให้ผู้คนตกอยู่ในความเสี่ยง
อ่านต่อ: https://bit.ly/3yBdfRK


